สืบสานภูมิปัญญาไทย

          มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเป็นสมบัติล้ำค่า ที่ได้มีการสร้างสรรค์ สั่งสม ปลูกฝัง และสืบทอดในชุมชนจากคนรุ่นหนึ่งมายังคนอีกรุ่นหนึ่ง แต่ในปัจจุบันมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมดังกล่าว ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของสังคมทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ บางครั้งมีการนํามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไปใช้ในทางที่บิดเบือนหรือไม่เหมาะสม และอาจเป็นเหตุให้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

เหล่านั้นต้องเสื่อมสูญไปอย่างน่าเสียดาย สมควรจัดให้มีการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้มีความสืบเนื่องและยั่งยืนสืบไป

         

          ข้อความข้างต้นนั้นคือ เหตุและผลต่อท้ายพระราชบัญญัติ ส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม .. ๒๕๕๙ ซึ่งได้ประกาศใช้ในวันที่ มีนาคม .. ๒๕๕๙ และจากวันนั้นจนถึง .. ๒๕๖๐ ประเทศไทยเรามีการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ตาม พรบ. ดังกล่าว จำนวน ๓๑๘ รายการ และสำหรับใน .. ๒๕๖๑ กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้รวบรวมนำเสนอขึ้นเพิ่มเติมอีก ๑๘ รายการ ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นกฎหมายเรียบร้อยแล้ว รวมเป็น ๓๓๖ รายการ ปัจจุบัน

          มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม คือ ความรู้ การแสดงออก การประพฤติปิบัติ หรือ ทักษะทางวัฒนธรรมที่แสดงออก ผ่านบุคคล เครื่องมือ หรือวัตถุ ซึ่งบุคคล กลุ่มบุคคล หรือชุมชน ยอมรับและรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน และมีการสืบทอดกันมาจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง โดยอาจมีการปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมของตน

          สำหรับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ที่ได้รับการขึ้นบัญชีจำนวน ๑๘ รายการ ได้แก่

 

. นิทานพื้นบ้านเรื่องท้าวแสนปม

          นิทานท้าวแสนปมของจังหวัดกำแพงเพชร เป็นตำนานต้นกำเนิดพระเจ้าอู่ทอง ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา โดยได้ใช้ภูมิประเทศของจังหวัดมาช่วยเล่าเรื่อง เช่น ที่อยู่ของชายเข็ญใจคนหนึ่งที่มีปุ่มปมขึ้นทั่วร่างกาย ของท้าวแสนปม คือ เกาะขี้เหล็ก กลางลำน้ำปิง เป็นต้น ชายแสนปม คนนี้ ได้ถวายมะเขือที่รดด้วยน้ำปัสสาวะของตนแก่ราชธิดาแห่ง เมืองไตรตรึงษ์ เมืองโบราณริมแม่น้ำปิง จนเกิดตั้งครรภ์ และตอนท้ายเรื่อง แสนปม ได้ลูกชายพาไปอยู่เกาะขี้เหล็กไปทอดแหได้ขมิ้นซึ่งกลายเป็นทองมาเต็มลำเรือ แสนปม จึงเอาทองมาทำเปลให้ลูกชาย จึงกลายเป็นพระนาม พระเจ้าอู่ทอง ในกาลต่อมา

          นิทานพื้นบ้าน เรื่อง ท้าวแสนปม จึงเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ด้านวรรรณกรรรมพื้นบ้านและ ภาษา ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในท้องถิ่น เป็นตำนานที่แสดงร่องรอยที่มาของเมืองโบราณสำคัญ เมืองไตรตรึงษ์ ของจังหวัดกำแพงเพชร และตำนานวีรบุรุษสำคัญในอดีต

 

. ตำรายาหลวงปู่ศุข

          หลวงปู่ศุข หรือพระครูวิมลคุณากร อดีตเจ้าอาวาสวัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท พระสงฆ์ผู้ใหญ่ผู้ได้รับความเคารพเลื่อมใสเป็นอย่างสูงในความเป็นผู้แก่กล้าในวิทยาคม และในขณะเดียวกันท่านยังได้รับความนับถือว่าเชี่ยวชาญภาษาเขมรและศึกษาลึกซึ้งในเรื่องการปรุงยาไทยจากตำรับโบราณ อีกทั้งท่านยังได้รวบรวมตำรับยาไทยโบราณไว้อีกมากมาย มีการจัดทำเป็นหมวดหมู่ และสามารถให้การรักษาผู้ป่วยได้สำเร็จผลมากมาย จนมีผู้เลื่อมใสยอมรับเป็นลูกศิษย์ลูกหาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือเสด็จเตี่ย ศิษย์เอกที่ได้มาร่ำเรียนกับหลวงปู่ศุข และนำวิชาความรู้ด้านการปรุงยาไทยไปรักษาผู้คนจนได้รับการยอมรับและขนานนามต่อมาว่า ยาตำราของหมอพร

          ปัจจุบันได้มีการวิจัยสังคายนาตำรับยาโบราณ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาต่อยอดองค์ความรู้เรื่องตำรับยา และตำรายาหลวงปู่ศุข ก็ได้รับการรับรองให้เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้มาตรฐานของกรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ส่งผลให้มีการนำตำรายาหลวงปู่ศุข ไปใช้ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลหลายพื้นที่

          ตำรายาหลวงปู่ศุข จึงนับเป็นสมบัติล้ำค่า ที่ได้มีส่วนช่วยในการรักษาสุขภาพของคนในชุมชนและสังคมมาแล้วช้านาน ซึ่งควรค่ากับสืบทอด และรักษาไว้ให้ดำรงอยู่คู่กับสังคมไทยสืบไป

 

. ลิเก

          ลิเก เป็นการแสดงที่สร้างความบันเทิงระดับพื้นบ้านไทยในเขตภาคกลางชนิดถ้วนทั่วทุกหัวระแหง คำว่า ลิเก มีรากศัพท์มาจากภาษาฮิบรูว่า ซาคูร Zakhur หมายถึงการสวดสรรเสริญพระเจ้า ชาวอาหรับ เรียกว่า ซิกร Zikr เป็นการนั่งล้อมเป็นวงกลมและสวดโยกตัวไปมา ชาวอิหร่าน เรียกการสวดชนิดนี้ว่า ดฮิกิร Dhikir มีการนำรำมะนามาตีประกอบการสวด ชาวไทยอิสลามในพื้นที่ด้ามขวานทอง นับถือศาสนาอิสลาม และสืบทอดการสวดสรรเสริญพระเจ้านี้มา เรียกตามภาษามลายูถิ่นใต้ว่า ดิเก Dikay หรือ จิเก Jikay

          ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชาวมุสลิมได้นำดิเกเข้าสู่กรุงเทพมหานคร เรียกว่า ยิเก หรือ ยี่เก Yikay รัชกาลที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงออกประกาศให้เรียกว่า ลิเก Likay  ปี .. ๒๔๘๕ มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เรียกว่า  นาฏดนตรี แต่แทบไม่มีใครใช้ ปัจจุบันจึงยังเรียกว่า ลิเก กันสืบต่อมา

          ลิเก เป็นการแสดงพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในพื้นที่ภาคกลางในช่วง ๕๐ ปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จัก ลิเก หากในปัจจุบันความนิยมชมชอบในศิลปะการแสดงนี้ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ฝีมือด้านศิลปะการแสดงของศิลปินก็ลดน้อย ถอยลงตามลำดับ แต่ถึงกระนั้นลิเกก็ยังยืนหยัดอยู่ได้พร้อมทั้งมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงที่หลากหลายขึ้น

          ในวันนี้ ลิเก เป็นการแสดงที่เครื่องแต่งกายมีสีสันสะท้อนแสงแพรวพราววูบวาบ มีการนำเพลงลูกทุ่งและการแสดงร่วมสมัยต่างๆ เข้าไปประกอบ และยังคงคุณค่าความสำคัญในใจผู้ติดตามชมจำนวนหนึ่งอย่างน่าสนใจ การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อดำรงอยู่ของลิเกเป็นเรื่องที่น่าสนใจศึกษา และหากพิจารณาถึงทุกเรื่องดังได้กล่าวมาแล้ว ลิเก จึงเป็นเพชรน้ำเอกที่ทรงคุณค่าแก่การดำรงคงไว้เป็นมรดกสืบทอดของแผ่นดินต่อไปเป็นอย่างยิ่ง 

 

. สะไน

          ในพื้นที่อีสานใต้ จังหวัดศรีสะเกษ นอกจากชาวชาติพันธุ์เขมรและกูยแล้ว ยังมีชาวเยอที่อาศัยรวมอยู่ด้วยจำนวนหนึ่ง ชาวเยอจัดเป็นชาวกูย หรือ ส่วย แต่มีความแตกต่างอยู่นิดหนึ่งตรงที่มาของชนกลุ่มนี้ ที่มีการอพยพรวมกันมาเป็นกลุ่มก้อนจากเมืองหลวงพระบาง และเข้ามาอยู่อาศัยในตำบลคงโคก เมืองราษีไศล เป็นที่แรก จากนั้นเมื่อมีประชากรมากเข้าจึงค่อยขยับขยายต่อไปสู่เมืองอื่นๆ ในจังหวัดศรีสะเกษ  

          มรดกวัฒนธรรมขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของชาวเยอ ก็คือ สะไน หรือ เขาควาย ที่มีการจัดทำลิ้นบังคับเสียง ใช้เป็นเครื่องส่งสัญญานเสียงด้วยการเป่าเป็นเสียงที่ฟังแล้วก้องกระหึ่มกังวาน มีความเป็นตัวของตัวเอง ให้ความรู้สึกทรงพลังดังมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว

          ชาวเยอ เรียกเขาควายที่ใช้เป่านี้ว่า ซั้งไน หรือ ซั้ง ส่วนชาวกูยและชาวเขมรเรียกว่า สะไน หรือ เสนง ชาวเยอจะนำ ซั้งไน นี้มาเป่าในพิธีศักดิ์สิทธิ์บูชาผีเจ้าป่าเจ้าเขาไม่ต่างอะไรกับพราหมณ์เป่าสังข์บูชาเทพเจ้าฮินดู อีกทั้งชาวกูยมีการนำสะไน ไปเป่าในกระบวนการต่างๆ ของคชพิธีในฐานะเครื่องให้สัญญานอันศักดิ์สิทธิ์ด้วย

 

. วายังกูเละ

          วายังกูเละ คือ หนังตะลุงมลายู เป็นการประสมประสานระหว่างหนังตะลุงไทยกับภาษาและดนตรีมลายู ซึ่งมีความแตกต่างสำคัญที่สุดตรง ภาษา ที่จะใช้ในการแสดงเป็นภาษามลายูถิ่นใต้และตัวหนังที่ใช้เป็นตัวแสดงมีลักษณะการแกะลวดลายหนังเป็นศิลปะแบบมลายู ที่สำคัญตามหลักศาสนาอิสลามบังคับมิให้มีการนำเสนอรูปคนแก่สาธารณะ ตัวหนังของวายังกูเละจึงมีการเลี่ยงไปใช้การแกะหนังให้เป็นรูปที่ดูเหมือนจะไม่ใช่มนุษย์ให้ถูกต้องตามหลักศาสนาวายังกูเละ ใช้โรงแสดงไม่ต่างกับหนังตะลุง เล่นเรื่อง รามายณะ มหาภารตะ อิเหนา และเรื่องใหม่ๆ ที่ผูกขึ้นในปัจจุบัน มีแสดงอยู่ในเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะที่เมืองยะลา

 

. ประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ

          เมืองนครสวรรค์ หรือ ปากน้ำโพ เป็นเมืองชุมทางค้าขายสำคัญของลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงมีชาวจีนร่วมอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ศาลเทพารักษ์และเจ้าแม่ทับทิม เมืองนครสวรรค์ ตั้งอยู่ตรงที่แม่น้ำปิงกับแม่น้ำน่านบรรจบกัน เลื่องชื่อในความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เลื่อมใสของชาวจีนในเมือง เมื่อถึงเทศกาลวันสำคัญอย่างวันตรุษจีนจึงมีการจัดประเพณียิ่งใหญ่ โดยเฉพาะการจัดขบวนแห่ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ของศาลเจ้าออกไปแห่แหนให้ชาวเมืองสักการะ

          โดยเฉพาะขบวนมังกรนครสวรรค์นั้น จัดเป็นขบวนมังกรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แบ่งแยกเป็นขบวนเจ้าแม่กวนอิม  ขบวนเอ็งกอพะบู๊ ขบวนล่อโก๊ว ขบวนสิงโต และขบวนมังกรที่มีลีลาลูกเล่นหลากหลายแพรวพราวและมังกรตัวใหญ่ยาวใช้ผู้คนช่วยกันเชิดมังกรจำนวนมากมายเป็นพิเศษ อีกทั้งเมื่อขบวนแห่มังกรไปสิ้นสุด สนามกีฬากว้างใหญ่ ยังมีการจัดแสดงมังกร ที่นั้น เป็นการแสดงสิงโตมังกรที่ใหญ่โตโอฬารกว่าที่ไหนๆ ในประเทศไทยอีกด้วย ด้วยความยิ่งใหญ่โอฬารตระการตา และความมีเอกลักษณ์เฉพาะของประเพณีนี้ อีกทั้งพลังแห่งความสามัคคีของผู้คนชาวเมือง จึงสมควรที่จะสืบสานงานประเพณีอันยิ่งใหญ่ตระการตานี้ไว้สืบไป

 

. ประเพณีปักธงเมืองนครไทย

          นครไทยในอดีต คือเมืองชายแดนสำคัญของกรุงศรีอยุธยา เชื่อมต่อกับล้านช้างศรีสัตนาคนหุต สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย สันนิษฐานว่า เป็นเมืองบางยาง ของพ่อขุนบางกลางท่าว ผู้ร่วมกับพ่อขุนผาเมืองรบสถาปนากรุงสุโขทัยขึ้นเป็นราชธานีแห่งแรกของชาวสยาม เมืองนครไทยนี้มีประเพณีต่างๆ ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

หลากหลายและประเพณีหนึ่งที่ไม่เหมือนใครก็คือ ประเพณีปักธงเมืองนครไท ซึ่งในอดีตเรียกว่า ประเพณีปักธงขาว ของชาวเมืองนครไทย

          น่าเสียดายที่มูลเหตุแห่งการขึ้นไปปักธงขาวบนยอดเขาช้างล้วงของชาวนครไทยนี้ได้สูญหายไม่สามารถสืบค้นได้แล้ว ชาวเมืองจำได้แต่เพียงในทุก ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ จะต้องมีการจัดทำ ธงขาวจากผ้าฝ้ายผืนใหญ่แห่แหนเข้าขบวนเดินขึ้นไปประกอบพิธีปักธง บนยอดภูเขาหินเล็กๆ สามลูกคือ ยอดเขาฉันเพล ยอดเขายั่นไฮ และยอดเขาช้างล้วงเท่านั้น

          ประเพณีปักธงเมืองนครไทย เป็นประเพณีจำเพาะเจาะจงของชาวเมืองนครไทย ดำเนินการติดต่อกันมาแล้วนับร้อยๆ ปีจนเป็นอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัด 

 

. ประเพณีถือศีลกินผัก

          การกินเจ หรือ กินผัก คือการงดเว้นการทำบาปฆ่าสัตว์ เป็นวิถีบุญในรอบหนึ่งปีซึ่งชาวจีนทั้งหลายประพฤติปฏิบัติต่อเนื่องกันมานับร้อยนับพันปี เมืองภูเก็ตในอดีต เป็นเมืองทำเหมืองแร่ ที่มีชาวจีนอพยพจากที่ต่างๆ เข้ามาอยู่อาศัยรวมกันเป็นสังคมชาวจีนต่างๆ หลากหลาย ทั้งจีนฮกเกี้ยน จีนแคะ จีนแต้จิ๋ว ต่างมีเจ้าพ่อ เจ้าแม่ จากถิ่นฐานดั้งเดิมของตนมารวมกันจัดสร้างเป็นศาลเจ้าต่างๆ มากมายหลายแห่ง

          ดังนั้นเมื่อถึงช่วงวันประเพณีอันดีงาม แต่ละศาลเจ้าในเมืองภูเก็ตจึงพร้อมใจกันจัดขบวนแห่นำองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่แต่ละศาลเจ้ามาเข้าขบวนแห่แหนไปให้ประชาชนได้สักการะถึงหน้าบ้านตามประเพณี ในขบวนแห่มีการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ของเจ้าพ่อเจ้าแม่แต่ละศาลเจ้า เป็นที่น่าเลื่อมใส น่าตื่นตาตื่นใจ เป็นอันมาก

          ประเพณีถือศีลกินผักของเมืองภูเก็ตจัดขึ้นในทุก ค่ำเดือน จนถึง ค่ำ เดือน เป็นประเพณีที่ชาวเมืองแทบทั้งเมืองจะพร้อมใจกันงดเว้นการกินอาหารเนื้อสัตว์ และมีขบวนแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่จากศาลเจ้าต่างๆ ในเมืองมากกว่า ๓๐ แห่ง มาเข้าขบวนแห่ นับเป็นการแสดงถึงความร่วมมือร่วมใจกันของชาวเมืองในการทำความดี อีกทั้งยังเป็นภาพลักษณ์อันน่าสนใจทางการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต

 

. ขนมฝรั่งกุฎีจีน

          ชุมชนกุฎีจีน เป็นชุมชนชาวคริสต์ แต่ในบริเวณเดียวกันยังมีศาลเจ้าจีนขนาดใหญ่สมัยกรุงศรีอยุธยา จึงเป็นที่มาของชื่อชุมชนว่า กุฎีจีน ชุมชนแห่งนี้มีความหลากหลาย ทั้งเชื้อชาติไทย โปรตุเกส จีน และญวน มีความเป็นอยู่แบบเครือญาติโดยมีบาทหลวงเป็นผู้นำชุมชน 

          ขนมฝรั่งกุฎีจีน เป็นขนมดั้งเดิมของชาวจีนเชื้อสายโปรตุเกสมีลักษณะเหมือนขนมไข่ ทำให้สุกด้วยการอบให้กรอบนอก นุ่มใน แต่งหน้าด้วยลูกเกด ลูกพลับแห้ง และฟักเชื่อม มีทำขายมาช้านานมากกว่า ๒๐๐ ปี 

          ขนมฝรั่งกุฎีจีน เป็นขนมตำรับโบราณตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ทำให้เคยมีประโยคทองในสังคมชาวกรุงเทพฯ ว่าข้าวหลามตัดวัดระฆัง ขนมฝรั่งกุฎีจีนในวันนี้ยังคงมีเหลือบ้านที่ทำอยู่เพียง ครอบครัว ได้แก่ บ้านธนูสิงห์ บ้านหลานแม่เป้า และบ้านป้าเล็ก ซึ่งยังคงตำรับดั้งเดิมเอาไว้เป็นอย่างดี 

 

๑๐. พิธีถวายข้าวพีชภาคฯ และบุญเสียค่าหัว ข้าโอกาสพระธาตุพนม

          พิธีถวายข้าวพีชภาคฯ และบุญเสียค่าหัว ของชาวข้าโอกาสพระธาตุพนม เป็นพิธีกรรมสำคัญของชาวเมืองธาตุพนม ในโอกาสวันนมัสการพระธาตุพนม ขึ้น ค่ำ เดือน ซึ่งในวันดังกล่าวชาวจังหวัดนครพนมทุกภาคส่วนจะพร้อมใจกันจัดงานบุญใหญ่ขึ้นอย่างเป็นพิเศษ และหลายอำเภอที่มีความพร้อมจะจัดขบวนนางรำนับร้อยคน มารำบูชาพระธาตุพนม ลานกว้างหน้าวัด เป็นภาพสวยงามที่ชาวนครพนมและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศต่างตั้งตารอชม

          ชาวข้าโอกาสพระธาตุพนม คือกลุ่มบุคคลทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำโขง ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลองค์พระธาตุพนม โดยโองการแห่งเจ้าแผ่นดินล้านช้างสืบมาแต่โบราณหลายชั่วคน หากแต่ในปัจจุบัน เนื่องจากวิถีการปกครองบ้านเมืองตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป มีการโยกย้ายถิ่นฐานของผู้คนเข้าออกเป็นจำนวนมากทำให้ไม่สามารถดำรงวิถีดั้งเดิมได้อย่างครบถ้วน ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงก็มีความยากลำบากในการเข้าร่วมพิธีกรรม ส่วนทางฝั่งขวาถึงวันนี้ก็ไม่สามารถจะระบุแน่ชัดว่าใครบ้างที่มีเชื้อสายเป็นข้าโอกาส คงมีแต่เพียงความเลื่อมใสศรัทธาต่อองค์พระธาตุพนมที่ทำให้หลากหลายครอบครัวสำนึกสำแดงตน อีกทั้งยังได้นำพาผู้คนจำนวนมากที่จริงๆ แล้วไม่ใช่ข้าโอกาสเข้ามาร่วมดำเนินพิธีปฏิบัติบูชานี้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

 

๑๑. ดินสอพองลพบุรี

          ดินสอพอง ทำจากดินที่มีสีขาว เรียกว่าดินมาร์ล MARL ซึ่งเป็นดินที่เกิดจากการผุพังของหินปูน และถูกน้ำพามาสะสมตามเชิงเขาและที่ลุ่ม แหล่งดินมาร์ล ที่สำคัญในประเทศไทยมีหลายแห่งได้แก่ อำเภอเมือง ลพบุรี อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ และอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี แต่ที่มีการทำดินสอพองขึ้นชื่อคือที่จังหวัดลพบุรี ซึ่งทำการผลิตมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

          ในวันนี้แหล่งผลิตดินสอพองในประเทศไทย มีเพียงแห่งเดียว ที่บริเวณบ้านหินสองก้อน ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ที่สำคัญมูลค่าการผลิตดินสอพองในปัจจุบันมิได้มีความสำคัญต่อสภาพเศรษฐกิจของคนทำเท่าไรนัก หากกลับมีคุณค่ายิ่งทางจิตใจในอันที่ได้มีโอกาสสืบทอดเอกลักษณ์ภูมิปัญญาดั้งเดิมของท้องถิ่นเอาไว้ และสามารถสืบทอดต่อไปสู่คนรุ่นหลัง

 

๑๒. ประเพณีปอยส่างลอง

          ปอยส่างลอง คือ ประเพณีบรรพชาสามเณรหมู่ของชาวไทใหญ่ มีการจัดงานนี้ขึ้นโดยชุมชนของชาวไทใหญ่ในแต่ละพื้นที่มากมายทั้งในประเทศไทยและประเทศเมียนมา ภายใต้คติที่สืบเนื่องกัน มาแต่โบราณกาลคล้ายคลึงกับการบรรพชาสามเณรของคนไทยเราทั่วไป

          คำว่า ปอย หมายถึงงานบุญ ส่วนคำว่า ส่างลอง หมายถึงสามเณรผู้เป็นใหญ่ อันเป็นภาวะพิเศษที่เกิดขึ้นก่อนจะเข้าพิธีบวชโดยชาวไทใหญ่จะให้ความสำคัญยิ่งกับภาวะนี้ โดยมีการตกแต่งประดับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของเด็กผู้จะเข้าพิธีบวชให้เป็นดังเจ้าชายน้อยของชาวไทใหญ่เลยทีเดียว

          การจัดงานประเพณีปอยส่างลอง นิยมจัดขึ้นในเดือนเมษายนเป็นช่วงที่เด็กๆ ปิดภาคเรียนฤดูร้อน อีกทั้งเป็นช่วงที่ยุติการเก็บเกี่ยว ในอดีตเมื่อสามสิบกว่าปีที่ผ่านมาประเพณีนี้ลีบเรียวเล็กลงเรื่อยๆ แต่ละปีมีครอบครัวที่บวชส่างลองจำนวนน้อยมากจนเหลือปีละไม่ถึงห้ารูป แต่ต่อมาเมื่อกระแสการท่องเที่ยวในปัจจุบันได้รับความนิยมสูงขึ้น การบวชปอยส่างลองก็กลับมาได้รับความสนใจมีจำนวนครอบครัวเข้าร่วมการบรรพชาแต่ละปีเป็นจำนวนมาก

 

๑๓. กลองเอกราช

          กลองเอกราช เป็นงานช่างเครื่องดนตรี ประเภทกลอง ที่ผลิตโดยชุมชนบ้านเอกราช สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน โดยสามารถทำกลองได้ครบครันหลากหลายประเภท ทั้งกลองทัด กลองยาว กลองแขก และกลองรำมะนา ซึ่งเคล็ดลับอันเป็นเรื่องยากยิ่งคือการขึงหนังกลองให้ตึงพอเหมาะพอดี ทำให้เกิดเสียงกลองทุ้มนุ่ม   อย่างที่ไม่มีแหล่งทำกลองที่อื่นๆ จะเทียบเทียมได้

          ชาวบ้านเอกราช ตำบลเอกราช อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง  มีอาชีพหลักในการทำการเกษตร ทำนาทำไร่ เมื่อว่างจากการทำนา ก็จะออกแสดงมหรสพพื้นบ้านไทย เช่น เล่นดนตรีปี่พาทย์ไทย และเล่นลิเก เป็นต้น ด้วยเหตุนี้วิถีของชาวบ้านเอกราชจึงเวียนวนอยู่กับเสียงดนตรีไทย ทำให้หูสามารถแยกแยะความละเอียดของเสียงต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้กลองเอกราชมีคุณภาพเสียงที่ดีเยี่ยม

 

๑๔. เรือก่าบาง

          ชาวเล หรือชาวทะเล เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเรือร่อนเร่ในทะเลอันดามัน มีด้วยกัน กลุ่ม คือกลุ่มอูรัก ลาโวย กลุ่มสิง และกลุ่มมอแกน ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีพื้นที่อยู่อาศัยแตกต่างกันและมีประเพณีเฉพาะตนที่แตกต่างกันออกไป

          กลุ่มชาวมอแกน อาศัยรอนแรมอยู่ในเขตพื้นที่เกาะแก่งกลางทะเลลึก ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวปะปนกับกลุ่มผู้คนทันสมัยกลุ่มอื่นๆ ในอดีตชาวมอแกนจะมีเรือเป็นบ้าน และออกเรือร่อนเร่ทำมาหากินเลี้ยงชีวิตด้วยการจับสิ่งมีชีวิตในน้ำ เฉพาะในช่วงฤดูมรสุมที่ทะเลมีคลื่นลมปั่นป่วนจึงจะขึ้นฝั่งที่เกาะเปลี่ยวร้าง สร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยหลบลมหลบฝน กระทั่งหมดมรสุมจึงจะออกไปใช้ชีวิตในทะเลต่อไป

          เรืออันเป็นบ้านของชาวมอแกน เรียกว่าเรือก่าบาง ในอดีตเป็นเรือใช้กำลังลมแล่นใบ ตัวลำเรือเป็นไม้ตะเคียนต่อกราบเรือขึ้นด้วยไม้อื่นๆ พยุงอีกทีด้วยไม้ลอยน้ำ เช่นไม้ระกำ มีการทำเก๋งเป็นหลังคาคลุมแดดลมตรงกลางลำเรือ เอกลักษณ์เฉพาะที่สำคัญคือตรงหัวเรือท้ายเรือจะออกแบบให้เป็นจะงอย เอาไว้ให้สามารถปีนขึ้นลงเรือจากในน้ำได้สะดวก

          จากการที่ต้องติดต่อกับชาวเรือทั่วไปทำให้เรือก่าบางของชาวมอแกนค่อยๆ มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป จากเรือก่าบางที่เคยใช้ลมแล่นใบกับแจวสองข้าง เปลี่ยนเป็นมีการติดเครื่องท้ายเรืออย่างเรือหัวโทงของชาวอันดามัน จากนั้นจึงค่อยเปลี่ยนไปใช้ลำเรือหัวโทง และในที่สุดการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญยิ่งก็คือการปรับมาใช้ชีวิตที่ไม่ออกทะเลไปอย่างยาวนานกับเรือก่าบางอีกแล้ว

          ในวันนี้ ชาวมอแกน จำนวนหนึ่งขึ้นบกมามีที่อยู่เป็นหลักแหล่งบนฝั่งย่านเขาหลัก และส่วนหนึ่งยังคงอยู่ในทะเลที่หมู่เกาะสุรินทร์ เรือก่าบางลำจริงที่สามารถใช้งานได้เหลือเพียงลำเดียว ดังนั้นเพื่อให้ภูมิปัญญาอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวมอแกนยังคงอยู่ต่อไป จึงสมควรที่จะขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาของเรือก่าบางนี้ไว้เพื่อเป็นหลักฐานแสดงถึงการเคยมีตัวตนอยู่จริงในประเทศไทย

 

๑๕. เรือนโคราช

          จังหวัดนครราชสีมา หรือ เมืองโคราช มีความสำคัญยิ่งมาตั้งแต่อดีตอันยาวนาน นักวิชาการหลายท่านเชื่อกันว่าที่นี่คือ  นครราช หรือเมืองราด เมืองเก่าของพ่อขุนผาเมือง ที่บวกรวมเข้ากับเมืองเสมา เมืองพุทธศาสนา ในอารยธรรมทวารวดี จึงกลายเป็น นครราชสีมา ด้วยความเก่าแก่นี้จึงมีหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งได้ผ่านการเรียนรู้สรุปบทเรียนจนตกผลึกเป็นวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะของเมืองโคราช และหนึ่งในนั้นคือ เรือนโคราช เรือนพักอาศัยพื้นถิ่นที่มีรูปแบบเฉพาะแตกต่างจากเรือนไทยภาคกลางทั่วไป

          ลักษณะเด่นของเรือนโคราช ก็คือเป็นเรือนใต้ถุนสูง หลังคาจั่วทรงสูง ตัวเรือนมีชานเรือนกว้างต่ำ และมีห้องนอนที่มีพื้นยกสูงขึ้นจากชานเรือนอีกระดับหนึ่ง ฝาเรือนโคราช เป็นฝาเรือนลักษณะพิเศษคือเป็นตับสำเร็จรูป โดยเฉพาะฝาเรือนที่ทำด้วยใบปรือ ซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองชนิดหนึ่ง มีลักษณะซ้อนทับกันมีโพรงอากาศด้านใน ทำให้กันร้อนกันหนาวได้ดี เป็นต้น นอกจากนั้น เรือนไทยโคราชก็จะมีลักษณะเด่นที่คล้ายคลึงกับเรือนไทยอื่นๆ เช่น ไม่ใช้ตะปู ในการประกบยึดชิ้นส่วนใดๆ และมีการเชื่อมห้องต่างๆ

หรือการขยายตัวเรือนออกไป ด้วยระเบียงทางเดิน เป็นต้น

          ปัจจุบันเรือนโคราชมีจำนวนลดน้อยลงไปเรื่อยๆ และในส่วนตัวเรือนเก่าเองก็ยังมีการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยในหลายๆ ประการ จึงสมควรจะเก็บรักษา เรือนโคราช ต้นแบบไว้ใช้ศึกษาถึงภูมิปัญญาอันโดดเด่นของชาวโคราชนี้ต่อไป

 

 

๑๖. วัวเทียมเกวียน

          วัวเทียมเกวียน เป็นกีฬาพื้นบ้านของจังหวัดเพชรบุรี คือการแข่งขันความเร็วของวัวลากเกวียนขนาดเล็กให้ได้ผลแพ้ชนะโดยแข่งกันครั้งละ เล่มเกวียน แต่ละเกวียนเทียมวัวคู่หนึ่ง เลือกขนาดวัวที่แข่งขันกันให้ได้ขนาดเท่าๆ กันเป็นรุ่นเดียวกัน

          ไม่มีบันทึกเป็นหลักฐานว่าการแข่งขันกีฬาพื้นบ้านชนิดนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อใด หากมีเรื่องราวเสด็จประพาสต้นของรัชกาลที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวเสด็จเมืองเพชรบุรี ในปี .. ๒๔๒๙ ว่า พระยาเพชรบุรี ได้จัดแสดงวัวเทียมเกวียนแข่งขันถวายทอดพระเนตร เป็นหลักฐานยืนยันว่า วัวเทียมเกวียน เป็นที่นิยมเล่นกันมากในจังหวัดเพชรบุรี มาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว

          ในวันนี้เนื่องจากเกวียนจริงๆ ก็ไม่มีที่จะใช้งานแล้วในสังคมไทย คงเหลือแต่เกวียนที่ตั้งแสดงอยู่ตามที่ต่างๆ ส่วนเกวียนที่จะใช้เทียมวัววิ่งแข่งขัน ซึ่งเป็นเกวียนขนาดเล็กพิเศษก็ยิ่งไม่มีโอกาสใช้งาน ดังนั้นวันนี้การจัดให้มีการแข่งขันวัวเทียมเกวียน จึงไม่แพร่หลาย และคงเหลืออยู่ในประเทศไทยที่จังหวัดเพชรบุรีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ที่ยังคงอนุรักษ์การจัดการแข่งขันวัวเทียมเกวียน ขึ้นในงานเทศกาลสงกรานต์ประจำจังหวัดเสมอมามิได้ขาด

 

๑๗. การแข่งเรือยาว ขึ้นโขนชิงธง

          การแข่งขันเรือยาว เป็นประเพณีสำคัญของชาวไทยในลุ่มน้ำสำคัญต่างๆ ทั่วทั้งประเทศ แต่ที่จังหวัดชุมพร การแข่งเรือยาวที่นี่มีขั้นตอนการเอาแพ้เอาชนะกันแปลกกว่าที่อื่นๆ นับเป็นเอกลักษณ์ที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย นั่นคือการขึ้นโขนชิงธง กติกาการแข่งเรือของที่นี่ จะเป็นผู้ชนะได้ นายหัวเรือจะต้องขึ้นโขน คือปีนขึ้นไปบนหัวเรือ และสามารถ ชิงธง หรือคว้าได้ธง ซึ่งติดไว้ตรงเส้นชัยของการแข่งขัน เรือลำที่จะเป็นผู้ชนะจะต้องสามารถขึ้นโขนชิงธงได้ก่อนเรือคู่แข่งอีกลำ

          ดังได้กล่าวแล้วว่า ประเพณีการขึ้นโขนชิงธง ในการแข่งเรือยาวนี้มีอยู่ที่นี่เพียงแห่งเดียว จึงนับเป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัด สมควรแก่การเก็บรักษาไว้ให้เป็นมรดกวัฒนธรรมของชาติต่อไป

 

๑๘. การเล่นสบ้า

          การเล่นสะบ้า เป็นกีฬาพื้นบ้านไทยเก่าแก่ชนิดหนึ่งเคยนิยมเล่นกันเกือบทุกจังหวัดในภาคกลาง สนามเล่นสะบ้าเรียกว่าบ่อนสะบ้า การเล่นจะแบ่งเป็นฝ่ายชายฝ่ายหญิง จับคู่กันเป็นคู่ๆ ลูกสะบ้า เป็นผลของไม้เถาชนิดหนึ่ง มีลักษณะกลมแบนสีน้ำตาลเข้ม ทั้งสองฝ่ายจะผลัดกันเป็นฝ่ายตั้งและฝ่ายทอย ฝ่ายทอย ทอยให้ถูกลูกสะบ้าของฝ่ายตั้ง ด้วยวิธีการทอยต่างๆ กันตามกำหนด ถ้าทอยไม่ถูกก็จะถูกยึดลูกสะบ้าไว้แล้วก็ต้องมีการเจรจาต่อรองเพื่อขอลูกสะบ้าคืน ในการเจรจาต่อรองนี้แหละที่จะสร้างความสนุกสนานให้กับผู้เล่นที่เป็นหนุ่มสาว

          ทั้งหมดนี้คือ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ที่ได้รับการขึ้นบัญชีประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๑ จำนวน ๑๘ รายการ ซึ่งจากนี้ไปจะได้รับการเอาใจใส่ดูแลรักษาให้คงอยู่เป็นมรดกอันสำคัญที่จะส่งทอดต่อไปยังคนรุ่นหลังของชาติต่อไป

 

การขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

          การขึ้นบัญชีรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทย ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ .. ๒๕๕๒-๒๕๕๘ มีจำนวนทั้งสิ้น ๓๑๘ รายการ โดยในระหว่าง .. ๒๕๕๒-๒๕๕๘ เรียกว่าการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ต่อมาเมื่อวันที่ มีนาคม ๒๕๕๙ ประเทศไทยได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ..๒๕๕๙ โดยตามความในมาตรา ๑๐ () คณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมพิจารณาให้ความเห็นชอบการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมคำว่าขึ้นบัญชีจึงถูกนำมาใช้แทนคำว่าขึ้นทะเบียนอีกทั้งภารกิจประการหนึ่งตามอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ..๒๐๐๓ (Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) ขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์แห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีสมาชิกอย่างสมบูรณ์และมีผลต่อประเทศไทยตั้งแต่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๙ ประเทศสมาชิกต้องมีการจัดทำ Inventory List ซึ่งแปลว่า บัญชีรายการ ดังนั้นการใช้คำว่าขึ้นบัญชี จึงมีความหมายใกล้เคียงกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษมากที่สุดนั่นเอง

 

การเสนอขอขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ช่วงพุทธศักราช ๒๕๕๒-๒๕๕๘

          กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ได้รับความร่วมมือจาก องค์กร หน่วยงาน ภาคีเครือข่าย สภาวัฒนธรรม และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในการเสนอรายการเพื่อขอขึ้นบัญชีรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม หลังจากนั้น สวธ. จะนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  โดยมีการกำหนดสาขาของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นบัญชี รวม สาขา ได้แก่ ) ศิลปะการแสดง ) งานช่างฝีมือดั้งเดิม ) วรรณกรรมพื้นบ้าน ) ภาษา ) กีฬาภูมิปัญญาไทย ) แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมและงานเทศกาล และ ) ความรู้ และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล และจะพิจารณาข้อมูลที่ได้มีการจัดเก็บและสำรวจจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ และการพิจารณาคัดเลือกกลั่นกรองของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตามกระบวนการขั้นตอนและหลักเกณฑ์การพิจารณาขึ้นบัญชีของแต่ละสาขา ทั้งนี้ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นบัญชีจะอยู่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง คือ

          . รายการที่มีลักษณะเฉพาะในชุมชน ท้องถิ่น ที่เสี่ยงต่อการสูญหาย ใกล้ขาดผู้สืบทอด เช่น ภาษาชอุง การสักยา เป็นต้น

          . รายการที่มีลักษณะเฉพาะในชุมชน ท้องถิ่น ที่ยังมีผู้สืบทอดและปฏิบัติอยู่ เช่น ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ตำนานพญากงพญาพาน เป็นต้น

          . รายการที่มีอัตลักษณ์ชัดเจนและมีการปฏิบัติ สืบทอดโดยทั่วไปหรืออย่างกว้างขวาง เช่น งานแกะสลักผักผลไม้ รำโทน เป็นต้น

 

ช่วงพุทธศักราช ๒๕๕๙ ถึงปัจจุบัน

          สำหรับการประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ..๒๕๕๙ นั้น คณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมได้ออกระเบียบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเพื่อขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม  ตามความในมาตรา ๑๐ () แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม .. ๒๕๕๙ โดยใช้เป็นแนวปฏิบัติสำหรับผู้เกี่ยวข้องในการเสนอขอขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประกอบด้วยคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง คณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมประจำจังหวัด คณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด โดยมีขั้นตอนการเสนอคือ

          ) คณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมประจำจังหวัดหรือคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร จะร่วมกับชุมชนหรือผู้ปฏิบัติสืบทอดทำการจัดเก็บข้อมูลเชิงลึกโดยชุมชนให้การยินยอมพร้อมใจและต้องร่วมจัดทำแผนการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในรายการที่ได้นำขอขึ้นบัญชีนั้น ซึ่งรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จะได้รับการ

ขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จะต้องมีลักษณะใดลักษณะหนึ่งหรือหลายลักษณะที่เป็นไปตามประกาศเรื่องการกำหนดลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมทั้ง สาขา ได้แก่ ) ศิลปะการแสดง ) แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมและงานเทศกาล ) ความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล ) งานช่างฝีมือดั้งเดิม ) วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา  ) การเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ทั้งนี้ คณะกรรมการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมประจำจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร มีมติให้ประกาศเป็นรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ของจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร

          ) คณะกรรมการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมประจำจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร เสนอเรื่องขอขึ้นบัญชีต่อกรมส่งเสริมวัฒนธรรม

          ) กรมส่งเสริมวัฒนธรรมในฐานะเลขานุการของคณะกรรมกรมส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองตามลักษณะของแต่ละรายการ หากมีข้อสงสัยคณะอนุกรรมการสามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมจากคณะกรรมการฯ ประจำจังหวัด หรือชุมชนผู้ปฏิบัติ หรือผู้เกี่ยวข้องได้

          ) คณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาแล้วจึงเสนอมติและความเห็นทางวิชาการต่อคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

          ) คณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พิจารณาเพื่อเห็นชอบให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยในการประกาศในราชกิจจานุเบกษานั้น จะแบ่งรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเป็น ประเภทคือ ) ประเภทรายการตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และ ) ประเภทรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ต้องได้รับการส่งเสริมและรักษาอย่างเร่งด่วน

 

          เจตนารมณ์ในการจัดทำบัญชีรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม นอกจากจะเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญของประเทศในการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมทั้งในระดับชาติและนานาชาติแล้ว  มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีนั้นยังสร้างความภาคภูมิใจให้เกิดกับชุมชนที่ธำรงรักษามรดกภูมิปัญญาเหล่านั้นไว้ และเป็นแรงผลักดันให้อนุชนผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรมได้ร่วมสืบสานภูมิปัญญาให้งอกงามสืบไป  

 

เรื่อง/ภาพ : อภินันท์ บัวหภักดี