ภาษาปลัง

ภาษาปลัง

คนปลังเรียกตนเองว่า ปลัง คาปลัง สามเต้า แต่คนส่วนใหญ่รู้จักคนกลุ่มนี้ในนามว่า ลัวะ เพราะคำว่าลัวะเป็นคำที่มีความหมายกว้าง เป็นคำเรียกกลุ่มคนดั้งเดิมของดินแดนสุวรรณภูมิ


            และเป็นชื่อที่ทางราชการไทยใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ
เช่น มัล ปรัย บีซู เป็นต้น การที่คนปลังยอมรับชื่อลัวะ เนื่องจากเมื่อแรกอพยพเข้ามาอยู่ที่จังหวัดเชียงรายนั้น เพื่อไม่ให้ถูกจับและเพื่อให้คนอื่นรู้จักตนเองจึงบอกกับคนไทยว่าเป็นลัวะและได้รับการเรียกอย่างเป็นทางการว่าลัวะเมื่อปี .. ๒๕๒๙ เป็นต้นมา (ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ และคณะ, ๒๕๕๕) แต่เดิมคนปลังอาศัยอยู่ในพื้นที่ตามเทือกเขาในเขตปกครองอิสระเม็งไห่ ในแคว้นสิบสองปันนา โดยเฉพาะเขตภูเขาปูลังชาน มณฑลยูนนาน ของประเทศจีน ทำมาหากินด้วยการปลูกพืช

            และล่าสัตว์ ชาวปลังบางส่วนได้มีการย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศพม่า และมีศูนย์กลางชุมชนปลังในเขตรัฐฉานของประเทศพม่าทางชายแดนจีน มีการตั้งหมู่บ้านกว่า ๔๐ หมู่บ้าน ท่ามกลางกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ชาวปลังในประเทศจีนมีประมาณกว่า ๙๐,๐๐๐ คน ในประเทศพม่ามีจำนวนประมาณ ๑๓,๐๐๐ คน และในประเทศไทยมีประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน

 

            ปี .. ๑๙๙๐๒๐๐๐ ชาวปลังอพยพเคลื่อนย้าย เข้ามาอยู่บริเวณชายแดนไทยพม่า เป็นจำนวนมากที่สุด เนื่องจากหนีภัยสงครามที่เกิดขึ้นในประเทศพม่า ระหว่างรัฐไทใหญ่และชนกลุ่มน้อย กับรัฐบาลกลางของพม่า คนปลังได้รับความยากลำบากในการดำรงชีวิตและการทำมาหากิน จุดแรกที่ชาวปลังจะอพยพเข้ามาคือ .แม่จัน .แม่สาย บ้านห้วยน้ำขุ่น .แม่สรวย .เวียงป่าเป้า .แม่ฟ้าหลวง .เมือง .เชียงราย (ปัจจุบันชาวปลังอยู่ในเขต .เมือง จำนวนมากขึ้น) หลังจากนั้น ชาวปลังจะเดินทางไปยังจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะในเขตจังหวัดปริมณฑลรอบๆ กรุงเทพฯ เพื่อรับจ้างในโรงงานบ้าง เป็นเกษตรกรบ้างโดยทำงานที่สวนกล้วยไม้ สวนผัก ในเขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ เขตทวีวัฒนา มีนบุรี และหนองแขม .นครปฐม ได้แก่ .ศาลายา .พุทธมณฑล .ไผ่หูช้าง และ .นราภิรมย์  .บางเลน .อ้อมใหญ่ .สามพราน .สมุทรสาคร ได้แก่ .มหาชัย .เมือง และ .อ้อมน้อย .กระทุ่มแบน นอกจากนี้ยังมีกระจายตัวไปจังหวัดอื่นอีก เช่น นนทบุรี สุโขทัย เชียงใหม่ .วังเหนือ .ลำปาง แต่มีจำนวนน้อยมาก 

 

ลักษณะภาษาปลัง

            ภาษาปลังนี้ ถูกจัดอยู่ในภาษาออสโตรเอเชียติก (Austro-Asiatic) กลุ่มเหนือ สาขาย่อยปะหล่องตะวันออก (East-Palaungic) ในกลุ่มว้า (Waic) สาขาย่อยบูหลัง/ปูหลัง (Bulang) ภาษาปลังมีหลายสำเนียง เช่น ปลังซุน ปลังลู่ ปลังกนเลซ กอนตอย จงมอย สะแตง แพมยอง กอนมาก ปังโลชิ และกอนกาง จิงแมน มันเวง แม้ว่าจะมีหลายสำเนียงแต่คนปลังก็สามารถสื่อสารกันได้เข้าใจ

            ลักษณะภาษาปลังในที่นี้ขอเสนอสำเนียง ปลังซุน ซึ่งเป็นสำเนียงที่อาจนับได้ว่าเป็นสำเนียงปลังมาตรฐาน เนื่องจากมีการทำระบบตัวเขียนทั้งอักษรไทยและอักษรโรมัน เพื่อใช้ในการถ่ายทอดภาษาไปสู่คนรุ่นต่อไป

 

 

พยัญชนะ

            พยัญชนะต้นภาษาปลัง ได้แก่ /p (), t (), c (), k (),  (), ph (), th (), ch (), kh (), b (), d (),  (ยฺ), g (กฺ), m (), mh (มฮ), n (), nh (นฮ)  (), ŋ (), r (), f (), s (), x (), h (), l (), lh (ลฮ), v (), j ()/ ตัวอย่าง เช่น ปลิป่าว = ลูกมะพร้าว, บีซ = ไม้กวาด, ญ่ะ = บ้าน, มฮีน = นับ, ยฺืก = เกี่ยวให้โน้มลงมา, ลเฮะ = ฝน วั่จ = ดาบ เป็นต้น

            พยัญชนะท้ายที่มีรูปปรากฏ ได้แก่ / p (), t (), c (), k (), m (), n (),  (), ŋ (), s (), h (), l (), j (), w ()/ ตัวอย่าง เช่น ฟุ่บฟั่บ = ปอด, อิด = นอน, ลิ่จ = หมู, บุ่ก = จอบ, ซีม = นก, ฮาน = รังนก, โม่ญ = ปาก, ร่อง = ม้า, โรงตืซ = เห็ด, ร่าฮ = น้ำตก, เอล = ไก่, งาย = ตา, มาว = ฟ้า

 

สระ

            ภาษาปลังมีสระเสียงสั้นและเสียงยาวที่ทำให้คำมีความหมายแตกต่างกัน ได้แก่ / i (), ii (), e (-), ee (-), ε (-), εε (-),  (),  (),  (-อะ),  (-), a (-), aa (-), u (), uu (), o (-), oo (-),  (-าะ),  (-) / ตัวอย่าง เช่น บู่ฮ = หน้า โซะ = สุนัข กะ = ปลา ชิ = ฟืน เปอะ = เปียก ฮึก = ผม เป็นต้น

 

วรรณยุกต์

            วรรณยุกต์ภาษาปลัง ได้แก่ วรรณยุกต์เสียงสูง กลาง และเสียงตก เช่น ญะ = ต้นยางพารา, ญ่ะ = บ้าน, รอง = เสา, ร่อง = ม้า, ปาว = ประกาศ

 

ลักษณะคำและประโยค

คำในภาษาปลัง ได้แก่ ติ = มือ, ชุก = หู, ซาลิ่ = ข้าวโพด, เตญเตา = แตงโม, มักซังพ่อ = มะละกออามวล = ไส้เดือน, เกอตัม = ปู

 

การเรียงคำในประโยคพื้นฐาน

ได้แก่ ประธาน-กริยา-กรรม ตัวอย่างเช่น

 

แม่เลี้ยงไก่

อะม่ะ        อืย              กะ            เอ้ล

แม่             เลี้ยง  (คำไวยากรณ์)        ไก่

 

ปูอยู่ในรู

เกอตัม    อุด         คะแนย    เกอตึ.

ปู          อยู่         ใน         รู

 

วันนี้คุณได้ยิ้มหรือยัง

เซอแงน   ปุน         มิริ         รั่งมึซ      ฮอจอ.

วันนี้       คุณ        ได้         ยิ้ม         หรือยัง

 

ลิ่จ

ลิ่จ  นะ  เล่อ  อูซ  เฮิน  ก่ะ  ญอก.ลิ่จ  นะ  โซม  ญูม  ก่ะ  อ่ะ  เกลิญ. ลิ่จ  นะ  เมิ่ฮ  อ่ะ  ลิ่จ  ล่อง  ออ.

ลิ่จ  ล่อง  ลิ่จ  ป่าญ  ลิ่จ  ล่าย  เยา. ลิ่จ  นะ  โซม  อ่ะ  เลอมอซ  ออ. ลิ่จ  นะ  ปอน  เก่อเน่  ก่ะ  นะ  ญูม.

 

ลิ่จ  หมู

หมู มันมีมันเยอะ หมู มันกินเยอะ ตัวอ้วน หมู มันเป็นหมูสีดำ หมูสีดำ หมูสีขาว หมูลาย หมู มันกินต้นกล้วย หมู ถ้ากินเนื้อมันอร่อย

 

วิกฤตภาษาปลัง

            ชาวปลังที่อพยพมาจากประเทศพม่าและจีนนั้นยังคงสามารถพูดภาษาปลังได้อย่างคล่องแคล่วและชัดเจน ถ้ามาจากหมู่บ้านเดียวกันก็จะสามารถสื่อสารด้วยภาษาปลังได้ดี แต่ถ้ามาจากต่างหมู่บ้านกันบางครั้งก็จะใช้ภาษาไทใหญ่ หรือภาษาลาหู่ เป็นภาษากลางในการสื่อสาร เมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทย แวดล้อมด้วยภาษาไทย คนปลังจึงซึมซับรับภาษาเพื่อประโยชน์ในการสื่อสาร สภาวะแบบนี้สะท้อนถึงความหลากหลายของภาษาปลังค่อนข้างสูง โดยเฉพาะลูกหลานชาวปลังที่เกิดในประเทศไทย เมื่ออยู่ที่บ้านจะใช้ภาษาปลังร่วมกับภาษาไทย แต่เมื่ออยู่ภายนอกจะใช้ภาษาไทยกลางเป็นหลัก และมีแนวโน้มว่าในอนาคตจะไม่ใช้ภาษาปลังอีกต่อไป

 

 อนุรักษ์และสืบสานภาษาปลัง

            จากประวัติการอพยพเคลื่อนย้ายของชาวปลังที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย พบว่าเกิดปัญหาหลายประการ อาทิ สิทธิความเป็นพลเมืองในประเทศไทย ชาวปลังส่วนใหญ่ไม่มีบัตรประชาชน มีเพียงใบต่างด้าว บัตรชาวเขาที่ราบสูงมีบางคนเท่านั้นที่มีบัตรประชาชนเป็นคนไทย นอกจากนี้ยังพบปัญหาวิกฤตทางอัตลักษณ์ของตนเอง กล่าวคือ เมื่อชาวปลังไปอาศัยอยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เช่น กลุ่มไทใหญ่ หรือกลุ่มลาหู่ ก็จะรับเอาภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มนั้นมาใช้ ทำให้เกิดการถูกกลืนกลายทางภาษาและวัฒนธรรม จนทำให้ภาษาและวัฒนธรรมของชาวปลังได้เลือนหายไปในที่สุด ผู้ที่สามารถพูดภาษาปลังมีอยู่ในช่วงอายุมากกว่า ๔๐ ปีขึ้นไป ส่วนกลุ่มเด็กและเยาวชนแทบจะไม่สามารถใช้ภาษาปลังได้เลย รวมถึงยังเกิดความอายที่จะบอกว่าตนเองเป็นชาวปลังอีกด้วย

 

            ด้วยปัญหาดังกล่าว ทำให้ชาวปลังกลุ่มหนึ่งเกิดความตระหนักในการฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง เพื่อให้ลูกหลานได้สืบทอดและรู้จักตัวตนของความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ปลังมากขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจากมิชชันนารีตะวันตก และนักวิชาการภาษาศาสตร์ชาวลาหู่ร่วมกับชาวปลัง ได้จัดทำภาษาเขียนโดยใช้อักษรโรมัน และนำมาสู่การจัดการเรียนการสอนภาษาปลังในชุมชน แต่เมื่อนำตัวอักษรโรมันมาถ่ายทอดสู่กลุ่มชาวปลังและเยาวชน พบว่า ชาวปลังรวมถึงเด็กและเยาวชนยังไม่สามารถอ่านภาษาปลังด้วยอักษรโรมันได้ ทำให้ชาวปลังยังไม่สามารถถ่ายทอดภาษาและวัฒนธรรมสู่กลุ่มเยาวชนของตนเองได้อย่างเต็มที่นัก จึงขอเสนอโครงการวิจัยในโครงการฟื้นฟูภาษาและภูมิปัญญาท้องถิ่นปลังสู่เยาวชนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการฟื้นฟูภาษาและภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเอง โดยการรวบรวมองค์ความรู้ภาษา และภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวปลัง และถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้สู่กลุ่มเยาวชน ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และศูนย์ศึกษาและฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมในภาวะวิกฤต มหาวิทยาลัยมหิดล แต่อย่างไรก็ตามชาวปลังในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลได้มีความพยายามในการรวมกลุ่มกันเพื่อทำกิจกรรมฟื้นฟูอัตลักษณ์ของตนเอง พร้อมกับการกระตุ้นให้ชาวปลังยอมรับและภูมิใจในความเป็นตัวตนของตัวเอง โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มคริสตจักรปลัง และยังทำให้เกิดความร่วมมือกับหน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ เช่น กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น

 

เรื่อง : ดร.มยุรี ถาวรพัฒน์
ภาพ : ศูนย์ศึกษาและฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมในภาวะวิกฤต

Hits: 485