โนรา ที่สุดแห่งทักษิณนาฏยศาสตร์

 

    ครูเอ๋ยครูสอน          เสดื้องกร ต่อง่า

ว่าครูสอนให้ผูกผ้า         สอนข้าให้ทรงกำไล

สอนให้ครอบเทริดน้อย    แล้วจับสร้อยพวงมาลัย

สอนให้ทรงกำไล           สอดใส่ซ้ายใส่ขวา

สอดใส่ข้างซ้าย   ตีค่าได้ห้าพารา

แล้วสอดใส่ข้างขวา        ตีค่าได้ห้าตำลึงทอง

ตีนถีบพนัก       สองมือชักเอาแสงทอง   

หาไหนไม่ได้เสมือนน้อง    ทำนองพระเทวดา

 

ศิลปะการแสดงของคนไทย ไม่ว่าการแสดงชนิดไหน ต้องมีครู และ

บทกลอนโนราข้างต้น คือ บทครู บทหนึ่ง ซึ่งชาวโนราหลายสำนัก

ได้เริ่มต้นการร่ำเรียนโนรา ด้วยการหัดรำ หัดร้องบทครูสอนบทนี้ 

ดังนั้น ณ ที่นี้ ผู้เขียนขอแสดงความคารวะ “ครูโนรา” ทั้งหลาย

ณ จุดเริ่มต้นข้อเขียนเรื่องนี้

 

          โนรา เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคใต้ ซึ่งนอกจากจะเป็นที่นิยมชมชอบกันโดยทั่วไปแล้ว ยังอาจกล่าวได้ว่า โนรา คือสัญญลักษณ์อย่างหนึ่งของภูมิภาค ภาคใต้ ด้ามขวานทองของเมืองสยาม ประเทศไทยเรานี้ด้วย

          โนรา เป็นภาษาพื้นบ้านปักษ์ใต้ โนรา ไม่ใช่ มโนราห์ แต่ทว่าแน่นอนว่า โนรา มีรากฐานมาจากวรรณกรรมพื้นบ้านของคนไทยที่ภาคกลางเรียกว่าเรื่อง มโนราห์ เรื่องเดียวกันนี้แหละ เรื่อง มโนราห์ เป็นนิทานพื้นบ้าน มีที่มาจากชาดก หรือเรื่องเล่าประวัติในการเสวยชาติต่างๆ ของพระพุทธเจ้าก่อนที่จะเสวยชาติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ชาดกเหล่านี้มีจำนวนมากมายมีทั้งชาดกในนิบาต คือเรื่องราวที่มีการเขียนไว้ในพระไตรปิฎก และ ชาดกนอกนิบาต เป็นชาดกที่มีการแต่งเพิ่มเติมแต่อ้างอิงว่าเป็นการเสวยชาติต่างๆ ขององค์พระพุทธเจ้า  

          เรื่อง มโนราห์ เป็นชาดกในนิบาต มีเล่า มีเล่น กันทั่วไปในหมู่คนไทย คนลาว คนเขมร กระทั่งชาวเชื้อชาติไทใหญ่  สัญชาติเมียนมาทั้งหลาย มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น คนไทยภาคกลาง เรียก มโนราห์ คนอีสาน คนลาว เรียก สีทน มโนรา คนเหนือ คนไทใหญ่ เรียก พระสุธน มโนราห์ เป็นต้น 

          เรื่อง มโนราห์ เมื่อเดินทางไกล มาถึงภาคใต้ของประเทศไทย ก็มีการประสานประสมกลมกลืนกับภูมิปัญญาและเรื่องราวความเป็นมาเป็นไปต่าง ๆ ของพื้นบ้านปักษ์ใต้ จนในที่สุด ก็เกิดแนวทางเฉพาะตนขึ้นเป็นเอกเทศ กลายเป็นศิลปะการแสดงแบบเฉพาะของภาคใต้ การแสดงโนรา ซึ่งไม่ได้เล่นเพียงเรื่อง มโนราห์ อีกต่อไป แต่เล่นเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย อีกทั้งยังมีส่วนเพิ่มเติมต่อขยายกลายเป็น วิถีวัฒนธรรมที่ไม่เพียงแต่จะเกี่ยวข้องเฉพาะกับศิลปะการแสดงเท่านั้น ยังมีอิทธิพลต่อเนื่องไปจนถึงวิถีการดำเนินชีวิต มีความเชื่อมีความศักดิ์สิทธิ์ต่อๆ ไปอีก จนน่าจะกล่าวได้ว่าชื่อเรียกภาษาใต้ว่า โนรา วันนี้ไม่ได้เป็นแค่ศิลปะการแสดง หากแต่ได้ก้าวไกลไปถึงความเป็นศาสตร์ คือ โนราศาสตร์ ได้เลยทีเดียว

          ดังนั้นเพราะ โนรา เป็น โนราศาสตร์ จึงประกอบขึ้นด้วยหลายสิ่งหลายอย่าง เข้ามาหลอมรวมกันอันประกอบด้วย ความหมายและตำนานโนรา เครื่องแต่งกายโนรา ดนตรีและเพลงโนรา เพลงร้อง กระบวนรำ ความเชื่อและพิธีกรรม และรูปแบบการแสดงโนรา เป็นต้น ซึ่งจากตรงนี้เป็นต้นไปจะขอเล่าสู่กันฟังไปทีละอย่าง ดังต่อไปนี้

          เริ่มตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ความหมาย และตำนานโนรา ศิลปินผู้แสดงโนรา เรียกกันทั้งหญิงและชายนำหน้าด้วยคำว่า โนรา เช่น ศิลปินโนราเอก อันเป็นตำนาน คือ โนราพุ่มเทวา หรือขุนอุปถัมภ์นรากร อีกทั้งโนราระดับอาจารย์ เช่น โนรายก ชูบัว ศิลปินแห่งชาติ โนราแปลก ท่าแค และ โนรากัญญา นาฏราช เป็นต้น ในความหมายที่อธิบายได้ชัดเจนเป็นภาษาภาคกลาง โนรา คือ ละครชาตรี หรือ ชาตรี นั่นเอง

          ตำนานโนรา มีอยู่ด้วยกันหลายสำนวน แต่สำนวนที่สนุกสนานและได้ใจความน่าประทับใจก็คือ สำนวนของขุนอุปถัมภ์นรากร หรือ พุ่มเทวา กล่าวถึง พระยาสายฟ้าฟาด มีชายาชื่อนางศรีมาลา มีราชธิดาชื่อ นางนวลทองสำลี วันหนึ่งนางนวลทองสำลี ฝันว่า มีเทพธิดามาร่ายรำให้ดู ท่ารำมี ๑๒ ท่า มีเครื่องประโคมคือ กลอง ทับ โหม่ง ฉิ่ง ปี่ และแตระ เมื่อตื่นขึ้น นางจึงให้ชาววังจัดทำเครื่องดนตรีเหล่านั้น และฝึกรำกัน วันหนึ่งนางนวลทองสำลี อยากเสวยเกสรดอกบัว นางกำนัลเก็บมาให้เสวยแล้วเกิดตั้งครรภ์ขึ้น พระยาสายฟ้าฟาดทราบเรื่องเข้าก็โกรธหนัก คิดว่าเป็นเรื่องท้องไม่มีพ่อ อัปยศอดสูยิ่งนัก จึงสั่งให้นำนางนวลทองสำลี พร้อมนางกำนัลอีก ๓๐ คนไปลอยแพในทะเล

          แต่ปรากฏว่าแพนั้นกลับไม่ลอยออกทะเลใหญ่ หากลอยไปติดเกาะกระชังในทะเลสาบสงขลา นางนวลทองสำลีกับนางกำนัล ๓๐ คนได้ขึ้นฝั่ง ณ เกาะกระชังแห่งนั้น ได้อยู่อาศัยฝึกฝนการร่ายรำที่เทพธิดาในฝันรำให้ชมต่อไป อยู่ต่อมาไม่ช้า นางนวลทองสำลีก็คลอดทารกเป็นชาย เมื่อเติบใหญ่ขึ้นก็ได้ฝึกฝนการร่ายรำนั้นกับพระมารดาจนสวยงามแคล่วคล่องไม่มีใครเสมอเหมือน

          เมื่อเติบใหญ่ขึ้น พระโอรสได้ขออาศัยเรือพ่อค้าที่แล่นผ่านมาไปยังเมืองของพระยาสายฟ้าฟาด พระอัยกา และได้ใช้ความสามารถไปร่ายรำในที่ต่าง ๆ ชาวบ้านผู้ชมร่ำลือกันถึงความสวยงามของนักรำหนุ่มผู้นั้นขจรขจายไปถึงในวัง พระยาสายฟ้าฟาด จึงปลอมตัวเป็นสามัญชนออกมาดูการร่ายรำของพระโอรส เห็นพระโอรสมีหน้าตาท่าทางคล้ายนางนวลทองสำลีราชธิดา ก็ให้รู้สึกสำนึกผิด ได้สอบถามความเป็นมากับพระโอรสจนทราบว่าเป็นหลานแท้ๆ ของตัวเอง จึงรับพระโอรสนั้นกลับเข้าวัง พร้อมกันจึงให้เสนาอำมาตย์ไปเกาะกระชัง จะไปขอรับนางนวลทองสำลี ลูกสาวกลับคืนเข้าวังด้วย

          แต่นางนวลทองสำลีไม่ยอมกลับ อำมาตย์จึงจับนางนวลทองสำลีมัดและนำลงเรือกลับ ระหว่างทางมีจระเข้ตัวหนึ่งมาขวางทางเรือ อำมาตย์จึงต้องจัดการแทงจระเข้นั้นเสีย แล้วนำนางนวลทองสำลีกลับเข้าวัง และเรื่องก็จบลงด้วยความสุข เมื่อพระยาสายฟ้าฟาดได้พระราชทานเครื่องต้น อันประกอบด้วย เทริด กำไลแขน ปั้นเหน่ง สังวาล พาดเฉียง ปีกนกแอ่น สนับเพลา และอื่นๆ สำหรับให้หลานใช้สวมใส่ร่ายรำ ซึ่งต่อมาจึงเป็นเครื่องแต่งกายของโนรา และพระราชทานราชทินนามให้หลานชายเป็นขุนศรีศรัทธา ออกเผยแพร่ศิลปะการร่ายรำที่เทพธิดามาเข้าฝันพระมารดา อันเวลาต่อมาได้รับการเรียกขานว่า “รำโนรา” นี้ในดินแดนทักษิณต่อมาช้านาน

          ตำนานของโนรา ยังมีอีกมากมายหลายสำนวน แต่เนื้อความก็จะคล้ายคลึงกันอย่างนี้ จึงอาจสรุปได้ว่า โนรา เป็นการแสดงจากราชสำนักในดินแดนทักษิณ เครื่องแต่งกายโนรา เป็นเครื่องแต่งกายแบบเจ้านายในวัง และการเล่นโนราก็มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว ซึ่งทั้งผู้แสดงและผู้เข้าชมต้องให้ความเคารพนับถือ นั่นเอง

 

ตำนานโนรา พระยาสายฟ้าฟาด

นางนวลทองสำลี และขุนศรีศรัทธา

          โนรา เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคใต้ ซึ่งนอกจากจะเป็นที่นิยมชมชอบกันโดยทั่วไปแล้ว ยังอาจกล่าวได้ว่า โนรา คือสัญญลักษณ์อย่างหนึ่งของภูมิภาค ภาคใต้ ด้ามขวานทองของเมืองสยาม ประเทศไทยเรานี้ด้วย

          โนรา เป็นภาษาพื้นบ้านปักษ์ใต้ โนรา ไม่ใช่ มโนราห์ แต่ทว่าแน่นอนว่า โนรา มีรากฐานมาจากวรรณกรรมพื้นบ้านของคนไทยที่ภาคกลางเรียกว่าเรื่อง มโนราห์ เรื่องเดียวกันนี้แหละ เรื่อง มโนราห์ เป็นนิทานพื้นบ้าน มีที่มาจากชาดก หรือเรื่องเล่าประวัติในการเสวยชาติต่างๆ ของพระพุทธเจ้าก่อนที่จะเสวยชาติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ชาดกเหล่านี้มีจำนวนมากมายมีทั้งชาดกในนิบาต คือเรื่องราวที่มีการเขียนไว้ในพระไตรปิฎก และ ชาดกนอกนิบาต เป็นชาดกที่มีการแต่งเพิ่มเติมแต่อ้างอิงว่าเป็นการเสวยชาติต่างๆ ขององค์พระพุทธเจ้า  

          เรื่อง มโนราห์ เป็นชาดกในนิบาต มีเล่า มีเล่น กันทั่วไปในหมู่คนไทย คนลาว คนเขมร กระทั่งชาวเชื้อชาติไทใหญ่  สัญชาติเมียนมาทั้งหลาย มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น คนไทยภาคกลาง เรียก มโนราห์ คนอีสาน คนลาว เรียก สีทน มโนรา คนเหนือ คนไทใหญ่ เรียก พระสุธน มโนราห์ เป็นต้น 

          เรื่อง มโนราห์ เมื่อเดินทางไกล มาถึงภาคใต้ของประเทศไทย ก็มีการประสานประสมกลมกลืนกับภูมิปัญญาและเรื่องราวความเป็นมาเป็นไปต่าง ๆ ของพื้นบ้านปักษ์ใต้ จนในที่สุด ก็เกิดแนวทางเฉพาะตนขึ้นเป็นเอกเทศ กลายเป็นศิลปะการแสดงแบบเฉพาะของภาคใต้ การแสดงโนรา ซึ่งไม่ได้เล่นเพียงเรื่อง มโนราห์ อีกต่อไป แต่เล่นเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย อีกทั้งยังมีส่วนเพิ่มเติมต่อขยายกลายเป็น วิถีวัฒนธรรมที่ไม่เพียงแต่จะเกี่ยวข้องเฉพาะกับศิลปะการแสดงเท่านั้น ยังมีอิทธิพลต่อเนื่องไปจนถึงวิถีการดำเนินชีวิต มีความเชื่อมีความศักดิ์สิทธิ์ต่อๆ ไปอีก จนน่าจะกล่าวได้ว่าชื่อเรียกภาษาใต้ว่า โนรา วันนี้ไม่ได้เป็นแค่ศิลปะการแสดง หากแต่ได้ก้าวไกลไปถึงความเป็นศาสตร์ คือ โนราศาสตร์ ได้เลยทีเดียว

          ดังนั้นเพราะ โนรา เป็น โนราศาสตร์ จึงประกอบขึ้นด้วยหลายสิ่งหลายอย่าง เข้ามาหลอมรวมกันอันประกอบด้วย ความหมายและตำนานโนรา เครื่องแต่งกายโนรา ดนตรีและเพลงโนรา เพลงร้อง กระบวนรำ ความเชื่อและพิธีกรรม และรูปแบบการแสดงโนรา เป็นต้น ซึ่งจากตรงนี้เป็นต้นไปจะขอเล่าสู่กันฟังไปทีละอย่าง ดังต่อไปนี้

          เริ่มตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ความหมาย และตำนานโนรา ศิลปินผู้แสดงโนรา เรียกกันทั้งหญิงและชายนำหน้าด้วยคำว่า โนรา เช่น ศิลปินโนราเอก อันเป็นตำนาน คือ โนราพุ่มเทวา หรือขุนอุปถัมภ์นรากร อีกทั้งโนราระดับอาจารย์ เช่น โนรายก ชูบัว ศิลปินแห่งชาติ โนราแปลก ท่าแค และ โนรากัญญา นาฏราช เป็นต้น ในความหมายที่อธิบายได้ชัดเจนเป็นภาษาภาคกลาง โนรา คือ ละครชาตรี หรือ ชาตรี นั่นเอง

          ตำนานโนรา มีอยู่ด้วยกันหลายสำนวน แต่สำนวนที่สนุกสนานและได้ใจความน่าประทับใจก็คือ สำนวนของขุนอุปถัมภ์นรากร หรือ พุ่มเทวา กล่าวถึง พระยาสายฟ้าฟาด มีชายาชื่อนางศรีมาลา มีราชธิดาชื่อ นางนวลทองสำลี วันหนึ่งนางนวลทองสำลี ฝันว่า มีเทพธิดามาร่ายรำให้ดู ท่ารำมี ๑๒ ท่า มีเครื่องประโคมคือ กลอง ทับ โหม่ง ฉิ่ง ปี่ และแตระ เมื่อตื่นขึ้น นางจึงให้ชาววังจัดทำเครื่องดนตรีเหล่านั้น

และฝึกรำกัน วันหนึ่งนางนวลทองสำลี อยากเสวยเกสรดอกบัว นางกำนัลเก็บมาให้เสวยแล้วเกิดตั้งครรภ์ขึ้น พระยาสายฟ้าฟาดทราบเรื่องเข้าก็โกรธหนัก คิดว่าเป็นเรื่องท้องไม่มีพ่อ อัปยศอดสูยิ่งนัก จึงสั่งให้นำนางนวลทองสำลี พร้อมนางกำนัลอีก ๓๐ คนไปลอยแพในทะเล

          แต่ปรากฏว่าแพนั้นกลับไม่ลอยออกทะเลใหญ่ หากลอยไปติดเกาะกระชังในทะเลสาบสงขลา นางนวลทองสำลีกับนางกำนัล ๓๐ คนได้ขึ้นฝั่ง ณ เกาะกระชังแห่งนั้น ได้อยู่อาศัยฝึกฝนการร่ายรำที่เทพธิดาในฝันรำให้ชมต่อไป อยู่ต่อมาไม่ช้า นางนวลทองสำลีก็คลอดทารกเป็นชาย เมื่อเติบใหญ่ขึ้นก็ได้ฝึกฝนการร่ายรำนั้นกับพระมารดาจนสวยงามแคล่วคล่องไม่มีใครเสมอเหมือน

          เมื่อเติบใหญ่ขึ้น พระโอรสได้ขออาศัยเรือพ่อค้าที่แล่นผ่านมาไปยังเมืองของพระยาสายฟ้าฟาด พระอัยกา และได้ใช้ความสามารถไปร่ายรำในที่ต่าง ๆ ชาวบ้าน ผู้ชมร่ำลือกันถึงความสวยงามของนักรำหนุ่มผู้นั้นขจรขจายไปถึงในวัง พระยาสายฟ้าฟาด จึงปลอมตัวเป็นสามัญชนออกมาดูการร่ายรำของพระโอรส เห็นพระโอรสมีหน้าตาท่าทางคล้ายนางนวลทองสำลีราชธิดา ก็ให้รู้สึกสำนึกผิด ได้สอบถามความเป็นมากับพระโอรสจนทราบว่าเป็นหลานแท้ๆ ของตัวเอง จึงรับพระโอรสนั้นกลับเข้าวัง พร้อมกันจึงให้เสนาอำมาตย์ไปเกาะกระชัง จะไปขอรับนางนวลทองสำลีลูกสาวกลับคืนเข้าวังด้วย

          แต่นางนวลทองสำลีไม่ยอมกลับ อำมาตย์จึงจับนางนวลทองสำลีมัดและนำลงเรือกลับ ระหว่างทางมีจระเข้ตัวหนึ่งมาขวางทางเรือ  อำมาตย์จึงต้องจัดการแทงจระเข้นั้นเสีย แล้วนำนางนวลทองสำลีกลับเข้าวัง และเรื่องก็จบลงด้วยความสุข เมื่อพระยาสายฟ้าฟาดได้พระราชทานเครื่องต้น อันประกอบด้วย เทริด กำไลแขน ปั้นเหน่ง สังวาล พาดเฉียง ปีกนกแอ่น สนับเพลา และอื่นๆ สำหรับให้หลานใช้สวมใส่ร่ายรำ ซึ่งต่อมาจึงเป็นเครื่องแต่งกายของโนรา และพระราชทานราชทินนามให้หลานชายเป็นขุนศรีศรัทธา ออกเผยแพร่ศิลปะการร่ายรำที่เทพธิดามาเข้าฝันพระมารดา อันเวลาต่อมาได้รับการเรียกขานว่า “รำโนรา” นี้ในดินแดนทักษิณต่อมาช้านาน

          ตำนานของโนรา ยังมีอีกมากมายหลายสำนวน แต่เนื้อความก็จะคล้ายคลึงกันอย่างนี้  จึงอาจสรุปได้ว่า โนรา เป็นการแสดงจากราชสำนักในดินแดนทักษิณ เครื่องแต่งกายโนรา เป็นเครื่องแต่งกายแบบเจ้านายในวัง และการเล่นโนราก็มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว ซึ่งทั้งผู้แสดงและผู้เข้าชมต้องให้ความเคารพนับถือ นั่นเอง

 

เครื่องแต่งตัว ดนตรี บทร้อง กระบวนรำ

การประสมประสาน อันเป็นเอกลักษณ์งดงาม

          เครื่องแต่งตัวโนราเป็นเสน่ห์ที่สร้างความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง  เครื่องแต่งตัวที่แพรวพราวด้วยลูกปัดหลากสีสันนี้ มีที่มาสูงส่งถึงขนาดเป็นเครื่องแต่งกาย

เจ้านายในวังครั้งตั้งแต่อาณาจักรศรีวิชัยลงมาถึงอาณาจักรตามพรลิงค์เลยทีเดียว

          โนราตัวนายโรง หรือ โนราใหญ่ จะมีการแต่งกายที่ เครื่องครบ มากกว่าโนราตัวอื่นๆ ในโรง เครื่องแต่งตัวนั้นจะประกอบด้วย  เทริด หรือ ชฎา สวมศรีษะ มีเสื้อลูกปัดหลากสีสันสวยงาม มีปีกนกแอ่น หรือปีกเหน่ง ทับทรวง หางหงส์ ผ้านุ่ง สนับเพลา ผ้าห้อยหน้า ห้อยข้าง  กำไลต้นแขน ปลายแขน และเล็บ  ส่วนตัวอื่นๆ คือ ตัวนางรำ ก็จะใส่ชุดที่เรียกว่า เครื่องนาง มีทุกอย่างที่กล่าวถึงแล้ว แต่ไม่มีกำไลต้นแขน ทับทรวง และปีกนกแอ่น

          เครื่องดนตรีของโนรา ส่วนใหญ่เป็นเครื่องดนตรีให้จังหวะ ประกอบด้วย ทับ หรือโทน  หรือ ทับโนรา มีสองใบคู่กัน ตั้งเสียงต่างกัน  เรียกว่า ตัวผู้ ตัวเมีย แต่ตีด้วยคนเพียงคนเดียว เป็นเครื่องดนตรีพระเอก ทำหน้าที่สร้างจังหวะหลักให้กับวง ส่วนกลองใบใหญ่ มีหน้าที่เสริมจังหวะให้มีสีสันขึ้น ล้อกับเสียงทับ มี ปี่ใน เป่าสร้างทำนองเพลงเปิดหัวปิดท้ายเพลง และมีฆ้องคู่ ฉิ่ง และ แตระ ช่วยสร้างจังหวะให้มีสีสัน และสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนใครเลยก็คือผู้เล่นดนตรีของโนราจะทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือ เป็นลูกคู่ ร้องรับเป็นสร้อยเพลง ตามคำและทำนองของศิลปินโนรา

ไปด้วย

           เพลงโนรา เป็นเพลงร้อง มีบทพูดแทรก เหมือนการอ่านทำนองเสนาะของบทกวี กลอนที่ใช้ในการร้องมี ๒ ลักษณะ คือ  กลอนผูก ในบทกลอนผูกยังมีอีก ๒ อย่าง อย่างแรกเป็นบทร้องประจำที่ใช้สืบต่อกันมา เช่น บทกาศครู หรือ บทครูสอน อย่างข้างต้น และอย่างที่สอง คือบทที่ผูก หรือแต่งขึ้นใหม่ตามท้องเรื่อง ที่จะเล่น และบทร้องที่สำคัญที่สุด อีกอย่างหนึ่งคือ กลอนด้น หรือ กลอนสด ซึ่งผู้ร้องจะต้องใช้ไหวพริบ หรือปฏิภาณของตนเองร้องออกมาอย่างปัจจุบันทันด่วน ซึ่งความสามารถนี้จะได้รับความนิยมจากผู้ชมและสร้างความแตกต่างระหว่างคณะโนราต่างๆ มากเป็นพิเศษ

          กระบวนรำโนรา กระบวนท่ารำโนรามีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญกระบวนท่ารำโนรานี้ไม่หยุดนิ่ง ครูโนราแต่ละคน แต่ละสาย ต่างก็มีการประดิษฐ์คิดค้นสร้างท่วงท่าลีลาการรำที่เป็นกระบวนรำสอดคล้องต้องกัน สวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแต่ละสายครู หากแต่กระบวนรำต่างๆ นี้ก็แตกกิ่งก้านสาขาเป็นรากแขนงบนรากแก้วเดียวกัน คือ การตั้งวงโนรา อันเป็นรากฐานสำคัญที่สุด

          การตั้งวงโนรา ไม่ใช่วงนั้น วงนี้ หรือกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ แต่  การตั้งวงโนรา คือการตั้งท่า หรือตั้งท่าทาง การวางอวัยวะต่างๆ ของร่างกายในลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากศิลปะการแสดงของไทยประเภทอื่นๆ โนราตั้งวงเป็นท่าตั้งเหลี่ยม ลำตัวตั้งตรง  ย่อเข่า ไหล่ แขน ข้อมือ มีกระบวนการใช้มือ เท้า เอว ไหล่ คอ ใบหน้า กระทั่งการกรีดนิ้ว และการใช้ปลายเท้า มีลักษณะการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปต่างๆ ตามลักษณะเฉพาะของโนราเอง ท่ารำที่เคลื่อนตัวเองด้วยปลายเท้านี้ ขุนอุปถัมภ์นรากร พุ่มเทวา ครูโนราสำคัญทำได้งดงามมาก กล่าวกันว่า สวยงามดังการลอยตัวลงมาของเทวดา...จนเป็นที่เลื่องลือ

          และอีกอย่างหนึ่งซึ่งจะเป็นสากลอย่างยิ่งก็คือ ผู้รำโนรา  ต้องมีความแข็งแรงมาก เพราะท่ารำโนรามีจังหวะกระตุกเกร็งกล้ามเนื้ออยู่เสมอ หลายท่ารำจะต้องยืนอยู่ด้วยเท้าข้างเดียวเป็นเวลานาน หลายท่ารำเป็นการรำร่วมกัน มีการต่อตัว เหยียบบ่า เหยียบเข่า ต้องรับน้ำหนักมาก อีกทั้งในโนราหลายกระบวนรำ ยังมี โนราตัวอ่อน มีกระบวนรำ แขกเต้าเข้ารัง และพระจันทร์ทรงกลด ซึ่งเป็นการต่อตัวกันหลายๆ ชั้น เป็นต้น

          และกระบวนการประสานประสมรวมกันของ ดนตรี บทร้อง และกระบวนรำต่างๆ เหล่านี้เองที่ทำให้โนรา มีความงดงามลงตัวเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ทำให้โนราเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในดินแดนภาคใต้ และเป็นที่รู้จัก เป็นสัญญลักษณ์สำคัญอย่างยิ่งของภาคใต้ที่ใครๆ ต่างรู้จักชื่นชมกันในวันนี้

 

การจัดแสดงโนรา         

          การจัดแสดงโนรา จะมีการจัดแสดงเป็น ๒ รูปแบบด้วยกัน  คือ โนราประกอบพิธีกรรม มีชื่อเรียกเฉพาะว่า โนราโรงครู และอีกรูปแบบหนึ่ง  คือ โนรา เพื่อความบันเทิง ที่เรียกว่า โนรารำ นอกจากนั้นยังมีคำศัพท์เฉพาะของโนราในการจัดแสดงอื่นๆ อีก เช่น โนราเดินโรง หมายถึง การออกไปจัดแสดงโนราในต่างท้องถิ่นเรื่อยๆ ไป และหากมีการจัดแสดงโนราในที่เดียวกันตั้งแต่สองโรงขึ้นไป เรียกว่า โนราลงแข่ง เป็นต้น

          สำหรับ  โนราประกอบพิธีกรรม หรือ โนราโรงครู และโนรา เพื่อความบันเทิง หรือโนรารำ มีความแตกต่างกัน ดังนี้

          โนราโรงครู เป็นพิธีกรรมที่มีความสำคัญในวงการโนราเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นประดุจพิธีกรรมไหว้ครู ที่บรรดาศิษย์โนราแต่ละสายทั่วสารทิศจะต้องเดินทางเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในพิธีกรรมนี้ โนราโรงครู เป็นพิธีกรรมเพื่อเชิญครู หรือบรรพบุรุษของโนรามายังโรงพิธี  เพื่อดำเนินพิธีไหว้ครู หรือไหว้ตายายโนรา  มารับการเซ่นไหว้ และเพื่อมาครอบเทริด หรือผูกผ้า เป็นกำลังใจอันศักดิ์สิทธิ์แก่ผู้แสดงโนรารุ่นใหม่ อาจเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า โนราลงครู เพราะเป็นการอัญเชิญครูมาลงในพิธีกรรมนี้ด้วย

          โนราโรงครู มีอยู่ด้วยกัน ๒ ประเภท ตามแต่ความเหมาะสม ในเรื่องโอกาส ทุนทรัพย์ และความทุ่มเทของผู้จัด คือ โนราโรงครูใหญ่ อันเป็น โนราโรงครูเต็มรูปแบบ ซึ่งจะดำเนินการตามขั้นตอนแบบวิธีต่างๆ อย่างครบถ้วนทุกองค์ประกอบเป็นเวลาสามวันสามคืน โดยจะเริ่มในวันพุธไปจบที่วันศุกร์ และจะต้องจัดทำพิธีกรรมนี้เป็นประจำทุกปี หรือทุกสามปี หรือทุกห้าปี ขึ้นอยู่กับแนวคิดความเชื่อของสายครูโนราแต่ละสาย และโนราโรงครูเล็ก ซึ่งจะย่นย่อ และคัดสรรพิธีกรรมบางอย่างออกไปตามความเหมาะสม โดยปกติจะเริ่มขึ้นในช่วงเย็นวันพุธไปสิ้นสุดในช่วงเย็นวันพฤหัสบดี และถึงแม้ว่าโนราโรงครู จะเป็นพิธีกรรม แต่ก็เป็นการจัดแสดง คือบุคคลภายนอกสามารถเข้าไปเป็นผู้ชมได้ด้วยเช่นกัน

          โนรา เพื่อความบันเทิง หรือโนรารำ เป็นการจัดแสดงเพื่อให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมโดยตรง แบ่งรูปแบบการแสดงออกเป็นลักษณะต่างๆ ดังนี้

          การรำโนรา เป็นการจัดแสดงที่มีกำหนดการแสดงมากที่สุดในวันนี้  เพราะเป็นการจัดแสดงที่ใช้เวลาไม่มาก  ผู้แสดงมีความสามารถในการแสดงระดับหนึ่ง ก็สามารถออกโรงแสดงได้แล้ว การรำโนราแต่ละตัวต้องรำอวดความสามารถและความชำนาญเฉพาะตน โดยการรำในท่ารำต่างๆ ให้ถูกต้องแข็งแรงสวยงาม เหลี่ยมมุมโดยเฉพาะการตั้งวงโนราต้องคมชัด การเชื่อมต่อท่ารำต่างๆ ต้องแคล่วคล่องสวยงาม ถูกต้องตามจังหวะดนตรี และต้องรำให้สวยงามอ่อนช้อยกระฉับกระเฉง  บางคนอาจอวด

ความสามารถในเชิงรำเฉพาะด้าน เช่น การเล่นแขน การทำตัวอ่อน การเล่นกับเครื่องแต่งตัวบางชิ้น เช่น การเล่นเสียง กำไลมือ เป็นต้น และโดยเฉพาะการรำรวมหมู่ทำท่าพลิกแพลง

ต่างๆ เช่น ท่าพระจันทร์ทรงกลด เป็นต้น 

          การร้องโนรา เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งของการจัดแสดงโนรา  ไม่ใช่ว่า นักแสดงโนราทุกตัวจะร้องโนราได้ดี การร้องโนรา ผู้ร้องจะต้องอวดลีลาการร้อง ขับบทกลอนในลักษณะต่างๆ เช่น เสียงไพเราะดังชัดเจน จังหวะการร้องขับถูกต้องเร้าใจ มีปฏิภาณในการคิดกลอน รวดเร็ว ได้เนื้อหาดี สัมผัสดี มีความสามารถในการร้อง โต้ตอบ แก้คำอย่างฉับพลันและคมคาย เป็นต้น

          การทำบท  เป็นการร้องและรำโนราเป็นเรื่องราว ที่มีความน่าสนใจตรงที่ผู้ร้องมีปฏิภาณไหวพริบมีความสามารถในการตีความหมายของบทร้องเป็นท่ารำ ให้คำร้องและท่ารำสัมพันธ์กัน มีการตีท่ารำให้พิสดารหลากหลายและครบถ้วน

ตามคำร้องทุกถ้อยคำ ต้องขับบทร้องและตีท่ารำให้ประสมกลมกลืนกับจังหวะและลีลาของดนตรีอย่างเหมาะเหม็ง การทำบทจึงเป็นศิลปะสุดยอดของโนรา

          การรำเฉพาะอย่าง นอกจากโนราแต่ละคน จะต้องมีความสามารถในการรำ การร้อง และการทำบท ดังกล่าวแล้ว ยังต้องฝึกการรำเฉพาะอย่างให้เกิดความชำนาญเป็นพิเศษด้วย ซึ่งการรำเฉพาะอย่างนี้ อาจใช้แสดงเฉพาะโอกาส เช่น รำในพิธีไหว้ครู ในพิธีแต่งพอกผูกผ้าใหญ่ บางอย่างใช้รำเฉพาะเมื่อมีการประชันโรง บางอย่างใช้ในโอกาสรำลงครูหรือโรงครู หรือในการรำแก้บน เป็นต้น ตัวอย่างการรำเฉพาะอย่าง เช่น รำบทครูสอน รำเพลงทับ เพลงโทน รำเพลงปี่ รำขอเทริด รำคล้องหงส์ เป็นต้น

          การเล่นเป็นเรื่อง โดยปกติโนราไม่เน้นการเล่นเป็นเรื่อง แต่ถ้ามีเวลาแสดงมากพอ อาจมีการเล่นเป็นเรื่อง ให้ดูเพื่อความสนุกสนาน โดยเลือกเรื่องที่รู้ดีกันแล้วบางตอนมาแสดง ไม่เน้นการแต่งตัวตามเรื่องแต่จะเน้นความตลก และการขับบทกลอนแบบโนราให้ได้เนื้อหาตามท้องเรื่อง

          การแสดงโนราที่เป็นงานบันเทิงทั่วๆ ไป แต่ละครั้ง แต่ละคณะจะมีลำดับการแสดงที่เป็นขนบนิยม โดยเริ่มจากปล่อยตัวนางรำออกรำ (อาจมีผู้แสดงจำนวน ๒-๕ คน) ซึ่งมีขั้นตอน คือ เกี้ยวม่าน หรือขับหน้าม่าน เป็นการขับร้องบทกลอนอยู่ในม่านกั้นโดยไม่ให้เห็นตัว ออกร่ายรำ แสดงความชำนาญและความสามารถในเชิงรำเฉพาะตัว นั่งพนัก ว่าบทร่ายแตระ แล้วทำบท (ร้องบทและตีท่ารำตามบทนั้นๆ) ว่ากลอน เป็นการแสดงความสามารถ เชิงบทกลอน (ไม่เน้นการรำ) ถ้าว่ากลอนที่แต่งไว้ก่อน เรียกว่า “ว่าคำพรัด” ถ้าเป็นผู้มีปฏิภาณมักว่ากลอนสด เรียกว่า “ว่ามุดโต” และรำอวดมืออีกครั้ง แล้วเข้าโรง

          ออกพราน คือ ออกตัวตลก เป็นผู้มีความสำคัญ ในการสร้างบรรยากาศการแสดงให้ครึกครื้น

          ออกตัวนายโรง หรือโนราใหญ่ นายโรงจะอวดท่ารำและการขับบทกลอนเป็นพิเศษให้สมแก่ฐานะที่เป็น นายโรง ในกรณีที่เป็นการแสดงประชันโรง โนราใหญ่ จะทำพิธีเฆี่ยนพราย และเหยียบลูกนาว เพื่อเป็นการ ตัดไม้ข่มนามคู่ต่อสู้ และเป็นกำลังใจแก่ผู้ร่วมคณะของตนด้วย

          ปัจจุบันการแสดงโนรายังคงมีการแสดงทั้ง ๒ รูปแบบ ทั้งเพื่อความบันเทิงและการรำในพิธีกรรม คุณค่าของโนรา นอกจากเครื่องแต่งกายและท่ารำที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะแล้ว โนรายังทำหน้าที่เป็น “สื่อ” เผยแพร่ให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง และเข้าถึงชาวบ้านได้ง่าย โนราจึงเป็นศิลปะการแสดงของชาวภาคใต้ที่ยังคงครองความนิยมท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบันได้ดีตามสมควร

 

โนรา ความเชื่อ และพิธีกรรม

    โนรา นอกจากเป็นศิลปะการแสดง ที่สร้างความบันเทิงแล้ว โนรา ยังเป็นการแสดงที่มีพิธีกรรมขรึมขลังที่แฝงไว้ด้วยความเชี่อ และวิถีปฏิบัติ มีขนบแบบแผน มีความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ โดยเฉพาะวิญญาณบรรพบุรุษ ที่เรียกว่า ตายายโนรา หรือตาหลวง ซึ่งอาจให้คุณและโทษได้สำหรับการปฏิบัติตัวต่างๆ ของศิษย์โนราทั้งหลาย ดังนั้นเมื่อมีการประกอบพิธีสำคัญคือ โนราโรงครู  เจ้าภาพที่เป็นลูกหลานตายายแต่ละสายได้กำหนดการจัดงานขึ้นแล้ว ก็จะมีลูกหลานและศิษย์โนราพากันเข้ามาร่วมงานด้วยเป็นจำนวนมาก และในรายการสำคัญนี้ จะมีโอกาสได้เห็นการแสดงอย่างเต็มฝีมือของโนราเก่งๆ ในสายครูเดียวกันทั้งหลาย เป็นการแสดงอวดฝีมือที่มีลักษณะใกล้เคียงกับการจัดงานไหว้ครูและการรำถวายมือของการแสดงทั้งหลายในภาคกลาง

          ในวันนี้ นักแสดงโนราอาชีพยังมีอยู่มากมายหลากหลายคณะกระจายอยู่ทั่วทุกจังหวัดในภาคใต้ และยังมีอีกจำนวนมากมายหลายรัฐในประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะรัฐเปอร์ลิส กลันตัน ตรังกานู และไทรบุรี ซึ่งมีชาวมาเลเซีย เชื้อสายไทยอาศัยอยู่ร่วมด้วย นอกจากนั้นในสถานการศึกษาต่างๆ ก็รวบรวมครูและจัดตั้งคณะโนราขึ้นเพื่อดำรงไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมซึ่งบรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ไว้ให้ดำรงคงอยู่ต่อไป และได้รับความสนใจจากคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่เป็นจำนวนมาก โนราไม่เคยตาย ไม่เคยสูญหายไปจากดินแดนใต้ และจะดำรงคงอยู่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของภาคใต้ไปตลอดกาล