ตามรอยพระยุคลบาทสู่เกษตรวิชญา

    “การเกิดเป็นเจ้าฟ้า ไม่ได้หมายความว่าจะสุขสบายแต่เพียงอย่างเดียว ต้องมีหน้าที่ที่จะทำให้ดี เหมาะสมแก่ฐานะอีกด้วย” ในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระราชทานพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์เช่นนี้เสมอ อีกทั้งพระองค์ทรงตามเสด็จฯ พระบรมราชชนกในการเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วทุกภูมิภาคแม้ถิ่นทุรกันดาร แม้ว่าบางคราวขณะที่ทรงพระราชดำเนินด้วยความยากลำบากบนหนทางเป็นดินที่ไม่ราบเรียบ ท่ามกลางป่าเขา ซ้ำเมื่อหากมีฝนตกลงมามากก็จะทำให้ทางดินที่ทรงพระดำเนินอยู่นั้นเกิดน้ำป่าไหลหลากกลายเป็นโคลนตมและหล่มเลน ความเปียกแฉะย่อมจะก่อให้พื้นผิวทางเดินลื่นอันเป็นเหตุให้พระองค์ทรงลื่นล้มลงหลายครั้งด้วยกัน แต่ก็มิทรงย่อท้อต่ออุปสรรคมากมายบนเส้นทางนั้นเลย

    การเสด็จป่าเขาดงดอยของพระองค์มิได้เป็นเพียงพระดำเนินตามเสด็จพระบรมราชชนกเท่านั้น แต่ทว่าในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ ทรงมีพระราชปณิธานตามรอยพระยุคลบาท ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อแผ่นดินและเพื่อประชาชนชาวไทย ซึ่งหนึ่งในพระราชกรณียกิจที่ประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน คือ “โครงการเกษตรวิชญา”

 

    “เกษตรวิชญา” แปลได้ความหมายว่า “ปราชญ์แห่งการเกษตร” พระองค์ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการนี้ไว้ดังนี้ ให้ทำการสำรวจและวางแผนการใช้ที่ดิน พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมต่อการเกษตร เลือกเพาะปลูกพืชให้เหมาะสม กำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    โครงการเกษตรวิชญา เป็นโครงการตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ ในขณะที่ดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ ด้วยทรงทอดพระเนตรถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในธรรมชาติถูกทำลายจากกิจกรรมการเกษตรบนพื้นที่สูงด้วยความไม่รู้ เกษตรกรขาดความเข้าใจในการเกษตรแบบยั่งยืนและยังไม่รู้ซึ้งถึงความสำคัญของธรรมชาติแวดล้อม พระองค์ทรงตระหนักถึงความจำเป็นในการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนให้กับราษฎรในการอยู่กับป่า อยู่กับธรรมชาติ มีรายได้ที่มั่นคง ด้วยความรอบรู้ทางด้านการเกษตรตามแนวพระราชดำริ “โครงการเกษตรวิชญา” จึงเกิดขึ้น

 

    ณ ที่ดินพระราชทานจำนวน ๑,๓๕๐ ไร่ บนพื้นที่สูงบริเวณไหล่ดอยอันอุดมสมบูรณ์ของบริเวณต้นน้ำแม่สา ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย อาณาบริเวณอยู่ติดกับชุมชนบ้านกองแหะ  ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับมอบไปดำเนินการพัฒนาในลักษณะ “คลินิกเกษตร” เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีการเกษตรที่นำมาจากศูนย์ศึกษาและพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ ๙

    เมื่อแรกตั้งมีชื่อโครงการว่า โครงการพัฒนาพื้นที่สวนบ้านกองแหะ จังหวัดเชียงใหม่แต่ต่อมาในวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๔๙ ได้พระราชทานชื่อใหม่อย่างเป็นทางการว่า โครงการเกษตรวิชญา โครงการตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จังหวัดเชียงใหม่กระทั่งปัจจุบันเป็น โครงการเกษตรวิชญา โครงการตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร จังหวัดเชียงใหม่

    ภายในที่ดินพระราชทานสำหรับโครงการเกษตรวิชญา แบ่งออกเป็น ๕ ส่วน ได้แก่

    ส่วนที่ ๑ เนื้อที่จำนวน ๑๓๘ ไร่ จัดให้เป็นพื้นที่ส่วนปฏิบัติราชการ เป็นศูนย์กลางของโครงการ มีอาคารศูนย์เรียนรู้ อาคารฝึกอบรม และอาคารศูนย์อภิบาลเด็กสายใยรักจากแม่สู่ลูก โดยอาคารทั้งหมดตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่สวยงามด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ประกอบกับทิวเขาสลับซับซ้อน ทั้งไม้ผล ไม้ดอก และหลากหลายพืชไร่ในแปลงสาธิตจุดเรียนรู้การพัฒนาการเกษตรแบบครบวงจร

    ส่วนที่ ๒ เนื้อที่จำนวน ๓๒ ไร่ เป็นพื้นที่ทรงงานส่วนพระองค์

    ส่วนที่ ๓ เนื้อที่จำนวน ๑๓๙ ไร่ เป็นพื้นที่พัฒนาการเกษตร มีการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ฟื้นฟูปรับปรุงดิน พัฒนาแหล่งน้ำ ส่งเสริมอาชีพ เป็นศูนย์เรียนรู้ และมีเกษตรกรเข้าร่วมในโครงการจำนวน ๖๐ ครอบครัวมาตั้งแต่เริ่มโครงการ ถึงวันนี้นับได้กว่า ๑๕ ปีแล้วที่พวกเขาทำการเกษตรในพื้นที่ตามหลักการในพระราชดำริ ทุกคนมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง โดยเฉพาะผลผลิตจากการปลูกกาแฟ และหอมหัวใหญ่ รวมทั้งพืชพันธุ์ที่กำลังได้รับการทดลองอีกมากมาย

     ส่วนที่ ๔ เนื้อที่จำนวน ๑๒๓ ไร่ ถูกจัดการให้เป็นพื้นที่วนเกษตรและธนาคารอาหารชุมชน ผลจากการพัฒนาฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ด้วยพรรณไม้หลากหลาย ทั้งอนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร ทำให้เกิดแหล่งอาหารป่าตามธรรมชาติ และบรรดาพืชสมุนไพรท้องถิ่นมากชนิดก็กลับมาเกิดขึ้นอย่างอุดม ความอุดมสมบูรณ์ทั้งหมดพลิกฟื้นกลับมาได้เพราะความร่วมมือของชาวบ้านและโครงการฯ

    ส่วนที่ ๕ เนื้อที่จำนวนกว่า ๙๐๐ ไร่ หรือกว่าร้อยละ ๗๐ ของพื้นที่โครงการฯ ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ป่าไม้อนุรักษ์ตามธรรมชาติ โดยความร่วมมือกับกรมป่าไม้ในการจัดระบบการรักษาป่า ทั้งยังมีการจัดการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้วย มีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติที่สวยงามลัดเลาะไปตามป่าดิบเขา และกลายเป็นผืนป่าสมบูรณ์ที่มีชายป่าเชื่อมต่อกับป่าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย

    กล่าวได้ว่าสถานที่แห่งนี้คือ “แหล่งขุมทรัพย์แห่งปัญญาทางการเกษตร” ที่รวบรวมความรู้ทางการเกษตรทั้งด้านวิชาการและภูมิปัญญาชาวบ้านท้องถิ่น ความสำเร็จถูกสร้างขึ้นด้วยการผสมผสานทั้งเทคนิคการเกษตรสมัยใหม่ควบคู่ไปกับวัฒนธรรมการเกษตรพื้นบ้าน ทั้งในแง่ของการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติป่าไม้ และการนำองค์ความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิมชองชาวบ้านเกษตรกรท้องถิ่นมาร่วมกับวิชาการเกษตรและวิชาการพัฒนาที่ดินกลายเป็นเป็นวิถีปฏิบัติอย่างมีเหตุผลตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้เป็นแหล่งความรู้ความเข้าใจในการเกษตรที่ต้องอิงอาศัยธรรมชาติอย่างยั่งยืน ให้เกษตรกรในพื้นที่และรอบ ๆ เข้าถึงง่ายในการใช้ประโยชน์และมีส่วนร่วม ชาวบ้านมีรายได้ที่มั่นคง มีความสุขเพียงพอ

    วิถีปฏิบัติอย่างมีเหตุผลของคนกับป่า ด้วยวัฒนธรรมพื้นบ้านกับวิชาการสมัยใหม่ ในพื้นที่โครงการเกษตรวิชญา คือทรัพย์ทางปัญญาล้ำค่าอันได้รับพระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ ด้วยพระราชดำริตามรอยพระยุคลบาทในหลวงรัชกาลที่ ๙ อันนับเป็นหนึ่งในพระมหากรุณาธิคุณอันสูงสุดต่อแผ่นดิน ต่อปวงชนชาวไทยและโลกของเรา

     การเดินทางสู่โครงการเกษตรวิชญา

    โครงการเกษตรวิชญา ตั้งอยู่ที่บ้านกองแหะ หมู่ที่ ๔ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ ๓๗ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวประมาณ ๔๕ นาที จากตัวเมืองเชียงใหม่มุ่งหน้าอำเภอแม่ริม ไปตามทางหลวงหมายเลข ๑๐๗ (เชียงใหม่-ฝาง) ถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ ๑๗ เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข ๑๐๙๖ (แม่ริม-สะเมิง) ผ่านชุมชนบ้านโป่งแยงไปอีก ๒ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปตามป้ายบอกทางไปบ้านกองแหะ อีก ๓ กิโลเมตร จะถึงโครงการเกษตรวิชญา

 

เรื่อง/ภาพ : ยอด เนตรสุวรรณ

Hits: 550