๗๐ สุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ ๙

ประชาชนคนไทยที่เกิดในยุคของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่   คงปฎิเสธไม่ได้เลยว่าพระองค์ทรงเป็นแบบอย่าง  และทรงเป็นแรงบันดาลใจที่คอยขับเคลื่อนให้ประชาชนชาวไทยใช้ชีวิตในทุก วัน อย่างมีคุณค่า ช่วงเวลาส่วนใหญ่นั้นพระองค์ทรงให้ความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนาประเทศ เพื่อให้ชาวไทยมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นหลุดพ้นจากความลำบากยากจน หากในยามว่าง พระองค์ทรงแสดงพระอัจฉริยภาพในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะมากมาย อาทิ เพลงพระราชนิพนธ์ จิตรกรรมฝีพระหัตถ์ การถ่ายภาพ ฯลฯ ผลงานเหล่านี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนไทยได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะมากมาย ซึ่งรวมถึงงานในสาขาภาพยนตร์ด้วย และเพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงพระราชทานให้ไว้กับแผ่นดินโครงการสุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ จึงถือกำเนิดขึ้น โดยคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม และหน่วยงานอื่น ที่เกี่ยวข้อง ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจได้มีส่วนร่วมเสนอรายชื่อภาพยนตร์ไทยที่สมควรได้รับเลือกให้เป็นสุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ ผ่านการคัดกรองโดยคณะอนุกรรมการฯ และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณชนโดยมีขั้นตอนการคัดสรรภาพยนตร์เหล่านั้น ถึง ขั้นตอน

            เริ่มจากการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการคัดเลือกภาพยนตร์ในคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ โดยรอบแรกได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนเสนอชื่อภาพยนตร์ไม่เกิน เรื่องต่อบุคคล โดยจะต้องเป็นภาพยนตร์ไทยที่จัดฉายและเผยแพร่ในสมัยรัชกาลที่ คือ ระหว่างช่วงเวลาทรงครองราชย์รวม ๗๐ ปี ซึ่งรอบประชาชนทั่วไปมีผู้เสนอชื่อกว่า ๒๙,๘๔๔ คน ทั่วประเทศ ซึ่งมีภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อทั้งหมด ๓๕๙ เรื่อง

            ต่อมารอบที่สองหรือรอบผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านภาพยนตร์ไทยฯ ทำการส่งตัวแทนคัดกรองทั้งสิ้น ๒๕๘ คน คัดภาพยนตร์จาก ๓๕๙ เรื่อง เหลือ ๑๓๓ เรื่องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดดังนี้

            ) ภาพยนตร์นั้นต้องได้รับรางวัลใดรางวัลหนึ่งในงานประกาศรางวัลในระดับประเทศ หรือในงานประกาศรางวัลระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับ อย่างน้อย รางวัล

            ) เป็นภาพยนตร์ที่ทำสถิติรายได้จากระบบการขายบัตรชมภาพยนตร์ของปกติ (BOX OFFICE) สูงสุด อันดับแรก ของแต่ละปีพุทธศักราช

            ) เป็นภาพยนตร์ที่สร้างแรงบันดาลใจต่อผู้ชม

            ) เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนชีวิตคนไทยในสมัยรัชกาลที่

            ) เป็นภาพยนตร์ที่ทรงคุณค่าทางศิลปะ (องค์รวม)

            ถัดมารอบที่สามหรือรอบคณะอนุกรรมการประชุมพิจารณาใช้เกณฑ์แบ่งช่วงเวลาตลอดระยะเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงครองราชย์ทั้งสิ้น ทศวรรษ ออกเป็น ช่วง แบ่งเป็นภาพยนตร์ -๑๐ เรื่องต่อ ทศวรรษ

            จากนั้นในรอบสุดท้ายหรือรอบคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ เห็นชอบภาพยนตร์ทั้ง ๗๐ เรื่องและประกาศให้เป็นสุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่

            ในปี ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรมได้ดำเนินการจัดนิทรรศการและจัดฉายเผยแพร่ภาพยนตร์ไทยให้ประชาชนได้รับชมฟรี ๑๐ เรื่อง จากเรื่องทั้งหมด ตามที่คณะอนุกรรมการมีมติเห็นชอบ ได้แก่ เศรษฐีอนาถา / แม่นาคพระโขนง / ชู้ / สุดสาคร / น้ำพุ / มือปืน สาละวิน / กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้ / ๒๔๙๙ อันธพาลครองเมือง / พี่มากพระโขนง / ลุงบุญมีระลึกชาติ ในกรุงเทพมหานคร และในส่วนภูมิภาคอีก จังหวัดคือ จังหวัดนครราชสีมา เชียงใหม่ ภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์

            กระทรวงวัฒนธรรมคาดหวังให้ประชาชนได้เห็นคุณค่าของภาพยนตร์ไทย ที่บอกเล่าเรื่องราวของศิลปวัฒนธรรมและสะท้อนวิถีชีวิตของชาวไทยในยุคสมัยต่างๆ ที่ถูกบันทึกลงในภาพยนตร์ สื่อให้เห็นถึงความสามารถของคนไทยในศาสตร์ศิลป์แขนงนี้ ที่เรามิได้ด้อยไปกว่าชาติอื่นเลย ด้วยเป้าหมายของโครงการมุ่งเน้นที่จะแสดงศักยภาพของอุตสหกรรมภาพยนตร์ไทย เพื่อสร้างความภูมิใจให้กับสังคม และกระตุ้นให้ประชาชนสนับสนุนการรับชมภาพยนตร์ไทยในโรงภาพยนตร์มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นขวัญกำลังใจให้กับบุคคลในวงการภาพยนตร์ได้มีพลังที่จะสร้างสรรค์ผลงานต่อไป

 

ภาพยนตร์ มรดกวัฒนธรรม บันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์ที่สุดทางโสตทัศน์

            ภาพยนตร์เป็นตัวเล่าเรื่องราวและสะท้อนเหตุการณ์ความเป็นอยู่ของผู้คนในแต่ละยุคสมัยได้อย่างดีเยี่ยม ในปี .. ๒๔๔๐ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรป ได้มีช่างภาพของบริษัทลูมิแอร์ ประเทศฝรั่งเศส บันทึกภาพยนตร์การเสด็จถึงกรุงเบิร์นของพระเจ้ากรุงสยามไว้ นับว่าเป็นการถ่ายภาพยนตร์ม้วนแรกของโลก ที่บันทึกเกี่ยวกับชนชาติไทย และครั้งแรกที่ชาวไทยได้มีส่วนร่วมอยู่ในจอภาพยนตร์นั้นต้องย้อนความไปราว .. ๒๔๖๖ เป็นยุคเริ่มต้นของวงการภาพยนตร์ไทยกับการถ่ายทำภาพยนตร์เงียบ ขาว-ดำขนาด ๓๕ มม. เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกบนแผ่นดินสยามที่มีชื่อว่านางสาวสุวรรณใช้นักแสดงคนไทยและถ่ายทำในสยามประเทศทั้งหมด โดยบริษัทยูนิเวอร์ซัลและกำกับโดยนายเฮนรี่ แมคเรย์ ซึ่งต่อมาคนไทยก็ได้เริ่มถ่ายทำภาพยนตร์เป็นของตนเองและนำออกมาฉายเรื่อยมา

            จากที่เกริ่นมาเบื้องต้นเป็นการกล่าวถึงปฐมบทของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยแบบคร่าวๆ จากนี้จะขอกล่าวถึงเรื่องราวบางส่วนจาก๗๐ สุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ ที่คณะอนุกรรมการภาพยนตร์ได้ทำการคัดเลือกผลงานที่โดดเด่นในแต่ละยุคสมัยกลับมาเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสรับชมผลงานในอดีตกันอีกครั้ง

            โดยเริ่มต้นที่ ปี .. ๒๔๙๒ ซึ่งเป็นปีของภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดจาก ๗๐ เรื่อง ในยุคนี้ได้ผ่านพ้นช่วงบุกเบิกของอุตสาหกรรมภาพยนตร์มาแล้ว โดยเป็นยุคที่ฟิล์ม ๑๖ มม.ได้รับความนิยมมากกว่าฟิล์ม ๓๕ มม. แม้คุณภาพจะด้อยกว่า แต่สามารถถ่ายทำและนำออกฉายได้เร็วกว่า รวมทั้งมีีต้นทุนการผลิตที่ตํ่ากว่านั่นเองสุภาพบุรุษเสือไทยถ่ายทำด้วยฟิล์ม ๑๖ มม. เป็นภาพยนตร์ฟิล์มสีพากย์เสียงสด สร้างมาจากนวนิยายที่โด่งดังของ เสนีย์ บุษปะเกศ กำกับโดย หม่อมเจ้าศุกรวรรณดิศ ดิศกุล เล่าถึงเรื่องราวของกำนันไทยคนดีที่ชีวิตพลิกผันเพราะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นฆาตกรฆ่าภรรยาตนเองและถูกสวมรอยใช้ชื่อเสือไทยออกปล้นบ้านเมืองสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว กำนันไทยจึงออกมาสะสางหนี้แค้นกับเสือคงผู้ร้ายตัวจริง เรื่องนี้ได้รับความนิยมสูงมาก จึงเป็นที่มาของการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับเสือตามมากอีกเป็นจำนวนมาก และยังได้รับรางวัลสำเภาทอง บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในการประกาศผลรางวัลตุ๊กตาทอง ครั้งที่ ประจำปี .. ๒๕๐๐ (ในขณะที่ฮอลลีวูดจัดเป็นครั้งที่ ๓๐) ภาพยนตร์ที่ได้รางวัลในปีนี้ที่คัดมายังมีอีก เรื่อง ได้แก่เรื่องเล็บครุฑและเศรษฐีอนาถา

            สันติ-วีณา เป็นภาพยนตร์ ๓๕ มม. สีเรื่องแรก และเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรรอบปฐมทัศน์ที่โรงภาพยนตร์เอ็มไพร์ เมื่อ .. ๒๔๙๗ เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ได้เข้าประกวดในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ทั้งยังได้รางวัลชนะเลิศจากการประกวดภาพยนตร์นานาชาติแห่งเอเชียตะวันออก ครั้งที่   กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ถึง รางวัล คือ ถ่ายภาพยอดเยี่ยม กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม และรางวัลพิเศษในฐานะเป็นหนังที่แสดงวัฒนธรรมของเอเชียให้ชาวตะวันตกเข้าใจได้เป็นอย่างดี ด้วยเป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนความเชื่อทางประเพณีศาสนาและแสดงวิถีชีวิตในชนบทไทยอย่างงดงาม

            ข้ามมาที่ปี .. ๒๕๐๒ กับตำนานภาพยนตร์แนวสยองขวัญที่อยู่คู่กับชาวไทยมายาวนานอย่างแม่นาคพระโขนงโดยยังคงอยู่ในยุคของการถ่ายทำด้วยฟิล์ม ๑๖ มม. กำกับโดยรังสี ทัศนพยัคฆ์ ว่าด้วยเรื่องราวของมากชายผู้จำใจต้องจากนาคภรรยาซึ่งกำลังตั้งครรภ์ไปเป็นทหาร แต่ด้วยความอาวรณ์แรงกล้าแม้นางนาคจะเสียชีวิตลงแล้วในวันที่คลอดลูก ดวงวิญญาณก็ยังรอคอยการกลับมาของพี่มากอยู่ เมื่อนายมากได้ประจักษ์ความจริงและหลบหนีไป นางนาคจึงได้ออกอาละวาดตามหลอกหลอนชาวบ้านทั้งบาง เพื่อตามหาพาตัวชายอันเป็นที่รักกลับไป ภาพยนตร์ฉบับนี้สามารถทำรายได้สูงถึงหลักล้านบาทและได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุด เพราะสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกและความเชื่อของสังคมไทยในยุคกึ่งพุทธกาลลงบนฟิล์มภาพยนตร์ได้เหนือกว่าฉบับก่อนๆ อีกทั้งยังผสมผสานศิลปะการแสดงอย่างนาฏลิเกและเทคนิคการถ่ายทำแบบหนังบ้านจนทำให้ภาพยนตร์ชุดแม่นาคในฉบับนี้กลายเป็นตำนานและถูกจดจำมากที่สุด ฉบับหนึ่งเลยทีเดียว

            นกน้อยนำแสดงโดยมิตร ชัยบัญชา และ เพชรา เชาวราษฎร์ คู่ขวัญวงการหนังไทย นับเป็นครั้งแรกของวงการภาพยนตร์ไทยที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้นำเพลงพระราชนิพนธ์ชะตาชีวิตเป็นเพลงประกอบเรื่อง ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รางวัลตุ๊กตาทอง รางวัล จากการประกวด ครั้งที่ ประจำปี .. ๒๕๐๗ (รัชกาลที่ โปรดเกล้าฯ ให้นำภาพยนตร์ไปฉายทอดพระเนตรเป็นการส่วนพระองค์อีกด้วย)

            ยุครุ่งเรืองของภาพยนตร์ ๑๖ มม.ค่อยเสื่อมความนิยมลงเรื่อยๆ เพราะภาพยนตร์หลายเรื่องเริ่มหันมาใช้การถ่ายทำด้วยฟิล์ม ๓๕ มม.แบบเสียงพากย์ในฟิล์มแทนการพากย์เสียงสด ภาพยนตร์ยุคนี้ส่วนใหญ่จะยึดติดกับสูตรสำเร็จที่มีครบทุกรสตั้งแต่ ตลก เศร้า และเรื่องราวความรักใคร่ ซึ่งส่วนมากมักจบลงที่ฝ่ายธรรมะชนะอธรรมเสมอ วงการภาพยนตร์ไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเมื่อมิตร ชัยบัญชาพระเอกอันดับหนึ่งแห่งยุคได้จากไปในการแสดงเรื่องอินทรีย์ทองมิตรเป็นนักแสดงที่ขับเคลื่อนความสำเร็จของวงการภาพยนตร์ในยุคสมัยนั้น มีผลงานที่น่าจดจำอย่างเงิน เงิน เงิน” “โทนและมนต์รักลูกทุ่งภาพยนตร์เพลงที่กวาดรายได้ทั่วประเทศไปอย่าง

ถล่มทลาย

            เข้าสู่ยุคที่ประเทศไทยเราได้รับผลของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากการลุกฮือของประชาชนจำนวนมากเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญและต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร ทีโศกนาฏกรรมและเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นมากมายในช่วงเวลานี้ อันเป็นจุดเริ่มต้นยุคสมัยของภาพยนตร์ที่สะท้อนและวิพากษ์สังคมต่อมา ในปี ๒๕๑๖เขาชื่อกานต์คือภาพยนตร์เรื่องแรกที่กล้าพูดถึงการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างตรงไปตรงมา เป็นสิ่งที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องในยุคนั้น ตัวภาพยนตร์สร้างมาจากนวนิยายของสุวรรณี สุคนธา กำกับโดยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ว่าด้วยเรื่องของหมอกานต์รับบทโดยสรพงศ์ ชาตรี หมอผู้ซื่อสัตย์และยึดมั่นอุดมการณ์ ผู้ไม่ยอมจำนนต่อความไม่ถูกต้อง เป็นที่มาของความขัดแย้งกับข้าราชการหลายฝ่าย ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จอย่างสูงและเป็นที่ยอมรับกันทั้งประชาชนทั่วไปและนักวิจารณ์ ทำรายได้หลายล้านบาท และยังได้รับรางวัลผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยมซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับหลายท่านได้ทำภาพยนตร์แนววิพากษ์สังคมออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่นภาพยนตร์เรื่องครูบ้านนอกและน้ำพุซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและถูกเล่าขานต่อมาจนถึงคนรุ่นใหม่

            นอกจากนี้ก็ยังมีภาพยนตร์แนวอื่นๆ ที่น่าสนใจเกิดขึ้นมาอย่างเช่น หนุมานพบ ยอดมนุษย์ ภาพยนตร์แนวแอ็คชันฮีโร่ที่เป็นการโคจรมาพบกันของวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่น ตามมาด้วยภาพยนตร์การ์ตูนฉบับยาวเรื่องแรกของประเทศไทยอย่างสุดสาครของปยุต เงากระจ่าง บรมครูด้านการ์ตูนเคลื่อนไหวของไทยซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์แอนิเมชันอีกหลายๆ เรื่องในเวลาต่อมา

            ในช่วงปี .. ๒๕๓๐ เป็นยุคที่ภาพยนตร์วัยรุ่นประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ถ้าหากพูดถึงหนังวัยรุ่นที่โด่งดังมากที่สุดในเวลานั้นแทบจะไม่มีใครเลยที่ไม่รู้จักหนังเรื่องบุญชูผู้น่ารักซึ่งมีการสร้างต่อถึง ๑๐ ภาค เป็นภาพยนตร์ตลกขบขัน รับบทโดยสันติสุข พรหมศิริ กำกับภาพยนตร์โดย บัณฑิต ฤทธิ์ถกล (ภาค -) ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องสามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นในทุกๆ ภาคและอยู่คู่กับจอภาพยนตร์ไทยมายาวนานกว่าสองทศวรรษ

            จนเริ่มทศวรรษใหม่ในปี ๒๕๔๐ ได้กำเนิดภาพยนตร์ทำรายได้มหาศาลทุบทุกสถิติหนังไทยในขณะนั้นไปกว่า ๗๕ ล้านบาท อย่าง๒๔๙๙ อันธพาลครองเมืองเล่าย้อนกลับไปในอดีต ยุคพระนครในช่วงที่เหล่านักเลงวัยรุ่นมีอิทธิพลและสร้างความวุ่นวายต่อบ้านเมืองอย่างไม่หวั่นเกรงกฎหมาย เนื้อเรื่องสะท้อนเหตุการณ์และสภาพบ้านเมืองในยุคสมัยนั้นออกมาได้อย่างลงตัว กำกับโดยนนทรีย์ นิมิบุตร ประสบความสำเร็จและได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชมเป็นอย่างมาก นับเป็นการเริ่มต้นทศวรรษใหม่ได้อย่างร้อนแรง ช่วยกระตุ้นให้วงการภาพยนตร์ไทยผลิตผลงานคุณภาพตามกันมาอย่างต่อเนื่อง รายได้และการตอบรับของภาพยนตร์ในยุคนี้เรียกได้ว่าเป็นยุคทอง หรือยุคที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ของไทย ซึ่งมีภาพยนตร์มากมายที่ทำรายได้ทะลุหลัก ๑๐๐ ล้าน เช่น นางนาก บางระจัน เป็นต้น

            นอกจากสถิติด้านรายได้แล้วยังมีภาพยนตร์แนวอิงประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมของชาติเราออกมาได้อย่างสวยงาม เช่นสุริโยไทที่กำกับโดยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ที่บอกเล่าเรื่องราวของพระศรีสุริโยไทในยุคกรุงศรีอยุธยา ทั้งการใช้ภาษา การแต่งกาย ทำให้เป็นที่ต้องการของสายหนังต่างประเทศ นอกจากนี้ก็ยังมีภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงเหตุการณ์ในยุคเสื่อมถอยของดนตรีไทยอย่างโหมโรงกำกับโดย อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ ซึ่งเป็นยุคที่การเล่นดนตรีไทยนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม ศิลปะที่เคยรุ่งเรืองกลับถดถอยลงในยุคที่บ้านเมืองกำลังเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตก รัฐบาลมีนโยบายปรับปรุงประเทศให้มีความทันสมัย และออกระเบียบควบคุมศิลปะแขนงต่างๆ รวมทั้งดนตรีไทยที่ถูกมองว่าโบราณและตกยุค

            มาถึงยุคทุนนิยม ที่นวัตกรรมความรุ่งเรืองของอินเทอร์เน็ต ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของกลุ่มผู้ชมไปอย่างมาก จำนวนผู้เข้าชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ลดลง วงการภาพยนตร์ไทยซบเซาด้วยมีภาพยนตร์ต่างชาติได้ไหลเข้าสู่สังคมไทยมากขึ้น วงการภาพยนตร์ไทยในยุคนี้ จึงมีความเสี่ยงในการผลิตผลงานมากขึ้น แต่ก็มีภาพยนตร์นอกกระแสที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในหมู่คนไทยแต่กลับได้รับการยอมรับโดยต่างชาติ และชนะรางวัลจากเวทีต่างประเทศมากมาย ยกตัวอย่างเช่นเพลงของข้าวหรือลุงบุญมีระลึกชาติที่ได้รางวัลปาล์มทองคำรางวัลสูงสุดจากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งที่ ๖๓

            ปัจจุบันวงการภาพยนตร์ไทยเราได้ฟื้นตัวกลับมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มผู้ชมที่เริ่มกลับมารับชมภาพยนตร์ไทยในโรงเพิ่มขึ้นจนทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางภาพยนตร์อย่างพี่มาก...พระโขนงภาพยนตร์แนวตลกขบขันที่นำเอาตำนานแม่นาคพระโขนงของไทยกลับมาเล่าในแบบฉบับใหม่ ทำสถิติภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้ทั่วประเทศถึง ,๐๐๐ ล้านบาท นับว่าเป็นความสำเร็จในทางธุรกิจและเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้กับผู้ผลิตภาพยนตร์ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก หากประชาชนในประเทศให้การสนับสนุนผลงานภาพยนตร์ของคนไทยด้วยกันแล้วละก็ เราอาจเห็นการเติบโตของวงการภาพยนตร์ไทยและผลผลิตคุณภาพที่ถ่ายทอดศิลปวัฒธรรมความเป็นไทยออกมาได้อย่างทรงคุณค่า ประจักษ์สายตาแก่ชาวไทยและชาวต่างชาติในอนาคตก็เป็นได้

Hits: 705