สำเภา - กำปั่น นาวาแห่งย่านสมุทรอุษาคเนย์

          คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าอาณาจักรที่รุ่งเรืองสุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยคือ กรุงศรีอยุธยา ที่เจริญต่อเนื่องยาวนานถึง ๔ ศตวรรษ บ้างมองความรุ่งเรืองด้วยอายุของอดีตราชธานีที่ยาวนานกว่าอาณาจักรใดของไทย บ้างกล่าวถึงความใหญ่โตงดงามตามที่มีบันทึกไว้ในจดหมายเหตุของชาวต่างประเทศที่เข้ามาในสมัยนั้น บ้างมองจากซากโบราณสถานที่หลงเหลืออยู่ถึงปัจจุบันที่บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองในอดีตของราชธานีแห่งนี้ได้ดี

            พื้นฐานที่สร้างให้อาณาจักรอยุธยารุ่งเรืองและร่ำรวยจนถือได้ว่าเป็นหนึ่งในอาณาจักรที่มั่งคั่งที่สุดของโลกยุคนั้น ก็คือ ความสำเร็จในการเป็นศูนย์กลางการค้าขายเชื่อมโลกตะวันตกและตะวันออก เป็นเมืองท่าสำคัญที่รวบรวมสินค้าระหว่างโลกตะวันตก คือ อาหรับและเปอร์เซีย กับโลกตะวันออก นั่นคือ จีน

            โลกรู้จักเส้นทางค้าขายทางบกที่สำคัญที่สุดในนาม เส้นทางแพรไหมหรือ Silk Road ซึ่งเติบโตมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น แต่ต่อมาเมื่ออาหรับพัฒนาเรือใบเดินสมุทรขนาดใหญ่ได้ การค้าขายทางทะเลเชื่อมโลกตะวันตกและตะวันออกจึงได้เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังของจีน พ่อค้าอาหรับและและพ่อค้าจีนควบคุมการค้าขายทางทะเลจากอ่าวเปอร์เซียและทะเลอาหรับ ผ่านอินเดีย อ่าวเบงกอล ช่องแคบมะละกา ทะเลจีนใต้ สู่เมืองท่าของจีน เช่น กวางโจว ฉวนโจว และหยังโจว

            ผลจากการเปิดเส้นทางค้าขายทางทะเล หรือ Maritime Silk Road ทำให้บ้านเมืองในเขตอุษาคเนย์ซึ่งอยู่บนเส้นทางค้าขายได้รับประโยชน์ เกิดการถ่ายทอดความรู้ วิทยาการ และความเชื่อศรัทธา จนกลุ่มบ้านเมืองเหล่านี้เติบโตกลายเป็นแว่นแคว้นต่าง ๆ อาทิ รัฐฟูนัน แถบปากแม่น้ำโขง รัฐพิว (Pyu) ในลุ่มน้ำอิระวดี รัฐมอญริมอ่าวเบงกอล และรัฐทวารวดีในลุ่มเจ้าพระยา รวมทั้งรัฐเมืองท่าในเขตหมู่เกาะตอนใต้ของอุษาคเนย์ซึ่งอยู่ในประเทศอินโดนีเซียปัจจุบัน

            หากจินตนาการย้อนเวลาไปในช่วงที่กรุงศรีอยุธยารุ่งเรือง ทั่วท้องน้ำตั้งแต่ปากน้ำเจ้าพระยา ผ่านด่านภาษีเมืองพระขนอนธนบุรีไปจนถึงพระนครหลวง คงคลาคล่ำด้วยเรือใบหลายสัญชาติ แต่มิว่าสัญชาติใด เรือใบที่ใช้เดินทางข้ามสมุทรกันในยุคนั้น ชาวไทยคุ้นเคยกันอยู่ ๒ ประเภท คือ เรือสำเภา และ เรือกำปั่น

            เรือสำเภา เป็นคำเรียกเรือเดินทะเลของชาวจีนในสมัยโบราณ มีลักษณะท้ายเรือสูงและยื่นออกไป หัวเรือต่ำ สร้างด้วยไม้ทั้งลำ มีเสากระโดงสำหรับแขวนใบเรือ สำเภาจีนมีจุดเด่นที่ใบเรือมีพรวนใบ (ก้างใบ) ลักษณะคล้ายพัดขนาดใหญ่ซึ่งพับเก็บได้ เรือเดินทะเลของชาติต่าง ๆ ในอุษาคเนย์สมัยโบราณรวมทั้งของไทย ทั้งในสมัยกรุงศรีอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ล้วนแต่สร้างตามแบบเรือสำเภาของจีนเป็นส่วนใหญ่

            เดี๋ยวนี้จะหาชมสำเภาจีนแบบโบราณดั้งเดิมได้ยากเต็มที ที่ยังเห็นอยู่มักเป็นเรือที่ต่อให้มีรูปร่างละม้ายใกล้เคียงสำเภาแบบโบราณ แต่ใส่เครื่องยนต์เข้าไปแทน ไม่นิยมกางใบเรือเพราะเก็บค่อนข้างยาก ส่วนมากทำไว้เพื่อใช้ในการท่องเที่ยว อย่างแถบอ่าวฮาลองในเวียดนาม หรือเรือสำราญแถวฮ่องกง

            ส่วนในเมืองไทยอาจเหลือให้เห็นเพียงลำเดียวอยู่ที่วัดยานนาวา กรุงเทพฯ เป็นสำเภาจีนที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๘๗ ด้วยมีพระราชประสงค์จะสร้างพระสถูปเจดีย์ไว้ที่วัดคอกกระบือเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการที่พระองค์ทรงใช้เรือสำเภาขนสินค้าไปทำมาค้าขายถึงเมืองจีน โดยทรงมีพระราชดำริว่าต่อไปในภายหน้ารูปลักษณ์เรือสำเภาจะเปลี่ยนไป คนรุ่นหลังอาจจดจำสำเภาจีนไม่ได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระสถูปเป็นสำเภาจีนมีพระเจดีย์ ๒ องค์อยู่บนเรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ทรงสร้างพระสถูปเจดีย์มีฐานเป็นเรือสำเภาจีน พร้อมกับพระราชทานนามวัดคอกกระบือใหม่ว่า วัดญานนาวาราม

            ส่วนที่เรียกว่า “เรือสำเภา” เชื่อว่ามาจากคำว่า “ซานป่าว” ซึ่งเป็นฉายาของเจิ้งเหอ แม่ทัพเรือแห่งราชวงศ์หมิง ผู้บัญชาการกองเรือป่าวฉวน หรือหมู่เรือมหาสมบัติ (ป่าว - ทรัพย์สมบัติ ฉวน - เรือ) ออกเดินทางประกาศศักดาและอำนาจของราชวงศ์หมิงไปยังดินแดนต่าง ๆ ถึง ๗ ครั้ง ตั้งแต่ย่านอุษาคเนย์ อินเดีย ศรีลังกา เปอร์เซีย อาหรับ ไปจนถึงแอฟริกาตะวันออก เรื่องของการเดินทางสมุทรยาตราทั้ง ๗ ครั้งของเจิ้งเหอเป็นที่กล่าวขานกระทั่งปัจจุบัน

            เจิ้งเหอได้ฉายาว่า “ซานป่าวไท่เจี้ยน” ซึ่งหมายถึง ตรีรัตนะมหาขันทีเรือของซานป่าวต่อมาจึงถูกเรียกในชื่อ เรือสำเภา

            เรือสำเภาบางทีถูกเรียกระบุสัญชาติไปเลยว่า สำเภาจีน ทั้งที่อาจมิใช่เรือของจีนเสียทุกลำไป แต่เป็นเรือแบบจีนที่รัฐเมืองท่าในยุคโบราณล้วนมีใช้กัน แม้แต่กรุงศรีอยุธยาหรือกรุงรัตนโกสินทร์เองก็มีสำเภาอย่างจีนออกไปค้าขายทั่วแคว้นแดนสมุทรเช่นกัน

            แต่ไม่ใช่มีเพียงสำเภาจีนเท่านั้นที่ครอบครองน่านน้ำอุษาคเนย์ ยังมีเรือเดินทะเลอีกประเภทหนึ่ง ที่แล่นล่องจากน่านน้ำทะเลตะวันตกสู่มหาสมุทรเบื้องบูรพาทิศ คนไทยเรียกเรือประเภทนี้ว่า เรือกำปั่น

            มีความเข้าใจกันว่าเรือเดินสมุทรโบราณทรวดทรงอย่างชาวเอเชียเรียกว่า เรือสำเภาส่วนเรือทรวดทรงอย่างยุโรปจะถูกเรียก เรือกำปั่น

            แท้จริงแล้วก่อนที่ชาวยุโรปจะเดินเรือมาถึงอุษาคเนย์นั้น มีกองเรือจากทิศตะวันตกเดินทางมาค้าขายยังอุษาคเนย์และเลยต่อไปถึงเมืองจีนมานานแล้ว นั่นคือ กองเรือของอาหรับและเปอร์เซีย สินค้าจากยุโรปต้องมาพักที่นี่ แล้วอาศัยเรือของอาหรับนำสินค้ามาสู่โลกตะวันออก

            และก่อนจะมาถึงเมืองท่ากรุงศรีอยุธยา กองเรือเหล่านี้ต้องแวะตามเมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ของอุษาคเนย์ ไม่ว่าจะเป็นมะละกา หรือซุนดา เรือเดินทะเลที่อาหรับและเปอร์เซียใช้ เรียกว่า เรือใบอาหรับ หรือ “Arabian Dhow” ลักษณะหัวเรือเรียวแหลม ท้ายเรือมนและอยู่ในระดับเดียวกับหัวเรือ มีเสายาวยื่นออกไปสำหรับผูกสายใบ ส่วนจำนวนเสากระโดงเรือขึ้นอยู่กับขนาดระวางของเรือ

            เรือใบอาหรับจึงเป็นต้นกำเนิดของเรือกำปั่นแบบยุโรปที่เราเรียกกัน เพราะแม้แต่ใบเรือสามเหลี่ยมก็เป็นนวัตกรรมใหม่ที่อาหรับพัฒนาขึ้นมาแทนใบเรือแบบสี่เหลี่ยมให้ยุโรปและจีนลอกเลียนแบบตามมาภายหลัง

            จึงไม่น่าแปลกที่นักโบราณคดีใต้น้ำพบเจอซากเรือ Arabian Dhow หลายแห่งในประเทศอินโดนีเซีย แม้แต่ในเขตอ่าวไทยก็เคยพบที่จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นหลักฐานยืนยันว่า กำปั่นอาหรับ หรือ Arabian Dhow เข้ามายังอุษาคเนย์ก่อนกำปั่นยุโรปมากนัก

            แม้แต่ชื่อ เรือกำปั่นที่คนไทยใช้เรียกชื่อเรือประเภทนี้มาตลอดก็มีที่มาจากคำว่า กา-ป้าล(kapal) ซึ่งเป็นภาษามลายูโบราณ หมายถึง เรือ

            ในยุคที่ฝรั่งจากยุโรปเริ่มแล่นกำปั่นเข้ามาค้าขายยังอุษาคเนย์ กำปั่นฝรั่งมีขนาดใหญ่และติดอาวุธพร้อมสรรพมากกว่ากำปั่นอาหรับ เพราะมีวัตถุประสงค์มากกว่าการค้าขาย กำปั่นฝรั่งจึงค่อย ๆ เข้ามาแทนที่กำปั่นอาหรับ พร้อม ๆ กับวิทยาการจากยุโรปเริ่มเป็นที่นิยมของรัฐต่าง ๆ ในอุษาคเนย์ แม้แต่กรุงศรีอยุธยา

            การต่อเรือกำปั่นแบบฝรั่งเริ่มมีในสมัยกรุงศรีอยุธยาบนแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ โดยได้ทรงขอให้ประเทศฮอลันดาส่งช่างต่อเรือและเครื่องมือเครื่องใช้มายังกรุงศรีอยุธยา ครั้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มีหลักฐานว่ามีการต่อเรือกำปั่นแบบฝรั่งทั้งที่กรุงศรีอยุธยาและที่ี่เมืองมะริด ซึ่งเป็นเมืองท่าหลักของกรุงศรีอยุธยาบนฝั่งมหาสมุทรอินเดีย จดหมายเหตุของบาทหลวงเดอชัวซี (Abbe de Choisy) กล่าวไว้ว่า พระเจ้ากรุงสยามทรงมีพระราชดำริสร้างเรือกำปั่นแบบฝรั่ง มีกำปั่น กว้านเอาลงน้ำเมื่อเร็ว ๆ นี้ ๓ ลำ

            สมัยกรุงศรีอยุธยานับเป็นยุคที่อุตสาหกรรมต่อเรือเจริญรุ่งเรือง มีการต่อเรือเดินสมุทรทั้งสำเภาแบบจีนและกำปั่นแบบฝรั่ง เพื่อใช้เป็นเรือหลวงสำหรับไปค้าขายยังดินแดนโพ้นทะเล และมีหลักฐานว่ามีการจัดตั้งโรงต่อเรือหลวงเพื่อส่งออกไปขายยังต่างประเทศด้วย

            ในขณะที่สำเภาจีนได้ห่างหายไปจากย่านสมุทรนานแล้ว กำปั่นฝรั่งซึ่งเคยครอบครองน่านน้ำได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ช่วงหนึ่ง เนื่องจากสามารถพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักรไอน้ำมาใช้แทนใบได้ แต่ถึงที่สุดก็ต้องยอมพ่ายให้กับความทันสมัย เมื่อเรือเดินสมุทรขนาดมหึมา ตัวเรือทำด้วยเหล็ก ได้เข้ามาแทนที่เรือไม้อย่างเรือกำปั่น ดูเหมือนว่ากำปั่นฝรั่งจะเหลือได้เพียงชื่อและตำนานเล่าขานเช่นเดียวกับสำเภาจีน

            หากใครมีโอกาสไปที่กรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซียปัจจุบัน ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ชื่อเมืองนี้มาจากภาษาสันสกฤตว่า ชัยนคร” – เมืองแห่งชัยชนะ ก่อนหน้านี้ในสมัยที่เนเธอร์แลนด์มาปกครอง ชาวดัตช์เรียกว่าเมือง ปัตตาเวียเพื่อรำลึกถึงพวก Batavieren ที่เป็นบรรพบุรุษของชาวดัตช์ และก่อนที่ชาวดัตช์จะมาถึงที่นี่ เมืองนี้มีชื่อว่า กะหลาป๋า ซึ่งเป็นท่าเรือสำคัญของรัฐเมืองท่าแห่งอาณาจักรชาวฮินดูซุนดา อันเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรมะตะรัม อันเคยยิ่งใหญ่อยู่บนเกาะชวา

            ท่าเรือกะหลาป๋าจึงถูกเรียกว่า ซุนดา กะหลาป๋า(Sunda Kelapa) ซึ่งเป็นภาษาซุนดา หมายถึง มะพร้าวแห่งซุนดาในบริบทของไทย เรายังรับรู้ว่ากะหลาป๋าหมายถึงเมืองที่รุ่งเรืองทันสมัย กาญจนาคพันธุ์ ได้เขียนไว้ในคอคิดขอเขียน เล่ม ๒ ว่า “...กะหลาป๋าเป็นเมืองที่คนไทยโบราณรู้จักกันดี สินค้าเมืองนี้ส่งลงสำเภามาขายในเมืองไทยมาก ของที่มาล้วนแต่เป็นของดีมีชื่อเสียง เมื่อพระไวยจะแต่งงานกับนางศรีมาลา พระพันวษาก็พระราชทาน กระจกกะหลาป๋า ให้(พระไวย-นางศรีมาลา จากวรรณคดี ขุนช้างขุนแผน)

            วันนี้เมืองกะหลาป๋ากลายเป็นย่านเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของกรุงจาการ์ตา ทว่าในย่านท่าเรือซุนดา กะหลาป๋า ทุกวันนี้ยังมีการต่อเรือแบบโบราณอยู่ ที่เรียกว่า เรือพีนีซี (Phinisi) เรือแบบนี้ทางอินโดนีเซียเรียกว่าเป็นเรือพื้นบ้านของชาวเกาะชวา แต่นักต่อเรือที่ได้เห็นเรือชนิดนี้ล้วนลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าพีนีซีของอินโดนีเซีย ก็คือเรือ Arabian Dhow นั่นเอง และส่วนมากยังคงใช้ใบอยู่เช่นเดียวกับเรือใบอาหรับในยุคโบราณ

            แม้ว่าสำเภาแบบจีน กำปั่นใบของอาหรับ กระทั่งกำปั่นไฟเครื่องจักรไอน้ำของฝรั่ง ล้วนล้มหายตายจาก ถูกพรากจากห้วงสมุทรโดยกาลเวลาไปจนหมดสิ้น

            แต่กาลเวลาอาจมิได้มองเห็น พีนีซีทายาทรุ่นสุดท้ายของเรือใบอาหรับ ที่วันนี้ยังคงโลดแล่นเหนือริ้วคลื่นในห้วงสมุทรของหมู่เกาะชวาอยู่ดังเช่นบรรพบุรุษ ทั้งสำเภาและกำปั่น นาวาแห่งย่านสมุทรอุษาคเนย์

เรื่อง : ศรัณย์ บุญประเสริฐ
ภาพ : ยอด เนตรสุวรรณ

Hits: 1311