สัตว์หิมพานต์

ประทับใจมากจากประติมากรรม “สัตว์หิมพานต์” ณ พระเมรุมาศ ในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙  จึงอยากชวนคุณไปรู้จักที่มาที่ไปของสัตว์สุดมหัศจรรย์ในจินตนาการที่สวยงามแปลกตามากมายนี้กัน  

    ถ้าจะถามว่าคนไทยรู้จักป่าหิมพานต์มาจากที่ไหน ก็เห็นจะตอบได้ทันทีว่า รู้มาจากเรื่องพระเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นเรื่องที่พระใช้เทศน์มาแต่ครั้งกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา เรื่องพระเวสสันดรเป็นเรื่องในพระพุทธศาสนา ฉะนั้นจึงเชื่อได้ว่า เข้ามาพร้อมกับพระพุทธศาสนา พระสงฆ์รุ่นเก่าจึงคุ้นกับเรื่องป่าหิมพานต์และเชื่อว่าเป็นป่าที่อยู่ไกล ไม่มีใครไปได้

    โดยเหตุที่เชื่อกันว่าป่าหิมพานต์อยู่ไกลแสนไกล ใครไปไม่ถึงนี่เอง ถ้าใครมาพูดว่า ได้ไปถึงป่าหิมพานต์ ก็ถือว่าพูดไม่จริง แม้ในสมัยรัชกาลที่ ที่บ้านเมืองเจริญขึ้นมากแล้ว ก็ยังมีคนไม่เชื่อเช่นนั้นอยู่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงเล่าถวายสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ มีความตอนหนึ่งว่า

     เมื่อครั้งหม่อมฉันกลับจากยุโรปมาทางอินเดีย พระยาศิริธรรมบริรักษ์ (ทัย) เวลานั้นยังเป็น นายทัย มหาดเล็กรับใช้ของหม่อมฉันออกไปรับที่เมืองกาลกัตตา หม่อมฉันพาไปเที่ยวถึงเมืองดาชีลิง ที่บนภูเขาหิมาลัยด้วย หม่อมฉันบอกว่าที่เรามานี้อยู่ในป่าหิมพานต์ เมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯ พระยาศิริธรรมฯ ไปหาท่านธรรมนาจารย์ (จุ่น) วัดสระเกศ พระผู้เป็นอาจารย์ท่านถามว่าได้ไปถึงไหน พระยาศิริธรรมฯ บอกว่าผมได้ไปถึงบนเขาในป่าหิมพานต์เลยถูกท่านเจ้าจุ่นเอ็ดขนาดใหญ่ ว่าไปเมืองนอกประเดี๋ยวเดียว ไปเรียนวิชาโกหก กลับมา พระยาศิริธรรมฯ ว่า หม่อมฉันได้บอกว่าไปถึงป่าหิมพานต์ ท่านยิ่งโกรธว่าพูดดูราวกับข้าไม่รู้ ป่าหิมพานต์นั้นไปได้แต่เทวดากับฤาษีสิทธิวิทยาธร ที่รู้เหาะเหิน เอ็งเป็นมนุษย์เดินดินจะไปได้อย่างไร ข้าไม่เชื่อพระยาศิริธรรมฯ ก็สิ้นพูด

    ภูเขาหิมาลัยหรือที่เรียกในหนังสือวรรณคดีว่า ไกรลาส (Kailasa) เป็นสวรรค์ของพระศิวะ และโดยเหตุที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนจึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ภูผาเผือก หรือรัชดาฑริ (ภูเขาเงิน) เขาไกรลาสอยู่ทางตอนเหนือของมานะสะ

    ป่าหิมพานต์ในวรรณคดีเป็นป่ากว้างใหญ่ มีกำหนดกว้างถึงสามพันโยชน์ เฉพาะที่เป็นภูเขาหิมพานต์นั้นประมาณหนึ่งพันโยชน์ สูงห้าร้อยโยชน์ คือเป็นเนินสูงสามร้อยโยชน์ เป็นยอดสูงขึ้นไปสองร้อยโยชน์ เขาหิมพานต์เป็นเทือกเขาใหญ่ ที่ประกอบด้วยเทือกเขาต่างๆ มากถึงแปดหมื่นสี่พันยอด ที่มีชื่อเรียกในวรรณคดีคือเขาสุทัศนะ เขาจิตรกูฎ เขากาฬกูฎ เขาคันธมาทน์ และเขาไกรลาส ตามความคิดของคนโบราณเชื่อกันว่า ในป่าหิมพานต์มีสัตว์ประหลาดมากมาย ในหนังสือศิลปไทยได้เล่าที่มาของสัตว์หิมพานต์ไว้ว่า

    มีนางเทพอัปสรนางหนึ่งเป็นข้าในพระนางเทพเจ้าสุรัสวดี นางเป็นผู้ที่ไร้เสียซึ่งธรรมชาติแห่งจารีตของเทพอัปสรทั้งหลาย จึงได้ถูกขับให้ไปจุติในมนุษยโลก แต่ก็ด้วยบาปกำเนิดเดิม จึงหาได้เกิดมาเป็นมนุษย์ไม่ กลับต้องจุติไปเกิดเป็นนางช้างน้ำมีนามว่าอสุรภังคี เป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ทั้งปวง อสุรภังคีนี้มีจิตต่ำหยาบช้า เที่ยวเบียดเบียนตลอดสามโลก ก่อให้เกิดความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ด้วยเหตุนี้เอง พระอิศวรเป็นเจ้าจึงทรงนิ่งดูดายอยู่ไม่ได้ จึงดำรัสให้พระขันธกุมารเทวบุตรลงไปปราบอสุรภังคีนี้เสีย แต่ทรงเล็งเห็นว่า ถ้าพระขันธกุมารเทวบุตรไม่โสกันต์ เสียก่อน ก็ดูจะไร้เดียงสาเกินไป จะให้โสกันต์เสียก่อน จึงมีเทวบัญชาให้พระวิษณุกรรมไป

     อัญเชิญพระเป็นเจ้าทั้งสอง คือ พระมหาพรหมและพระนารายณ์มาประชุมโสกันต์พระขันธกุมารเทวบุตร ในกาลนั้นเหล่าเทพยดา นักสิทธิ์วิทยาธร ก็ได้มาประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง เขาไกรลาส

    ส่วนสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นพวกสัตว์จตุบาท ทวิบาท สกุณา และ มัจฉา ซึ่งกำลังลอกคราบ ก็จำเป็นต้องมาประชุมพร้อมกัน เพื่อเป็นพระเกียรติแก่พระขันธกุมารเทวบุตร เชิงเขาไกรลาส เหล่าสัตว์ที่มาประชุมกัน กาลครั้งนั้น จึงถูกเรียกว่า สัตว์หิมพานต์ แต่บัดนั้นเป็นต้นมา

    เรื่องที่เล่ามาข้างต้นเป็นตำนานปรัมปราของไทย ที่เล่าถึงกำเนิดของสัตว์หิมพานต์ แต่ในทางประวัติศาสตร์มีหลักฐานชัดเจนว่าสัตว์ประหลาดดังกล่าวน่าจะมาจากลัทธิศาสนาของชาติโบราณที่นับถือสัตว์ เท่าที่พบหลักฐานแน่ชัด อียิปต์เป็นชาติที่มีรูปบูชาเป็นคนปนสัตว์มาแต่ดึกดำบรรพ์ ตามประวัติศาสตร์กล่าวว่า ประเทศอียิปต์เป็นประเทศที่เจริญมาแต่โบราณประมาณ ,๕๐๐ ปีก่อนพุทธกาล และมีความเคารพนับถือสัตว์ เช่น เชื่อว่าแมลงทับเป็นตัวแทนของพระเจ้าผู้สร้างโลก ที่เชื่อถือเช่นนี้เพราะตามริมฝั่งแม่น้ำไนล์มีแมลงทับชุกชุม แมลงทับจะนำเอาดินมาสร้างเป็นรังใหญ่ๆ เหตุนี้ชาวอียิปต์จึงเชื่อว่าโลกนี้ต้องมีพระเจ้าสร้าง แล้วพากันนับถือแมลงทับไปด้วย (ประวัติศาสตร์สากลของหลวงวิจิตรวาทการ)

    แมลงทับดังกล่าวจะหมายถึงตัวสแคแร็บ (Scarab) หรืออย่างไรไม่ทราบ แมลงนี้เป็นแมลงปีกแข็ง ตามคตินิยมของอียิปต์ ถือเป็นแมลงศักดิ์สิทธิในเรื่องเมืองอียิปต์พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้กล่าวถึง เขเประ ว่าเป็นเทวะที่สร้างตนเองในรูปมีด้วงมะพร้าว (แมลงช้าง) อยู่บนเศียร ต่อมาในชั้นหลังนับถือกันว่าเป็นผู้สร้างเทวดาและสร้างโลก

    โดยเหตุที่เทพเจ้าของอียิปต์มีวิญญาณ จึงชอบเข้าสิงสู่อยู่ในสัตว์ต่างๆ ฉะนั้นการทำ รูปเทพเจ้าจึงต้องทำร่างเป็นมนุษย์และหัวเป็นสัตว์ เช่น โหรสหรือหอรัส (Horus) มีเศียรเป็นเหยี่ยว สเค็ตมีเศียรเป็นสิงโต บัสต์มีเศียรเป็นแมว เสเบ็กมีเศียรเป็นจระเข้ อนูบิสมีเศียรเป็นสุนัข เรื่องความเป็นมาของเทพเจ้าอียิปต์นี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงอธิบายว่า

    ตามคติศาสนาของพวกชาวอียิปต์แต่เดิมนั้น  ถือว่าเทพเจ้าอวตารลงมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน เพราะฉะนั้นชั้นเดิมชอบบูชาสัตว์เดรัจฉานที่สำคัญว่าทรงเทพเจ้าเป็นสรณะ แต่ทำรูปสัตว์เหล่านั้น ด้วยศิลาเป็นเจดีย์ มีรูปเหยี่ยว รูปจระเข้ รูปแกะ รูปลิง รูปงู รูปโค แม้จนรูปแมว เป็นต้น

    ครั้นเมื่อล่วงพุทธกาลสัก ๒๐๐ ปี พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเป็นกรีกมะซิโดเนีย มีอานุภาพขึ้นในยุโรป ยกกองทัพไปเที่ยวปราบปรามนานาประเทศ ได้เมืองอียิปต์และเมืองอื่นๆ ในยุโรปทางตะวันออก ตลอดมาจนเมืองเปอร์เซียและคันธารราษฎร์ในอินเดียไว้ในราชอาณาเขต ตั้งแม่ทัพคนสำคัญกับทั้งพวกพลกรีกอยู่ปกครองประเทศนั้นๆ ทุกประเทศ

    พวกกรีกที่มาตั้งอาณาเขตในคันธารราษฎร์มาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้นามว่าชาวโยนก นายพลกรีกที่ปกครองประเทศอียิปต์ชื่อปะโตเลมีตั้ง ราชธานีอยู่ที่เมืองอเล็กซานเดรีย ชายทะเลเมดิเตอเรเนียนที่ปากน้ำไนล์ ครองราชสมบัติสืบวงศ์ลงมา ๑๔ ชั่วกษัตริย์ ตลอดเวลากว่า ๓๐๐ ปี ในระหว่างนั้นมีพวกกรีกพากันไปตั้งภูมิลำเนาได้เป็นพลเมืองอยู่มาก เมืองอียิปต์จึงมีพลเมืองพวกใหญ่เป็น พวก คือพวกกรีกและพวกอียิปต์ พวกกรีกพาศาสนาของตนที่นับถือเทพเจ้าต่างๆ โดยทำรูปอย่างมนุษย์ ไปนับถือในอียิปต์ด้วย ครั้นจำเนียรกาลนานมา เมื่อพวกกรีกและพวกอียิปต์ได้ช่วงเสพสมาคมคุ้นกันหนักขึ้น การนับถือ คติศาสนาเกิดปะปนกัน กลายเป็นถือว่ารูปเทพเจ้าที่จุติมาเกิดในโลก ผิดกับมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน จึงเกิดความคิดทำเทวรูปตัวเป็นคนหน้าเป็นสัตว์ต่างๆ เป็นเหยี่ยวบ้าง เป็นจระเข้บ้าง หรือมิฉะนั้น หน้าเป็นคนตัวเป็นสัตว์เดรัจฉาน เช่น สฟิงซ์ เป็นต้นก็มีเกิดขึ้น

    ด้วยเหตุนี้สฟิงซ์ (Sphinx / Sphynx) จึงมีทั้งกรีกและอียิปต์ แต่ในหนังสือบางเล่มว่า สฟิงซ์เกิดในอียิปต์ก่อน แล้วแพร่หลายเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในตะวันออกใกล้ โดยมีกรีกเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญ

    ตามประวัติศาสตร์กล่าวว่า กรีกเป็นชาติแรกในโลกที่นำเอาความเจริญของเอเชียไปสู่ยุโรป และนำความเจริญของยุโรปเข้ามาเผยแพร่

    ในเอเซีย สรุปว่ากรีกเป็นมนุษย์พวกแรกที่เชื่อมยุโรปกับเอเซีย ให้มีการเดินทางถึงกัน และมีการแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นกันก่อนชาติอื่นๆ จึงเป็นเรื่องน่าคิด ว่าอิทธิพลเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดต่างๆ ทางเอเชียก็คงได้รับมาจากกรีกด้วย เพราะพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ทรงแผ่อำนาจเข้ามาทางอินเดียดังกล่าวมาแล้ว และนักปราชญ์ทางโบราณคดีก็ได้ลงมติว่า สัตว์ประหลาดๆ ของอินเดียได้แบบมาจากกรีก ดังปรากฎในหนังสือประติมากรรมคันธาระในปากีสถานของ เอ็ม.เอ.ชาครู ตอนหนึ่งว่า

    แม้ว่าวัตถุประสงค์ของศิลปะคันธาระนั้น ส่วนมากจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาก็ตาม แต่ก็อาจมองเห็นความคิดอันเป็นจุดสำคัญหลายประการในศิลปวัตถุเหล่านั้น ว่าได้มาจากภาคตะวันตกของเอเชียหรือจากกรีก สิ่งดลใจจากเมโสโปเตเมีย   เป็นต้นว่า เมืองหลวงเปอร์เซโปลิส และลายหยักขึ้นลงตามกำแพงเมือง และสัตว์ประหลาดต่างๆ เช่น สฟิงซ์ และสัตว์ครึ่งสิงโตครึ่งนกอินทรีนั้น สำนักศิลปะอินเดียโบราณได้เลียนแบบเอาไว้เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งศิลปะแบบอื่นๆ เช่น ศิลปะที่ไช้ภาพคนแบกรูปเทพเจ้าแห่งความรัก แบกพวงมาลัย   และสัตว์ครึ่งสัตว์ครึ่งมนุษย์ เช่น  สัตว์ครึ่งคนครึ่งม้า สัตว์ครึ่งคนครึ่งปลา สัตว์ครึ่งม้าครึ่งปลา ล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งในคลังของศิลปะแบบกรีก ซึ่งศิลปินครึ่งชาติโรมัน ได้นำเข้ามาเพื่อบริการแก่กษัตริย์กุษาณ

     ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ไทยได้รับพระพุทธศาสนามาจากอินเดีย ดังนั้น เรื่องราวในชาดก และคติความเชื่อต่างๆ ก็ติดมาด้วย รวมถึงศิลปะที่กล่าวมาข้างต้นนั้นด้วย เพราะตามสถาปัตยกรรมสมัยสุโขทัย ได้พบรูปครุฑ นาค สิงห์ กินรี และหงส์ อันเป็นสัตว์หิมพานต์ยุคแรก และยังไม่ได้นำไปใช้ เป็นประโยชน์อย่างอื่น ครั้นถึง .. ๒๒๗๖ เมื่อคราวถวายพระเพลิง พระบรมศพพระเจ้าท้ายสระ จึงมีข้อความเป็นลายลักษณ์อักษรเขียนว่า มีกระบวนรูปสัตว์ กล่าวไว้สั้นๆ เพียงเท่านั้น ครั้นต่อมาในงานพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จึงได้กล่าวพิสดารขึ้นว่า โปรดให้ตั้งรูป เทวดา วิทยาธร คนธรรพ์ ครุฑ กินนร คชสีห์ ราชสีห์ เหม หงส์ นรสิงห์ มังกร เหรา นาคา ทักกะทอ ช้าง ม้า เลียงผา สารพัดรูปสัตว์ต่างๆ ตั้งรอบพระเมรุ ส่วนกระบวนแห่มีรูปสัตว์ ๑๐ ชนิด ชนิดละ คู่ คือรูปช้าง รูปม้า รูปคชสีห์ รูปราชสีห์ รูปสิงโต รูปมังกร รูปทักกะทอ รูปนรสิงห์ รูปเหม รูปหงส์ หุ่นรูปสัตว์เหล่านี้ตัวสูง ศอก มีมณฑปตั้งบนหลังสำหรับใส่ธูป น้ำมัน พิมเสน และเครื่องหอมต่างๆ ที่ใช้ในพระราชพิธี

    ครั้นถึงสมัยกรุงเทพฯ ธรรมเนียมดังกล่าวได้ยกเลิกไป ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารว่าเมื่อวันแรมค่ำหนึ่ง เดือน ปีมะโรง จุลศักราช ๑๑๕๘ (วันที่ ๒๕ มีนาคม .. ๒๓๓๙) “จึงมีแต่พระบรมอัฐิสมเด็จพระชนกาธิบดีสู่พระเมรุ กระบวนแห่พระบรมอัฐิครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชยานโยงพระบรมอัฐิเอง สมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคลทรงพระราชยานโปรยข้าวตอกนำมาในกระบวน และพระราชวงศานุวงศ์ ทรงรูปสัตว์สังเค็ดประคองผ้าไตร เข้าในกระบวนแห่

    กล่าวโดยสรุปว่า การใช้หุ่นรูปสัตว์ประหลาดที่สมมุติว่าเป็นสัตว์อยู่ในป่าหิมพานต์ มาใช้ในงานพระเมรุ ได้มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว และได้เปลี่ยนแปลงมาตามความเหมาะสม ดังกล่าวข้างต้น

    เรื่องที่เขียนมาทั้งหมดนี้ เพื่อตอบสนองปัญหาที่มีผู้ต้องการทราบว่า สัตว์หิมพานต์มีที่มาอย่างไร และเริ่มเกี่ยวกับงานพระเมรุมาแต่สมัยใด หวังว่าพอจะเป็นประโยชน์ เป็นความรู้แก่ผู้ต้องการทราบได้บ้าง ส่วนรูปสัตว์หิมพานต์มีเรื่องมาก จะกล่าวทั้งหมดก็จะยาวความมากไป จึงขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน

 

     ประติมากรรมสัตว์หิมพานต์

     พระเมรุมาศ ในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่

    รูปประติมากรรมสัตว์หิมพานต์ รายรอบองค์พระเมรุมาศ ในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ คราวที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้น ยึดคติการจัดสร้างตามคติไตรภูมิ โดยมีองค์พระเมรุมาศ เปรียบประดุจเขาพระสุเมรุ เป็นศูนย์กลาง ล้อมรอบด้วยเขาสัตตบริภัณฑ์ สระอโนดาต และป่าหิมพานต์ ล้อมรอบ สัตว์หิมพานต์ ที่จัดสร้างขึ้นในคราวนี้นั้น มีจำนวน ๑๒๐ ชิ้น มีจำนวนมากกว่า พระเมรุมาศ ในพระเจ้าอยู่หัวและพระเมรุ ในพระบรมวงศานุวงศ์ทุกคราวที่ผ่านๆ มา อันประกอบด้วย ช้าง ๑๐ หมู่ สิงห์ ตระกูล ม้า ตระกูล และโค ตระกูล อีกทั้งยังมีสัตว์ผสมอีกหลากหลายชนิด โดยจัดแบ่งการวางประดับออกเป็นส่วนต่างๆ คือ สระอโนดาตด้านทิศเหนือ สัตว์หิมพานต์ ประกอบด้วยช้างตระกูลพรหมพงศ์ อันเป็นช้างที่มีกำเนิดจากเทวฤทธิ์ของพระพรหม จำนวน ๑๐ หมู่ ๓๐ เชือก ได้แก่ ฉัททันต์หัตถี อุโบสถหัตถี เหมหัตถี มงคลหัตถี คันธหัตถี ปิงคลหัตถี ตามพหัตถี บัณฑรหัตถี คังไคยหัตถี กาลวกหัตถี และยังมีสัตว์ผสมอีก กลุ่ม ประกอบด้วย กรินทรปักษา หรือช้างผสมนก วารีกุญชร หรือช้าง ผสมปลา มีส่วนของปลามากกว่าช้างกุญชรวารี ช้างผสมปลา แต่มีส่วนที่เป็นช้างมากกว่าปลา และสิงหกุญชร ช้างผสมสิงห์ โดยศิลปะการจัดสร้างสัตว์หิมพานต์เหล่านี้จัดเป็นสกุลศิลปะร่วมสมัย รัชกาลที่ สระอโนดาตด้านทิศตะวันออก ประกอบไว้ด้วยสิงห์ ตระกูล ได้แก่ ไกรสรราชสีห์ บัณฑุราชสีห์ ติณสีหะและกาฬสีหะสระอโนดาตด้านทิศใต้ ตกแต่งด้วยโค ตระกูล ได้แก่ โคอสุภราช โคกระบิล โคหา โคหงส์ โคสีเมฆ โคสีทองแดง โคมีลายดุจเกล็ดปลา และโคสีดังเสี้ยนโตนด สระอโนดาตด้านทิศตะวันตก ตกแต่งด้วยม้า ตระกูล ประกอบด้วย วลาหก อัสสาอาชาไนย สินธพ และอัศดร

    นอกจากนี้ ยังมีสัตว์หิมพานต์ ที่เป็นสัตว์ประสม ร่วมประดับสระอโนดาต ด้านต่างๆ อีก ได้แก่ กินรี กินนร เทพนรสิงห์ เทพนาคี หงส์ นกฑัณฑิมา นกหัสดีลิงค์ นกอรหันต์  นกวายุภักดิ์ นกการวิก พญานาค นาคปักษิณ เหราพต  พานรมฤค มัจฉานุ ปลานิล อัศดรเหรา เหมราช ทักทอ คชสีห์ เทพนาคา หรือนาคแปลง ปักษาคาวี ปลากราย ปลาตะเพียน กิเลน สินธพนที ไกรสรคาวี สางแปลง กบิลปักษา สุบรรณเหราสิงหสุบรรณ และอัศดรวิหค ประติมากรรม สัตว์หิมพานต์ ประดับสระอโนดาตเหล่านี้ ประติมากรได้รังสรรค์ขึ้นอย่างวิจิตรบรรจง เพื่อให้พระเมรุมาศ ในรัชกาลที่ สวยงาม และสมพระเกียรติอย่างที่สุด

 

 

เรื่อง.พลายน้อย
ภาพอภินันท์ บัวหภักดี/อดุล ตัณฑโกสัย

Hits: 4743