อัคราภิรักษศิลปินแห่งศิลปาชีพ

“เอกองค์อัคราภิรักษ์                      ผู้พิทักษ์ศิลปะไทย
เลื่องชื่อระบือไกล                              ชาวโลกได้ประจักษ์จินต์
พระองค์ทรงสร้างสาน                         มวลผลงานหัตถศิลป์
ทั่วแคว้นแดนแผ่นดิน                        จากพื้นถิ่นทั่วผืนไทย
ให้เป็นสมบัติชาติ                            ที่สามารถภาคภูมิใจ
มรดกอันยิ่งใหญ่                         สืบทอดไปชั่วกาลนาน”

 

                                                                                                ประพันธ์โดย นายประภัสสร เสวิกุล
                                                                        ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช ๒๕๕๔

 

            หัตถศิลป์ประจำชาติอันล้ำค่าของแต่ละภูมิภาค ยังคงเชิดชูศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทยให้ผู้คนทั้งโลกได้ชื่นชม ก็ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกลของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงตระหนักในคุณค่าความงดงามของงานหัตถศิลป์ไทย ทรงทำนุบำรุง ฟื้นฟูงานศิลปะที่แทบจะสูญสิ้นให้กลับมาสร้างคุณค่าให้แก่ชาวไทยทั้งปวง อนุรักษ์ไว้เป็นสมบัติศิลป์แห่งแผ่นดิน และสร้างอาชีพให้กับชาวไทย ดังคำว่า “ศิลปาชีพ”

            เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๕ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู รักษา สร้างสรรค์ ส่งเสริม สืบทอด และพัฒนามรดกทางศิลปะของแผ่นดินให้เจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อันเป็นประโยชน์ยิ่งต่อพสกนิกรชาวไทยและชาติบ้านเมือง คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้มีมติถวายพระราชสมัญญา “อัคราภิรักษศิลปิน” อันมีความหมายว่า “ศิลปินยิ่งใหญ่ผู้ปกปักรักษางานศิลปะ” ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ณ วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๕

 

กำเนิดศิลปาชีพ

            ...ทุกครั้งที่เมืองไทยเกิดน้ำท่วมหรือเกิดภัยพิบัติ...ข้าพเจ้าได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนำของพระราชทานไปช่วยเหลือราษฎร มักจะทรงเห็นเครื่องอุปโภคบริโภคแล้วก็ทรงรับสั่งกับข้าพเจ้าว่า การช่วยเหลือแบบนี้เป็นการช่วยเฉพาะหน้า ซึ่งช่วยเขาไม่ได้จริง ๆ ไม่พอเพียง ทรงคิดว่าทำอย่างไรจึงจะช่วยเหลือชาวบ้านเป็นระยะยาว คือทำให้เขามีหวังที่อยู่ดีกินดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงเริ่มคิดหาอาชีพเสริมให้แก่ครอบครัวชาวนา ชาวไร่ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหาแหล่งน้ำให้การทำไร่ทำนาของเขาเป็นผลต่อประเทศชาติบ้านเมือง ทรงพระราชดำเนินไปดูตามไร่ของเขา ทรงคิดว่านี่เป็นกำลังใจ และที่ทรงให้ข้าพเจ้าดูแลครอบครัว ก็เลยเป็นที่เกิดของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ..."

(พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๔ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา)

            สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรทั่วทุกภาคของประเทศนับเป็นเวลาหลายสิบปี ได้ทอดพระเนตรเห็นความเป็นอยู่ของราษฎร และทรงพบว่าราษฎรส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเกษตรกรต้องประสบภัยธรรมชาติต่าง ๆ ทำให้การประกอบอาชีพไม่ได้ผลเท่าที่ควร ราษฎรเหล่านั้นส่วนใหญ่มีฐานะยากจน จึงทรงมีพระราชดำริที่จะหาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มพูนรายได้ และใช้เวลาว่างจากฤดูเพาะปลูกให้เกิดประโยชน์ โดยไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานและทิ้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตนเข้ามาทำงานในเมือง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา เหนืออื่นใดยังเป็นการสืบสานและฟื้นฟูงานหัตถกรรมแบบไทยโบราณซึ่งกำลังจะเสื่อมสูญไปตามกาลเวลาให้กลับมาแพร่หลาย

            ด้วยพระองค์ทรงพบว่าชาวไทยนั้นมีความเป็นเลิศในงานฝีมือ เพียงนำเขาเหล่านั้นมาเจียระไนก็จะกลายเป็นเพชรเม็ดงามส่องแสงระยิบระยับ

            “ข้าพเจ้านั้นภูมิใจเสมอมาว่า คนไทยมีสายเลือดของช่างฝีมืออยู่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวนา หรืออาชีพใด อยู่สารทิศใด คนไทยมีความละเอียดอ่อนและฉับไวต่อการรับศิลปะทุกชนิด ขอเพียงแต่ให้เขาได้มีโอกาสฝึกฝน เขาก็จะแสดงความสามารถออกมาให้เห็น

(พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๒ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา)

            พระราชกรณียกิจแรกทางด้านการส่งเสริมอาชีพหัตถกรรมแก่ราษฎรเริ่มขึ้นเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๐๘ ระหว่างประทับที่วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรที่หมู่บ้านเขาเต่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้ทรงชักชวนให้หญิงชาวบ้านหัดทอผ้าฝ้ายขาย โดยโปรดเกล้าฯ ให้จัดหาครูทอผ้าจากจังหวัดราชบุรีมาสอน

            ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๓ ขณะโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมราชบพิตร ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรหลังเกิดอุทกภัยที่จังหวัดนครพนม ทรงสังเกตว่าหญิงชาวบ้านที่มาเฝ้ารอรับเสด็จแทบทุกคนนุ่งซิ่นไหมซึ่งมีความสวยงามต่างกัน พระองค์ทอดพระเนตรผ้าไหมเหล่านั้นด้วยความสนพระราชหฤทัยยิ่ง ทรงมีพระราชดำรัสแก่หญิงเหล่านั้นให้สืบสานการทอผ้าไว้ ทรงสนับสนุนด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ทรงรับเด็กยากจนและการศึกษาน้อยเข้ามาเป็นนักเรียนศิลปาชีพโดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาก่อน แล้วจัดหาครูช่างฝีมือแขนงต่าง ๆ มาสอนงานหัตถกรรมแทบทุกประเภทในสวนจิตรลดา นับเป็นก้าวแรกของโครงการศิลปาชีพ และจัดตั้ง “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๑๙ โดยมีการจัดตั้ง “โรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดา” ใน พ.ศ. ๒๕๒๑ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางงานศิลปาชีพ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ รัฐบาลได้จัดตั้งเป็นกองศิลปาชีพขึ้นในสำนักราชเลขาธิการ เพื่อสนับสนุนงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ งานศิลปาชีพได้ขยายไปทั่วทุกภูมิภาค

            สำหรับโรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดาได้ยกสถานะขึ้นเป็น “สถาบันสิริกิติ์” เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๓ พัฒนางานหัตถกรรมชาวบ้านสู่งานประณีตศิลป์ขั้นสูงดั่งช่างหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 

จักเป็นเส้นแล้วสานเป็นงานศิลป์

            งานจักสานเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่อยู่ในวิถีชีวิตของชาวไทยในทั่วทุกภูมิภาค เพื่อเป็นเครื่องใช้ไม้สอย และเครื่องตกแต่งบ้านเรือน โดยใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น อาทิ ไม้ไผ่ หวาย ย่านลิเภา กก กระจูด ใบตาล ใบลาน ใบมะพร้าว ก้านมะพร้าว และผักตบชวา เป็นต้น มีรูปแบบและลวดลายเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันตามแต่วัสดุและรสนิยมในความงามของผู้คนแต่ละท้องที่

            สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงห่วงใยว่างานหัตถศิลป์อันเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านเหล่านี้จะเสื่อมสูญ จึงทรงมีพระราชดำริให้ส่งเสริมงานจักสาน รักษารูปแบบและลวดลายดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นไว้ ด้วยการจัดหาครูช่างฝีมือมาสอนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีรูปแบบและคุณภาพที่ดีขึ้น

            โครงการจักสานป่านศรนารายณ์ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ นับเป็นก้าวแรกของการส่งเสริมงานจักสานอย่างจริงจัง พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้นำป่านศรนารายณ์ซึ่งเป็นวัชพืชที่ไม่เกิดประโยชน์ในท้องที่หุบกะพง จังหวัดเพชรบุรี มาประดิษฐ์เป็นสินค้าหัตถกรรมต่าง ๆ เช่น กระเป๋าถือ หมวก พัด รองเท้าแตะ และของใช้อื่น ๆ เพื่อให้กลุ่มแม่บ้านมีรายได้เพิ่มเติม

            ย่านลิเภา กล่องย่านลิเภาของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งมีอายุกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว แต่ยังมีสภาพสมบูรณ์ ทำให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงสนพระราชหฤทัยในความคงทนของย่านลิเภาและความละเอียดประณีตของฝีมือช่าง จึงมีพระราชดำริให้อนุรักษ์ฟื้นฟูงานจักสานย่านลิเภา อันเป็นงานหัตถศิลป์ของชาวนครศรีธรรมราชมาแต่อดีตที่กำลังจะสูญหายไปตามกาลเวลาให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

            เมื่อพระองค์โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ทอดพระเนตรเห็นต้นย่านลิเภาขึ้นอยู่ทั่วไปในป่าจังหวัดนราธิวาส จึงมีพระราชดำริให้ตั้งกลุ่มจักสานย่านลิเภาที่จังหวัดนี้เป็นแห่งแรก และทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดหาครูจากนครศรีธรรมราชมาเป็นผู้สอน ทรงส่งเสริมและฟื้นฟูงานจักสานย่านลิเภาให้มีความประณีตและพัฒนาให้มีรูปแบบที่งดงามยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังทรงส่งเสริมให้ราษฎรปลูกย่านลิเภาคืนให้แก่ธรรมชาติ เพื่อให้ท้องถิ่นมีทรัพยากรเป็นวัตถุดิบไว้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

            จักสานเส้นไม้ไผ่ลายขิด ลวดลายซับซ้อนต่าง ๆ ของลายขิด จักสานด้วยเส้นไม้ไผ่ที่เล็กละเอียด นับเป็นงานช่างฝีมือชั้นสูงซึ่งแสดงถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านของท้องถิ่นภาคอีสานที่ใกล้จะสูญหายไปเนื่องจากเหลือผู้ที่มีฝีมือในการจักสานเพียงครอบครัวเดียวที่อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจึงโปรดเกล้าฯ ให้มาเป็นครูถ่ายทอดวิชาแก่นักเรียนศิลปาชีพ โรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา เพื่ออนุรักษ์วิชาจักสานไม้ไผ่ลายขิดให้ยั่งยืนสืบไป

            นอกจากนี้พระองค์ยังทรงส่งเสริมงานจักสานเสื่อกระจูดในภาคใต้ งานจักสานประเภทหวายในภาคต่าง ๆ และผักตบชวาซึ่งเป็นวัชพืชน้ำที่สร้างปัญหา ทรงมีพระราชดำริให้นำมาจักสานเป็นเครื่องใช้และเครื่องเรือนที่งดงามแปลกตา

ปีกแมลงทับวาววับสลับสี 

            ปีกแมลงทับที่ปักบนผ้าทรงสะพักหรือผ้าสไบของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ยังคงส่งประกายสีเขียวแวววาวแม้ว่าจะมีอายุเก่าแก่กว่า ๑๐๐ ปีแล้ว แม้ว่าเนื้อผ้าเปื่อยไปตามกาลเวลา ยังความอัศจรรย์ในพระราชหฤทัยของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทำให้ทรงระลึกถึงปีกแมลงทับจำนวนมากที่ชาวบ้านนำมาร้อยเป็นพวงทูลเกล้าฯ ถวายเมื่อครั้งตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมราษฎรในภาคอีสาน

            พระองค์ทรงเล็งเห็นความงามของปีกแมลงทับที่สะท้อนแสงสีเขียว ส้ม น้ำเงิน หรือม่วงแปรเปลี่ยนไปตามมุมมอง อีกทั้งคุณสมบัติของปีกแมลงทับที่มีความเหนียวสามารถตัดเป็นเส้นใหญ่เล็กได้ตามต้องการ จึงโปรดเกล้าฯ ให้นำปีกแมลงทับมาประดิษฐ์เป็นเข็มกลัดปีกแมลงทับ แล้วทรงประดับบนฉลองพระองค์และผ้าทรงสะพักในโอกาสสำคัญ เกิดเป็นงานหัตถศิลป์อันงดงามน่าอัศจรรย์ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ต่อมาได้พัฒนาด้วยการนำมาตกแต่งเครื่องประดับและงานหัตถกรรมอื่น ๆ เช่น รูปสัตว์ต่าง ๆ และสอดสลับลายกับย่านลิเภาประดับตกแต่งกระเป๋าสตรี กล่องเงิน กรอบรูป ไปจนถึงงานชิ้นใหญ่ เช่น ฉากปีกแมลงทับ ไปจนถึง “ห้องปีกแมลงทับ”

 

 เครื่องเงิน เครื่องทอง อร่ามเรืองรอง 

            เครื่องเงิน เครื่องทอง เป็นงานประณีตศิลป์สำหรับชนชั้นสูงในราชสำนักมานับแต่สมัยสุโขทัย งานเครื่องเงินเครื่องทองเริ่มซบเซาลงไปตามยุคสมัยอีกทั้งมีราคาสูง จนทำให้งานศิลปหัตถกรรมเครื่องเงินเครื่องทองเกือบจะเสื่อมสูญไป

            ในคราวที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ ทรงทอดพระเนตรเครื่องประดับเงินรูปแบบหลากหลายอันสวยงามของชาวเขาเผ่าต่าง ๆ จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งกลุ่มเครื่องเงินขึ้น โปรดให้ชาวไทยภูเขาฝีมือดีเป็นครูสอนถ่ายทอดวิชาเครื่องเงิน เพื่อเป็นอาชีพทดแทนการปลูกฝิ่น ทรงสร้างสรรค์ให้ทำรูปแบบใหม่ ๆ เช่น ประดับด้วยโป่งข่าม ทำเป็นรูปผลไม้และสัตว์ต่าง ๆ พร้อมทั้งพระราชทานแบบลวดลายโบราณของราชสำนักให้เป็นต้นแบบ ต่อมาทรงโปรดให้ตั้งแผนกเครื่องเงินเครื่องทองเพิ่มขึ้นที่โรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา พัฒนาฝีมือจนชิ้นงานมีความประณีตงดงามจนยกระดับสู่ช่างทองหลวง ก่อเกิดเป็นชิ้นงานอันเลอค่า อย่าง นกยูงทองคำ ซึ่งประดิษฐ์ขนนกด้วยเส้นทองเรียวละเอียดประณีตงดงาม เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จำลอง เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชจำลอง อีกทั้งเชิงเทียนดอกบัวเงินและทองคำ งามเด่นจับตาราวฝีมือศิลปินเอกของโลกเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้ที่ได้ชม

 

 ฝังเส้นเงินเส้นทองเป็นลวดลาย คร่ำเงิน คร่ำทอง 

            คร่ำ คือ การตกแต่งโลหะด้วยการฝังเส้นเงินหรือเส้นทองลงบนผิวโลหะให้เกิดเป็นลวดลายสวยงาม หากฝังด้วยเงินเรียกว่าคร่ำเงิน หากฝังด้วยทองเรียกว่าคร่ำทอง มักใช้ตกแต่งข้าวของเครื่องใช้ที่ต้องการความทนทาน ได้แก่ มีด ตะบันหมาก กรรไกรหนีบหมาก กรรไกรตัดผม หัวไม้เท้า ไปจนถึงเครื่องใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะเครื่องราชศัสตราวุธ เช่น พระแสงดาบ พระแสงหอก ขอพระคชาธาร ตลอดจนเครื่องใช้มงคลต่าง ๆ ที่ทำด้วยเหล็ก คนไทยรู้จักงานคร่ำมาช้านานปรากฏหลักฐานสำคัญคือ ด้ามพระแสงปืนของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

            ศิลปหัตถกรรมโบราณที่มีความละเอียดงดงามประณีตเหล่านี้เกือบจะสูญหายไป สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจึงโปรดเกล้าฯ ให้นายสมาน ไชยสุกุมาร ครูช่างคร่ำเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ในประเทศ ซึ่งขณะนั้นมีอายุ ๘๗ ปี เข้ามาสอนงานครํ่าให้แก่นักเรียนที่โรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา เป็นการสืบต่อลมหายใจของงานคร่ำ ให้ปรากฏงานศิลปะชิ้นเอกปรากฏแก่สายตาชาวโลก

 

สลักลายถมดำเด่น อวดลวดลายประกายเงินทอง

            เครื่องถมไทยเป็นศิลปหัตถกรรมชั้นสูง นิยมทำเป็นเครื่องราชูปโภคและเครื่องประกอบยศของขุนนางระดับสูง เช่น กระโถน คนโท กล่องยา แอบหมาก เชี่ยนหมาก คันฉ่อง ฯลฯ เครื่องถมปรากฏหลักฐานครั้งแรกในกฎมณเฑียรบาล ในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา และสืบต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

            งานเครื่องถม คือ การทำลวดลายที่ขูดลงบนผิวภาชนะที่เป็นเงินหรือทองให้เด่นชัดขึ้นด้วยการถมนํ้ายาดำลงไปในร่องที่ขูดหรือสลักเป็นลายให้เต็ม โดยมากนิยมทำบนเครื่องเงินแล้วถมดำลงไปเรียกว่า “ถมเงิน” หรือแต้มน้ำปรอทมีทองคำบริสุทธิ์ละลายอยู่ ลงไปเฉพาะพื้นที่ที่ต้องการให้มีสีทองเรียกว่า “ถมตะทอง” หากทำลงบนเครื่องทองหรือทาน้ำทองลงไปทั้งชิ้นงานเรียกว่า “ถมทอง”

            สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงห่วงใยว่าวิชาช่างถมซึ่งเป็นศิลปหัตถกรรมของชาวนครศรีธรรมราชกำลังจะสูญหายไป จึงมีพระราชประสงค์ที่จะอนุรักษ์และสืบสานศิลปะแขนงนี้ให้สืบทอดต่อไป โดยโปรดเกล้าฯ ให้ครูช่างถมจากจังหวัดนครศรีธรรมราชมาสอนวิชานี้ให้แก่นักเรียนศิลปาชีพ และในส่วนพระองค์ก็โปรดที่จะพระราชทานเครื่องถมแก่พระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศอยู่เนือง ๆ อีกทั้งทรงมีพระราชประสงค์ให้ช่างฝีมืออนุรักษ์กรรมวิธีการทำเครื่องถมแบบโบราณไว้อย่างครบถ้วน โดยเน้นลวดลายไทยให้อ่อนช้อยงดงาม คงคุณค่างานประณีตศิลป์แบบโบราณของไทย

 

 มัดย้อมขิดจกยกดอก ทอลวดลายในผืนผ้า 

            ผ้าทอเป็นงานหัตถศิลป์พื้นบ้านที่ทำขึ้นเพื่อมุ่งหมายใช้สอย ลวดลายงดงามเหล่านั้นยังเป็นบันทึกเรื่องราวทางวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาคและแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ที่สืบทอดจากบรรพบุรุษมายาวนานจากรุ่นสู่รุ่น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเห็นคุณค่าของงานผ้าทออันเป็นเอกลักษณ์แห่งวิถีชีวิตของชนในชาติที่สั่งสมสืบทอด อันจะเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้แก่ครอบครัว ทรงชักชวนชาวบ้านในชุมชนที่ทอผ้าไม่เป็น มาฝึกฝน เรียนรู้ โดยพระราชทานอุปกรณ์การทอผ้า จัดหาครูจากแหล่งต่าง ๆ มาสอน อีกทั้งทรงสร้างขวัญกำลังใจแก่ช่างทอทั้งหลาย ด้วยการรับซื้อและสร้างตลาดเพื่อจำหน่าย

            การส่งเสริมอาชีพหัตถกรรมทอผ้าเกิดขึ้นเป็นลำดับแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ ที่ศูนย์ฝึกอบรมทอผ้าบ้านเขาเต่าอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ ผ้าขาวม้า และผ้าซิ่น เป็นต้น จากนั้นทรงมีพระราชดำริให้รื้อฟื้นและส่งเสริมการทอผ้าในท้องถิ่นต่าง ๆ

            ผ้าไหมมัดหมี่ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมราษฎรจังหวัดนครพนมที่ประสบอุทกภัยในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้ทอดพระเนตรเห็นราษฎรที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จส่วนใหญ่นุ่งผ้าไหมที่ทอขึ้นใช้เองเป็นผ้ามัดหมี่สวยงาม จึงทรงมีพระราชดำริในการส่งเสริมการทอผ้าไหมเพื่อเป็นอาชีพเสริมที่ยั่งยืน ต่อมาจึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ชาวบ้านทอผ้าตามแบบอย่างที่เคยทำกันมา และทรงรับซื้อผ้าไหมเหล่านั้นเพื่อเก็บตัวอย่างลวดลาย พัฒนาคุณภาพและการทอผ้าให้มีหน้ากว้างขึ้นและทอให้เป็นผืนยาวเพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น พระองค์ทรงเป็น “พระมารดาแห่งไหมไทย” ด้วยทรงฟื้นฟูการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการรักษาพันธุ์ไหมพื้นเมืองของไทย เหนืออื่นใดพระองค์ทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าไหมไทยแทบทุกโอกาส นับเป็นขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมทอผ้าไหม และทำให้ความงามของผ้าไหมไทยเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก

            ผ้าตีนจก นิยมในกลุ่มชาวไทยเชื้อสายไทยลาว ไทยพวน และไทยโยนก ด้วยการทำลวดลายผ้าทอด้วยการจกด้ายเส้นด้ายยืนแล้วสอดเส้นด้ายพุ่งสีพิเศษตามต้องการเป็นช่วง ๆ ให้เกิดเป็นลวดลายตามต้องการ สำหรับต่อเชิงผ้าซิ่น เรียกว่า ซิ่นตีนจก เช่น ที่ตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย อำเภอคูบัว จังหวัดราชบุรี อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอลอง จังหวัดแพร่ พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ให้รักษาลวดลายแบบเก่าที่สวยงามไว้ ในขณะเดียวกันทรงแนะนำให้ปรับปรุงเครื่องทอให้มีประสิทธิภาพเพื่อจะได้ผ้าที่มีคุณภาพดีตามไปด้วย

            ผ้าแพรวา เป็นงานหัตถศิลป์ทอผ้าไหมอันมีลวดลายงามวิจิตรของชาวภูไทที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ตามขนบเดิมนิยมทอสีแดงเข้มสีเดียว ใช้ห่มเฉวียงไหล่ในเทศกาลงานบุญประเพณีต่าง ๆ ลวดลายงามเด่นของผ้าแพรวาสะดุดพระเนตรสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงมีพระราชดำรัสถามว่า “ผ้านี้มาจากที่ไหน” เมื่อทรงทราบว่าชาวบ้านทอกันเองและไม่มีผู้ทอผ้าแพรวามานานแล้ว เพราะทอได้ยากผืนหนึ่งใช้เวลาทอราว ๘ เดือน ถึง ๑ ปี จึงรับสั่งให้กำลังใจและอธิบายให้เห็นถึงคุณค่าความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นที่ควรรักษาไว้ ผ้าแพรวาที่กำลังจะสูญสิ้นจึงกลับมีชีวิตขึ้นอีกครั้ง

            นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีพระราชดำริให้อนุรักษ์และ สืบทอดการทอผ้าไหมประเภทต่าง ๆ ให้กว้างขวางมากขึ้น ทั้งผ้าไหมหางกระรอก ผ้าไหมลายลูกแก้ว ผ้าขิดไหม และผ้าจกไหม เป็นต้น

 

สลักเสลาไม้เป็นงานศิลป์ 

            งานไม้แกะสลัก เป็นงานหัตถศิลป์ที่สืบทอดกันมานับแต่อดีตโดยมีรูปแบบและลวดลายซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น กาลต่อมาเมื่อไม้เป็นของหายากและมีราคาแพงงานไม้แกะสลักจึงไม่เฟื่องฟูเช่นเดิม อีกทั้งไม่ประณีตละเอียดลออดังเช่นผลงานของครูช่างแต่โบราณ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงตระหนักถึงคุณค่าของงานไม้แกะสลัก จึงมีพระราชดำริให้จัดหาช่างฝีมือชั้นครูมาถ่ายทอดวิชาดังกล่าวแก่สมาชิกศิลปาชีพ รวมทั้งฝึกอบรมให้แก่นักเรียนของสถาบันสิริกิติ์ สวนจิตรลดา พระราชทานพระราชดำริให้ผลิตงานอย่างมีคุณภาพ เน้นด้านความประณีตและความเหมือนจริงมากที่สุด

เครื่องเคลือบดินเผา จากดินสู่งานศิลปะ 

            ด้วยความสนพระทัยในศิลปะการประดิษฐ์เครื่องเคลือบดินเผาแบบโบราณ และทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญในการอนุรักษ์สมบัติศิลป์แขนงนี้ อีกทั้งเป็นการสร้างอาชีพเสริมให้ชาวบ้านในท้องถิ่นที่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมฝนแล้ง เพราะชาวบ้านมีความถนัดและคุ้นเคยกับการประดิษฐ์เครื่องปั้นดินเผาเป็นภาชนะใช้สอยในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงมีพระราชดำริให้สร้างศูนย์ศิลปาชีพเครื่องเคลือบดินเผาแห่งแรกขึ้นที่บ้านกุดนาขาม จังหวัดสกลนคร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖

            ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งแผนกเครื่องเคลือบดินเผาที่ศูนย์ศิลปาชีพอีกหลายแห่ง ทรงมีพระราชดำริให้พัฒนางานเครื่องเคลือบดินเผาตั้งแต่การปั้น การเผา การยกดอกเขียนสี และการเคลือบน้ำยา เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้มีความสวยงามและคุณภาพดี อีกทั้งทรงส่งเสริมให้ศึกษาศิลปะเครื่องปั้นดินเผาแบบโบราณจากแหล่งต่าง ๆ ของประเทศ เช่น เครื่องปั้นดินเผาของบ้านเชียง เครื่องถ้วยสังคโลกของสุโขทัย เครื่องปั้นดินเผาที่เตาเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย และเครื่องถ้วยเบญจรงค์ เพื่อสืบสานเอกลักษณ์ของเครื่องปั้นดินเผาไทยให้เป็นมรดกของชาติต่อไป

 

นาฏยลีลาชั้นสูงสู่โขนพระราชทาน

            สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปะการแสดงโขน ด้วยทรงตระหนักว่าโขนซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยกำลังจะเลือนหายไปจากสังคมปัจจุบัน เนื่องจากการจัดแสดงโขนนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะใช้ผู้แสดงเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเครื่องแต่งกาย เวที ฉาก และอุปกรณ์ที่ประกอบการแสดงล้วนต้องจัดสร้างขึ้นมาอย่างวิจิตรงดงามซึ่งต้องใช้ฝีมือ เวลา และงบประมาณสูง จึงมีพระราชปรารภที่จะฟื้นฟูและทำนุบำรุงการแสดงโขนให้กลับคืนสู่ความนิยมอีกครั้ง รวมทั้งมีพระราชดำริว่าเครื่องแต่งกายโขน และการแต่งหน้าไม่งดงามเหมือนเดิมที่เคยทอดพระเนตรมา จึงทรงมอบให้คณะกรรมการอำนวยการจัดงานสร้างเครื่องแต่งกายโขนละครดำเนินการตามแนวพระราชดำริ ถือเป็นจุดเริ่มต้นการแสดงโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยจัดการแสดงครั้งแรกเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในมหามงคลสมัยที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ด้วยชุดศึกพรหมาศ จากนั้นจึงมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดขึ้นทุกปี เรียกกันว่า “โขนพระราชทาน” 

            ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลที่ทรงเห็นคุณค่างานศิลปหัตถกรรมที่บรรพชนไทยได้สั่งสมและสืบทอดภูมิปัญญากันมาแต่โบราณ พระอัจฉริยภาพทางศิลปะ และน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาต่อชาวไทยในการส่งเสริมอาชีพด้านศิลปหัตถกรรมของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ทรงอุทิศพระองค์เพื่ออนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมของชาติประดับไว้เป็นศิลป์แห่งแผ่นดิน พระองค์เป็นดั่งศิลปินยิ่งใหญ่ผู้ปกปักรักษางานศิลปะ เป็น “อัคราภิรักษศิลปิน แห่งศิลปาชีพ” อย่างแท้จริง

 

เรื่อง : นันทนา ปรมานุศิษฏ์
ภาพ : สถาบันสิริกิติ์ และกองบรรณาธิการ