ประวัติตน

           ในโลกอันน่าเวียนหัวนี้ คนที่ทราบประวัติคนทุกคนน่าจะได้แก่พระจิตรคุปต์กับพระยม เพราะเวลาใครตาย ดวงวิญญาณจะต้องไปปรากฏต่อหน้าพระยม ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งความตายก่อน

          จากนั้นพระจิตรคุปต์ หรือที่บางคนเรียกเพี้ยนเป็นพระเจ็ตคุกผู้เป็นนายทะเบียนก็จะงัดเอาสมุดประวัติหรืออัครสันธานามาถวายรายงานแก่พระยมว่า คนๆ นั้นเคยทำดีทำชั่วอะไรมาบ้าง

          นี่เท่ากับว่าพระจิตรคุปต์เป็นนักเขียนประวัติคน ที่เก่าแก่ยิ่งกว่าใครในโลก ใครอยากทราบประวัติปู่ย่าตายาย หรือพงศาวดารทั้งหลาย ต้องไปพบพระจิตรคุปต์ให้ได้ จึงจะรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ตามที่ปรารถนา

          เรื่องพระยมกับพระจิตรคุปต์ อยู่ในหนังสือชื่อ อันเนื่องมาแต่วรรณคดี ของนาค ใจอารีย์ หน้า ๖๘ องค์การค้าของคุรุสภา จัดพิมพ์เมื่อ .. ๒๕๐๗ เป็นหนังสืออ่านเพลิน ผู้เขียน (เอนก) บังเอิญหยิบมาอ่านแล้วชอบใจ เพราะไปพ้องกับเรื่องแรกมีสมุดทะเบียนประวัติข้าราชการที่กำลังอ่านในอีกเล่มหนึ่งด้วย จึงคิดว่า เขียนเรื่องประวัติคนดีกว่า จะได้เตือนความจำว่าการเขียนประวัติคน มีใครทำไว้อย่างไรและมีรูปแบบใดบ้าง

          กรณีสมุดทะเบียนประวัติข้าราชการนั้น ..หญิง พูนพิศสมัย ดิศกุล พระธิดาของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้สั้นๆ ในหนังสือชื่อ พระราชวงศ์จักรีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ (สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็นสมัยรัชกาลที่ ) สำนักพิมพ์มติชนจัดพิมพ์ .. ๒๕๖๑ หน้า ๑๖๖ ว่าเมื่อสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงมุรธาธรใน .. ๒๔๖๖ ได้มีการทำสมุดประจำตัวข้าราชการขึ้น แต่ไม่ทรงเล่ารายละเอียดว่าใครเป็นคนคิดรูปแบบ ผู้เขียน (เอนก) อ่านแล้วอยากจะจดเป็นหมายเหตุไว้แค่นี้ก่อน เผื่อมีการค้นคว้าเรื่องสมุดข้าราชการ ก็จะได้มีหลักหมุดหมายเป็นที่สังเกตไว้

          สมุดข้าราชการเป็นหลักฐานสำคัญคือ ทำให้ได้เห็นว่าคนๆนั้นเป็นบุตรของใคร เกิดเมื่อใด รับราชการในตำแหน่งอะไร ที่ไหนบ้าง ผู้เขียนเคยเห็นสมุดดังว่านี้ผ่านตาอยู่บ้าง แต่ไม่ได้คิดเก็บไว้ดู พอถึงเวลาหารูปประกอบ ก็ต้องใช้เวลาค้นหาอยู่พอสมควร

          สมุดประวัติข้าราชการมีแล้ว แต่สมุดคนอื่นๆ เล่า มีใครเขียนไว้อย่างไรบ้างไหม ประวัติพระพุทธเจ้านั้นต้องถือว่าเป็นประวัติมนุษย์ที่เก่าแก่มาก เพราะพระสาวกได้จดจำและจารึกต่อๆ กันมาไม่ต่ำกว่า ,๕๐๐ ปี พระพุทธเจ้าเป็นพระศาสดาที่มีประวัติยืดยาวมากอย่างไม่น่าเชื่อ บางเรื่องก็คงเป็นเรื่องจริง แต่บางเรื่องก็เป็นการเล่าอย่างพิสดาร เสริมอภินิหารให้ดูยิ่งใหญ่ขึ้นอย่างมโหฬาร ใครจะเชื่อ หรือไม่เชื่อก็ได้

          เมื่อราวเดือนเมษายน .. ๒๕๖๑ ก็มีนักโซเชียลมีเดีย คนหนึ่งประกาศในเฟซด้วยท่าทีดุเดือดว่าเรื่องพระพุทธเจ้าประสูติแล้วเดินได้เจ็ดก้าวทันทีเป็นเรื่องเกินเชื่อ จากนั้นก็มีคนชี้แจง-โต้แย้ง-ขว้างก้อนหินและก่นด่าด้วยคำหยาบกันเต็มไปหมด

          ประวัติของพระมหากษัตริย์ที่เก่าแก่มากของไทย น่าจะเป็นประวัติของพ่อขุนรามคำแหงเมื่อ ๗๐๐ กว่าปีก่อนที่ทรงจารึกไว้บนศิลารูปสี่เหลี่ยมยอดแหลม ศิลาเก่าแก่นี้ ปัจจุบันเก็บอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

          ตามประวัติว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ (ครองราชย์ .. ๒๓๙๔-๒๔๑๑) เมื่อยังทรงผนวช ได้ไปพบจารึกนี้ เนินปราสาทเก่า .สุโขทัย เมื่อ .. ๒๓๗๖ (๑๙๐ ปีมาแล้วนับจาก .. ๒๕๖๑)

          เนื้อหาของจารึกว่าด้วยด้วยประวัติของพ่อขุนรามคำแหงตั้งแต่ประสูติ จนเสวยราชย์ ตอนแรกใช้สรรพนามว่ากูแต่ตอนหลังใช้สรรพนามว่าพ่อขุนรามคำแหง แสดงว่าอาจมีคนอื่นเขียนจารึกต่อ (ดูหนังสือ ประชุมจารึกสยาม ภาคที่ งานพระราชทานเพลิงศพเจ้าพระยามุขมนตรี (อวบ เปาโรหิตย์) .. ๒๔๗๗)

          ถึงยุค ๒๕๓๐ นักวิชาการ เช่น ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ กับ ไมเคิล ไรท์ ได้เขียนบทความเสนอในทำนองว่าจารึกนี้อาจไม่เก่าถึงสมัยสุโขทัยจริงๆ และอาจเป็นของทำในสมัยรัชกาลที่ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งชี้แจงกันกระหึ่มอยู่นาน แต่ไม่ว่าอย่างไร จารึกชิ้นนี้ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกโดยยูเนสโกเมื่อ .. ๒๕๔๖ และยังเป็นปริศนาคาใจแก่คนที่สนใจประวัติศาสตร์อยู่เสมอ

          ประวัติคนในยุคเก่าๆ มักเขียนบนก้อนหินที่สลักทรงอย่างประณีต ไม่ใช่เอาหินขรุขระๆ มาเขียนแบบขอไปที ต่อมาภายหลังจึงเขียนลงบนกระดาษ

          ประวัติพระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยามักอยู่บนกระดาษที่เรียกว่าจดหมายเหตุ ซึ่งเมื่อนำจดหมายเหตุมาเรียงต่อกันยาวๆ ก็เกิดเป็นพระราชพงศาวดารขึ้น

          ในพระนิพนธ์ เรื่องตำนานหนังสือพระราชพงศาวดารของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สมเด็จฯ ทรงกล่าวว่าธรรมเนียมเก่าของเรา ผู้ที่มีหน้าที่จดบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ เก็บในหอศาสตราคมคือมหาดเล็กตำแหน่งนายเสน่ห์ กับนายสุจินดาหุ้มแพร (ทำไมใช้ว่าเสน่ห์หรือหุ้มแพร ยังไม่อาจค้นได้)

          เรื่องที่จด เป็นการจดตามที่รู้เห็นบ้าง จดตามคำให้การบ้าง(เช่น จับเชลยมาถาม) หรือจดจากการสอบถามคนเก่าๆ บ้าง ปะปนกันไป สั้นบ้างยาวบ้าง (ดูหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม สำนักพิมพ์คลังวิทยา .. ๒๕๑๖ หน้า ๓๑)

          พระราชพงศาวดารเป็นหนังสือน่าอ่าน เพราะมีฉากการผลัดแผ่นดิน ฉากการแย่งชิงราชสมบัติ ฉากความกล้าหาญของทหาร ฉากความรักความเกลียดชังในพระมหาราชวัง ฉากการสู้รบ และอื่นๆ เต็มไปหมด เสียแต่วิธีการจัดพิมพ์แบบเก่า ไม่ค่อยมีสารบัญดีๆ ไม่ค่อยมีย่อหน้า ไม่มีดัชนีค้นคำ และไม่มีคำอธิบาย ทำให้อ่านลำบากเสียสายตามาก คนทั่วไปจึงไม่ค่อยอ่านพงศาวดารกัน

          

          พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม หน้า ๑๐๑ กล่าวตอนหนึ่งว่าเมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ครองราชย์ระหว่าง .. ๒๑๙๙-๒๒๓๑) ขึ้นไปปราบเชียงใหม่นั้น ได้ทรงสังวาสกับราชธิดาของเจ้าเมืองเชียงใหม่ ครั้นราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่มีครรภ์ก็ทรงละอายพระทัย คิดว่าเอาไปเลี้ยงในพระราชวังก็จะเป็นที่อับอายแก่พระสนมทั้งปวง จึงมอบนางให้พระเพทราชา จางวางกรมช้างไปช่วยดูแล

          พระเพทราชาผู้นี้เป็นชาวบ้านพลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณบุรี มีความชำนาญในศิลปะศาสตร์ และมีบุญญาธิการมาก

          เวลาผ่านไป เมื่อพระเพทราชาตามเสด็จพระนารายณ์ขึ้นไปนมัสการพระพุทธชินราช เมืองพิษณุโลก ได้นำราชธิดาเชียงใหม่ซึ่งกำลังมีครรภ์ไปด้วย ที่สุดพระราชธิดาก็ไปประสูติบุตรชายที่ .โพธิ์ประทับช้าง .พิจิตร ได้นามว่าเจ้าเดื่อ

          เจ้าเดื่อนั้น ทีแรกไม่รู้ว่าตนเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระนารายณ์ จนวันหนึ่งพระชนกอยากให้นายเดื่อรู้ว่าตัวเป็นพระราชโอรส จึงดำรัสสั่งให้เจ้าพนักงานเชิญพระฉาย (กระจก) มาตั้งสำหรับทรงส่อง แล้วกวักพระหัตถ์เรียกนายเดื่อมหาดเล็กเข้าไปใกล้ๆ แล้วดำรัสสั่งว่า

          “เอ็งจงดูกระจกเงาเถิดจากนั้นก็ตรัสว่าเอ็งเห็นรูปเรากับรูปของเอ็งนั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง

          นายเดื่อกราบทูลว่ารูปพรรณสัณฐานคล้ายกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีพระเมตตา พระราชทานเสื้อผ้าเงินทองเป็นอันมาก ทำให้นายเดื่อรู้ว่าที่แท้ตนเองคือพระเจ้า

ลูกยาเธอ นับจากนั้นนายเดื่อก็มีทิฐิมานะ แสดงกิริยาที่ไม่บังควรหลายอย่างเช่น เอาพระภูษาทรงที่เจ้าพนักงานตากอยู่มานุ่งห่ม ใครจะว่ากล่าวก็ไม่ฟัง จนเมื่อเจ้าพนักงานนำความไปกราบบังคมทูล พระเจ้าอยู่หัวก็มิได้ถือ ดำรัสว่าอ้ายเดื่อนี้มันบ้าอยู่ อย่าถือมันเลย....”

            ภายหลังพระเพทราชาได้เป็นกษัตริย์ต่อจากพระนารายณ์ ส่วนนายเดื่อก็ได้เป็นหลวงสรศักดิ์ (เป็นคนที่ชกเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ฝรั่งชาติกรีกจนฟันหัก) และได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินต่อจากพระเพทราชาตามลำดับ

            พระราชประวัติของกษัตริย์ยุคกรุงศรีอยุธยาบางพระองค์สั้นไม่กี่บรรทัด บางพระองค์ยาวหลายหน้า ส่วนพระประวัติของกษัตริย์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์นั้น ทีแรกเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ได้เรียบเรียงเฉพาะรัชกาลที่ - ขึ้นก่อน (เขียนแบบพระราชพงศาวดาร) แล้วสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงทรงเรียบเรียงพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ต่อมา แต่ก็ทรงไปได้แค่ไม่กี่ตอน ส่วนพระราชประวัติรัชกาลที่ --- มักมีแต่ฉบับสั้น และไม่ได้เขียนแบบพระราชพงศาวดารสมัยก่อน

 

          ประวัติของขุนนาง เจ้านาย และคนธรรมดาเริ่มมาเขียนกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเมื่อราวสมัยรัชกาลที่ ประวัติที่ว่ามีทั้งแบบเจ้าตัวเขียนเอง และคนอื่นเขียนให้

          ประวัติแบบเจ้าตัวเขียนเองที่น่าสนใจและอ่านสนุกที่สุดได้แก่ประวัติของพระยากระสาปน์กิจโกศล (โหมด อมาตยกุล เกิด .. ๒๓๖๓ ถึงแก่กรรม .. ๒๔๓๙) ซึ่งพิมพ์อยู่ในหนังสือชื่อ ๓๓๑ ปีสกุลอมาตย์ฯ จัดทำโดยพูนพิศ อมาตยกุล และคณะพิมพ์เมื่อ .. ๒๕๒๙ เนื้อหา นอกจากเล่าเรื่องตัวเองแล้วยังมีเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมืองด้วย เช่นเล่าเรื่องรัชกาลที่ ทรงขุดสระ ก่อเขาทำสวนขวาในพระบรมมหาราชวัง เกณฑ์ให้คนเอาหินก้อนใหญ่ๆ มาทำเขา ก้อนหนึ่งๆ ใช้คนลากตั้งร้อย สองร้อย ครั้นถึงปีมะโรง เกิดความไข้ขึ้น คนก็พูดกันว่าเพราะเอาเขาที่ป่าที่ดงมา ผีมันตามเข้ามาด้วยจึงเกิดความไข้....

          ในสมัยรัชกาลที่ เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทา กุมารีรัตน์ สิ้นพระชนม์เพราะเรือล่มที่เขตจังหวัดนนทบุรี ใน .. ๒๔๒๓ โปรดให้พิมพ์หนังสืองานพระเมรุใน .. ๒๔๒๔ เป็นหนังสือสวดมนตร์ ถือกันว่าเป็นหนังสืองานศพเล่มแรกๆ ของไทย ในครั้งนั้นยังไม่ใส่พระประวัติสมเด็จพระนางเรือล่มลงไป ต่อภายหลัง เมื่อมีการพิมพ์หนังสือแจกงานศพจึงมีการเขียนประวัติผู้วายชนม์ผนวกลงไปด้วย ทำให้เราได้รู้ประวัติของคนๆ นั้นซึ่งเป็นประโยชน์ไม่เฉพาะลูกหลาน หากแต่ยังเป็นประโยชน์แก่คนที่สนใจประวัติศาสตร์สาขาต่างๆ ด้วย

          ประวัติคนมีให้เขียนอีกมาก แต่เนื้อที่กระดาษน้อย คนที่อยากรู้ประวัติคนมากๆ ต้องซื้อหนังสือแนวนี้มาอ่าน หรือไม่ก็ขยันไปงานศพบ่อยๆ 

 

เรื่อง/ภาพ : เอนก นาวิกมูล

Hits: 284