พระอัจฉริยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมแห่งองค์ "วิศิษฏศิลปิน"

      ย้อนเวลากลับไปเมื่อวันเสาร์ที่ ๒ เมษายน ๒๔๙๘ อาณาประชาราษฎร์ชาวไทยต่างปีติยินดีกับข่าวการประสูติของเจ้าฟ้าหญิงพระองค์น้อย “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์” สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ ๓ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  โดยในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๒๐ พระองค์ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี”

            ภาพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีสมุดและปากกาในพระหัตถ์อยู่เสมอ เป็นภาพเจนตาของพสกนิกร แสดงพระจริยวัตรในการเก็บข้อมูลต่างๆ พระองค์ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายพระสมัญญานานาอันแสดงความสนพระทัยใฝ่รู้ในศาสตร์ต่างๆ  หนึ่งในพระสมัญญาที่สะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมคือ “วิศิษฏศิลปิน” ที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม น้อมเกล้าฯ ถวายเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๖ ด้วยตระหนักว่า

            “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นวิศิษฏศิลปิน ผู้มีพระอัจฉริยภาพหลายสาขา อาทิ สาขาวรรณศิลป์ สังคีตศิลป์ และทัศนศิลป์  ทรงมีผลงานดีเด่นเป็นที่ยอมรับและประจักษ์ชัดในวงการศิลปะ ทรงเป็นปราชญ์ทางวิชาการ บริหารจัดการด้านวัฒนธรรมที่มีคุณูปการต่อปวงชนชาวไทย  อีกทั้งทรงเป็นอัครอุปถัมภกงานทางด้านศิลปวัฒนธรรมไทยสืบเนื่องมาโดยตลอด  พระราชกรณียกิจและพระราชจริยวัตรอันงดงามนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย สมควรได้รับการเฉลิมพระเกียรติให้ปรากฏสืบไป”

            ความเป็น “วิศิษฏศิลปิน” ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกรมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์  พระองค์สนพระทัยและชื่นชอบในภาษาและศิลปวัฒนธรรมไทย ทำให้ทรงตัดสินพระทัยศึกษาสายศิลปะในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และทรงเลือกเรียนสาขาประวัติศาสตร์และภาษาในระดับอุดมศึกษา ดังความตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์ความเรียงเรื่อง “ถ้าข้าพเจ้ามีโอกาสไปศึกษาในมหาวิทยาลัย” ว่า

            “ข้าพเจ้าสนใจในวิชาที่เกี่ยวกับภาษาไทยและภาษาต่างประเทศต่างๆ จึงคิดจะเข้าเรียนในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสอนภาษาไทยและภาษาต่างประเทศที่ข้าพเจ้าชอบ หรือไม่ก็คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร หรือคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  วิชาเหล่านี้เป็นวิชาที่ข้าพเจ้าชอบ และคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อตนเองและประเทศชาติอย่างแท้จริง”

            หากจะกล่าวถึงพระราชกรณียกิจที่ทรงมีคุณูปการต่องานศิลปวัฒนธรรมของไทยคงยากที่จะพรรณนาได้ครบถ้วน ในที่นี้จึงขอเลือกนำเสนอพระอัจฉริยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมไทยที่น่าสนใจและสมควรเป็นแบบอย่างอันงดงามแก่ปวงชนชาวไทย ได้แก่ 

ประดิษฐ์คำเพลง : พระปรีชาสามารถในการประพันธ์เพลง

หากกล่าวถึงสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี กับสังคีตศิลป์ไทย  หลายคนจะนึกถึงภาพเมื่อยามทรงเครื่องดนตรีไทยอย่างเชี่ยวชาญ  แต่น้อยคนจะรู้ว่าทรงพระปรีชาสามารถในการพระราชนิพนธ์เนื้อเพลงด้วย  เนื้อเพลงพระราชนิพนธ์มีทั้งที่มีผู้ขอพระราชทานบทร้อยกรองของพระองค์ไปขับร้องประกอบดนตรีไทย และที่ทรงพระราชนิพนธ์ร้อยกรองเพื่อใช้เป็นเนื้อเพลงโดยเฉพาะ  ในบทพระราชนิพนธ์ “เบื้องหลังการแต่งเพลงของข้าพเจ้า” พระองค์ทรงเล่าว่าพระราชนิพนธ์เนื้อเพลงแรกขณะที่ทรงศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนจิตรลดา คือเพลง ส้มตำ ซึ่งเป็นเพลงลูกทุ่ง  หลังจากนั้นทรงพระราชนิพนธ์เนื้อเพลงสำหรับขับร้องประกอบเพลงไทยเดิมอีกหลายเพลง เช่น เพลง เต่ากินผักบุ้ง พญาโศก เต่าเห่ ลมพัดชายเขา ปลาทองเถา อกทะเล  และเพลง รับขวัญบัณฑิตใหม่ เป็นต้น

            บทเพลงพระราชนิพนธ์ที่ทรงกำกับดนตรีไทยแสดงให้เห็นว่าทรงรู้จักท่วงทำนองดนตรีไทยอย่างแตกฉาน ทรงเลือกบรรจุเพลงให้สอดคล้องกับคำและเสียงในบทกลอนอย่างเหมาะสม เพื่อให้เนื้อร้องและทำนองสอดประสานสื่อความหมายของเพลงได้ประทับใจผู้ฟัง เช่นเพลง รับขวัญบัณฑิตใหม่ (๒๕๒๐) ทรงกำหนดเพลงที่ใช้ประกอบคือ ขึ้นพลับพลา และ แขกบรเทศ  

            หรือในการพระราชนิพนธ์บทร้องสำหรับเพลงเถา มีผู้วิเคราะห์ว่าทรงใช้หลักทางวิชาวรรณกรรมมาช่วย เช่นเพลง ลมพัดชายเขา ในเพลงสามชั้น เนื้อเพลงเป็นการให้ภาพรวมหรือปูพื้นฐานเรื่อง ในเพลงสองชั้นจะมีตัวละครหรือผู้ดำเนินเรื่อง และในเพลงชั้นเดียวจะหักมุมหรือหันเหแนวคิดของเรื่องในเพลง บทร้องสำหรับเพลงเถาที่ทรงพระราชนิพนธ์จึงมีการผูกเรื่องไว้อย่างดี

            พระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีในการประพันธ์เนื้อเพลงแสดงให้เห็นว่าทรงเข้าพระทัยอย่างลึกซึ้งในขนบการประพันธ์กลอน การใช้ภาษาไทย และจุดเด่นของทำนองเพลงไทยแต่ละประเภท ทรงสามารถเลือกใช้คำที่เหมาะกับการเอื้อน การร้อง และทำนองดนตรี

           

บรรเลงสังคีต : พระอัจฉริยภาพด้านดนตรีไทย

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล่าถึงความสนพระทัยดนตรีไทยไว้ในพระราชนิพนธ์ “เหตุใดข้าพเจ้าจึงชอบดนตรีไทย” ว่า

            “ในตอนเด็กๆ นี้ เคยรู้สึกอยากเล่นดนตรีไทยอยู่นิดหน่อย คือเห็นระนาดเอกวางอยู่รางหนึ่งก็ตรงรี่จะเข้าไปตี แต่มีคนห้ามอ้างว่าเครื่องดนตรีไทยเป็นของมีครู... ก็เลยไม่ได้เล่น เครื่องดนตรีอีกอย่างที่เห็นแล้วอยากเล่นคือซอสามสาย ซึ่งได้เห็นที่จุฬาฯ นี้เอง”

            พระองค์ทรงหัดเล่นดนตรีไทยครั้งแรกเมื่อทรงศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนจิตรลดา ดังที่ทรงเล่าไว้ว่า

            “ตอนที่อยู่ชั้นมัธยมฯ ปีที่ ๒ ทางโรงเรียนเริ่มให้มีการหัดดนตรีไทย ข้าพเจ้าอยากหัดดนตรีไทยมากอยู่แล้วเพราะเพิ่งเลิกเรียนดนตรีสากลไปใหม่ๆ เลยเลือกเรียนซอด้วง เพราะที่โรงเรียนมีแต่เครื่องสาย ไม่มีระนาด ซึ่งเป็นของชอบ...” 

            นอกจากนี้ทรงเริ่มต่อเพลงไทยพื้นฐานและศึกษาการร้องเพลง  ต่อมาเมื่อทรงศึกษาในระดับอุดมศึกษา พระองค์ทรงร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับดนตรีไทย โดยทรงซอด้วงเป็นหลัก และเครื่องดนตรีอื่น ได้แก่ ซออู้ จะเข้ ขลุ่ย รวมทั้งทรงศึกษาการร้องเพลงไทยกับอาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน ศิลปินแห่งชาติ

            แม้จะทรงเล่นเครื่องดนตรีไทยหลายประเภทได้อย่างเชี่ยวชาญ แต่พระองค์ก็ยังไม่มีโอกาสศึกษาการเล่นระนาดที่สนพระทัยมานาน จนกระทั่งปี ๒๕๒๘  อาจารย์สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ศิลปินแห่งชาติ ผู้ถวายการสอนระนาดเอก เล่าไว้ในบทความ “นานาสังคีตชั้น เชิงชาญ พระปรีชาสามารถด้านดนตรีและนาฏศิลป์” ว่า

            “...ในช่วงสงกรานต์ ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้เสด็จฯ มาพระราชทานน้ำสงกรานต์ เจ้านายอาวุโสที่วังคลองเตย... ผู้เขียนสอนดนตรีไทยอยู่ข้างล่างของอีกเรือนหนึ่งเสียงได้ยินไปถึงพระองค์ จึงรับสั่งถามว่า ที่นี่มีการเรียนดนตรีไทยกันด้วยหรือ หลังจากพระราชทานน้ำสงกรานต์เสร็จเรียบร้อย ก็เสด็จลงจากตำหนักไทยมายังที่ผู้เขียนสอนดนตรี... รับสั่งถามว่า เครื่องปี่พาทย์ที่วางอยู่นี่ใครเล่น หม่อมเจ้ากรณิกา จิตรพงศ์ กราบบังคมทูลว่าท่านและเจ้านายที่วังเล่นปี่พาทย์ได้ เนื่องจากสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ไม่ทรงห้ามพระโอรส พระธิดาของพระองค์เล่นปี่พาทย์  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่งว่า อย่างนี้พระองค์ก็เล่นได้สิ... รับสั่งสั้นๆ ว่า วันหลังจะมาร่วมด้วย

            “จากนั้นมาสักระยะหนึ่ง คือ วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๘... ที่วังบอกว่า เร็วๆ เข้า อีก ๑๕ นาทีสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จมาทรงดนตรี... ภาพที่ผู้เขียนจำได้คือ เห็นพระองค์ เสด็จลงจากรถพระที่นั่ง พร้อมทั้งสมุด ไม้ตีระนาด และมีเทปคาสเซ็ทเครื่องหนึ่ง... พอผู้เขียนถวายการสอน จะทรงตีระนาดไปจดบันทึกไป จากนั้นมีรับสั่งให้พูดใส่เทป ทำเสียงต่างๆ เหมือนสอน... ทรงมุ่งศึกษาด้วยพระวิริยะอุตสาหะ เพราะว่ามาทรงระนาดเมื่อพระชนมายุเกือบ ๓๐ พรรษา... ทรงตีระนาดออกงานครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพลงนกขมิ้น... ระยะแรกๆ ที่ทรงฝึก จะกลับไปทรงฝึกเองด้วย... มีพระวิริยะอุตสาหะสูงมาก และตั้งพระทัยแน่วแน่จะต้องทรงระนาดให้ได้ ใช้เวลานานอยู่หลายปีเหมือนกันกับการไต่อันดับ...”

            นอกจากนี้ยังทรงสนพระทัยศึกษาความเป็นมาของดนตรีไทยอย่างลึกซึ้ง ดังมีพระราชนิพนธ์ที่เกี่ยวกับดนตรีไทย ได้แก่  “นิทานเรื่องซอสามสาย” (๒๕๒๕) “เด็กและดนตรีไทย” (๒๕๓๐) “การใช้ดนตรีไทยช่วยรักษาโรค (๒๕๓๐) “พิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรีไทย” (๒๕๓๑) และ “ลูกทุ่งกับเพลงไทย” (๒๕๓๒)

            ขณะเดียวกันยังได้พระราชทานแนวพระราชดำริและส่งเสริมโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาดนตรีและนาฏศิลป์ไทยให้คงอยู่ยั่งยืน เช่น การใช้เทคโนโลยีด้านมีดี้ (Musical Instrument Digital Interface – MIDI) ที่จัดเก็บและตัดต่อข้อมูลเสียงดนตรีมาใช้ในงานอนุรักษ์ดนตรีไทย ทรงสนับสนุนโครงการต่างๆ เช่น โครงการปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ โครงการตั้งศูนย์ข้อมูลดนตรีและนาฏศิลป์ไทย พระราชทานแนวพระราชดำริให้โครงการวิจัยใช้เสียงดนตรีไทยบำบัดผู้บกพร่องทางการได้ยิน โปรดเกล้าฯ ให้ทำโครงการสื่อปฏิสัมพันธ์วัฒนธรรมของชาติ อันเป็นหนึ่งในโครงการย่อยของโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ ในปี ๒๕๓๙ เป็นต้น  จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  ทรงเป็นทั้งศิลปินและนักพัฒนาสำหรับวงการสังคีตศิลป์และนาฏศิลป์ไทย

 

ประณีตวรรณศิลป์ : พระปรีชาสามารถด้านภาษาและวรรณกรรม

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเป็นปราชญ์ทางภาษาและวรรณศิลป์ ทรงเชี่ยวชาญในการพระราชนิพนธ์ทั้งร้อยกรองและร้อยแก้ว ทั้งนี้สามารถจำแนกงานพระราชนิพนธ์ซึ่งมีจำนวนมากเป็นประเภทต่างๆ อย่างกว้างๆ ดังนี้

            (๑) กวีนิพนธ์ พระองค์โปรดพระราชนิพนธ์ร้อยกรอง ทั้งกลอนแปด โคลงสี่สุภาพ ฉันท์ กาพย์  อันเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้พระองค์พระราชนิพนธ์เนื้อเพลงได้ไพเราะจับใจ เนื้อหาของงานพระราชนิพนธ์ร้อยกรองมีทั้งกลอนอำลา คติสอนใจ แฝงพุทธปรัชญา และกลอนอวยพรในวาระพิเศษต่างๆ เช่น กษัตริยานุสรณ์ ที่ทรงพระราชนิพนธ์ขณะที่ทรงศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ โดยทรงนำเรื่องมาจากตอนอะแซหวุ่นกี้ขอดูตัวเจ้าพระยาจักรี และทรงใช้โครงเรื่องจากหนังสือไทยรบพม่า ซึ่งหม่อมหลวงพวงร้อย อภัยวงศ์ ได้ขอพระบรมราชานุญาตินำกลอนสองบาทจากพระราชนิพนธ์นี้ไปใส่ทำนองเป็นเพลง “ดุจบิดามารดร” ที่รู้จักกันแพร่หลาย 

            ที่สำคัญคือ คำฉันท์ดุษฎีและกาพย์ขับไม้ ซึ่งใช้ภาษาชั้นสูง (ได้แก่ คำฉันท์ดุษฎีสังเวยและกาพย์ขับไม้พระศรีนารัฐราชกิริณี คำฉันท์ดุษฎีและกาพย์ขับไม้สังเวยช้างสำคัญ ๓ เชือก และ ฉันท์ดุษฎีสังเวยสมโภชพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร) พระอัจฉริยภาพด้านภาษาไทยยังเป็นที่ประจักษ์ได้จากการที่ทรงร่วมด้นสักวากลอนสดร่วมกับครูภาษาไทยหลายครั้ง

            พระราชนิพนธ์ที่น่าสนใจอีกเล่มหนึ่งคือ REFLEXIONS (ความคิดคำนึง) (๒๕๒๒) พระราชนิพนธ์บทร้อยกรองภาษาฝรั่งเศส และทรงแปลเป็นภาษาไทยประกอบด้วย

            (๒) พระราชนิพนธ์ร้อยแก้ว ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง แก้วจอมซน และแก้วจอมแก่น ทรงใช้นามปากกา “แว่นแก้ว”  อีกกลุ่มคือบันทึกการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ ที่ทรงพระราชนิพนธ์แบบบันทึกประจำวัน เล่าถึงสถานที่ต่างๆ ที่เสด็จฯ เยือน แทรกประวัติศาสตร์และทัศนะส่วนพระองค์ ทรงใช้ภาษาง่ายๆ อ่านสนุก นับเป็นหนังสือความรู้ที่มีคุณค่ายิ่ง

            (๓) พระราชนิพนธ์แปล สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีความเชี่ยวชาญในภาษาต่างประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ จีน บาลี สันสกฤต เป็นต้น ทรงมีพระราชนิพนธ์แปลนิทาน บทกวี นวนิยาย เช่น นิทานโกหกเยอรมัน (๒๕๕๗) เมฆเหินน้ำไหล และ หยกใสร่ายคำ ที่ทรงแปลจากกวีนิพนธ์จีน นารีนครา (๒๕๕๖) และ ตลอดกาลน่ะนานแค่ไหน (๒๕๕๗) ที่ทรงแปลจากนวนิยายจีนร่วมสมัย เป็นต้น

            (๔) งานวิจัยและงานวิชาการ พระราชนิพนธ์กลุ่มนี้แสดงความสนพระทัยในศาสตร์หลายแขนง ทั้งภาษาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ เกษตรศาสตร์ แผนที่ดาวเทียม ทรัพยากรดินและน้ำ โภชนาการ เป็นต้น ซึ่งมีทั้งพระราชนิพนธ์ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

            (๕) พระราชนิพนธ์คำนำ พระราชทานสำหรับหนังสือต่างๆ

            จะเห็นได้ว่าพระราชนิพนธ์มีความหลากหลายและมีจำนวนมาก จนแทบไม่น่าเชื่อว่าทั้งที่ทรงมีพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของราษฎรมากมาย ทว่าพระองค์ยังทรงสร้างสรรค์งานวรรณกรรมได้เป็นจำนวนมากมายถึงเพียงนี้ 

 

วิจิตรศิลป์ : พระอัจฉริยภาพในงานศิลปะ

นับแต่ทรงพระเยาว์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดการวาดภาพและทรงฝึกฝนด้วยพระองค์เองเรื่อยมา  นอกจากนี้พระองค์ยังสนพระทัยงานศิลปะแขนงอื่นๆ ด้วย อาทิ เครื่องปั้นดินเผา และภาพถ่าย เป็นต้น  ผลงานศิลปกรรมฝีพระหัตถ์แสดงให้เห็นพระอัจฉริยภาพทางด้านศิลปะที่ทรงผสานจินตนาการกับทักษะและเทคนิควิธีทางศิลปะ สร้างสรรค์เป็นผลงานที่น่าชื่นชม

            (๑) ภาพวาดฝีพระหัตถ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงวาดภาพฝีพระหัตถ์หลายรูปแบบ ได้แก่ ภาพลายเส้น ที่มีลักษณะเส้นเรียบง่าย สะอาด  บางภาพแฝงพระอารมณ์ขัน ภาพวาดลงสี ทรงใช้สีต่างๆ เช่น สีน้ำ สีน้ำมัน สีอะคริลิก พู่กันจีน  ส่วนใหญ่เป็นภาพแนวอิมเพรสชันนิสม์ (Impressionism) ดังที่ทรงเล่าถึงที่มาของการวาดภาพว่า “ชอบสี ชอบลาย และองค์ประกอบที่เป็นจังหวะ ชอบเห็นภาพต่างๆ ทั้งภาพในสมอง และภาพที่มองเห็น เห็นวิวสวยก็อยากจะจำลองไว้ดู ไว้จำนานๆ”  

            ภาพฝีพระหัตถ์ที่น่าสนใจคือภาพ “ดอกไม้สามกษัตริย์” ซึ่งทรงใช้เทคนิคสื่อผสมประเภทวัสดุโลหะปะติดกับสื่อที่เป็นเทคนิคระบายสีทางจิตรกรรม  ภาพฝีพระหัตถ์บางภาพทรงวาดในเวลารวดเร็ว สะท้อนถึงทักษะ ความชำนาญ การตัดสินพระทัยที่แม่นยำ และทัศนะแบบศิลปินของพระองค์ โดยจะทรงวาดเมื่อเสด็จฯ เยือนสถานที่ หรือเสด็จฯ ไปร่วมงาน โดยเจ้าภาพจัดเตรียมอุปกรณ์ไว้แล้วขอให้ทรงวาดภาพพระราชทานเป็นที่ระลึก

            ที่น่าสนใจคือ ภาพที่ทรงวาดด้วยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ แสดงพระปรีชาสามารถในการผสานเทคโนโลยีกับงานศิลปะ เช่น  ทรงใช้โปรแกรมประดิษฐ์ตัวอักษร (calligraphy) ทดลองวาดภาพ “ป่าไผ่” และภาพ “ต้นไม้” (๒๕๓๘) โดยทรงใช้เทคนิคสกรีนโทนของคอมพิวเตอร์สร้างน้ำหนักความลึกตื้น

            (๒) งานศิลปกรรมเครื่องปั้นดินเผา  ส่วนใหญ่เป็นการเขียนสีใต้น้ำเคลือบ  และการตกแต่งลวดลายภาชนะดินเผาด้วยเทคนิคการใช้เครื่องมือขูดให้เกิดเป็นร่องลึก (incising) งานฝีพระหัตถ์เขียนสีใต้น้ำเคลือบที่น่าสนใจคืองานชุดแจกันลงสีใต้น้ำเคลือบจำนวนแปดใบ ที่อธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ทูลเกล้าฯ ถวายให้ทรงงานเคลือบ  พระองค์ทรงลงสีแจกันด้วยเทคนิคหลายแบบ ทั้งวิธีเคลือบทั้งใบ เขียนสี และราดเคลือบ นับว่าเป็นงานฝีพระหัตถ์ที่งดงามชุดหนึ่ง

            นอกจากนี้พระองค์ทรงงานประติมากรรมลอยตัวที่ใช้เทคนิคการบีบดิน (pinching) ให้เป็นรูปทรง เช่น คนนั่ง ช้าง วัว จระเข้ เป็นต้น    

            (๓) ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ ในการเสด็จฯ เยือนต่างประเทศหรือทรงงานต่างๆ เรามักเห็นภาพสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีกล้องขนาดเล็กคล้องพระศอแทบทุกครั้ง กล้องถ่ายภาพเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ทรงใช้ในการเก็บข้อมูล  ขณะเดียวกันก็ได้เสริมทักษะความชำนาญและมุมมองของพระองค์ต่อสิ่งต่างๆ ผ่านช่องมองภาพ  พระองค์ทรงจัดแสดงงานนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์มาแล้วหลายครั้ง  ภาพถ่ายของพระองค์สะท้อนมุมมองที่ทรงสนพระทัยและให้ความสำคัญต่อสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะวิถีชีวิตผู้คน บางภาพแฝงความสนุกสนาน  และบางภาพจัดวางองค์ประกอบงดงาม แสดงโลกทัศน์และพระอัจฉริยภาพด้านศิลปะผ่านเทคโนโลยีการถ่ายภาพ

            (๔) ภาพปะปิด หรือ scrapbook สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสร้างสรรค์งานประเภทนี้ไว้จำนวนหนึ่ง ซึ่งบางส่วนได้รับคัดเลือกมาจัดพิมพ์เป็นสมุดบันทึก ปะปิดพิจิตรวาร (๒๕๕๓)  งานฝีพระหัตถ์ชุดนี้ทรงใช้ทั้งภาพถ่าย สติกเกอร์ ภาพวาดฝีพระหัตถ์ และลายพระหัตถ์ ประกอบลงในหน้ากระดาษ เป็นเสมือนภาพบันทึกการเสด็จฯ เยือนสถานที่หรือประเทศต่างๆ และเรื่องราวต่างๆ

 

เมธีศิลปศาสตร์ : พระผู้เป็นปราชญ์ด้านประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม

ในระดับอุดมศึกษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเลือกเรียนสาขาวิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาเอก  ต่อมายังทรงสำเร็จการศึกษาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาตะวันออก จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ในปี ๒๕๒๒ และอักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาบาลี-สันสกฤต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปีการศึกษา ๒๕๒๔  ต่อมาทรงเข้าศึกษาต่อระดับดุษฎีบัณฑิต ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร สำเร็จการศึกษาสาขาพัฒนศึกษาศาสตร์ในปีการศึกษา ๒๕๒๙

            สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับราชการเป็นอาจารย์สอนสาขาวิชาประวัติศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า อันเป็นอาชีพที่ทรงภาคภูมิใจ  นอกจากจะเตรียมการสอนด้วยพระองค์เองทุกครั้งแล้ว พระองค์ยังให้ความสำคัญแก่การเสด็จฯ นำนักเรียนนายร้อยไปทัศนศึกษายังแหล่งประวัติศาสตร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจะทรงบรรยายด้วยพระองค์เองเสมอ ดังที่ทรงรับสั่งว่า

            “การออกไปจะทำให้เห็นพื้นที่ที่แท้จริงว่าอะไรเกิดขึ้นตรงไหน จะชัดเจนกว่าการอ่านตัวอักษร แต่บางแห่งเราไม่อาจไปได้ เราก็ต้องใช้สื่อการสอนอื่นๆ เช่น รูปภาพ สไลด์ หรือวีดีโอ แต่ว่าในช่วงไหนที่ออกไป... นอกจากจะได้รับข้อเท็จจริงแล้วยังได้ความรู้สึก และบรรยากาศ และถ้าเป็นคนช่างสังเกตจะเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของคน เกิดจินตนาการได้” 

            พระราชดำรัสนี้สะท้อนพระอุปนิสัยใฝ่เรียนรู้ กระตือรือร้นรับสิ่งต่างๆ มาผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์วิพากษ์ เกิดเป็นความรู้ความเข้าใจในศาสตร์ต่างๆ อันเป็นวิธีการที่พระองค์ทรงสั่งสอนลูกศิษย์ให้รู้จักคิด ตั้งคำถาม ช่างสังเกต

            พระองค์ยังพระราชทานแนวพระราชดำริด้านการอนุรักษ์แก่หน่วยงาน องค์กรต่างๆ และพระราชดำริจัดตั้งโครงการต่างๆ โดยประยุกต์งานอนุรักษ์วัฒนธรรมเข้ากับการพัฒนา เช่น มีพระราชดำริตั้งโรงเรียนผู้ใหญ่พระตำหนักสวนกุหลาบ (วิทยาลัยในวังหญิง) เมื่อปี ๒๕๒๙ และวิทยาลัยในวังชาย ในปี ๒๕๓๒  ด้วยวัตถุประสงค์อนุรักษ์และเผยแพร่วิชาช่างประดิษฐ์แบบงานช่างหลวงแก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งยังประโยชน์ในการสืบสานงานช่างโบราณและสร้างอาชีพให้แก่ผู้เรียนด้วย 

            พระองค์ทรงส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมท้องถิ่นผ่านโครงการตามพระราชดำริต่างๆ หลายโครงการ เช่น โครงการส่งเสริมอาชีพ กองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เป็นต้น พร้อมกันนี้ทรงจัดหาตลาดด้วยการรับงานศิลปหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์จากโครงการพระราชดำริเหล่านั้นวางจำหน่ายในร้าน “ภูฟ้า” เป็นการสร้างรายได้และสืบสานงานศิลปหัตถกรรมท้องถิ่น เช่น งานทอผ้า งานจักสาน เป็นต้น ไม่ให้สูญไปตามกาลเวลา

            พระอัจฉริยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนเสี้ยวแห่งพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี องค์วิศิษฏศิลปิน ผู้เป็นแม่แบบของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ  พระองค์ทรงนำองค์ความรู้จากหลายๆ ศาสตร์มาผสานประโยชน์ เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย  ดังนั้นตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ เป็นต้นมา  รัฐบาลได้กำหนดให้วันคล้ายวันพระราชสมภพ ๒ เมษายนของทุกปี เป็น “วันอนุรักษ์มรดกไทย” ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการธำรงรักษาและเผยแพร่มรดกวัฒนธรรมไทยตลอดมา และทรงเป็นแบบอย่างให้ปวงชนชาวไทยเห็นคุณค่าและภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมของชาติสืบไป

 

อภิวันทน์  อดุลยพิเชษฐ์