ภาษามานิ (ซาไก)

          

          ตามรอยมานิ

          มานิเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง อาศัยอยู่ในป่าบริเวณเทือกเขาบรรทัด ในเขตจังหวัดตรัง สตูล และพัทลุง มีประชากรโดยประมาณ ๓๐๐ คน คำว่า มานิ หรือ มันนิ หมายถึง คนหรือมนุษย์ เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์นี้ใช้เรียกตนเอง แต่คนทั่วไปรู้จักในนาม เงาะป่า หรือ ซาไก เนื่องจากมีลักษณะทางกายภาพที่มีผมหยิก ผิวคล้ำ คำนี้หมายถึง ทาส คนป่า คนเถื่อน เป็นคำที่คนอื่นเรียกคนกลุ่มนี้ นักวิชาการด้านโบราณคดีเชื่อว่า มานิ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากว่าหมื่นปี มีเชื้อสายนิกริโต (Nigrito) เป็นกลุ่มย่อยของนิกรอยด์ (Negroid) และยังคงดำรงอยู่กระทั่งปัจจุบัน โดยเฉพาะเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของมานิ ที่เรียกว่า วัฒนธรรมแบบหาของป่า-ล่าสัตว์ (Hunting Gathering Society) โดยลักษณะทางวัฒนธรรมแบบนี้ เน้นการปรับตัวให้อยู่ร่วมกับระบบนิเวศวิทยาทางธรรมชาติ โดยใช้ความรู้ภูมิปัญญาการดำรงชีวิตในป่า เช่น ความรู้ด้านการล่าสัตว์ การทำกระบอกไม้ซาง และลูกดอกอาบยาพิษ การรู้จักสรรพคุณต่าง  ๆ ของพืช ความรู้เรื่องนิสัยสัญชาตญาณและธรรมชาติของสัตว์ประเภทต่าง ๆ รวมทั้งความรู้ภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับป่า การใช้ชีวิตในป่า สิ่งเหล่านี้เป็นทั้งภูมิปัญญาและทักษะในการดำรงชีวิตเพื่อการอยู่รอดโดยพึ่งพาระบบนิเวศภายในป่า เพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของตน ได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค อันเป็นวัฒนธรรมที่ตกทอดมนับหมื่นปี และเป็นกลุ่มวัฒนธรรมในประเทศไทยที่ปัจจุบันยังคงรูปแบบวัฒนธรรมแบบนี้ไว้ได้

 

            เรียนรู้ภาษามานิ

            ภาษามานิเป็นภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขามอญ-เขมร กลุ่มย่อยอัสเลียน ภาษาในกลุ่มย่อยเดียวกันที่มีความใกล้เคียง ได้แก่ ภาษากันซิว ในจังหวัดยะลา ภาษาแต๊นแอ๊น ในจังหวัดตรัง สตูล และพัทลุง

            ระบบเสียงภาษามานิ[1] อำเภอควนโดน จังหวัดสตูลมีหน่วยเสียงพยัญชนะต้นเดี่ยว ๒๒ หน่วยเสียง ได้แก่ ก (k) กฺ (g)(kh) (Ɣ) ง (ŋ) จ (c) ช (ch) (ɕ)(ɲ) (d) (t) (th) (n) (b) (p) (w) (m) (j) (l) (w) (ʔ) (h) เช่น บูวะ = ลม ปะลิก = ค้างคาว ตัมบัง = หน่อไม้ หน่วยเสียงพยัญชนะควบกล้ำที่ปรากฏในภาษามานิมี ๔ หน่วยเสียง ได้แก่ กล (kl) คว (khw) บล (bl) ปล (pl) ภาษามานิมีพยัญชนะท้ายที่แสดงลักษณะของภาษากลุ่มมอญ-เขมรที่ชัดเจน กล่าวคือ มีจำนวนเสียงพยัญชนะสะกดมากถึง ๑๓ หน่วยเสียง ได้แก่ ก (k) ง (ŋ) (c) ฌ (ɕ) ญ (ɲ) ด (t) น (n) บ (p) ม (m) ย (j) ว (w) อ (ʔ) ฮ (h) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้พยัญชนะสะกด จ (c) ฌ (ɕ) ญ (ɲ) และ ฮ (h) ตัวอย่างเช่น บาจ = ขุด เอเยฌ = รากแก้ว ฮาญ = ปาก ละแบะฮ = ปล้อง (ไม้ไผ่) มอฮ = จมูก

สระเดี่ยว ได้แก่ อา (a) อี (i) อือ (ɯ) อู (u) เอ (e) แอ (ɛ) โอ (o) ออ (ɔ) เออ (ə) ภาษามานิมีการออกเสียงสระสั้นและยาว แต่ก็ไม่มีบทบาทในการจำแนกความหมายของคำ สระประสมได้แก่ เอีย (ia) เอือ (ɯa) อัว (ua) อิ-เอ (ie) อิ-แอ (iɛ) นอกจากนี้สระในภาษามานิยังมีลักษณะที่เป็นสระนาสิก (สระที่ออกเสียงขึ้นจมูก) อีกด้วย และไม่มีระดับเสียงวรรณยุกต์ที่ใช้จำแนกความหมายของคำ

          คำที่มีสองพยางค์ คนมานิเวลาออกเสียงจะเน้นหนักพยางค์ที่สอง ได้แก่ จะกฺง = แบก บะเตว = น้ำ บิแลฮ = ใส่ อัมบืง = เห่า ฮันแดง = รู มะเลง = ป่าทึกหรือป่าดงดิบ

            การเรียงคำในประโยค มีลักษณะ ประธาน-กริยา-กรรม เช่น นะ ฮาว ตะกบ <แม่-กิน-หัวมันป่า> = แม่กินหัวมันป่า ประโยคปฏิเสธ เช่น อิง เอยบะ แดง ตะเอาะ  <ฉัน-ไม่-เห็น-เสือ> = ฉันไม่เห็นเสือ ภาษามานิมีลักษณะทางภาษาที่มีเสียงพยัญชนะท้ายเป็นเสียงกักที่เส้นเสียงเป็นจำนวนมาก และในภาษามานิไม่มีคำด่าหรือคำพูดหยาบคาย และไม่มีคำที่แสดงถึงชนชั้นทางสังคม

 

            สถานการณ์ภาษามานิ

            กลุ่มชาติพันธุ์นี้มีเพียงภาษาพูดไม่มีภาษาเขียนหรือตัวอักษร คำศัพท์ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ มีการยืมศัพท์จากภาษาไทยภาคกลาง ภาษาไทยถิ่นใต้ และภาษามลายูถิ่น เนื่องจากคนกลุ่มนี้อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ป่าเทือกเขาบรรทัดทางภาคใต้ของประเทศไทย ในเขตจังหวัดตรัง พัทลุง และสตูล แม้ว่ายังมีมานิจำนวนหนึ่งที่ยังคงดำรงชีวิตอยู่ในป่ามีการติดต่อกับกลุ่มคนภายนอกน้อยและยังคงรักษาภาษาและวัฒนธรรมของตนไว้ได้ แต่ก็มีมานิอีกหลายกลุ่มที่ไม่สามารถดำรงชีวิตในป่าได้อีกต่อไป เนื่องจากสภาพพื้นที่ป่าขาดความอุดมสมบูรณ์และลดลงเป็นอย่างมากจากการถูกบุกรุกพื้นที่ป่าที่เคยเป็นแหล่งอาหาร ทำให้คนมานิต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เข้ากับสภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น บางกลุ่มก็เปลี่ยนมาทำไร่ข้าว ทำสวนยางพารา รับจ้าง หาของป่าออกมาขาย มีการติดต่อกับคนภายนอก รวมทั้งนโยบายของรัฐที่กำหนดให้ชาวมานิบางกลุ่มอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่รัฐกำหนดทำให้เขาได้ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมและภาษาของคนกลุ่มใหญ่ จึงทำให้คนมานิได้เรียนรู้ภาษาของผู้ที่ตนติดต่อด้วยเพื่อจะได้สื่อสารกันรู้เรื่องมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นภาษาไทยถิ่นใต้ เมื่อมีการติดต่อกับคนภายนอกมากขึ้น จนมีบางพื้นที่ที่เยาวชนมานิเกือบจะพูดภาษามานิไม่ได้แล้วโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดตรัง สถานการณ์เหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อภาษา วิถีชีวิตและวัฒนธรรมในด้านต่าง ๆ ภาษามานิเป็นภาษาที่นักภาษาศาสตร์จัดให้อยู่ในกลุ่มภาษาในภาวะวิกฤตภาษาหนึ่ง เนื่องจากเป็นกลุ่มขนาดเล็กมีประชากรไม่มาก ไม่มีภาษาเขียน และยังมีการรับภาษาและวัฒนธรรมของคนนอกมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าไม่มีการดูแลรักษาภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์นี้ คนรุ่นหลังอาจจะไม่ได้ยินภาษานี้อีกต่อไป

 

            รู้รักษาภาษามานิ

            การธำรงอยู่ของภาษาและวัฒนธรรมมานิมีเงื่อนไขสำคัญ คือความสัมพันธ์ระหว่างฐานทรัพยากรทางธรรมชาติที่เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรม เช่น สภาพแวดล้อม พื้นที่ป่า พันธุ์สัตว์ป่า และพันธุ์พืชที่จำเป็นในการดำรงชีวิต ถ้าสิ่งเหล่านี้สูญหายไป ภาษาและวัฒนธรรมมานิก็จะหายไปด้วยโดยปริยาย อย่างไรก็ตามกลุ่มชาติพันธุ์มานิยังคงมีการสื่อสารด้วยภาษามานิกันภายในกลุ่ม มีการถ่ายทอดภาษาและวิถีการดำรงชีวิตจากรุ่นสู่รุ่น รวมทั้งนักวิชาการทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศต่างเห็นคุณค่าและความสำคัญของภาษาและภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์นี้ จึงได้พยายามศึกษา รวบรวมภาษาและเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์นี้ไว้ เพื่อเก็บไว้เป็นองค์ความรู้ในการถ่ายทอดและป้องกันการถดถอยของภาษาและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์มานิมิให้สูญหาย

            อนึ่ง กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมยังมีส่วนช่วยในการสงวนรักษาภาษานี้โดยการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๖ โดยหวังว่าจะมีการรวบรวมเรื่องราว องค์ความรู้ และภูมิปัญญาต่าง ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์มานิให้สามารถคงอยู่ได้อย่างมีพลวัตต่อไป

 

 เรื่อง :ชุมพล โพธิสาร และ ภัทราพันธ์ อุดมศรี
ภาพ : ยอด เนตรสุวรรณ และ สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์ 

Hits: 753