ยลจิตรกรรมล้ำค่า ที่วัดคงคาราม

     แต่ละท้องถิ่นของเมืองไทยเต็มไปด้วยมรดกวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ดังเช่นที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นชุมชนมอญเก่าแก่ ก็มีวัดคงคาราม ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานของชาติโดยกรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ เนื่องจากภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถที่งดงาม จนผู้ที่ร่ำเรียนหรือสนใจด้านจิตรกรรมไทยต้องดั้นด้นมาศึกษา คัดลอกลายอยู่เสมอ อีกทั้งความสมบูรณ์แบบของกุฏิ ๙ ห้องซึ่งเป็นเรือนไทยหลังใหญ่ ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของวัด เก็บรวบรวมและจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ในอดีตของชาวมอญที่น่าสนใจมากมาย 

            สองฝั่งลำน้ำแม่กลองจากอำเภอโพธารามจดอำเภอบ้านโป่งมีชุมชนชาวไทยเชื้อสายมอญตั้งอยู่หนาแน่น ชาวบ้านเหล่านี้สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษชาวมอญที่อพยพครัวหนีภัยสงครามจากพม่าเข้ามาสู่สยามในยุคกรุงธนบุรีต่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหัวหน้าชาวมอญ ๗ คนจากเมาะลำเลิงให้ไปเป็นนายด่านป้องกันพม่าตามหัวเมืองชายแดน ๗ เมือง ได้แก่ เมืองไทรโยค ท่าขนุน ท่ากระดาน ท่าตะกั่ว ลุ่มสุ่ม สิงห์ และทองผาภูมิ

             ระยะต่อมามีชาวมอญอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอีกระลอกใหญ่ราว ๕,๐๐๐ ครอบครัว รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าเมืองมอญทั้ง ๗ เลือกที่ทำมาหากิน พวกเขาจึงนำพาสมัครพรรคพวกล่องมาตามลำน้ำแม่กลอง แล้วตั้งชุมชนในเขตอำเภอบ้านโป่งถึงโพธาราม เพราะเห็นว่าเหมาะแก่การเพาะปลูกและยังมีคนอยู่อาศัยน้อย 

            สำหรับวัดคงคารามนั้นเป็นวัดเก่าแก่โบราณ สร้างในสมัยอยุธยา อายุไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ปี นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่าวัดนี้มีอยู่ก่อนที่ชาวมอญจะเข้ามา ภายหลังเมื่อชาวมอญซึ่งเป็นกลุ่มชนที่ศรัทธาในพุทธศาสนาได้ตั้งชุมชนที่โพธาราม พวกเขาจึงร่วมกันปฏิสังขรวัดนี้ขึ้น เดิมเรียกชื่อเป็นภาษามอญว่า เภี้ยโต้ หมายถึงวัดกลาง เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ของชุมชนมอญในพื้นที่แถบนี้ 

            วัดคงคารามเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งในสมัยรัชกาลที่ ๔ เนื่องจากได้รับการอุปถัมภ์โดยเจ้าจอมมารดากลิ่น และทูลเกล้าฯ ถวายให้เป็นพระอารามหลวง ได้รับพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดคงคาราม” 

            พระอุโบสถวัดคงคารามตั้งอยู่ด้านหน้าวัด เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ขนาดกว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๗.๒๕ เมตร ประตูทุกบานเป็นงานจำหลักไม้ฝีมือประณีต ส่วนบานหน้าต่างด้านนอกเป็นลายรดน้ำ 

            ภายนอกพระอุโบสถมีซุ้มเสมา และเจดีย์ทรงมอญ ๗ องค์ สร้างเพื่อระลึกถึงเจ้าเมืองมอญทั้งเจ็ด 

            ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถพบว่าเขียนขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และมีการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ ๔ โดยช่างเขียนซ่อมทับลงบนภาพเดิมส่วนที่ชำรุด คงภาพดั้งเดิมที่งามสมบูรณ์ไว้ ดังนั้นจึงมีทั้งส่วนที่เป็นภาพโบราณตามแบบแผนจิตรกรรมสมัยอยุธยา และภาพจิตรกรรมแบบรัตนโกสินทร์ซึ่งได้รับอิทธิพลศิลปะตะวันตกอยู่บ้างตามสมัยนิยม 

            เนื้อเรื่องของจิตรกรรมแบ่งออกเป็น ผนังด้านหลังพระประธานเขียนเรื่องไตรภูมิ ภาพอดีตพุทธะอยู่ส่วนบนสุดของผนังแต่ละด้าน ภาพพุทธประวัติเป็นแนวเหนือบานหน้าต่าง และภาพทศชาติชาดกเขียนอยู่ระหว่างบานหน้าต่าง 

            ภาพไตรภูมิซึ่งเป็นคติความเชื่อในสมัยอยุธยา ประกอบด้วยวิมานบนเขาพระสุเมรุ ทวีปทั้งสี่ คือ อุตรกุรุทวีป บุรพวิเทหทวีป อมรโคยานทวีป และชมพูทวีป เบื้องล่างคือบาดาลและนรก ในสีทันดรมหาสมุทรที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุเต็มไปด้วยปลาและเหล่าสัตว์หิมพานต์รูปร่างประหลาดพิสดาร ทั้งปลากะโห้ยักษ์สีแดง ปลาฉนาก เงือก ปลาหัวเป็นช้าง ปลาหัวเป็นม้า ปลาหัวเป็นลิง ฯลฯ 

            ภาพอดีตพุทธะซึ่งเรียงรายอยู่บนผนังด้านบนสุดติดเพดานรอบพระอุโบสถ แต่ละองค์ประทับนั่งในพระแท่นมีเรือนแก้วอยู่โดยรอบ และมีอัครสาวกเฝ้าอยู่สองข้าง เป็นฝีมือของช่างสมัยอยุธยา เขียนโดยใช้สีไม่กี่สี คือ สีดำ สีดินแดง และสีเหลือง เขียนบนพื้นขาว ซึ่งเป็นเทคนิคการเขียนที่พบในสมัยอยุธยา 

            ส่วนภาพพุทธประวัติที่อยู่ต่ำลงมาจากภาพอดีตพุทธะ มีภาพหนึ่งที่โดดเด่นขึ้นชื่อ คือ ภาพ มารผจญ อยู่ที่ผนังฝั่งตรงข้ามพระประธาน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในคืนก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ เบื้องบนเป็นภาพพระพุทธเจ้าปางมารวิชัยทรงจีวรสีแดง พื้นหลังระบายสีแดงชาดเข้ม มีดอกไม้ร่วงถมเต็มพื้นที่ ต่ำลงมาเห็นพระแม่ธรณีบีบมวยผมเยื้องกรายอย่างอ่อนช้อย ขณะที่พญามารยกไพร่พลดุร้ายมาถึง พระแม่ธรณีก็บีบมวยผมให้น้ำไหลพรูท่วมแผ่นดิน ทำให้กองทัพพญามารจมในสายน้ำ พ่ายแพ้ไปสิ้น หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าในภาพมีทหารวิลันดากับทหารฝรั่งเศสใส่หมวกหนังสีดำหลายคนปะปนอยู่ด้วย 

            เมื่อลองดูภาพทศชาติชาดก ซึ่งเป็นเรื่องราวการบำเพ็ญเพียรสะสมบารมีใน ๑๐ ชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนจะเสวยพระชาติมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ก็มีหลายภาพเต็มไปด้วยความน่าสนใจ

             อย่างภาพหนึ่งที่อาจทำให้หลายคนจับจ้องอย่างฉงน เมื่อเห็นกลุ่มคนสวมชฎาและเครื่องทรงงามสง่ากำลังนั่งล้อมวงรอบกองไฟที่มีแคร่ตั้งอยู่ โดยมีศีรษะมนุษย์และแขนอีกข้างที่ถูกตัดวางอยู่บนแคร่เพื่อย่างไฟ คาดเดาได้ไม่ยากว่านี่คือกิจกรรมร่วมกันกินเนื้อมนุษย์ 

 

            ภาพที่เห็นนี้คือ จุลปทุมชาดก ที่นิยมเขียนกันมากในสมัยรัชกาลที่ ๔ และเป็นชาดกนอกที่นำมาแทรกในทศชาติชาดก เล่าเรื่องของพระปทุมกุมารที่ถูกขับออกจากเมืองไปยังถิ่นกันดารพร้อมพระอนุชา ๖ องค์และชายา เพราะพระราชบิดาระแวงว่าจะแย่งราชสมบัติ ความอดอยากยากแค้นทำให้ชาวคณะต้องฆ่าชายาของตนทีละคนนำมากินประทังหิว กระทั่งถึงคราวพระปทุมกุมารบ้าง พระองค์ได้นำเนื้อที่เก็บไว้มาให้อนุชา รอจนทุกคนหลับแล้วจึงพาชายาหนีไปตอนกลางคืน 

            พระปทุมกุมารอดทนต่อความหิว กรีดเลือดตนเองให้ชายาดื่มแก้กระหาย ทั้งสองพากันรอนแรมมาพักอาศัยริมน้ำ วันหนึ่งมีโจรที่ถูกทำร้ายลอยมาตามน้ำ พระองค์ได้ช่วยรักษาโจรจนหาย ต่อมาโจรลักลอบเป็นชู้กับชายา แล้วลวงพระปทุมกุมารไปผลักตกเหว โชคดีมีพญาเหี้ยมารองรับร่างพระองค์ไว้ แล้วช่วยนำพระปทุมกุมารกลับไปครองเมือง 

            อีกภาพจากชุดทศชาติชาดกที่น่าสนใจคือ มโหสถชาดก เขียนอยู่บนผนังใกล้ประตูทางเข้าพระอุโบสถ ด้านขวาของพระประธาน เล่าเรื่องพระเจ้าจุลนีพรหมทัตยกทัพมหาศาลมาล้องกรุงมิถิลา แต่พระมโหสถบัณฑิตผู้มีปัญญาสามารถป้องกันไม่ให้ศัตรูบุกเข้ามาในเมืองได้ 

            ส่วนที่งามสะดุดตาคือภาพที่ข้าศึกจับนางสนมสองคนใส่สาแหรกโยงกับเพดาน แล้วไกวสาแหรก มองเห็นฉากหลังสีแดงเข้มตัดกับชุดของข้าศึกสีเขียว 

            จิตรกรรมฝาผนังวัดคงคารามนอกจากมีภาพเกี่ยวกับไตรภูมิ อดีตพุทธะ พุทธประวัติ และทศชาติชาดกแล้ว ยังมีภาพที่สะท้อนถึงวีถีชีวิตของชุมชนอีกด้วย 

            ตัวอย่างเช่นในภาพหนึ่งที่เห็นพ่อค้าชาวจีนไว้ผมเปียพายเรือมาแวะจอดขายของให้คนที่ท่าน้ำหน้าเรือนไทยฝาปะกนใต้ถุนสูง ก็ตรงกับภาพชีวิตในอดีตของชุมชนชาวมอญริมน้ำแม่กลองแถบอำเภอโพธาราม ที่มักจะมีพ่อค้าชาวจีนพายเรือเอาหอม กระเทียม พริก ปลาทูนึ่ง หรือก๋วยเตี๋ยวมาขาย 

            เมื่อชมภาพเรื่องราวหลักกันแล้ว ลองมองหา “ภาพกาก” กันบ้าง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้ความหมายไว้ว่า เป็นภาพเขียนที่เป็นตัวประกอบในเรื่อง ภาพประเภทนี้แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับโครงเรื่องหลัก แต่ก็ดึงดูดความสนใจได้ไม่แพ้ภาพหลักเลยทีเดียว เพราะมักปรากฏอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ ช่องหน้าต่าง ริมกำแพงวัด หรือซุกซ่อนตามมุมต่าง ๆ ของเรื่องหลัก ถือเป็นลูกเล่นหรืออารมณ์ขันของช่างวาดที่สอดแทรกเอาไว้อย่างกลมกลืน เช่น ภาพทะลึ่งสัปดน ภาพเชิงสังวาสของคนและสัตว์ ภาพคนหน้าตาอัปลักษณ์ ภาพผู้คนอิริยาบถแปลก ๆ เป็นต้น ภาพกากจึงเป็นส่วนเติมเต็มให้การชมภาพจิตรกรรมฝาผนังเกิดความสนุกเพลิดเพลินยิ่งขึ้น 

            นอกจากภาพจิตรกรรมฝาผนังทรงคุณค่าแล้ว วัดคงคารามยังมีกุฏิ ๙ ห้อง เป็นเรือนไทยฝาปะกนขนาดใหญ่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลังที่งดงามขึ้นชื่อ ปัจจุบันจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ของวัด เก็บรักษาและจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้สำคัญในอดีต เช่น ตู้พระไตรปิฎกลายรดน้ำ หีบมุก ภาพพระบฏ เครื่องลายคราม หุ่นไม้ขนาดเล็กรูปคนและสัตว์ที่เคยใช้แสดงในงานมหรสพ หนังสือคัมภีร์โบราณจำนวนมาก รวมทั้งโลงไม้โบราณของมอญที่เรียกว่า ลุ้งอายุราวสองร้อยปี แกะสลักลวดลายดอกพุดตาน ลงรักปิดทองอย่างประณีต 

            วัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี จึงนับว่าเป็นโบราณสถานที่สำคัญของชาติ ซึ่งสะท้อนประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างน่าภาคภูมิใจ และเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการชมภาพจิตรกรรมไม่ควรพลาด 


            ที่ตั้งและการเดินทาง 

            วัดคงคาราม ตั้งอยู่ในอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี จากกรุงเทพฯ วิ่งเส้นเพชรเกษม มาทางนครปฐม เข้าราชบุรี แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๐๘๐ ก่อนข้ามแม่น้ำแม่กลอง จะมีแยกขวามีป้ายบอกไปวัดคงคาราม เลี้ยวขวาเข้ามา ๑.๕ กิโลเมตร วัดคงคารามอยู่ทางด้านซ้ายมือ 

            พระอุโบสถเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. ไม่มีค่าเข้าชม

            พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดคงคาราม เปิดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. ค่าเข้าชม ๑๐ บาท

 

    เรื่อง : กองบรรณาธิการ
ภาพ : ยอด เนตรสุวรรณ

Hits: 898