ลักษณะไทย ความงดงามแห่งวิถีชน

    

        การไหว้ คือการยกสองมือพนม ต่อมาเมื่อเริ่มเรียนหนังสือก็ต้องกราบหนังสือ ทุกครั้งก่อนจะเปิดอ่าน ตามประเพณีของนักเรียนทางภาคใต้ก็ทำอย่างเดียวกัน แต่มี คำไหว้สวัสดีเพิ่มขึ้น

            ถ้าจะถามว่าคนไทยรู้จักการไหว้มาแต่ครั้งใด คงตอบให้ชัดเจนไม่ได้ แต่ถ้าตอบ ตามหลักฐานที่เคยเห็น ก็น่าจะมีมาแต่ครั้งไทยได้รับพระพุทธศาสนาเป็นต้นมา เพราะ นึกได้ว่าเคยเห็นรูปคนในแผ่นหินชนวนที่วัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัย และตุ๊กตาสังคโลกเป็น รูปผู้ชายนั่งพนมมือ แสดงว่าคนไทยรู้จักการไหว้มาช้านานแล้ว

            การไหว้การกราบเป็นวัฒนธรรมของคนที่มีศรัทธาในศาสนา เป็นกิริยาของคนดี กล่าวเฉพาะคนไทยที่นับถือพระพุทธศาสนา การไหว้จึงเป็นวัฒนธรรมเบื้องต้นที่ต้อง รู้จักและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด นอกจากนมัสการพระพุทธรูป พระธรรม พระสงฆ์แล้ว ได้ปรับปรุงการไหว้ให้เป็นแบบแผนตามฐานะของบุคคลในภายหลัง ดังที่ได้ปฏิบัติสืบ ต่อมาจนถึงปัจจุบัน

            กล่าวโดยสรุปคนไทยได้รับวัฒนธรรมการกราบไหว้มาพร้อมกับการนับถือพระพุทธศาสนาอย่าง

แน่นอน

            นอกจากการกราบไหว้อันเป็นการแสดงความอ่อนน้อมความเคารพทางกายแล้ว คนไทยยังมีการกล่าววาจาอันเป็นสิริมงคลควบคู่กันมาอีกด้วย วาจาที่เป็นมงคลก็คือคำว่า สวัสดี

            คำว่า สวัสดีเป็นคำเก่า พบในศิลาจารึกครั้งอาณาจักรตามพรลิงค์ (นครศรีธรรมราช) เมื่อกลียุคล่วงแล้วได้ ๔,๓๓๒ ปี ตรงกับ พ.. ๑๗๗๓ อาจารย์ ร...แสง มนวิทูร ได้แปลไว้มีความว่า

            “สวัสดี พระผู้เป็นใหญ่ยิ่งในตามพรลิงค์ ทรงประทาน ความดีงามอันเลิศเหมือนพระอินทร์ ทรงพระราชสมภพเพื่อยังประชาชนที่ถูกชนชาติต่ำช้าปกครองมาแล้วให้สว่างรุ่งเรือง จริงอยู่พระองค์เป็นธรรมราชาเสมือนพระจันทร์ พระอาทิตย์ และกามเทพอย่างพร้อมบูรณ์ ทรงพระปรีชาฉลาดในราชนิติ (รัฐประศาสนศาสตร์) เทียบเท่าพระเจ้าธรรมาโศก ทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือราชวงศ์ทั้งหมด

            พระภัทรศีลสังวร เจ้าอาวาสวัดมัชฌิมาวาส จังหวัดสงขลา ได้อธิบายความหมายของคำว่าสวัสดีเพิ่มเติมว่า

            “สวัสดี คำนี้เป็นประเภทโภวาทีพจน์ คำกล่าวว่าขอความเจริญจงมีแด่ท่าน และเป็นมุขพจน์คำหน้าที่จะต้องพูดก่อนคำอื่น และเป็นคำให้ศีลให้พรกล่าวคำนอบน้อมในเหล่าคนไทย ผู้ใหญ่กล่าวอำนวยพรให้เด็ก เด็กกล่าวนอบน้อมต่อผู้ใหญ่

            คำว่า สวัสดี มีความหมายว่ากะไร? คำนี้มีความหมายตามที่ใช้กันกว้างขวางมาก เป็นคำพูดที่รวมความหมายถึง คุณงามความดีอื่นๆ ไว้ในตัวของมัน เช่น ชัยสิทธิ์ ประสิทธี มงคลโชค ศุภผล ศิริปรีชา ธนลาภ เกียรติยศ อัครฐาน ตลอดถึง อายุ วัณโณ สุขัง พลัง ก็รวมอยู่ในตัวมัน สวัสดี เป็นสุขเป็นสุข เจริญรุ่งเรือง ขอท่านจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด ขอศุภมงคลจงมีแด่ท่านเถิด ท่านจงสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาเถิด ความนอบน้อมจงมีแด่ท่านเถิด อุปมาคำสวัสดี เหมือนโภชนาหารประเภททิพยรสอันโอชะ ใครกินเข้าจะนึกให้มีโอชะรสอย่างไรก็ได้ หลานยกมือไหว้คุณตากล่าวว่า สวัสดี คุณตาครับ จะมุ่งหมายว่าขอคุณตาจงได้รับความเคารพจากหลานด้วยก็ได้ คุณตากล่าวตอบว่า สวัสดีพ่อศรีแก้ว จะมุ่งหมายว่าขอให้หลานศรีแก้วจงประสบชัยสิทธีเถิด ดังนี้ก็ได้

            สรุปว่าคำ สวัสดีมีใช้มาแต่โบราณ ผู้คนทางภาคใต้ นิยมใช้กันมาก ดังปรากฏในคำไหว้ครูที่เรียกว่า คำไหว้สวัสดี จะขอคัดมาให้ดูเป็นตัวอย่างสักบทหนึ่ง (ตามต้นฉบับ)

                        “ศรีศรีสวัสดีข้าเจ้าเอย           เชิญมาสิงตัวข้าหรา

                   ข้าน้อยขอเรียนอรรถ            เรียนทั้งตรัสทั้งคาถา

                   ศัตรูอย่ามีมา                      จงวินาศวินายสาย

                      สิทธิจำเริญสุข                     สรพทุกข์จงเหือดหาย

                   ลาภมาอย่าขาดสาย              สรพชัยประสิทธิเม

                   มือข้าทั้งสิบนิ้ว                     สอดหว่างคิ้วบ่ได้เอ

                   นะโมพุทธาเย                     ไหว้ยอยศพระศรีอาริย์

                   ข้าไหว้พระศรีสงฆ์                จิตจำนงไปนิพพาน

            คำว่า สวัสดีมิได้ใช้เฉพาะภาคใต้เท่านั้น ในศิลาจารึกภาคเหนือและภาคอีสานก็มี เช่นในศิลาจารึกที่พะเยา หลัก ๑๐๕ ด้านที่ ๑ ศักราช ๘๖๕ (.. ๒๐๔๖) ใช้ว่า ศรีสิทธิสวัสดีในศิลาจารึกวัดสันมะค่า จังหวัดลำพูน จ.. ๘๖๙ (.. ๒๐๕๐) ใช้ว่า ศุภมตฺถสวัสดีศรีบพิตร โคดมและในศิลาจารึกวัดผดุงสุข โพนพิสัย จังหวัด หนองคาย จ.. ๙๓๒ (.. ๒๑๑๓) ใช้คำว่า ศรีสวัสดีนอกจากนี้ยังมีจารึกอีกหลายแห่งที่นิยมใช้คำว่า ศรีและ สวัสดีเป็นคำมงคลเมื่อขึ้นต้นข้อความในจารึก

            คำว่า สวัสดีเพิ่งมาปรากฏในปทานุกรมฉบับ กระทรวงธรรมการ เมื่อ พ.. ๒๔๗๐ แต่ใช้ว่าสวัสดิ์มีคำอธิบายว่า ความสะดวก ความสุข ความสำราญ โชค ลาภ เคราะห์ดี ความเจริญ (บางทีเขียนเป็นสวัสดีก็มี)”

            สรุปว่าคำว่า สวัสดีแต่เดิมนิยมใช้เป็นภาษาหนังสือ ไม่ได้นำมาใช้เป็นคำทักทายอย่างในปัจจุบัน ส่วนต้นเหตุ ที่จะนำมาใช้เป็นคำทักทายกันนั้น ก็เนื่องมาจากเจ้าหน้าที่วิทยุ กระจายเสียงสมัยแรกได้เริ่มใช้คำว่า ราตรีสวัสดิ์ลงท้าย คำพูดเมื่อจบการกระจายเสียงตอนกลางคืน โดยอนุโลม ตามคำทักทายและการลาของชาวยุโรป ที่ใช้ว่า good morning

            ในภาษาไทยใช้ว่า อรุณสวัสดิ์ และ good night ภาษาไทยใช้ว่า ราตรีสวัสดิ์ ซึ่งคำดังกล่าวมีผู้คัดค้านไม่เห็นด้วย ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงจึงขอให้คณะกรรมการชำระปทานุกรมของกระทรวงธรรมการในสมัยนั้นช่วยคิดหาคำมาใช้แทน คระกรรมการชำระปทานุกรมได้เสนอให้ ใช้คำว่า สวัสดีคือยืดเสียงให้ยาวกว่าคำว่า สวัสดิ์ก็ตกลงใช้ตามนั้น

            ครั้นต่อมาในปี พ.. ๒๔๗๖ พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้นำคำว่า สวัสดีไปเผยแพร่ให้นิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้เป็นคำทักทายเมื่อพบกัน ซึ่ง เป็นเรื่องในหมู่คณะภายในมหาวิทยาลัยบุคคลภายนอกไม่ ได้ใช้ด้วย

 

            ต่อมาในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี มีนโยบายที่จะสร้างชาติให้เป็นอารยประเทศ จึงแก้ไขเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมในด้านต่างๆ ให้เหมาะสมทันสมัย เรียกว่าบำรุงวัฒนธรรมเพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ และมีความเห็นชอบกับการใช้คำว่า สวัสดีเป็นคำทักทายในโอกาสแรกที่พบกัน จึงมอบให้กรมโฆษณาการ (ต่อมา เปลี่ยนเป็นกรมประชาสัมพันธ์) ออกข่าวประกาศเมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม พ.. ๒๔๘๖ มีข้อความดังต่อไปนี้

            “ด้วย ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมเกียรติแก่ตนและแก่ชาติ ให้สมกับที่เราได้รับความยกย่องว่าคนไทยเป็นอารยชน คำพูดจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงภูมิของจิตใจว่าสูงต่ำเพียงใด ฉะนั้นจึงมีคำสั่ง ให้กำชับบรรดาข้าราชการทุกคนกล่าวคำว่า สวัสดี ต่อกัน ในโอกาสที่พบกันครั้งแรกของวัน เพื่อเป็นการผูกไมตรีต่อกัน และฝึกนิสัยให้กล่าวแต่คำที่เป็นมงคล ว่าอะไรว่าตามกัน กับขอให้ข้าราชการช่วยแนะนำแก่ผู้ที่อยู่ในครอบครัวของตนด้วย ให้รู้จักกล่าวคำว่า สวัสดี เช่นเดียวกันด้วย

                คำว่า สวัสดีจึงเป็นคำทักทายและคำอวยพรในโอกาสต่างๆ เช่นในวันขึ้นปีใหม่ที่เปลี่ยนมาใช้วันที่ ๑ มกราคม ผู้คนก็จะร้องอวยพรกันว่า สวัสดีปีใหม่กัน ทั่วไป ทำให้บรรยากาศในวันขึ้นปีใหม่คึกคักขึ้นเพราะบรรดา หนุ่มสาวและนักเรียนร้องให้พรกันตลอดเวลาที่ได้พบกัน นับว่าเพิ่มความสนุกรื่นเริงบันเทิงใจขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ผู้เขียนในเวลานั้นยังเป็นนักเรียนอยู่ชั้นมัธยมตอนปลาย ก็รู้สึกว่าวันขึ้นปีใหม่ที่ร้องอวยพรให้กันว่า สวัสดีปีใหม่นั้นสนุกดี คือ กล่าวกับคนที่ไม่รู้จักกันก็ได้ เพราะถือเป็นความหวังดี คนรับก็พอใจร้องตอบว่า สวัสดีปีใหม่เช่นเดียวกัน เป็นการสร้างมิตรภาพได้อย่างหนึ่ง

            คนไทยนั้นเป็นคนรักสงบ เป็นมิตรกับทุกคน มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ประกอบกับบ้านเมืองมีความอุดมสมบูรณ์มาแต่โบราณ จนมีคำกล่าวกันว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัย มีพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงดูแลทุกข์สุขของประชาชนแบบพ่อกับลูก ผู้คนพลเมืองจึงไม่มีความทุกข์ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสชื่นบานกันทั่วหน้า ดังที่ปรากฏในจารึกสมัยสุโขทัยว่า ใครจักมักเล่นเล่น ใครจัก มักหัวหัวพูดตามสำนวนปัจจุบันก็ว่าใครจะเล่นสนุกสนานเฮฮาหัวเราะอย่างไรก็ได้ตามสบาย เพราะบ้านเมืองสงบสุข ความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์

            กล่าวกันว่าความเอิบอิ่มเป็นสุขของผู้คนในครั้งนั้น ได้ ถ่ายทอดให้ปรากฏในพระพักตร์ของพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยอย่างเด่นชัด

            กล่าวโดยสรุปทั่วๆ ไป คนไทยมีนิสัยร่าเริง ชอบสนุกสนาน อิ่มเอิบกับงานบุญการกุศล ดังจะเห็นได้ว่ามีการทำบุญ ทำกุศลตลอดทั้งปี มีเทศกาลต่างๆ ไม่ว่างเว้น ชีวิตของคนไทยสมัยก่อนจึงไม่เครียด ที่เห็นเด่นชัดคือคนไทยมีเพลงพื้นบ้าน ร้องเล่นสืบทอดกันมาช้านาน

            ด้วยลักษณะดังกล่าวนั้น คนไทยจึงมีความสุขและส่งผลให้คนไทยเป็นคนที่มีความโอบอ้อมอารีต่อกัน มีความ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ยิ้มย่องผ่องใสเข้าหากันจนกลายเป็นนิสัย เป็นคุณลักษณะพิเศษของคนไทยที่คนต่างชาติต่างภาษาได้เห็นแล้วพากันยกย่องเรียกเมืองไทยว่า แผ่นดินแห่ง ความยิ้มแย้มซึ่งเป็นคำยกย่องจากคนต่างชาติ ไม่ใช่เรายกย่องกันเอง

            ความจริงแล้วเมืองไทยมีสิ่งดีๆ ที่ชาวต่างชาติเห็นแล้วชอบใจอยู่มาก คนที่เคยอยู่ในประเทศที่แร้นแค้น ยากจน เมื่อมาเห็นต้นไม้ที่เขียวชอุ่มก็ดีใจ เช่น มีเรื่องเล่ากันว่าคนจีนเมื่อเข้ามาเห็นเรือกสวนไร่นาสองฝั่งเจ้าพระยาก็ร้องว่า ไม่อดตายแล้ว ฝรั่งที่เข้ามาครั้งกรุงศรีอยุธยาได้เห็นบ้านเมืองมีคลองมาก ผู้คนต้องใช้เรือเป็นพาหนะคล้ายกับเมืองเวนิสที่เขารู้จักมาก่อน เขาก็ให้สมญานามกรุงศรีอยุธยาว่าเป็น เมืองเวนิสตะวันออก The Venice of the East ซึ่งได้เรียกต่อมาจนถึงสมัยกรุงเทพฯ เพราะบ้านเมืองมีลักษณะอย่างเดียวกัน

            ฝรั่งคนหนึ่งเรียกกันว่าครูยัง (Ernest Young) เข้ามาเป็นครูสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็ยังเรียกบางกอกว่า The Venice of the East อยู่เช่นเดิม ครูยังเขียนหนังสือไว้หลายเล่ม เล่มหนึ่ง มีชื่อว่า The Kingdom of the Yellow Robe หรือ อาณาจักร แห่งผ้ากาสาวพัสตร์ พิมพ์เมื่อ พ.. ๒๔๔๑ ที่ตั้งชื่อเช่นนั้นก็เพราะเห็นว่ามีสีจีวรของพระเหลืองไปทั้งเมืองเป็นเมืองพระพุทธศาสนา

            ฝรั่งอีกคนหนึ่งชื่อ พี. ทอมสัน (P. Thomson) เข้ามาเมืองไทยเห็นดอกบัวมีอยู่ทั่วไป (ในสมัยนั้นมีดอกบัวนานาชนิดขึ้นอยู่ตามบ่อตามบึง แม้ตามทุ่งนาในเวลาน้ำท่วมทุ่งก็จะมีทั้งบัวหลวง บัวสาย บัวเผื่อน บัวผัน ชูดอกให้เห็น) เขาได้เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่งตั้งชื่อว่า แผ่นดินดอกบัว (Lotus Land) พิมพ์เมื่อ พ.. ๒๔๔๙ ปลายรัชกาลที่ ๕

 

            หนังสือดังกล่าวข้างต้นชาวต่างประเทศได้นำลักษณะที่เด่นของไทยไปตั้งเป็นชื่อหนังสือ พิมพ์ออกเผยแพร่ให้คนทั่วโลกได้รู้จัก แต่ชื่อก็ยังไม่ติดปากติดหู จนต่อมา นาย W.A.R. Wood นักเรียนล่ามถูกส่งมาประจำอยู่ในเมืองไทยมาตั้งแต่ พ.. ๒๔๓๙ อายุเพียง ๑๘ ปี ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเมืองไทยไว้หลายเล่ม มีอยู่เล่มหนึ่งชื่อ แผ่นดิน แห่งรอยยิ้ม (Land of Smiles) พิมพ์เมื่อ พ.. ๒๔๗๘ เขาคบหาสมาคมกับคนไทยอย่างใกล้ชิด เข้าใจอุปนิสัยใจคอ ของคนไทยเป็นอย่างดี เขาเห็นคนไทยพบกันแล้วต่างก็ยิ้มแย้มทักทายกันอย่างร่าเริงแจ่มใสเป็นที่ประทับใจ จึงตั้งชื่อหนังสือตามนิสัยและอาการที่แสดงออกของคนไทยว่า เป็น Land of Smiles

            เข้าใจว่าสมญานาม Land of Smiles จะเป็นที่รู้จักของชาวต่างประเทศมากขึ้น เพราะการประชาสัมพันธ์มีทั้งวิทยุกระจายเสียงและหนังสือพิมพ์ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คนไทยเองก็เริ่มมองเห็นจุดเด่นของตนเองว่าเป็นจริงอย่างนั้น จึงนำมาใช้เป็นวลีที่ชัดเจนขึ้นว่า สยามเมืองยิ้ม

            สรุปว่าวลี สยามเมืองยิ้มน่าจะมาจากชื่อหนังสือ Land of Smiles มากกว่าเหตุอื่น คือชาวต่างชาติเขาตั้งให้ตามอุปนิสัยของคนไทย และไม่เคยพบว่ามีใครกล่าวถึงการยิ้มของคนไทยมาก่อนหน้านี้เลย

            อันที่จริง การไหว้ การยิ้ม และคำว่า สวัสดี เป็นสิ่งที่มีประจำตัวคนไทยมาช้านานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้นำมาใช้ให้ เป็นกิจจะลักษณะจนติดเป็นนิสัยเท่านั้นเอง และเมื่อนำมาชี้แนะให้เห็นคุณประโยชน์ก็กลายเป็นเสน่ห์ที่น่าภาคภูมิใจที่คนชาติอื่นอยากมีอยากเป็นเช่นนี้

บ้าง

            คุณธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเราได้มาพร้อมกับการนับถือพระพุทธศาสนาก็คือความกตัญญูกตเวทิตา รู้คุณท่านและ ตอบแทนคุณ ถือเป็นคุณธรรมที่สำคัญของมนุษย์ ท่านสุนทรภู่ ก็กล่าวเตือนไว้ว่า ทรลักษณ์อกตัญญุตาเขา เทพเจ้า ก็จะแช่งทุกแห่งหนผู้เขียนคิดว่าที่ผู้ใหญ่สอนตอนเป็น เด็กให้ไหว้ก่อนรับของจากผู้ใหญ่นั้น ก็คือการสอนให้รู้จักขอบคุณนั่นเอง เป็นการแสดงความขอบคุณด้วยการไหว้ ต่อมาเมื่อมีการปรับปรุงวัฒนธรรมดังกล่าวมาแล้วจึงกำหนดให้กล่าว ขอบคุณเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่ง หรือเมื่อทำสิ่งใดผิดพลั้งก็กล่าวคำขอโทษ

            ความจริงการขอบคุณและการขอโทษ เป็นคำที่เราเคยใช้มาก่อน แต่ไม่ได้ใช้ให้เป็นปกติติดปากเท่านั้น และเรายังมีคำอื่นๆ ที่มีความหมายอย่างเดียวกันนี้ที่ใช้ในภาษาหนังสืออีกหลายคำ สรุปว่าเรื่องต่างๆ ที่กล่าวมาถือเป็นลักษณะของคนไทยที่สมควรคงไว้ ถ้าปฏิบัติจนติดเป็นนิสัยสังคมไทยจะมีแต่ความสงบสุขอย่างแน่นอน

เรื่อง : ส พลายน้อย