๙ ตามรอยทางทรงวางไว้

            กาลครั้งหนึ่งมีพระราชาองค์หนึ่งทรงปกครองประชาชนด้วยความรัก ทรงงานหนักด้วยปรารถนาให้ทุกคนอยู่ดีกินดี มีความสุข นี่ไม่ใช่เทพนิยาย พระราชาองค์นั้นมีอยู่จริง และการงานที่ทรงริเริ่มไว้ วันนี้ก็ยังคงปรากฏชัดถึงดอกผล ซึ่งถึงที่สุดแล้วเราต่างได้เรียนรู้ว่า นี่ต่างหากคือสิ่งจริงแท้ของชีวิต เรียบง่าย งดงาม เฉกเช่นพระราชจริยวัตรของพระองค์ท่านไม่มีผิด

 

            เขาหินซ้อน ปฐมบทแห่งการพัฒนา ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ณ ถิ่นกันดารในจังหวัดฉะเชิงเทรา

            พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินไปเยือนอำเภอพนมสารคาม ในคราวนั้นมีผู้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดิน ๒๖๔ ไร่ เพื่อสร้างพระตำหนัก พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า “...ก็เลยถามผู้ที่ให้นั้น หากไม่สร้างตำหนัก แต่ว่าสร้างเป็นสถานที่ที่ศึกษาเกี่ยวข้องกับการเกษตรจะเอาไหม เขาก็บอกยินดี ก็เลยเริ่มทำในที่นั้น...”

            ศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงถือกำเนิดขึ้นที่เขาหินซ้อนเป็นแห่งแรก ผืนดินยามนั้นถูกทำลายจนอาจกล่าวได้ว่าเปลี่ยวร้างไม่ต่างจากทะเลทราย ทว่าค่อย ๆ ได้รับการฟื้นฟู

            ช่วงที่ฝนโปรยสาย หากใครได้มองจากเขาหินซ้อนลงไป ภาพที่เห็นนั้นคือที่ราบอุดมด้วยพรรณไม้กว้างไกลสุดสายตาราวกับปูลาดด้วยพรมสีเขียวผืนใหญ่ แตกต่างจากในอดีตโดยสิ้นเชิง

            ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีจุดเรียนรู้ต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จุดสาธิตการฟื้นฟูดิน ที่ทำให้ดินปนทรายอันแห้งผากค่อย ๆ กลายเป็นดินสีดำที่ชุ่มชื้นด้วยน้ำและชีวิต

            “...ศูนย์ศึกษาฯ นี้เป็นคล้าย ๆ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต...เป็นการสาธิตการพัฒนาเบ็ดเสร็จ หมายถึงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างทุกด้านของชีวิต ประชาชนที่จะหาเลี้ยงชีพในท้องที่จะทำอย่างไร และได้เห็นวิทยาการแผนใหม่...” คือพระราชดำริของพระองค์ที่ทุกคนที่นั่นยังคงระลึกถึง

            ในแต่ละวันมีผู้คนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลมาดูงานเพื่อนำแบบอย่างไปปรับใช้ รถรางแล่นช้า ๆ พาชมทั่วบริเวณ พร้อมวิทยากรบรรยาย ผ่านความเขียวขจีที่ทำให้เห็นถึงการฟื้นฟูพื้นที่อย่างเป็นขั้นตอน เริ่มจากการจัดหาแหล่งน้ำ ปลูกป่า แล้วจึงฟื้นฟูดิน ผลจากการทำงานของศูนย์ฯ นานกว่า ๓๐ ปี ชาวบ้านเริ่มปลูกพืชผลได้และมีความเป็นอยู่ดีขึ้นทั้งจากอาชีพหลักและอาชีพเสริม ซึ่งเห็นได้จากจุดสาธิตการจักสานโดยใช้หญ้าแฝก หญิงสาวบางคนเลือกฝึกฝนการทอผ้า บ้างทอเสื่อ ส่วนพวกผู้ชายกำลังตีเหล็กอย่างแข็งขัน

            เส้นทางศึกษาดูงานยังพาไปรู้จักกับการเกษตรที่น่าสนใจหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นด้านประมงซึ่งเลี้ยงและเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดเป็นหลัก การเลี้ยงกบในคอนโดฯ ที่ทำจากยางรถยนต์ การเพาะปลูกไม้ประดับ ไม้ผล โรงเรือนที่เก็บกิ่งพันธุ์ไม้ผล การรวบรวมสายพันธุ์มะม่วงและมะขามเปรี้ยวฝักใหญ่ แปลงรวบรวมพันธุ์บัว แปลงปลูกแก้วมังกร มะนาว ฝรั่ง และชมพู่ การทำนาและปลูกพืชตระกูลถั่ว โรงเรือนปลูกผักแบบไฮโดรโพนิกส์ ตลอดจนโรงเรือนเพาะเห็ดเศรษฐกิจที่เปิดอบรมให้กับผู้สนใจเป็นระยะ

            นอกเหนือจากเกษตรทฤษฎีใหม่แล้ว สวนพรรณไม้ในพุทธประวัติ สวนกล้วยไม้ สวนพรรณไม้หอม สวนป่าสมุนไพรเขาหินซ้อน สโมสรสมุนไพร บ้านสามจั่ว (บ้านในหลวง) ที่ทรงออกแบบด้วยพระองค์เอง บ้านเกษตรพอเพียง และพิพิธภัณฑ์ดิน ยังบอกเล่าถึงพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้อย่างน่าตื้นตันใจ

            บ่ายคล้อย การเดินเล่นริมอ่างเก็บน้ำห้วยเจ๊กชวนให้รื่นรมย์ไม่น้อย แทบไม่น่าเชื่อว่ารอบบริเวณนี้เคยได้ชื่อว่าแดนกันดาร เพราะในวันนี้ภาพที่เห็นคือหนองบึงมีน้ำปรี่เต็ม พืชพรรณแตกใบให้ผล ชีวิตชุ่มเย็นจากน้ำพระราชหฤทัยโดยแท้ 

            ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน ที่ตั้ง : หลัก กม. ๕๓ ริมทางหลวงหมายเลข ๓๐๔ ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เปิด : ทุกวัน เวลา ๐๖.๐๐-๑๘.๐๐ น. ข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ๐-๓๘๕๕-๔๙๘๒-๓, ๐๘-๑๖๘๖-๐๖๓๙ หรือ http://www.khaohinsorn.com

 

 

            ดอยอ่างขาง แสงสว่างในคืนหนาว

            เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรที่บ้านผักไผ่ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ทอดพระเนตรเห็นดอยอ่างขาง และทรงเห็นว่าชาวไทยภูเขาส่วนใหญ่ปลูกฝิ่น แต่ยังยากจน ทั้งยังตัดไม้ทำลายป่าบริเวณที่เป็นต้นน้ำสำคัญ ทรงเห็นว่าพื้นที่นี้มีอากาศหนาวเย็นและไม่ลาดชันนัก จึงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อซื้อที่ดินบนดอยอ่างขาง และโปรดเกล้าฯ ให้มีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะนำพืชผักและดอกไม้เมืองหนาวอื่น ๆ มาปลูก ข้อนี้ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ได้ทรงตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “พืชแต่ละอย่างของเรานั้น ถ้าไม่สวยก็ต้องอร่อย”

            ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ สถานีเกษตรหลวงอ่างขางได้ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นโครงการหลวงแห่งแรก ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้พระราชทานแนวคิดในการดำเนินงานไว้เป็นข้อ ๆ คือ ๑. ลดขั้นตอน ๒. ปิดทองหลังพระ ๓. เร็ว ๆ เข้า ๔. ช่วยเขาช่วยตัวเอง จะเห็นได้ว่าช่างเรียบง่ายและตรงประเด็นเหลือเกิน

            สถานีเกษตรหลวงอ่างขางกลายเป็นแหล่งของงานวิจัยไม้ผลและพืชผักเมืองหนาว โดยมีการถ่ายทอดผลงานวิจัยในรูปแบบต่าง ๆ แก่เจ้าหน้าที่และชาวไทยภูเขารวม ๖ หมู่บ้าน ที่สำคั ยังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม ดึงดูดผู้คนให้มาเยือนครั้งแล้วครั้งเล่า

            สถานีเกษตรหลวงอ่างขาวเต็มไปด้วยพืชพรรณในทุกอณู เริ่มต้นที่สวน ๘๐ สร้างขึ้นในวาระที่หม่อมเจ้าภีศเดชมีพระชันษา ๘๐ ปี ภายในสะพรั่งไปด้วยสีสันและรูปทรงสวย ๆ ของดอกไม้เมืองหนาวนานาชนิด ฝั่งตรงข้ามคือสวนคำดอย ละลานตาด้วยพรรณไม้ในตระกูลโรโดเดนดรอน ติดกับสโมสรอ่างขางคือสวนหอม พื้นที่เล็ก ๆ อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้และใบไม้ที่มีกลิ่นหอม ด้านสวนกุหลาบอังกฤษก็มีดอกกุหลาบจากอังกฤษให้ชมถึง ๒๔๐ สายพันธุ์ สำหรับสวนสมเด็จเป็นสวนหินธรรมชาติเล่นระดับตามพื้นที่ที่เป็นเนินเขา มีพรรณไม้เด่นอย่างดอกป๊อบปี้

            จากกลุ่มสวนไม้ดอกไม้ประดับ ขับรถช้า ๆ ไปตามถนนเล็ก ๆ ซึ่งสองข้างทางเป็นแปลงปลูกพลัม พีช บ๊วย ท้อ กีวี ที่สวยงามด้วยรูปทรงของลำต้น ในจำนวนนี้มีแปลงบ๊วยเก่าแก่ที่สุดของอ่างขางด้วย

            โรงเรือนรวบรวมพันธุ์ผัก มากมายไปด้วยผักสลัด ที่น่าสนใจ คือ ต้นรูบาร์บ ซึ่งต่างประเทศใช้ทำแยมและพาย สวิสชาร์ด คะน้าใบม่วง ฯลฯ จุดที่ไม่ควรพลาดชมอย่างยิ่ง คือ เรือนดอกไม้ ภายในมากมายไปด้วยพรรณไม้กลุ่มไม้กินแมลง ไม้ดอกตามฤดูกาล กล้วยไม้ซิมบิเดียม และรองเท้านารีหลายชนิด เฟิร์น บีโกเนีย กลุ่มดอกโคมญี่ปุ่น พร้อมมุมนั่งเล่น ร้านกาแฟ และร้านขายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

            อีกจุดหนึ่งที่สวยและน่าสนใจ คือ สวนบอนไซอ่างขาง มีบอนไซไม้เมืองหนาวให้ชมหลายชนิด ส่วนใหญ่ชนะเลิศการประกวดมาแล้วทั้งสิ้น มีโดมจัดแสดงพืชภูเขาเขตร้อน กลุ่มพืชทนแล้ง ไม้แคระจิ๋ว พืชกินแมลง และพรรณไม้ต่างถิ่น

            สถานีเกษตรหลวงอ่างขางยังมีเรื่องราวว่าด้วยวิถีชีวิตบ้านขอบด้งเป็นหมู่บ้านชาวไทยภูเขาเผ่ามูเซอดำ เด็ก ๆ จะนำกำไลหญ้ามาขายให้นักท่องเที่ยว สตรอว์เบอร์รีคือผลไม้เมืองหนาวที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูก เช่นเดียวกับบ้านนอแล หมู่บ้านชาวไทยภูเขาเผ่าปะหล่อง หรือดาระอั้ง ที่ยังคงรักษาวิถีดั้งเดิมของชนเผ่าไว้ได้อย่างน่าชื่นชม บ้านนอแลยังเป็นแหล่งปลูกดอกไม้และผลไม้เมืองหนาว โดยเฉพาะสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ ๘๐ ทั้งกรอบ หวาน และให้ผลผลิตต่อไร่สูง

            หากชื่นชอบการชมทะเลหมอก ชมดวงอาทิตย์ขึ้นและตก ไปที่จุดชมวิวกิ่วลม หากมาเที่ยวในช่วงฤดูหนาว ดอกนางพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทย คือความงามที่หลายคนดั้นด้นมาชื่นชม ยิ่งริมถนนสองข้างทางบริเวณลานกางเต็นท์ และตลอดทางไปยังบ้านขอบด้ง บ้านนอแล ก็มีแต่ดอกนางพญาเสือโคร่ง จนทั่วทั้งดอยกลายเป็นสีชมพูหวานละมุน ไม่เกินเลยหากจะกล่าวว่าที่นี่เป็นแหล่งชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่งามเป็นอันดับต้น ๆ ของเมืองไทยเลยทีเดียว

             จากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน ๑,๕๐๐ บาท ดอยอ่างขางในวันนี้แปรเปลี่ยนจากอดีตอย่างยากที่จะจินตนาการถึง พืชพรรณหยั่งรากและเติบโต เช่นเดียวกับผู้คนที่หยัดยืนอย่างมั่นคงบนผืนดินถิ่นเกิด

            ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ที่ตั้ง : หมู่ ๕ ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เปิด : ทุกวัน เวลา ๐๖.๐๐-๑๘.๐๐ น. ค่าเข้าชม : คนละ ๕๐ บาท, รถยนต์คันละ ๕๐ บาท ข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ๐-๕๓๔๕-๐๐๗๗ หรือ www.angkhangstation.com, www.facebook.com/angkhangstation

 

 

            คุ้มกระเบน ทางเดินสั้น ความฝันไกล

            กลางฤดูร้อน ท้องทะเลบริเวณหาดแหลมเสด็จช่างราบเรียบเงียบสงบราวกับกระจกสีคราม ชายหาดทอดตัวยาวเหยียดร่มรื่น ชาวบ้านแถบนี้เรียกหาดทางด้านซ้ายของแหลมเสด็จว่า ทะเลนอก เพราะถัดจากหาดทรายออกไปเป็นทะเลเวิ้งว้างของอ่าวไทย ส่วนอ่าวคุ้งกระเบนเรียกว่า ทะเลใน ที่อุดมไปด้วยสัตว์น้ำและพืชพรรณนานา

            ช่วงบ่ายที่เวิ้งอ่าวเหลือแต่โคลนเลนเพราะน้ำลง ทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี ทอดตัวยาวกว่า ๑ กิโลเมตรพาเรามาเกือบจะครึ่งทางแล้ว ผ่านหมู่พรรณไม้อย่างโปรงขาว ฝาดดอกแดง ลำพูทะเล แสม โกงกางใบเล็ก-ใบใหญ่ที่มีรากอากาศคล้ายขาแมงมุมยักษ์ก่ายเกยกันแน่น ผสมกับสายลมอ่อน เสียงกุ้งดีดขัน และนกร้องสดใส

            ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเสด็จพระราชดำเนินมายังจังหวัดจันทบุรีเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ นั้น ทรงมีพระราชปรารภกับผู้ว่าราชการจังหวัดให้พิจารณาจัดทำโครงการพัฒนาอาชีพด้านการประมงและการเกษตรในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลของจันทบุรี โดยอาจใช้พื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม หรือพื้นที่สาธารณะ จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาเช่นเดียวกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมกันนั้นยังพระราชทานเงินที่ชาวเมืองจันท์ทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลให้เป็นทุนริเริ่มดำเนินการ

            ๑ ปีให้หลังทางจังหวัดและหน่วยงานต่าง ๆ ได้ร่วมกันจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ เพื่อสานต่อแนวพระราชดำริ เริ่มต้นด้วยการเร่งฟื้นฟูป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน โดยทางศูนย์ฯ ได้ร่วมกับชุมชนนำป่าชายเลนกลับคืนมาได้กว่า ๑,๒๐๐ ไร่ มีการระดมปลูกพรรณไม้ชายเลนกว่า ๓๐ ชนิดรอบอ่าว ระยะทางถึง ๕ กิโลเมตร จนได้รับการกล่าวขวัญว่าป่าชายเลนผืนนี้สมบูรณ์และมีเสน่ห์ที่สุดในเมืองจันท์ ซึ่งทางศูนย์ฯ ก็ได้สร้างทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนเป็นวงรอบ พร้อมสถานีเรียนรู้ระหว่างทางที่ทำให้รู้จักป่าชายเลนดีขึ้น

            ร่มเงาอันชื่นเย็นของป่าโกงกางทำให้หลายคนเดินเพลิน ถึงรูปปั้นพะยูน สัตว์สงวน ๑ ใน ๑๕ ชนิดของประเทศไทย มองออกไปในทะเลข้างหน้า นึกถึงวันคืนในอดีตที่คุ้งกระเบนไม่เหลือพะยูนอาศัยอีก เช่นเดียวกับกุ้งหอยปูปลาและป่าชายเลนก็เสื่อมโทรม ต่อเมื่อวันหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงมีพระราชดำริที่จะฟื้นฟูป่าชายเลนผืนนี้ และชาวเมืองจันท์ก็ร่วมใจกันอย่างสุดกำลัง ต้นกล้าเล็ก ๆ บนโคลนเลนในวันก่อนเติบโตแข็งแรง พร้อมกับที่ชาวเรือหลายคนเริ่มเห็นพะยูนในอ่าวคุ้งกระเบนอีกครั้ง

            ไม่เพียงความอุดมสมบูรณ์จะเริ่มกลับมา ชาวสวนรอบ ๆ ศูนย์ฯ ยังได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องปุ๋ยอินทรีย์และการทำเกษตรแบบปลอดสารพิษอีกด้วย นอกจากนี้อีกฝั่งถนนตรงข้ามกับทางเดินศึกษาธรรมชาติฯ ก็ยังมีสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบพระชนมพรรษา ที่รวบรวมพันธุ์สัตว์ทะเลไว้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะสัตว์ทะเลหายากอย่างกระเบนราหูก็ได้รับการดูแลรักษาสายพันธุ์นี้ไว้ และที่พลาดไม่ได้ คือการเดินลอดอุโมงค์แสดงสัตว์น้ำที่น่าตื่นตาตื่นใจ

            ในวันนี้ทางศูนย์ฯ ยังคงทำงานวิจัยและถ่ายทอดโครงการต่าง ๆ ให้ชาวบ้านนำไปใช้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า คาดเดาได้หรือไม่ว่าทิศทางแห่งการเติบโตของป่าชายเลนเมืองจันท์จะไปถึงจุดไหน บางทีอาจเหมือนทางเดินศึกษาธรรมชาติฯ ที่เป็นวงรอบ และเราไม่ต้องย้อนรอยกลับทางเดิม ทางที่รู้แล้วว่าผิดพลาด แต่เลือกที่จะเดินต่อไปข้างหน้า พร้อมความมุ่งมั่นแรงกล้าตรงทางออก

            ศูนย์การศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน ที่ตั้ง : ตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เปิด : ทุกวัน เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ น. ข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ๐-๓๙๔๓-๓๒๑๖-๘ หรือ www.fisheries.go.th/cf-kung_krabaen

 

 

            ห้วยฮ่องไคร้ จากผืนดินร้างไร้กลับกลายมากประโยชน์

            ห้วยฮ่องไคร้ จากผืนดินที่แห้งแล้งและไร้ประโยชน์ ทว่าปัจจุบันภาพเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ ไม่เคยว่างเว้นจากคณะดูงานไม่ต่างจากที่อื่น

            ในอดีตลุ่มน้ำห้วยฮ่องไคร้ทั้งลุ่มเคยเป็นป่าเสื่อมโทรม เนื่องจากการลักลอบตัดไม้และไฟไหม้ป่า ดินถูกชะล้างเหลือแต่หิน กรวด ลูกรัง แม้เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านปศุสัตว์เรื่องการเลี้ยงโคนม เขาตอบพระองค์ว่าที่นี่มีแต่หิน คงเลี้ยงได้สองสามตัวเท่านั้น

            พระองค์ทรงบันทึกไว้ว่า “...เรื่องเดิม เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕ ไปตรวจเขื่อนห้วยฮ่องไคร้ตอนล่าง...ได้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญปศุสัตว์...เรื่องลู่ทางที่จะใช้บริเวณเหนือเขื่อนสำหรับการเลี้ยงโคนม เขาบอกว่า มีแต่หิน...”

            ๑๐ เดือนให้หลัง ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงขอใช้บริเวณลุ่มน้ำห้วยฮ่องไคร้ อำเภอดอยสะเก็ด เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาแห่งใหม่ พื้นที่ราว ๘,๕๐๐ ไร่ โดยมีพระราชประสงค์ให้เป็นศูนย์กลางในการศึกษา ทดลอง วิจัย เพื่อหารูปแบบของการพัฒนาด้านต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคเหนือ และเผยแพร่ให้กับชาวบ้านได้นำไปปฏิบัติด้วยตนเอง นำมาซึ่งแนวคิดหลักของศูนย์ฯ ที่ว่า “ต้นทางคือป่าไม้ ปลายทางคือประมง ระหว่างทางคือเกษตรกรรม”

            ศูนย์ฯ เริ่มลงมือฟื้นฟูป่าเป็นลำดับแรก ทรงมีพระราชดำริให้สร้างอ่างเก็บน้ำตามหุบดอยต่าง ๆ แล้วส่งน้ำนั้นโดยคลองไส้ไก่ กระจายออกตามคูคลองก้างปลา แล้วผืนดินเปลี่ยวร้างก็เริ่มคืนชีวิต ความชุ่มชื้นก่อเกิด ต้นไม้ให้ผลเก็บเกี่ยว

            ภายในศูนย์ฯ มีนิทรรศการในศาลาอเนกประสงค์ห้วยฮ่องไคร้ เพื่อรับรู้ถึงความเป็นมาของศูนย์ฯ จากนั้นจะมีฝ่ายศึกษาและพัฒนาป่าไม้ ฝ่ายศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าในพื้นที่ต้นน้ำ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ งานประมง ฝ่ายอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์กบ อาคารนิทรรศการ ปศุสัตว์และโคนม พัฒนาที่ดินเกษตรกรรมแบบประณีต ฝ่ายศึกษาและทดสอบการปลูกพืช ไม่นับรวมงานศึกษาและวิจัยอีกกว่า ๒๐๐ โครงการ

            ภาพที่ตราตรึงจากห้วยฮ่องไคร้อีกภาพคือฝูงนกยูงไทย ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่านกยูงไทยในธรรมชาติเหลืออยู่น้อยเต็มที สำหรับห้วยฮ่องไคร้ ดินแดนที่เคยทุรกันดาร แต่ทุกวันนี้กลับได้เห็นนกยูงไทยบินร่อนอยู่เหนืออ่างเก็บน้ำ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าลุ่มน้ำแห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งแล้ว

            ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ที่ตั้ง : ป่าขุนแม่กวง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เปิด : ทุกวัน เวลา ๐๘.๓๐-๑๖.๓๐ น. ข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ๐-๕๓๓๘-๙๒๒๘-๙, ๐-๕๓๒๔-๘๐๐๔ ในเวลาราชการ 

 

           

            พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ ๑ (ฝาง) พื้นที่แห่งการเรียนรู้ จากดอยฝิ่นสู่ดอยคำ

            ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรมีพระราชดำริให้จัดสร้างโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ ๑ (ฝาง) ที่บ้านยาง ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่งอนและดอยอ่างขางมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้ง แยม และน้ำผลไม้เข้มข้น ซึ่งต่อมาได้มีการจัดตั้งเป็นบริษัท โดยใช้ทะเบียนการค้า “ดอยคำ”

            ราวต้นเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ น้ำป่าจากเขาสูงได้ไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ทั่วบริเวณบ้านยาง บ้านเรือนพังเสียหาย พื้นที่เกษตรกรรมและโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ ๑ (ฝาง) ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของชุมชน ถูกทำลายจนหมดสิ้น แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้พระราชทานความช่วยเหลือโดยให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ดำเนินการฟื้นฟูโรงงานหลวงฯ ให้เป็น “พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ ๑ (ฝาง)” แหล่งเรียนรู้ด้านอุตสาหกรรมการเกษตรแปรรูป นับเป็นจุดเริ่มต้นของแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดหากมาถึงอำเภอฝาง

            อาจเพราะที่นี่มีความพิเศษ คือเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นที่ที่มีชีวิต (Living Site Museum) ประกอบไปด้วยอาคารพิพิธภัณฑ์ โรงงานหลวง และชุมชนบ้านยาง

            ด้านในพิพิธภัณฑ์มี ๓ หัวข้อหลัก ได้แก่ โครงการหลวง โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ ๑ (ฝาง) และบริษัทดอยคำ ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด โดยมีเจ้าหน้าที่นำชมด้วย

            ภายในห้อง “กำเนิดโครงการหลวง” มีภาพถ่ายเก่าแก่สมัยที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วภาคเหนือ และนี่เองคือที่มาของโครงการหลวง ส่วนห้อง “กำเนิดโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ ๑ (ฝาง) มีภาพถ่ายแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของโรงงานหลวงฯ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีรถโฟล์ก ซึ่งเป็นรถยนต์พระราชทานเมื่อแรกก่อตั้งโรงงานหลวงฯ มีเครื่องจักรของโรงงานหลวงฯ ที่ถูกน้ำป่าพัดถล่มมาจัดแสดงให้ชมด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีภาพถ่ายของบ้านยาง ชุมชนที่ผสมกลมกลืนกันอยู่ระหว่างชาวจีนยูนนาน ชาวไทยใหญ่ และชาวไทยภูเขา มีความหลากหลายในความเชื่อและการนับถือศาสนา มีทั้งคนที่นับถือพุทธ คริสต์ และอิสลาม ทว่าก็อยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็น ก่อนออกจากพิพิธภัณฑ์ยังมีเรื่องราวของบริษัทดอยคำฯ และผลิตภัณฑ์จากดอยคำให้แวะซื้อแวะชิมกันอีกด้วย

            การเที่ยวชมในส่วนต่อไปจะเข้าสู่พื้นที่ที่มีชีวิต นั่นคือชุมชนบ้านยาง เริ่มต้นด้วยการไปสักการะศาลเจ้าแม่กวนอิม แวะชมสถานีอนามัยเก่าแก่ ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานแก่ชาวบ้านยาง พิเศษสุดคือการได้เห็นบ้านดินของชาวจีนยูนนาน ซึ่งใช้อาศัยตั้งแต่เมื่อแรกอพยพมาอยู่ที่นี่ มีเหลือไม่กี่หลังแล้วในชุมชน ชาวบ้านบอกว่าบ้านดินนั้นอยู่สบายไม่ว่าฤดูไหน ฤดูร้อน ในบ้านจะเย็น ฤดูหนาว ในบ้านก็อบอุ่นเป็นสุข

            สำหรับคนที่ชอบชิมของกินพื้นถิ่น ลองถามหาขนมก้ามปูจากชาวบ้านยาง ในอดีตชาวจีนมุสลิมบ้านยางนิยมทำขนมมาแบ่งกันกินที่มัสยิด ครอบครัวของคุณป้าศิริวรรณเป็นครอบครัวหนึ่งที่คิดดัดแปลงขนมให้มีรูปร่างแตกต่างออกไป จากขนมกลม ๆ แบน ๆ ก็ทำให้มีลักษณะคล้ายขาปูแล้วเรียกว่า ขนมขาปู ปรากฏว่าเป็นที่ชอบใจ จึงตัดสินใจทำขาย พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็นขนมก้ามปู หากินได้ที่บ้านยางที่เดียว

            นอกจากจะได้รับรู้ถึงความเป็นมาของโครงการหลวงแล้ว พิพิธภัณฑ์ฯ แห่งนี้ยังทำให้เราอดที่จะซาบซึ้งไม่ได้ในสายพระเนตรอันยาวไกลของในหลวงรัชกาลที่ ๙ มิใช่เพียงส่งเสริมการปลูกพืชผักเมืองหนาว แต่ยังจัดการกับผลผลิตที่ได้อย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดกับประชาชนของพระองค์

            พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ ๑ (ฝาง) ที่ตั้ง : หมู่บ้านบ้านยาง ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เปิด : ทุกวัน เวลา ๐๘.๓๐-๑๖.๓๐ น. ข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ๐-๕๓๐๕-๑๐๑๙ หรือ www.facebook.com/firstroyalfactory

 

 

            ชั่งหัวมัน บ้านไร่ของในหลวงรัชกาลที่ ๙

            พื้นที่กว่า ๒๕๐ ไร่ในอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี มีทิวทัศน์โล่งกว้าง ทิวเขาสีเขียวสดเป็นฉากหลัง ฝูงวัวนมอารมณ์ดีสีดำ-ขาวเล็มหญ้าใกล้กังหันลม แปลงเกษตรกำลังให้ผลน่าชื่นใจ ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพเหล่านี้ชวนมองยิ่งนัก

            โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นบ้านไร่ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระองค์ทรงซื้อที่ดินผืนนี้ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และทรงแสดงชื่อเป็นเจ้าของที่ดินในนามเกษตรกรคนหนึ่ง

            จะว่าไปแล้วชื่อ “ชั่งหัวมัน” มีที่มาชวนอมยิ้มยิ่งนัก เล่ากันว่ามีชาวบ้านนำมันเทศมาทูลเกล้าฯ ถวายเมื่อครั้งที่พระองค์ประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล ทรงให้วางไว้บนตาชั่งแบบโบราณแต่ทรงลืมทิ้งไว้ หลังจากนั้นก็เสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ จนกระทั่งพระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับมาประทับอีกครั้ง ทรงพบว่ามันเทศบนตาชั่งเหล่านั้นมีใบงอกออกมา จึงโปรดเกล้าฯ ให้นำไปแยกใส่กระถางไว้ หลังจากนั้นเมื่อพระองค์ทรงซื้อที่ดินบริเวณบ้านหนองคอกไก่ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง ก็โปรดเกล้าฯ ให้นำมันเทศในกระถางมาปลูกในที่ดินผืนใหม่ มีคนกราบบังคมทูลขอพระราชทานชื่อโครงการ พระองค์ตรัสว่าชื่อ “ชั่งหัวมัน” ก็แล้วกัน

            การเข้าชมให้ทั่วบริเวณโครงการ ทำได้ด้วยการเลือกระหว่างนั่งรถรางที่มีวิทยากรบรรยาย หรือจะขี่จักรยานชมเอง ซึ่งไม่ว่าด้วยวิธีไหนต่างเห็นถึงความสุขสงบเรียบง่ายของบ้านไร่แห่งนี้ สะท้อนอยู่ในเรือนประทับที่ใช้ทรงงานและรถกระบะสีขาวคันเก่งที่ทรงใช้

            ความโดดเด่นอย่างหนึ่งของที่นี่ คือ ทุ่งกังหันลมและโซลาร์เซล ซึ่งใต้แผงโซลาร์เซลเป็นหลังคาให้ฝูงวัวนมได้อาศัยหลบแดดระหว่างเล็มหญ้าแพงโกลาอย่างเพลิดเพลิน วัวทั้งหมดที่เห็นเป็นตัวเมีย แต่จะมีตัวผู้อยู่เพียงตัวเดียว ในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระราชทานชื่อว่าคุณตุ่ม เจ้าหน้าที่เล่าว่าคุณตุ่มเป็นวัวน่ารักและเชื่องมาก ส่วนกระแสไฟฟ้าที่ได้นอกจากจะใช้ในโครงการฯ แล้ว ยังส่งขายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอีกด้วย

            นอกจากนี้ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติและส่วนจัดแสดงแบบจำลองทางภูมิศาสตร์ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง ๖ ศูนย์ ครั้นผ่านแปลงปลูกข้าวสายพันธุ์ต่าง ๆ สังเกตว่ารอบ ๆ มีต้นชะอมเรียงราย เพื่อเวลาข้าวตั้งท้อง จะตัดกิ่งชะอมส่งกลิ่นฉุนไม่ให้แมลงเข้ามารบกวนนั่นเอง เรายังได้เห็นแปลงปลูกพืชผักและไม้ผลหลากหลายละลานตา เช่น สับปะรดทั้งพันธุ์พื้นถิ่นและพันธุ์ปัตตาเวีย มะพร้าวน้ำหอม ชมพู่เพชรสายรุ้ง หน่อไม้ฝรั่ง แตงร้าน ฯลฯ สวนผักพื้นบ้าน แปลงเกษตรผสมผสาน โรงเพาะเห็ด โรงเพาะเลี้ยงไส้เดือน โรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ และแน่นอน แปลงปลูกมันเทศ ผลผลิตที่ได้จากแปลงเกษตรเหล่านี้นำไปใช้ในห้องเครื่องของพระตำหนักต่าง ๆ รวมทั้งวางจำหน่ายในร้านโกลเด้นเพลซทั้งแบบสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป

            ท้าย ๆ ของวันแดดเริ่มราแรง ทุ่งปอเทืองที่กำลังออกดอกเหลืองสดใสดูจะเรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด ณ บ้านไร่แห่งนี้ ช่างเรียบง่าย สมถะ เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติอย่างชาญฉลาด อาจสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกนับไม่ถ้วนที่หลงใหลในวิถีเกษตร กลับไปพลิกฟื้นผืนดินด้วยสองมือของเขาเอง

            โครงการชั่งหัวมัน ที่ตั้ง : บ้านหนองคอไก่ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เปิด : ทุกวัน เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๓๐ น. ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ ๒๐บาท นักเรียน นักศึกษาในเครื่องแบบ และเด็กเล็ก ๑๐ บาท โดยรวมค่ารถนำชมและมัคคุเทศก์ประจำรถ (ยกเว้นวันจันทร์ไม่มีรถบริการ) เส้นทางไปถึงค่อนข้างซับซ้อนควรติดต่อสอบถามล่วงหน้า โทร. ๐-๓๒๔๗-๒๗๐๐-๓ หรือ http://chmrp.weebly.com

 


            พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ตามรอยพระบาทกษัตริย์เกษตร

            ลืมภาพคร่ำครึของพิพิธภัณฑ์ในอดีตไปได้เลย ทุกส่วนของที่นี่ออกแบบอย่างสวยงามละมุนละไมราวกับแกลเลอรีจัดแสดงงานศิลปะล้ำค่า

            พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อตั้งขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงครองราชสมบัติครบ ๕๐ ปี ไม่ใช่แค่สถานที่จัดแสดงข้อมูล แต่ยังจัดกิจกรรมอย่างคึกคัก จัดเวิร์กช็อปน่าสนใจเป็นระยะ ตลอดจนเปิดอบรมด้านการเกษตรในหัวข้อหลากหลาย เพื่อให้ผู้สนใจด้านการเกษตรเข้าใจอย่างถ่องแท้ ทั้งยังมีพื้นที่ให้ทดลองจริงด้วย ภายในบริเวณจึงถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ในอาคารและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ซึ่งเป็นฐานเรียนรู้เพื่อทำการเกษตรจริง ๆ

            ส่วนของอาคารมีทั้งหมด ๙ อาคาร แต่ละอาคารจัดแสดงองค์ความรู้ด้านการเกษตรในแง่มุมต่าง ๆ โดยส่วนของนิทรรศการนั้นมี ๓ อาคาร ได้แก่ อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ ๓ เป็นพิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรมพืช จัดแสดงพันธุ์พืชจากหลายแหล่งทั่วประเทศไทย อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ ๔ เป็นพิพิธภัณฑ์ป่าดงพงไพร มีลูกเล่นอยู่ที่การนำเสนอป่ากลางวันและป่ากลางคืน โดยพาไปส่องสัตว์จำลองที่ทำออกมาได้เหมือนจริงมาก

            จุดเด่นอยู่ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ ๕ ซึ่งเป็นอาคารใหญ่ที่สุด เรียกว่า พิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา มีรูปแบบการนำเสนอน่าสนใจ ตกแต่งสวยงาม นำเสนอพระราชกรณียกิจและพระอัจฉริยภาพทางด้านการเกษตรของในหลวงรัชกาลที่ ๙ มีการนำพระราชดำรัสบางช่วงบางตอนมาติดไว้ตามมุมต่าง ๆ สะท้อนหลักการทำงานที่น่าขบคิดและนำไปประยุกต์ใช้ มีส่วนจัดแสดงภาพถ่ายพระบรมฉายาลักษณ์ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ รวมถึงห้องชมการ์ตูน ๓ มิติ

            ในแต่ละโซนล้วนวางธีมหลักที่นำเสนอและถ่ายทอดออกมาแตกต่างกันไป เช่น พระอัจฉริยภาพด้านการจัดการ “ดิน น้ำ ป่า คน” โครงการต่าง ๆ ของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นโครงการหลวง โครงการในพระราชดำริ หรือศูนย์ศึกษาการพัฒนาต่าง ๆ ทั้งหมดนี้คือพระเกียรติคุณด้านการเกษตรด้านเดียว ยังไม่นับรวมพระอัจฉริยภาพด้านอื่น ๆ ของพระองค์อีกมากมาย บริเวณชั้นสองก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โซนนี้จำลองสภาพความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมของคนไทย ซึ่งใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของการประดับตกแต่งอย่างน่าชื่นชม

            สำหรับพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ “นวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง” และ “เกษตรตามรอยพ่อ” มีแปลงสาธิตการทำนาอินทรีย์ การทำแปลงผัก การปลูกพืชสมุนไพร การเพาะเห็ด ไปจนถึงปศุสัตว์

            นอกจากนี้ทุกเย็นวันศุกร์และวันเสาร์ ผู้หลงใหลในวิถีเกษตรยังสามารถแวะมาเลือกซื้อผลิตผลทางการเกษตรได้ที่ “ตลาดนัด กิน อยู่ เรียนรู้ดี” Food and Learning Street บริเวณ MADO Pavilion ในพิพิธภัณฑ์ฯ

            พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ ที่ตั้ง : หลัก กม. ที่ ๔๖-๔๘ ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เปิด : วันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. หยุดวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ค่าเข้าชม : ชาวไทย เด็ก ๓๐ บาท ผู้ใหญ่ ๕๐ บาท, ชาวต่างชาติ เด็ก ๕๐ บาท ผู้ใหญ่ ๑๐๐ บาท ข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ๐-๒๕๒๙-๒๒๑๒-๓ หรือ www.wisdomking.or.th

 

 

            หออัครศิลปิน ณ ที่ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจและไฟฝัน

            แม้จะมีพระราชกรณียกิจมากล้นตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรยังทรงมีเวลาทุ่มเททำในสิ่งที่รักและสนใจ อีกทั้งทรงแบ่งปันมาให้ประชาชนได้ร่วมชื่นชมอยู่เสมอ

            พระราชสมัญญา “อัครศิลปิน” ซึ่งแปลว่า ผู้มีศิลปะอันเลอเลิศนั้น คนไทยจึงรู้แจ้งเห็นจริงมาตลอดว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระปรีชาสามารถในศิลปะอย่างหลากหลาย และเนื่องในโอกาสทรงครองราชย์เป็นปีที่ ๕๐ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติจึงได้สร้างหออัครศิลปินในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ เพื่อเทิดพระเกียรติองค์อัครศิลปิน ทั้งยังมีการนำเสนอพระปรีชาสามารถด้านศิลปะของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะวิศิษฏศิลปิน รวมถึงจัดแสดงประวัติและผลงานของศิลปินแห่งชาติสาขาต่าง ๆ อีกด้วย

            หออัครศิลปินเป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ ๓ ชั้น นอกจากห้องนิทรรศการวิศิษฏศิลปินแล้ว บริเวณชั้น ๒ และชั้นที่ ๓ คือห้องนิทรรศการอัครศิลปินที่น่าชมด้วยสื่อผสมทันสมัยน่าติดตาม

            เริ่มต้นที่บริเวณชั้น ๒ ตรงกลางห้องมีความโดดเด่นอยู่ที่บุษบก ซึ่งมีพระราชลัญจกรประจำพระองค์จำลองบนพานแว่นฟ้า เปรียบดังตัวแทนองค์อัครศิลปิน และยังมีเรื่องราวพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สะท้อนผ่านผลงานด้านจิตรกรรมที่ทรงสนพระราชหฤทัยมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์และทรงฝึกฝนด้วยพระองค์เอง เช่นเดียวกับการถ่ายภาพที่ทรงโปรดมาก ด้านหัตถกรรม ไม่เพียงโปรดกีฬาเรือใบ แต่ยังทรงต่อเรือใบประเภทต่าง ๆ ด้วยพระองค์เอง ด้านวรรณศิลป์ รวบรวมผลงานพระราชนิพนธ์และผลงานที่ทรงแปล ซึ่งก็มีเล่มที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักกันดีอย่างพระมหาชนกรวมอยู่ด้วย และด้านภูมิสถาปัตยกรรม ทรงประกอบพระราชภารกิจเกี่ยวกับโครงการสถาปัตยกรรมประเภทต่าง ๆ

            ส่วนชั้น ๓ จัดแสดงพระอัจฉริยภาพด้านคีตศิลป์ผ่านเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีทั้งสิ้น ๔๓ เพลง รวมไปถึงพระปรีชาสามารถในการทรงดนตรีก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน มีการนำเสนอบทเพลงพระราชนิพนธ์ในรูปแบบดนตรี ๓ มิติเป็นแห่งแรกของประเทศไทย

            นอกจากนั้นยังมีห้องนิทรรศการประวัติ ผลงานของศิลปินแห่งชาติ โดยแยกเป็นสาขาทัศนศิลป์-ภายในห้องมีรายชื่อ ลายเซ็น และผลงานที่ยอดเยี่ยมของศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ทุกคน ด้านสาขาวรรณศิลป์-มีการจัดแสดงนิทรรศการที่มีแผ่นป้าย พร้อมลายเซ็นของศิลปินแห่งชาติสาขานี้ทุกคน รวมถึงจัดแสดงเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานวรรณกรรม และมีห้องสมุดที่รวบรวมผลงานวรรณกรรมไว้ด้วย ส่วนสาขาศิลปะการแสดง-น่าสนใจยิ่งนักด้วยการจำลองบรรยากาศโรงละครและโรงภาพยนตร์ ๓ มิติ ความจุ ๒๐ ที่นั่ง สำหรับฉายภาพยนตร์และผลงานของศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง มีห้องคาราโอเกะสำหรับฝึกร้องเพลงยอดนิยมของศิลปิน ทั้งยังมีเวทีการแสดงประกอบแสง-เสียง สำหรับใช้ในการถ่ายทอดภูมิปัญญาของศิลปินที่น่าตื่นตาตื่นใจ

            เรื่องราวหลากแง่มุมในหออัครศิลปินอาจทำให้ใครสักคนกลับออกไปพร้อมแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ก็เป็นได้

            หออัครศิลปิน ที่ตั้ง : ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เปิด: วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๓๐ น. เว้นวันหยุดราชการ ข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ๐-๒๙๘๖-๕๐๒๐-๔ หรือ www.facebook.com/artist.hall

 

            คลองลัดโพธิ์ ความลับของทางลัด

            คลองลัดโพธิ์เป็นคลองลัดแนวเหนือ-ใต้ของคุ้งน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหมู่ ๙ ตำบลทรงคะนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ กล่าวกันว่าเป็นคลองที่มีมาตั้งแต่โบราณ แต่ถูกปิดไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกเข้าถึงพระนครอย่างรวดเร็ว ต้องเลี้ยวอ้อมไปตามแม่น้ำเจ้าพระยารอบเกาะบางกระเจ้าเสียก่อน แม้มีสภาพตื้นเขิน ทว่าหากมีการปรับปรุงคลองลัดโพธิ์ ก็จะช่วยให้แม่น้ำเจ้าพระยาไหลลัดลงทะเลเร็วขึ้น

            พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงตระหนักถึงความจริงในเรื่องนี้ ทรงมีพระราชดำรัสถึงคลองลัดโพธิ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ว่าเป็นสถานที่ตัวอย่างของการบริหารจัดการน้ำที่ต้องการความรู้เรื่องเกี่ยวกับเวลาน้ำขึ้น-น้ำลง หากบริหารจัดการให้ถูกต้องจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ ต่อมาจึงทรงมีพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปรับปรุงขุดลอกคลองลัดโพธิ์ พร้อมก่อสร้างอาคารประกอบในคลองลัดโพธิ์ตามความเหมาะสม หลังจากนั้นไม่นาน “โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์” อันเนื่องมาจากพระราชดำริก็เกิดขึ้น โดยยึดหลักการเบี่ยงน้ำ ภายใต้การดูแลของกรมชลประทาน กรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.)

            การปรับปรุงคลองลัดโพธิ์บริเวณคุ้งน้ำช่วงที่ไหลผ่านตำบลบางกระเจ้าดำเนินไปตามพระราชดำริ จากเดิมที่มีสภาพตื้นเขินก็สามารถรองรับปริมาณน้ำได้มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นทางลัดของน้ำให้ไหลลงสู่ทะเลได้สะดวกรวดเร็ว ทั้งนี้ช่วยลดระยะทางการไหลของแม่น้ำเจ้าพระยาจาก ๑๘ กิโลเมตร เหลือเพียง ๖๐๐ เมตร และลดเวลาการเดินทางของน้ำจาก ๕ ชั่วโมง เหลือเพียง ๑๐ นาทีเท่านั้น จึงสามารถลดผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ตั้งอยู่ใกล้กับสะพานภูมิพล ๑ ภูมิพล ๒ มีทางเดินชมวิวเลียบคลองลัดโพธิ์ยาวขนานกันไปด้วย ประตูแต่ละช่องติดตั้งบานระบายน้ำทั้งหมด ๔ ช่อง กว้างช่องละ ๑๔ เมตร ในช่วงฤดูแล้งจะปิดบานระบายน้ำตลอดฤดู ส่วนในช่วงน้ำหลากจะปิดบานประตูเมื่อน้ำทะเลกำลังขึ้น และเปิดบานประตูช่วงที่น้ำทะเลกำลังลง ประตูระบายน้ำเหล่านี้ยังมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ ได้กำลังไฟฟ้าสูงสุดที่ ๕.๗๔ กิโลวัตต์ ต่อวัน สูงกว่าที่ได้วิเคราะห์และคำนวณออกแบบไว้

            จุดน่าสนใจอีกจุดหนึ่งคือสะพานข้ามคลองลัดโพธิ์ เพราะเห็นทิวทัศน์ในมุมกว้าง หากหันหน้าไปทางทิศเหนือจะเห็นประตูระบายน้ำทั้งห้ากับสะพานภูมิพลมุ่งหน้าไปยังถนนพระราม ๓ ขวามือคือฝั่งบางกระเจ้า หากหันกลับไปทางทิศใต้จะเห็นสะพานทอดยาวไปยังถนนปู่เจ้าสมิงพราย ฝั่งซ้ายคือบางกระเจ้า

            คลองลัดโพธิ์นอกจากจะช่วยป้องกันน้ำท่วมแล้ว ทุกวันนี้ละแวกใกล้เคียงยังกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดสมุทรปราการ ไม่ว่าจะเป็นสวนสุขภาพลัดโพธิ์ สวนสาธารณะริมคลองลัดโพธิ์ ตั้งอยู่ใต้สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม พื้นที่สีเขียวแสนร่มรื่นแห่งนี้ มีเส้นสายอลังการของสะพานขนาดใหญ่อยู่ด้านบน แม้จะดูย้อนแย้งกันในที แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่นี่เป็นหมุดหมายยามเย็นน่าประทับใจของคนในชุมชนบางกระเจ้าและใกล้เคียง ที่จะมาหย่อนใจและออกกำลังกาย รวมถึงนักท่องเที่ยว นักจักรยาน ก็ไม่พลาดที่จะแวะมาชมแสงสีก่อนดวงอาทิตย์ตก

            ภายในสวนสุขภาพลัดโพธิ์มีอาคารพิพิธภัณฑ์โครงการวงแหวนอุตสาหกรรม จัดแสดงนิทรรศการ ๓ ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ ๑ โครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ส่วนที่ ๒ จัดแสดงประวัติและประเพณีวัฒนธรรมของชาวมอญ และส่วนที่ ๓ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับงานก่อสร้างโครงการถนนวงแหวนอุตสาหกรรม ข้อมูลสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตลอดจนข้อมูลด้านวิศวกรรมของสะพาน ใกล้เคียงกับคลองลัดโพธิ์ก็ยังมีชุมชนบางกระเจ้าและตลาดน้ำบางน้ำผึ้งที่โด่งดัง

            เย็นย่ำบางคนยังอ้อยอิ่งอยู่กับแสงสุดท้ายของวันที่สวนสุขภาพลัดโพธิ์ ลมแม่น้ำโชยฉิวเย็นชื่น สะพานภูมิพลเรืองรองในความมืด ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ยังยืนเด่น แม้ในวันที่ดวงอาทิตย์ลับแล้ว แต่แสงสว่างมิได้หาย กลับอยู่ในใจชั่วนิรันดร์

            โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ที่ตั้ง : หมู่ ๙ ตำบลทรงคะนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เปิด : ทุกวัน เวลา ๐๖.๐๐-๒๐.๐๐ น. ข้อมูลเพิ่มเติม : สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โทร. ๐-๒๒๔๔-๗๗๕๐-๖ ในเวลาราชการ 

 

            เรื่อง : กุลธิดา สืบหล้า