รัชกาลที่ ๑๐ ธ ทรงสืบสานพระปณิธาน เพื่อปวงประชาราษฎร์

 

       วันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ นับเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นครองราชย์ว่า

         ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับ เพื่อสนองพระราชปณิธาน และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง”

         จากพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นครองราชย์ครั้งสำคัญนี้ คือ พระปฏิญญาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยมีรับสั่งโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร”

         “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” พสกนิกรต่างปลาบปลื้มปีติ ร่วมเปล่งเสียงกึกก้องถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๑๐ แห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงเป็นมิ่งขวัญปกเกล้าของปวงประชาราษฎร์ทั่วแผ่นดินไทยนับจากนี้ไป

 

         สนองพระราชปณิธาน เพื่อพสกนิกรทั้งปวง

         ใต้ร่มพระบารมีในสมเด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระองค์ทรงตั้งพระราชหฤทัยสนองพระราชปณิธานของในหลวง รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขของปวงชนชาวไทยมาโดยตลอด แม้เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ดังที่พระองค์ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณในการพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นที่ซาบซึ้งประทับใจพสกนิกรยิ่ง ดังความว่า

         ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานกระทำสัตย์ปฏิญาณสาบานต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทยเฉพาะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เฉพาะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ท่ามกลางสันนิบาตนี้ว่า ข้าพเจ้าผู้เป็น สยามมกุฎราชกุมาร จะรักษาเกียรติยศและอิสริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้ด้วยชีวิต จะภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์ต่อประชาชน จะปฏิบัติภาระหน้าที่ทุกอย่าง โดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถ และโดยความเสียสละ เพื่อความเจริญสงบสุขและความมั่นคงไพบูลย์ของประเทศไทย จนตราบเท่าชีวิตร่างกายจะหาไม่”

         ตลอดระยะเวลานับแต่ยังทรงพระเยาว์ตราบจนปัจจุบัน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงยึดมั่นในพระปฏิญญา ทรงพระวิริยะอุตสาหะ มุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านต่าง ๆ นานัปการ อาทิ ด้านการศึกษา ด้านการทหาร ด้านการเกษตร ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านศาสนา ด้านต่างประเทศ ด้านสังคมสงเคราะห์ เพื่อสร้างความผาสุกให้แก่ปวงชนชาวไทย นำความเจริญไพบูลย์และความมั่นคงมาสู่ประเทศเสมอมา

 

         โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

         สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระราชปณิธานมุ่งมั่นเพื่อช่วยเหลือปวงประชาราษฎร์ให้มีชีวิตที่ดีขึ้นในด้านต่าง ๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยทรงพระราชทานโครงการในพระราชานุเคราะห์และโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายหลายโครงการ อาทิ

         โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ หน่วยบริการด้านความรู้และคำปรึกษาเกี่ยวกับการเกษตรแขนงต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้ราษฎรมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โครงการเกษตรวิชญา ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โครงการพัฒนาพื้นที่บ้านกูแบซีรา ตำบลกอลำ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี และโครงการเพื่อชุมชนเข้มแข็งและร่มเย็นบ้านสันติ ๒ จังหวัด โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลค้อเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร

         สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ทรงห่วงใยสุขภาพของพสกนิกรที่เจ็บป่วยในพื้นที่ห่างไกล โดยทรงโปรดให้สร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชขึ้น เพื่อให้การรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยในถิ่นทุรกันดารปลอดภัยจากความเจ็บไข้อย่างเท่าเทียมกัน

 

         อัครศาสนูปถัมภก

         สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเป็นพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภก เมื่อครั้งยังทรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ มีพระราชศรัทธาออกผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๑ ได้รับถวายพระสมณนามว่า “วชิราลงกรณโณ” และทรงประทับอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตลอดจนทรงลาสิกขา วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๑

            นอกจากนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ยังเสด็จพระราชดำเนินแทนพระบรมราชชนกไปปฏิบัติพระราชกิจทางพระพุทธศาสนาอย่างสม่ำเสมอ อาทิ เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตปฏิมากร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามตามฤดูกาล เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา อาทิ วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และการถวายผ้าพระกฐินหลวงตามวัดต่าง ๆ

            สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ทรงใส่พระราชหฤทัยในการทะนุบำรุงและสืบทอดพระพุทธศาสนา โดยทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ถวายแก่พระสังฆาธิการเป็นประจำทุกปี เพื่อบริหารพระศาสนาให้สืบทอดดำรงอยู่ตามโบราณราชประเพณีสืบต่อไป

            ด้วยพระบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ทรงยุติปัญหาความขัดแย้งทั้งปวงในการแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่ หลังจากมีการพิจารณาเสนอรายชื่อสมเด็จพระราชาคณะ ๕ องค์ นำขึ้นทูลเกล้าฯ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา “สมเด็จพระมหามุนีวงศ์” วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ขึ้นเป็น “สมเด็จพระสังฆราช” องค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

            พระองค์ยังทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกทุกศาสนาให้สามารถปฏิบัติศาสนกิจตามพิธีกรรมความเชื่อ ความศรัทธาของแต่ละศาสนา เพื่อปลูกฝังคุณธรรมในจิตใจให้เป็นคนดี สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองสืบไป

 

          ทรงพระปรีชาทั้งศาสตร์ศิลป์

            แม้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมาย แต่พระองค์ยังทรงโปรด “ศิลปะและวรรณกรรม ”เป็นอย่างยิ่ง ทรงมีพระปรีชาสามารถทั้งศาสตร์ศิลป์หลากหลายสาขา อาทิ ทรงพระราชนิพนธ์ ขณะพระชันษาเพียง ๗ ปี ทรงแสดงพระอัจฉริยภาพและพระจินตนาการวาดภาพฝีพระหัตถ์พระราชทานเป็น ส.ค.ส. ให้กับปวงชนชาวไทย ผ่านวารสารชัยพฤกษ์ ฉบับประจำวันที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๐๓ มีคำบรรยายเรื่องราวต่อเนื่อง ๖ ภาพ ระหว่างทรงศึกษาอยู่ต่างประเทศ ทรงพระราชนิพนธ์บทกลอน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๑๒ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นบทพระราชนิพนธ์อันไพเราะด้วยฉันทลักษณ์ เนื้อหาร้อยเรียงถึงสายใยรักอันลึกซึ้งในพระราชมารดา ความว่า

            “วันเฉลิม สมเด็จแม่ ได้แค่คิด              ขอน้อมจิต ระลึกถึง คะนึงหา
          พระคุณแม่ มากล้น เหลือคณนา           ลูกเกิดมา โชคดี มีแม่งาม
          ในเมืองไทย ถูกถาม ถึงนามแม่             ว่าสวยแท้ ราชินี แห่งสยาม
          ควีนสิริกิติ์ จำขึ้นใจ ในพระนาม             ชมว่างาม เพริศพริ้ง ยอดหญิงไทย
          แม่รักชาย ห่วงชาย ชายก็รู้                  ชายจะสู้ สุดชีวา อย่าสงสัย
          จะทำตัว ให้สม แม่วางใจ                     จะรักไทย กู้ศักดิ์ศรี จักรีวงศ์
          จะรักหญิง ที่เขา เข้าใจแม่                    จะแน่วแน่ พุทธศาสตร์ ถือพระสงฆ์
          การสวดมนต์ ไหว้พระ จะดำรง             จะมั่นคง รักชาวไทย ไม่เสื่อมคลาย
          ขอถวาย สมเด็จแม่ เพียงแค่นี้              จงโชคดี มีสุข ทุกข์จากหาย
          อย่าคิดมาก ทำพระทัย ให้สบาย            เรื่องลูกชาย แม่อย่าเศร้า เขารักดี
          ชายขอกราบ ลงที่ตัก พร้อมรักแท้           ชายรักแม่ สุดหัวใจ ชายไม่หนี
          ชายจะเป็น กำลังใจ ป้องไพรี               มอบชีวี และเลือดเนื้อ เพื่อแม่เอย.

          และทรงพระราชนิพนธ์บทกวีอันไพเราะซาบซึ้งยิ่ง ถวายในหลวง รัชกาลที่ ๙ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕ ความว่า

            “ขอน้อมกราบ พระบาทมา บูชาพ่อ        พ่อเพียรก่อ ชายมา จนกล้าแข็ง 
            พ่อรักชาย ห่วงชาย ไม่แสดง                พ่อคอยแจ้ง ทิศทาง ให้สร้างตน
          ชั่วชีวิต ที่ผ่านมา จนบัดนี้                   เข้าใจดี ชายผิดพลาด ดื้อสับสน
          เคยสร้างความ ยุ่งยาก ให้กังวล             พ่อสู้ทน ให้อภัย แก้ไขมา
          วันเวลา ผ่านไป ให้สำนึก                      ในส่วนลึก ของพ่อ ปรารถนา
          ยากจะหา พ่อใคร ในโลกา                     ที่เมตตา รักลูก อย่างถูกทาง
          จะอดกลั้น ขันติ มีมานะ                     เสียสละ ยุติธรรม นำตัวอย่าง
          จะซื่อสัตย์ จริงใจ ไม่อำพราง               เดินสายกลาง ข่มใจ ให้นิ่มนวล
          บรรดาข้าฯ บริวาร จะสานไว้                แม้ยากไร้ จะอุ้มชู สุดสงวน
          จะเผื่อแผ่ เมตตา เท่าที่ควร                  เป็นขบวน แน่นมัด พัฒนา
          การศึกษา ของชาย ในปีนี้                   ก้าวหน้าดี ผ่านได้ ไร้ปัญหา
          ขอถวาย ทูลหม่อมพ่อ ที่รอมา              โล่งอุรา วันเฉลิม เพิ่มสุขเอย”

             จากพระราชนิพนธ์อันซาบซึ้งประทับใจทั้ง ๒ บทในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ทรงแสดงความรักเทิดทูนยิ่ง และห่วงใยอย่างเปี่ยมล้นในพระราชหฤทัยที่มีต่อพระบรมราชชนก ในหลวง รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สู่บทพระราชนิพนธ์แห่งความซาบซึ้งใจ “น้องน้อยของพี่ชาย” เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เจริญพระชนมพรรษา ๓ รอบ เมื่อวันที่ ๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๓๔ และได้อัญเชิญมาเผยแพร่ให้พสกนิกรได้อ่านและปลาบปลื้มในความน่ารักของพี่น้องทั้งสองพระองค์ เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๕ รอบ ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๘ อีกครั้ง

            เนื้อหาภายในบทพระราชนิพนธ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงบรรยายถึงพระอิริยาบถคล่องแคล่ว ว่องไว มีพระปรีชาสามารถเกินพระชันษา และพระจริยวัตรอันงดงามของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ อันเป็นที่มาของพระฉายานาม “สลาตัน” ดังความตอนหนึ่งว่า

            “เมื่อตอนเล็ก ๆ ถือได้ว่าเราสองคนเป็นลูกคนกลางทั้งคู่ จึงเป็นเพื่อนเล่นกันมาตลอด น้องน้อยเป็นเด็กที่เชื่อฟังและอยู่ในโอวาทของพี่ ๆ เสมอ อยากที่จะมีส่วนร่วมกิจกรรมต่าง ๆ กับพี่ ๆ เป็นเด็กที่กล้า ตรงไปตรงมา ซนแบบเด็ก ๆ ทั่วไป และชอบเล่นแบบผู้ชาย

          อีกช่วงหนึ่งที่พี่พอจะจำได้และสนุกมาก คือ ช่วงตอนที่พวกเราได้ตามเสด็จทูลกระหม่อมพ่อ-สมเด็จแม่ ไปต่างประเทศ พวกเราได้เห็นอะไรหลายสิ่งหลายอย่าง ได้ฝึกหัดเล่นกีฬาของฝรั่งหลายประเภท แต่ความที่บุคลิกของน้องน้อยเป็นเด็กฉลาดและว่องไวมาแต่เล็ก ๆ มีอยู่ครั้ง เราไปเล่นสเกตกัน มีครูฝรั่งสอน น้องน้อยจะเป็นก่อนใครเพื่อน และเล่นได้ดีจนแซงพวกพี่ ๆ และครูที่กำลังสอนอยู่ เพียงเรียนแค่ ๑ -๒ ครั้งเท่านั้น จนฝรั่งให้สมญานามว่า “สลาตัน” เพราะทำอะไรจะเร็วมาก วิ่งขึ้นวิ่งลงเร็วไปหมด เห็นต้นไม้ก็ปีนต้นไม้ ทำอะไรว่องไวมากและกล้า เป็นเด็กที่กล้าเสี่ยง”

 

            ทรงอัจฉริยภาพด้านดนตรี

            อัจฉริยภาพทางดนตรี นับเป็นอีกหนึ่งพระปรีชาสามารถที่ในหลวงทั้ง ๒ พระองค์มีเช่นเดียวกัน

            เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ทรงแซกโซโฟนร่วมกับพระบรมราชชนก รัชกาลที่ ๙ อันเป็นภาพประทับใจยิ่งที่พสกนิกรชาวไทยได้ชื่นชมพระบารมีของพระมหากษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์มิลืมเลือน

            สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านดนตรี ทรงโปรดเครื่องดนตรีแซกโซโฟนตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และโปรดร้องเพลง ทรงชอบดนตรีแนวป๊อป อาทิ Spanish Eyes, La Vie En Rose, Moulin Rouge ส่วนเพลงไทย โปรดเพลงสุนทราภรณ์ เช่น เพลงคำหอม

          ดังที่นายแพทย์ ธำรงรัตน์ แก้วกาญจน์ เลขาธิการมูลนิธิมหาวชิราลงกรณ เคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์มติชนเมื่อปี พุทธศักราช ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นปีมหามงคลเมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมายุ ๕ รอบ โดยเล่าว่า

            “แต่ก่อน พระองค์ทรงแซกโซโฟนบ่อย แต่หลัง ๆ ทรงโปรดที่จะร้องเพลง ทรงร้องเพลงได้ดีมาก ดนตรีเป็นสิ่งที่ทรงสนพระทัย ยามว่างจากพระราชกรณียกิจ”

 

            บัตรอวยพรฝีพระหัตถ์ช่วยอุทกภัย

          จากปัญหาอุทกภัยภาคใต้ปลายปีพุทธศักราช ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ทรงห่วงใยประชาชนผู้เดือดร้อนจากน้ำท่วม ทรงพระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ เพื่อจัดทำบัตรอวยพรปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๐ รวม ๔ แบบ เพื่อนำรายได้จากการจำหน่ายทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศลในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ และสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

            โดยทรงวาดภาพและทรงเขียนคำอำนวยพร ด้วยการนำหลักปรัชญาในการปฏิบัติตน เพื่อให้เกิดความสุข ภายในภาพวาดฝีพระหัตถ์มีภาพบ้าน ต้นคริสต์มาส ตุ๊กตาหิมะ กล่องของขวัญ คนที่กำลังมีความสุขและสุนัขปรากฏอยู่ทุกภาพของบัตรอวยพร

             ตลอดห้วงยามที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ทรงยึดมั่นแนวทางการทรงงานของพระบรมราชชนก ในการดูแลช่วยเหลือราษฎรทั่วทุกภาคมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิริยะอุสาหะโดยมิได้ย่อท้อ จึงทรงสั่งสมพระประสบการณ์เกี่ยวกับบ้านเมืองและราษฎรเสมอมา พระราชกรณียกิจนานัปการที่ผ่านมาล้วนมุ่งบำบัดทุกข์ บำรุงสุขของปวงประชาราษฎร์อย่างแท้จริง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณสูงยิ่งต่อพสกนิกรชาวไทยทั้งแผ่นดิน

     “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ”

            พระราชประวัติ

            สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

            พระราชสมภพ

            สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๕ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

            มีพระนามแรกประสูติว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูปการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณ์สวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร”

            พระนาม “วชิราลงกรณ” นั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ทรงตั้งถวาย มาจาก “วชิรญาณ” พระนามฉายาขณะผนวชในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ผนวกกับ “อลงกรณ” จากพระนามในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

            พระองค์มีพระเชษฐภคินี ๑ พระองค์ คือ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระขนิษฐา ๒ พระองค์ คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

            การศึกษา

            สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ทรงได้รับการศึกษาระดับอนุบาลศึกษาที่พระที่นั่งอุดรภาค พระราชวังดุสิต และทรงเข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนจิตรลดา ระหว่าง พุทธศักราช ๒๔๙๙-๒๕๐๕ ทรงศึกษาที่ประเทศอังกฤษระหว่าง พุทธศักราช ๒๕๐๙-๒๕๑๓ หลังจากนั้นได้ทรงศึกษาระดับเตรียมทหารที่โรงเรียนคิงส์ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

            พุทธศักราช ๒๕๑๕ ทรงเข้าศึกษาในวิทยาลัยการทหารชั้นสูงที่วิทยาลัยการทหารดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา ทรงเลือกศึกษาในสาขาวิชาอักษรศาสตร์ ทรงสำเร็จการศึกษาเมื่อ พุทธศักราช ๒๕๑๙

            การศึกษาทางการทหาร พุทธศักราช ๒๕๑๙ ทรงเข้ารับการฝึกเพิ่มเติมและทรงศึกษางานด้านการทหารในประเทศออสเตรเลีย และทรงประจำการ ณ กองปฏิบัติการทางอากาศพิเศษที่นครเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย

            นอกจากนี้ยังทรงศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบกหลักสูตรประจำชุดที่ ๕-๖ ระหว่างพุทธศักราช ๒๕๒๐-๒๕๒๑ และทรงได้รับปริญญานิติศาสตรบัณฑิต(เกียรตินิยมอันดับ ๒) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๑ ครั้นถึงพุทธศักราช ๒๕๓๓ ทรงเข้ารับการศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรแห่งสหราชอาณาจักรด้วย 

            ครองราชย์

            เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๑๐ แห่งราชวงศ์จักรี และโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร” เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ ตราบถึงปัจจุบัน

 

 เรื่อง : ปารวี ไพบูลย์ยิ่ง