ทศพิธราชธรรม ของ “พระธรรมราชา”

     

      หนึ่งในทศพิศราชธรรมที่ประจักษ์ชัดที่สุดของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรก็คือข้อที่เรียกกันว่า มัทวะ หมายถึงความอ่อนโยนและอ่อนน้อมถ่อมตน

      ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล ผู้ถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ได้กล่าวถึงเรื่องความสุภาพอ่อนโยนกับความอ่อนน้อมถ่อมตนว่าเป็นเรื่องที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ จะทรงกำชับและสั่งสอนอยู่เสมอถึงแม้ว่าพระองค์ทรงเป็นประมุขของประเทศที่อยู่สูงสุด แต่เวลาเสด็จเยี่ยมราษฎรนั้นจะเห็นความอ่อนน้อมถ่อมพระองค์ตลอดเวลา เช่น ทรงรับสั่งกับประชาชนและเจ้าหน้าที่ด้วยความเมตตาทรงคุกเข่าหรือนั่งประทับพับเพียบอยู่กับพื้นดิน และทรงสนทนากับประชาชนโดยไม่ถือพระองค์แม้แต่น้อย 

      ดร. สุเมธเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงปฏิบัติพระองค์ให้พวกเราเห็นอยู่ตลอดเวลาที่มีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรนับเป็นชั่วโมง ๆ อย่างใกล้ชิดและทรงถือขนบธรรมเนียมไทยที่จะไม่ยืนค้ำผู้เฒ่าผู้แก่ โดยประทับลงรับสั่งกับราษฎร แม้ว่าเป็นตอนเที่ยงที่แดดร้อนเปรี้ยงอยู่ก็ตาม 

      ตามคำบอกเล่าของผู้ที่ได้ถวายงานใกล้ชิดกล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มักทรงรับสั่งเป็นการเฉพาะไม่ให้มีการกีดกันในเวลาที่ราษฎรเข้าเฝ้าฯ จึงได้ทรงไต่ถามทุกข์สุขและรวมทั้งการทำมาหากินของราษฎรได้อย่างใกล้ชิด 

      ทศพิธราชธรรมในข้อที่เรียกว่า มัทวะ หรือความสุภาพอ่อนโยนจะหาไหนเท่าพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ไม่ได้แล้ว ดังจะเห็นได้จากภาพประวัติศาสตร์ที่ทรงโน้มพระองค์ไปรับดอกบัวกับหญิงชราคนหนึ่งที่จังหวัดนครพนมเมื่อกว่า ๖๐ ปีก่อน 

      ภาพนั้นนับเป็นภาพที่ประจักษ์กันทั่วไปในพระราชจริยวัตรที่อ่อนโยนมีเมตตาและมีไมตรียิ่งต่อเหล่าพสกนิกร พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงตั้งมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรมตลอดมาอย่างแท้จริง 

 

     คำว่า ทศพิธราชธรรม หมายถึง ธรรม ๑๐ ประการที่พระเจ้าแผ่นดินทรงประพฤติเป็นหลังธรรมประจำพระองค์เป็นคุณธรรมของพระมหากษัตริย์หรือของผู้ปกครองบ้านเมืองมี ๑๐ อย่าง คือ ทาน ศีล บริจาค อาชวะ มัทวะ ตบะ อักโกธะ อวิหิงสา ขันติ อวิโรธนะ 

     นักปราชญ์ว่าตามปกติพระมหากษัตริย์ไทยในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชนั้น แม้ว่าจะอยู่เหนือกฎหมายแต่ส่วนใหญ่ก็อยู่ในกรอบแห่งราชธรรมทั้ง ๑๐ ประการนี้ ทั้งนี้เพื่อเป็น “พระธรรมราชา” ตามหลักพุทธศาสนา 

     ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้กล่าวถึงความเป็นมาของทศพิธราชธรรมหรือว่าหลักธรรม ๑๐ ประการนี้ว่ามาจากตำราธรรมศาสตร์ ที่อาศัยหลักธรรมจากศาสนาพุทธในการกำหนด อำนาจ และการปฏิบัติตนของพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีมานานแล้ว แต่สมัยสุโขทัยจนสมัยอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ ถึงแม้ว่าในสมัยอยุธยาจะรับเอาลักธิเทวราชมาจากเขมรที่ว่าพระมหากษัตริย์คือเทพเจ้าองค์หนึ่ง แต่ก็ต้องทรงปฏิบัติพระองค์อยู่ใต้กฎหมายของธรรมศาสตร์นี้ทั้งที่เป็นเทวราช 

     นั่นก็คือหน้าที่ที่พระมหากษัตริย์ต้องถือเอาความสุขของราษฎรเป็นใหญ่เหนือสิ่งใดทั้งสิ้น 

     “พระธรรมราชา” ในคติของศาสนาพุทธตามที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ปราโมช ได้กล่าวถึงไว้ก็คือ พระราชาหรือพระมหากษัตริย์ต้องถือเอาความสุขของราษฎรเป็นใหญ่ และต้องทรงปฏิบัติธรรม ปฏิบัติพระองค์ถูกต้องตามธรรมทั้งปวงให้เป็นตัวอย่าง ตลอดจนต้องทรงชักนําให้ผู้อื่นอยู่ในธรรมนั้นด้วย 

      พระมหากษัตริย์จะต้องอยู่ในธรรมด้วยพระองค์เอง จะต้องเป็นผู้รักษาธรรม แล้วเป็นผู้สอนธรรมให้แก่ผู้อื่น รวมทั้งจะต้องใช้พระราชอํานาจนั้นปกป้องผู้ประพฤติธรรม ส่วนพระราชอํานาจอันล้นพ้นที่มีอยู่ก็ถูกจํากัดอยู่ด้วยธรรมนั่นเอง 

     ม.ร.ว. คึกฤทธิ์บอกว่า หลักธรรมศาสตร์ทําให้พระมหากษัตริย์หรือพระเจ้าแผ่นดินไทยไม่หลุดไปจากราษฎรคือ ไม่อยู่ห่างไกลราษฎร แต่อยู่ในฐานะใกล้ชิดและรู้ทุกข์สุขของราษฎรเป็นสําคัญอยู่เสมอ 

     ทศพิธราชธรรมก็คือรายละเอียดที่ปรากฏอยู่ในพระธรรมศาสตร์ที่หมายถึงธรรม ๑๐ ข้อที่พระมหากษัตริย์จะต้องทรงปฏิบัติ 

     ทศพิธราชธรรมตามที่ได้มีการอธิบายกันไว้สรุปได้ดังนี้

     ๑. ทาน หมายถึง การให้การแบ่งปัน การเอื้อเฟื้อ ทั้งทางกายและใจตลอดจนถึงการบําเพ็ญสาธารณประโยชน์ เสียสละ สงเคราะห์ อนุเคราะห์ประชาราษฎรทั่วไป 

     ๒. ศีล หมายถึง ความประพฤติดีงาม เป็นสุจริตธรรมมีความสงบร่มเย็น สํารวมกาย วาจาใจ จนเป็นที่เคารพนับถือของประชาราษฎร์ 

     ๓. บริจาคหรือปริจาคะ หมายถึง การเสียสละความสุข ความสําราญส่วนตัว เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ราษฎร หรือ เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

     ๔. อาชวะ หมายถึง ความซื่อตรง ความมุ่งมั่นตั้งใจจริง

     ๕. มัทวะ หมายถึง ความอ่อนโยน ความสุภาพ และ มีอัธยาศัยนุ่มนวล ไม่ถือตัว ตลอดจนหมายถึง ความสง่างาม และ ท่วงทีอันเป็นทั้งที่รักและยำเกรง

     . ตบะ หมายถึง ความเพียร การข่มใจ และความทรงเดช อันเป็นที่มาของพระบรมเดชานุภาพ

     ๗. อักโกธะ หมายถึง ความไม่โกรธ ไม่ลุแก่อํานาจ หรือว่า มีความเมตตาเป็นธรรมประจําใจอยู่เสมอ

     . อวิหิงสา หมายถึง ความไม่เบียดเบียนกดขี่ ไม่หลง ระเริงในอํานาจจนขาดความกรุณา

     ๙. ขันติ หมายถึง ความอดทน อดกลั้น ทนต่อการงานที่ ตรากตรําไม่ท้อถอย ไม่ยอมหมดกําลังใจ และไม่ละทิ้งการงานที่เป็นการบําเพ็ญโดยชอบธรรม

     ๑๐. อวิโรธนะ หมายถึง การยึดมั่นในธรรม สรุปหมายถึง การยึดเอาความเที่ยงธรรม ความถูกต้องเป็นที่ตั้ง เป็นต้น 

     ทั้ง ๑๐ ข้อนี้จะเห็นว่าไม่มีข้อใดเลยที่จะไม่ปรากฏอยู่ใน พระราชจริยวัตรและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรตลอดระยะรัชกาลอันยาวนานนับ ๗๐ ปี 

 

     พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงตั้งพระราชปณิธานปรากฏในพระปฐมบรมราชโองการว่าเราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่ง มหาชนชาวสยามนับแต่บัดนั้นก็ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยึดมั่นอยู่ในธรรมเป็นอย่างยิ่ง ทรงใช้ธรรมทางศาสนาเป็นอํานาจและครองใจราษฎร ผู้ซึ่งเป็นพสกนิกรของพระองค์มาตลอดพระชนม์ชีพ 

     คําว่า ทานในทศพิธราชธรรมอันหมายถึง การให้การแบ่งปันการเอื้อเฟื้อ ก็นับเป็นอีกข้อหนึ่งซึ่งปรากฏอยู่มากมายอย่างสุดที่จะพรรณนาในองค์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 

     ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงทานแก่ราษฎรไม่เพียงแต่ด้านทรัพย์ วัตถุ สิ่งของ แต่ยังทรงให้ธรรม ทรงให้ปัญญาอันเป็นธรรมทานแก่ราษฎรทั้งปวงด้วยอย่างมากมายยิ่งกว่า อย่างเช่น พระราชทานพระบรมราโชวาท พระราชดํารัสตรัสสอนและทรงให้ข้อแนะนําทั้งทางโลกและทางธรรม ซึ่งทรงคุณค่ายิ่งกว่าอาหาร เสื้อผ้า และวัตถุใด ๆ ดังพระราชดํารัสเรื่องเสรีภาพที่มีความตอนหนึ่งว่า 

     “การมีเสรีภาพนั้นเป็นของดีอย่างยิ่ง แต่เมื่อจะใช้จําเป็น ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและความรับผิดชอบมิให้ล่วงละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นที่เขามีอยู่เท่าเทียมกัน ทั้งมิให้กระทบกระเทือนถึงสวัสดิภาพและความเป็นปกติสุขของส่วนรวมด้วย มิฉะนั้นจะทําให้มีความยุ่งยาก จะทําให้สังคมและชาติประเทศต้องแตกสลาย...” 

     นี่นับว่าเป็นการให้ความเห็นที่ถูกต้องเป็นสัมมาทิฐิ และ นับเป็นทานบารมีอันยิ่งใหญ่ในข้อของทศพิธราชธรรม 

     หลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเริ่มพระราชกรณียกิจด้วยการเสด็จพระราชดําเนินเยี่ยมราษฎร ในพระราชอาณาเขตเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ภาคกลางในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ตลอดเรื่อยไปจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ครบทั่วทุกภาคทั้งอีสาน เหนือ ใต้ ตะวันตก-ออก ทั้งด้วยขบวนรถยนต์ รถไฟพระที่นั่ง และโดยที่มีราษฎรมาคอยเฝ้ารับเสด็จอยู่อย่างเนืองแน่นไปในทุกแหล่งแห่งที่ ไม่ว่าจะเป็นในเมืองใหญ่ เมืองน้อย หรือว่าตามป่าเขาในท้องถิ่นทุรกันดารก็ตาม 

 

     เมื่อได้ทรงแลเห็นถึงทุกข์สุขของราษฎรที่มาเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิดด้วยความจงรักภักดี นี่จึงเป็นที่มาของพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะทรงงานเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้แก่ราษฎรทั้งปวง 

     โครงการต่าง ๆ มากกว่า ๔,๐๐๐ โครงการได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถัดจากนั้นมาพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรได้ทรงสร้างความผูกพันระหว่างประชาชนกับพระมหากษัตริย์อย่างต่อเนื่องมาตลอดโดยไม่เคยหยุดชะงักและโดยมิยอมย่อท้อ 

     โครงการต่าง ๆ มากมายเหล่านี้ไม่ว่าจะมีชื่อเรียกเป็นอย่างไร โครงการหลวงหรือโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ หรือ โครงการส่วนพระองค์ และไม่ว่าจะเป็นงานทางด้านการสาธารณสุข

     การศึกษา การเกษตร ตลอดจนถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วม ฝนแล้ง และการจราจร อีกทั้งโครงการการสังคมสงเคราะห์ และมูลนิธิอื่น ๆ นั้น เป็นที่รู้กันดีว่าแต่ละโครงการ แต่ละงาน ล้วนต้องมีขั้นตอน และ มีรายละเอียดต่าง ๆ ในการดําเนินงานมาก ที่ยิ่งกว่าสิ่งใดจะต้องใช้เวลาความอดทนและรอบคอบ เพราะแต่ละโครงการจะต้อง ใช้ระยะเวลาเป็นนานปีกว่าจะเห็นผล 

     ทศพิธราชธรรมในข้อตบะกับขันติ คือความเพียรกับความอดทนของในหลวงรัชกาลที่ ๙ จึงต้องนับว่าสูงส่งมาก สอดคล้อง กับความเพียรที่ปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก ดังความตอนหนึ่งว่า 

     ดูก่อนเทวดา เราไตร่ตรองเห็นปฏิปทาแห่งโลก และอานิสงส์ แห่งความเพียร เพราะฉะนั้นถึงจะมองไม่เห็นฝั่ง เราก็ต้องพยายาม ว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร” 

     พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงเป็นผู้สูงส่งด้วยวิริยะความเพียรจึงเป็นที่มาของพระบรมเดชานุภาพอันหาที่สุดไม่ได้ดังเป็นที่ประจักษ์อยู่ 

     คําว่า ศีล ก็เป็นอีกข้อหนึ่งในทศพิธราชธรรม ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงหมดจดงดงามและสูงส่งด้วยศีลยิ่งนัก 

     พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงเป็นพุทธมามกะที่งดงามด้วยศีล และมีพระราชศรัทธาเป็นอย่างยิ่งดังเป็นที่ทราบว่าในระหว่างที่พระองค์ทรงผนวชและประทับอยู่ที่วัดบวรนิเวศในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ รวมเวลาทั้งสิ้น ๑๕ วันนั้น พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงศีลและทรงปฏิบัติพระราชภารกิจ เช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลายอย่างเคร่งครัด 

     สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชเจ้าผู้ล่วงลับไปแล้ว ได้ทรงกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรไว้ว่า ในขณะทรงผนวชทรงปฏิบัติพระองค์ยึดมั่นอยู่ในคุณธรรมของพระพุทธศาสนา มีราชธรรม ทรงศึกษาพระพุทธศาสนา และทรงนําไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ทั้งทรงบําเพ็ญพระราชกุศลเป็นการส่วนพระองค์ในโอกาสต่าง ๆ และบํารุงพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นจํานวนมากมิได้ขาด 

 

     เป็นที่ทราบกันดีว่าพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงตรากตรําทํางาน อุทิศทั้งพระวรกายและพระสติปัญญาเพื่อราษฎร โดยมิได้ว่างเว้น และไม่มีวันหยุดตลอดจนพระชนม์ชีพ ตรงตามหลัก บริจาคหรือปริจาคะ การเสียสละ ทรงยึดถือความซื่อตรง คือ อาชวะกับอักโกระ และอวิหิงสา คือทรงมีพระเมตตาและพระกรุณาต่อทั้งผู้คนและสัตว์นับตั้งแต่ช้างป่าลงมาจนถึงสุนัขจรจัดดังที่เห็น 

     ส่วนอวิโรธนะหรือว่าการใช้หลักความเที่ยงธรรมนั้นเห็นได้จากที่ทรงแก้ปัญหาให้กับวิกฤตชาติในโมงยามที่มืดมนให้ลุล่วงไปด้วยดี ดังเช่น เหตุการณ์วันมหาวิปโยค กับเหตุการณ์วันพฤษภาทมิฬ เป็นต้น 

     จึงว่าไม่มีข้อไหนในทศพิธราชธรรมที่จะไม่ปรากฏอยู่ในพระราชจริยวัตร และพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ดังที่ได้กล่าวมา 

     พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาล ที่ ๙ คือพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระคุณอันประเสริฐ และเป็น พระธรรมราชาอย่างแท้จริง

 

เรื่อง : อัศศิริ ธรรมโชติ