วัฒนธรรมย้อนยุค เส้นทางสู่ "เศรษฐกิจสร้างสรรค์" คลาสสิก-วินเทจ แบบมีกึ๋น

 

 

แม้ว่า ตลาดน้ำคลองแดน อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา จะเพิ่งเปิดตัวขึ้นในฐานะตลาดน้ำน้องใหม่เมื่อไม่นานมานี้  แต่ก็ต้องยอมรับว่า “แผนการตลาด” ของคณะผู้จัดการ คือกลุ่มชาวบ้าน ออกแบบให้เส้นทางของตลาดน้ำแห่งนี้อยู่ในทิศทางที่น่าพึงพอใจยิ่ง

ข้าวของขายดี นักท่องเที่ยวเต็มตลาด การละเล่นพื้นบ้านบนเวทีริมน้ำมีผู้ชมแน่นขนัด และมีคนต่อแถวยาวเหยียดรอซื้อตั๋วนั่งเรือชมความงามสองฝั่งคลอง

นี่คือสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งในไม่กี่แห่งของภาคใต้ที่ชูประเด็นความเป็น “ตลาดน้ำ” หรือ “ตลาดโบราณ”

ตลาดน้ำคลองแดนตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบของคลองสามสายบริเวณรอยต่อจังหวัดนครศรีธรรมราชและสงขลา

อดีตเคยรุ่งเรืองด้วยเป็นพื้นที่ทำนาปลูกข้าวดีที่สุดของภาคใต้ คือลุ่มน้ำปากพนังและทุ่งระโนด มีทุ่งกว้างพอทำนาเลี้ยงคนปักษ์ใต้ได้ทั้งภาค  ก่อนจะซบเซาลงเมื่อเด็กๆ ในหมู่บ้านต่างเดินทางออกไปเรียนหนังสือ และคนหนุ่มสาวเก็บข้าวของย้ายเข้าไปทำงานในตัวเมือง

จนเมื่อ ๒–๓ ปีที่ผ่านมา  คนคลองแดนทยอยกลับบ้าน  ใครยังไม่ขายที่แต่รื้อบ้านแล้วก็เริ่มปลูกบ้านใหม่ ด้วยเหตุผลและแรงจูงใจ คือตลาดน้ำคลองแดน

“ชุมชนของเราต้องการให้คลองแดนเป็นคลองแดน เราไม่อยากเจริญมากกว่านี้  บางครั้งคนข้างนอกมาถึงถามว่า  ทำไมคุณไม่ทำสะพานคอนกรีตล่ะ  ผมบอกคอนกรีตมันไม่ใช่คลองแดนครับ  คอนกรีตคุณเดินที่ไหนก็ได้  แต่คลองแดนคือสะพานไม้” คุณสมเกียรติ หนูเนียม ผู้นำกลุ่มชุมชนคลองแดนอธิบาย  จากบนบ้านพักโฮมสเตย์  นอกชานเป็นคลองสายเล็ก  มองเห็นสะพานไม้

            หรือเรือนไทยโบราณ สะพานไม้ คือ “คลองแดน” แบบ “คลองแดน” ที่นักท่องเที่ยวอยากสัมผัส และทำให้คนคลองแดนอยากกลับมาอยู่บ้านอีกครั้ง

 

 

อดีตที่โหยหา ปัดฝุ่นมาขายได้

                ตลาดน้ำคลองแดนมิใช่แห่งแรกที่มี “เรื่องโบราณ” เป็นจุดขาย  ทั้งโดยเจตนาหรือไม่ ทั้งที่เป็นอยู่มาแต่เดิมหรือปรุงแต่งขึ้นใหม่  สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งก็ประสบความสำเร็จเมื่อนำ “วัฒนธรรมย้อนยุค” มรดกทางวัฒนธรรมของไทยมาตอบสนองความรู้สึกโหยหาอดีต (nostalgia) ของสังคมสมัยใหม่

            จากชุมชนเล็กๆ ติดป่าชายเลนปากอ่าวไทย หันไปทางไหนก็มีแต่ขนัดสวนมะพร้าว ดวงแสงเล็กๆ ของหิ่งห้อยที่หาได้ยากในเมืองใหญ่ กลายเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยี่ยมเยือนอำเภออัมพวาในจังหวัดสมุทรสงคราม

            เมื่อได้สัมผัสกับชีวิตริมน้ำ เรือนไทยโบราณ เรือนแถวไม้เก่าที่ชาวบ้านอาศัยอยู่ในวิถีปรกติ ผู้คนที่ดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมยุคใหม่ที่เร่งรีบก็ยิ่งประทับใจ  ตลาดน้ำอัมพวา กลายเป็นปลายทางของนักท่องเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์  ที่ต้องการมาสัมผัสกับบรรยากาศย้อนยุค  เดินชมชีวิตริมคลองที่เขารู้สึกว่าเรียบง่าย  ซื้อหาสารพัดอาหารไทยจากพ่อค้าแม่ค้าที่พายเรือมาขายของ อาหารคาวต้องหอยทอด ผัดไทยห่อใบตอง ของหวานต้องเฉาก๊วยโบราณ ข้าวเกรียบว่าว ขนมไทยโบราณหากินยากอย่างขนมลำเจียก  ขนมลืมกลืน เครื่องดื่มถ้าให้ได้บรรยากาศต้องใส่แก้วดินเผา  หลอดเหลาจากไม้ไผ่  กินอิ่มแล้วเข้านอนในบ้านพักโฮมสเตย์ที่เรียบง่าย สบายๆ แต่ละหลังมีอายุเก่าแก่ไม่น้อยกว่า ๕๐๑๐๐ ปี

 

จาก “นอสแตลเจีย” (Nostalgia) ถึง “การตลาดแบบย้อนยุค” (Nostalgic Marketing)

คำว่า นอสแตลเจีย (nostalgia) ที่ได้ยินอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน มีที่มาจากคำภาษากรีกสองคำ คือ nostos (การกลับบ้าน) และ algos (ความเจ็บปวด)  เมื่อรวมกันแปลว่าอาการคิดถึงบ้าน  คำนี้เคยใช้ในวงการแพทย์มาก่อน  แต่ทุกวันนี้ถูกใช้ในความหมายที่กว้างขวางขึ้น คือความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ ครุ่นคิด การอยากให้กลับมา ซึ่งประสบการณ์ สิ่งของเครื่องใช้ ความคุ้นเคยในอดีต    

 

            มีผู้วิเคราะห์ว่าอาการนอสแตลเจียเป็นกระบวนการทางความคิดในโลกยุคสมัยใหม่ที่ผู้คนเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจ-ไม่มั่นคง ต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ตลอดจนเกิดความรู้สึก “ขาดหาย”  ขณะที่ความทรงจำของมนุษย์มักบันทึกภาพอดีตในลักษณะที่สวยงาม จึงสามารถใช้เป็นหลักยึดที่มั่นคงทางจิตใจได้  กระแสหวนอดีตจึงเข้ามา “เติมเต็ม” ในสิ่งที่ขาดหาย ผ่านแฟชั่น เครื่องแต่งกาย บทเพลง ภาพยนตร์ อาหารการกิน ที่ท่องเที่ยว ฯลฯ จนอาการนอสแตลเจียได้กลับเข้ามาสู่วิถีชีวิต  กลายเป็นกระแสหรือเทรนด์ที่สำคัญของโลกยุคสมัยใหม่  นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “การตลาดแบบย้อนยุค” (Nostalgic Marketing) ที่นำเอาความประทับใจและประสบการณ์ในอดีตมาสื่อสารกับผู้บริโภค

สถานที่ท่องเที่ยวขายวัฒนธรรมย้อนยุคอย่างตลาดน้ำอัมพวาฮิตติดลมบน จนหากจะกล่าวว่าในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาไม่มีวันหยุดยาวใดที่หัวกระไดบ้านโฮมสเตย์ของอัมพวาจะแห้ง ก็คงไม่เกินความจริงไปนัก

            ยิ่งเก่ายิ่งงาม ยิ่งเก่ายิ่งขลัง ที่เที่ยวหลายแห่งที่ขายความเป็นตลาดน้ำหรือตลาดโบราณ จึงนำเสนออายุขัยของตัวเองด้วย เช่น ตลาดสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ประกาศตัวว่าเป็น “ตลาด ๑๐๐ ปี” อย่างภาคภูมิใจ  ตลาดลาดชะโด อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คนทั้งชุมชนก็ภูมิใจว่าอายุมากกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว  หรือ ตลาดหลวงแพ่ง เขตลาดกระบัง สุดเขตกรุงเทพมหานคร ถึงกับขึ้นป้ายหน้าปากทางเข้าตลาดว่า “๑๐๘ ปี มรดกแห่งลาดกระบัง” แต่งานนี้ทางผู้ดำเนินการคงต้องบวกเพิ่มตัวเลขทุกปี

            นอกจากตลาดน้ำ ที่ส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินและการบริหารจัดการจากหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น  ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวของเอกชนที่จัดอยู่ในหมวดนำเสนอวัฒนธรรมย้อนยุค เช่น บ้านพิพิธภัณฑ์ ของคุณเอนก นาวิกมูล นักค้นคว้าเรื่องเก่าคนสำคัญของเมืองไทย  บ้านพิพิธภัณฑ์ของคุณเอนกตั้งอยู่แถวศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนที่ให้ทั้งความรู้และความรื่นรมย์แห่งเมืองไทยยุคก่อน ๒๕๐๐ เก็บรวบรวมของเก่าทั้งของใช้ของเล่น  รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่ตั้งใจสร้างขึ้นในบรรยากาศย้อนยุคแบบไทย เช่นกรณี เพลินวาน ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

            ฟาร์มโชคชัย ริมถนนมิตรภาพ ย่านปากช่อง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำ “วัตถุดิบเดิมๆ” ที่แสนธรรมดา คือฟาร์มเลี้ยงวัว ชีวิตเกษตรกรผู้ปลูกหญ้า รีดนมวัว มาสร้างสรรค์ จัดระบบใหม่ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อธุรกิจ  ต่อยอดมาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ไอศกรีมนม เสื้อผ้า หมวก ของที่ระลึกแบบลูกทุ่งคาวบอย  หรือจัดทัวร์ท่องเที่ยววิถีเกษตรภายในฟาร์ม ที่นักท่องเที่ยวยินดีจ่ายค่าเข้าชมด้วยความเต็มใจ

 

 

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทิศทางสำคัญของโลก

                ความสำเร็จที่เกิดกับกรณีตลาดน้ำคลองแดน ตลาดน้ำอัมพวา เพลินวาน หรือฟาร์มโชคชัย ฯลฯ อาจกล่าวได้ว่าเพราะผู้คนสมัยใหม่มีความรู้สึกโหยหาอดีต แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมทั้งหลายจึงนำ “วัฒนธรรมย้อนยุค” ที่ตนมี (หรือสร้างขึ้นเองใหม่) มาสร้างผลต่อยอดทางธุรกิจในรูปแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทำนองนี้ได้

            เว็บไซด์ http://www.doyourwill.co.th ได้อธิบายถึงที่มา รวมทั้งความหมายของคำว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” (creative economy) ว่าถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในหนังสือของ John Howskins ซึ่งให้คำนิยามของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไว้ว่า การสร้างมูลค่าที่เกิดจากความคิดของมนุษย์

หลังจากนั้น คำว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในนานาประเทศ ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีการกำหนดนิยามที่ชัดเจนของคำคำนี้  การอธิบายถึงความหมายของคำว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงมักจะหยิบยกเอาความหมายที่ประเทศและองค์การต่างๆ ได้นิยามไว้ อาทิ

            สหราชอาณาจักร นิยามว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็น เศรษฐกิจที่ประกอบด้วยอุตสาหกรรมที่มีรากฐานมาจากความคิดสร้างสรรค์ของบุคคล ทักษะความชำนาญ และความสามารถพิเศษซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างความมั่งคั่ง และสร้างงานให้เกิดขึ้นได้ โดยที่สามารถสั่งสมและส่งผ่านจากรุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่ด้วยการคุ้มครอง ทรัพย์สินทางปัญญา

องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ให้ความหมายว่า อุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมและศิลปะทั้งหมด ทั้งในรูปสินค้าและบริการที่ต้องใช้ความพยายามในการสร้างสรรค์งาน ไม่ว่าจะเป็นการทำขึ้นมาโดยทันทีในขณะนั้น หรือผ่านกระบวนการผลิต และเน้นการปกป้องผลงานผ่านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ “สภาพัฒน์ฯ” ให้คำจำกัดความว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ คือแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ การศึกษา การสร้างสรรค์งาน และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา ที่เชื่อมโยงกับพื้นฐานทางวัฒนธรรม การสั่งสมความรู้ของสังคม และเทคโนโลยี/นวัตกรรมสมัยใหม่

วัฒนธรรมย้อนยุคไม่ได้มีอยู่แต่ในสถานที่ท่องเที่ยว “แบบไทยๆ” เท่านั้น หากยังหมายรวมถึง “วัตถุดิบ” นานาชนิดที่มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมย้อนยุค เช่น นวดแผนไทย  อาหารไทย ข้าวหอมมะลิ ผัดไทย ผลไม้ไทย ไหมไทย ปลากัด หมาไทยหลังอาน อันสังเกตได้ว่าส่วนใหญ่จะมีคำว่า “ไทย” ต่อท้าย และเป็นสิ่งที่ชาวโลกรู้จัก

 

 

แนวทางสร้าง “เศรษฐกิจสร้างสรรค์”

เดิมกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์มักพึ่งพิงการผลิตที่มีต้นทุนต่ำ (factory economy) เพื่อแข่งขันกับเจ้าอื่น  แต่มาในระยะหลังเริ่มมีการพูดถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจแนวทางใหม่ที่เรียก “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” สรุปอย่างรวบรัดจากข้อมูลหลายบรรทัดข้างต้น อาจกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์คือการสร้างมูลค่าให้แก่สิ่งที่เรามีอยู่ โดยอาศัยสติปัญญา ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์นั่นเอง

ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ อธิบายไว้ในบทความเศรษฐกิจสร้างสรรค์ : จาก Thailand to Siam” ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ โดยยกตัวอย่างจากแนวทางการเพิ่มมูลค่าให้แก่ไม้ไผ่ท่อนหนึ่งว่า

“ด้วยการระบายสีเป็นลายไทยงดงามและเจาะรูเป็นกล่องออมเงิน  ทำให้เกิดงานและรายได้  และถ้าผู้ซื้อได้รับคำอธิบายว่าลายไทยดอกบัวนั้นมีความหมายที่ลึกซึ้ง  เพราะดอกบัวเป็นต้นแบบของมือสองข้างที่พนมเข้าหากัน อันเป็นกิริยาของการไหว้สิ่งที่เคารพนับถือ ท่อนไม้ไผ่นั้นก็จะมีความหมายยิ่งขึ้น”

แม้แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์แพร่หลายจากโลกตะวันตกมาสู่สังคมไทยเมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็ได้รับการตอบสนองอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในหน่วยงานของรัฐหลายแห่ง ซึ่งมองเห็นช่องทางในการใช้แนวคิดนี้ ต่อยอดขยายผลเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่สิ่งที่เรามีอยู่ อันได้แก่มรดกวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทย

แนวทางนี้ยังถูกกำหนดไว้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญประการหนึ่งของการพัฒนาประเทศ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕–๒๕๕๙ ) คือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจด้วยฐานความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์บนพื้นฐานการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

 

โตช้า แต่ยั่งยืน

                ที่เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร นอกจากตลาดหลวงแพ่ง “๑๐๘ ปี มรดกแห่งลาดกระบัง” แล้ว ยังมีตลาดริมน้ำอีกแห่งที่มีอายุไล่เลี่ยกันมา คือ ตลาดหัวตะเข้

            ปัจจุบันตลาดหัวตะเข้หรือ “ตลาดหัวเข้” ที่ผู้คนมาจับจ่ายซื้อของ หมายถึงตัวตลาดสดและร้านค้าที่ตั้งอยู่ชิดถนนใหญ่ มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าตลาดอุดมผล  ขณะที่ผู้คนหลงลืม (และไม่รู้) ว่าลึกเข้าไปอีกไม่กี่สิบเมตร  ข้ามคลองประเวศบุรีรมย์  มีเรือนไม้โบราณที่เคยรุ่งเรืองมาก่อนตลาดอุดมผลในฐานะชุมทางค้าขาย

ด้วย “ตลาดน้ำหัวตะเข้” หรือ “เรือนไม้โบราณริมน้ำหัวตะเข้” ตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบของคลองสามสาย คือคลองประเวศบุรีรมย์ คลองหัวตะเข้ และคลองลำปะทิว  แล้วร้างราลงเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ อีกทั้งมีการตัดถนนใหญ่ขนานคลองประเวศบุรีรมย์ทางฝั่งใต้  ศูนย์กลางการค้าขายและคมนาคมจึงย้ายเข้าไปอยู่บนฝั่งติดถนนแทน  พ่อค้าแม่ค้าที่เคยเปิดกิจการอยู่เต็มทุกห้องเรือนแถวไม้ทยอยย้ายออกจากชุมชนไปทีละห้องสองห้อง  บางห้องถูกทิ้งร้างนานกว่า ๑๐ ปี

            แต่หลายปีมานี้เริ่มมีสัญญาณว่าความคึกคักที่ตลาดหัวตะเข้กำลังจะกลับมา  ไม่ใช่จากการปั้นแต่งโดยมองข้ามสภาพตามธรรมชาติ  ไม่ใช่จากการได้รับงบก้อนใหญ่ของหน่วยงานใดมา “เนรมิต” ให้วิถีตลาดน้ำกลับมาอีกในวันนี้พรุ่งนี้แต่ด้วยเพราะต้นทุนทางทำเลที่ตั้ง ว่าตลาดริมน้ำหัวตะเข้อยู่ใกล้สถาบันการศึกษาหลายแห่ง ภายในชุมชนเองมีโรงเรียนเชิดเจิมศิลป์ โรงเรียนศึกษาพัฒนา รอบชุมชนมีโรงเรียนมาเรียลัย โรงเรียนพรตพิทยพยัต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รวมทั้งวิทยาลัยช่างศิลป์ เหตุนี้จึงมีนักเรียนศิลปะและนักศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และคณะทางศิลปะอื่นๆ มานั่งวาดภาพบ้านไม้หลังคามุงสังกะสีอยู่อย่างไม่ขาดสาย

ภาพผู้สูงอายุนั่งอ้อยอิ่งริมคลองใหญ่ เด็กๆ วิ่งไล่กันตามระเบียงทางเดิน หรือแม้ “วัตถุโบราณ” อย่างทีวีขาวดำ พัดลมตัวเก่า งานจักสานที่ชาวชุมชนยังเก็บรักษาเอาไว้ ถือเป็นวัตถุดิบชั้นเยี่ยมของการวาดภาพ

โครงการ “ตลาดนัดศิลปะ” จึงเกิดขึ้นในรูปแบบนำร่อง โดยทางชุมชนร่วมกับวิทยาลัยช่างศิลป์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดพื้นที่ให้บรรดานักเรียนนักศึกษานำผลงานมาจัดแสดงและวางขายตลอดแนวตลาดไม้ริมน้ำหัวตะเข้  ชาวชุมชนเองก็ยินดีให้ใช้พื้นที่หน้าบ้าน เพราะผูกพันคุ้นเคยกับกลุ่มนักเรียนนักศึกษา 

การจัดโครงการตลาดนัดศิลปะทุกต้นเดือนระหว่างช่วงกลางปี ๒๕๕๕ ถึงต้นปี ๒๕๕๗ สร้างความคึกคักให้แก่ชุมชนอย่างยิ่ง  แม้แต่ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็เปิดบ้านนำสินค้าออกมาวางขาย  คนนอกได้ยินข่าวก็พากันมาเที่ยว ไม่ว่าคนรักงานศิลปะหรือนักท่องเที่ยวขาจร

ปัจจุบันตลาดริมน้ำหัวตะเข้กลายเป็นพื้นที่ “ปล่อยของ” ผลงานนักเรียนนักศึกษา อาจารย์ ที่เข้ามาขออนุญาตใช้พื้นที่จัดแสดงผลงานในบรรยากาศตลาดเก่าริมน้ำ  ชาวชุมชนหรือคนบ้านใกล้เรือนเคียงกลับมาเปิดกิจการเล็กๆ อาทิ ร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม เกสต์เฮาส์ และเมื่อเห็นว่าพื้นที่รอบชุมชนมีสภาพธรรมชาติ คือเรือกสวนไร่นา เหมาะสำหรับเป็นเส้นทางขี่จักรยานท่องเที่ยว ก็เริ่มมีการออกสำรวจเส้นทางจักรยานกัน

ตลาดน้ำคลองแดนที่สงขลากับตลาดน้ำหัวตะเข้ที่กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ห่างกันเกือบ ๑,๐๐๐ กิโลเมตร  และมี “ต้นทุน” ต่างกันแทบทั้งสิ้น  ไม่ว่าผู้คน ประวัติศาสตร์ วิถีวัฒนธรรม ธรรมชาติ แต่ที่คล้ายกันคือทั้งสองแห่งกำลังเติบโตอย่างช้าๆ ไม่เร่งรีบรวบรัด  ที่สำคัญคือพัฒนาโดยอาศัย “วัฒนธรรมย้อนยุค” ที่ตนเองมีอยู่  

แม้อาจไม่รู้จักคำว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์”  แต่การพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานวัฒนธรรมที่มี และพร้อมจะพัฒนาไปกับโลกสมัยใหม่ โดยเก็บงำความงามเก่าแก่ที่เรามีมาใช้ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ก็น่าจะเป็นหนทางไปสู่วิถีชีวิตที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

ที่สำคัญสังคมไทยเรามีมรดกทางวัฒนธรรม หรือ “วัฒนธรรมย้อนยุค” เป็นฐานรองรับการนี้พร้อมอยู่แล้ว 

 ขอขอบคุณ  โครงการผู้นำแห่งอนาคต คุณสมเกียรติ หนูเนียม และคุณอนันต์ธนา มงคลศิริ

 

 

เรื่อง :  ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล
ภาพ : วิจิตต์  แซ่เฮ้ง