หัตถศาสตร์บำบัดโรค ภูมิปัญญาไทยดังไกลไปต่างแดน

“...เมื่อความปวดเมื่อยมาเยือนเราจนถึงขีดสุด หมอคนแรกที่เรามักจะนึกถึงคือหมอนวด ผู้ที่ใช้เพียงสองมือบวกความรู้ความชำนาญ กดจุด จับเส้น ใช้เวลาเพียงชั่วยาม ก็สามารถบรรเทาอาการเมื่อยขบได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งหมอนวดฝีมือดีนั้น ใช่ว่าใครจะได้นวดกันง่ายๆ ต้องเข้าคิวนัดล่วงหน้ากว่าจะเจอตัว ใครที่ได้นวดกับหมอนวดระดับฝีมือแล้ว รับรองได้ว่าต้องติดอกติดใจ และกลายเป็นขาประจำกันไปในที่สุด...” 

          การนวดไทยเป็นภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทยโบราณ ที่ใช้การนวด กดจุดคลายเส้น เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต เพิ่มการทำงานของเส้นประสาท นอกจากจะแก้อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามร่างกายแล้ว ยังสามารถรักษาได้อีกหลายโรค จนยากจะกล่าวถึงได้หมด เช่น โรคนอนไม่หลับ ซึมเศร้า ปวดศีรษะ ไมเกรน รูมาตอย ปวดตามข้อ ไหล่ติด พาคินสัน ออฟฟิศซินโดม หรือที่ในอดีตเรียกว่า โรคลมปลายปัตฆาฏที่เกิดจากการแข็งตัวของเลือดบริเวณบ่าและหลัง เนื่องจากความเครียด การทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ การใช้ท่าทาง อิริยาบถต่างๆ ที่ไม่ถูกต้อง ลักษณะอาการของโรค จะมีอาการมึนงง วิงเวียน ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดต้นคอ ปวดกล้ามเนื้อบ่าและสะบัก อาจพบอาการปวดร้าวชาแขนด้านนอกและนิ้วมือ หายใจขัดหน้าอก ซึ่งมักนิยมไปนวดรักษา มีทั้งการนวดธรรมดาและนวดกดจุด นอกจากนั้นยังมีการนวดประคบร้อนด้วยหม้อเกลือ (เพราะเกลือสามารถ เก็บความร้อนได้ดี) และประคบด้วยลูกประคบสมุนไพรไทยอีกด้วย  

          งานนวดเป็นงานที่อาศัยประสบการณ์และการฝึกฝน ผู้นวดต้องมีความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์ และต้องมีความเชี่ยวชาญในการนวดสูงมาก วิชาการนวดของไทยนี้จึงมิได้มีชื่อเสียงลือลั่นอยู่แต่ในเมืองไทยเท่านั้น หากแต่ภูมิปัญญาทางการแพทย์แขนงนี้ ได้ขจรขจายไปไกลถึงต่างแดน เป็นที่นิยมและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ทำให้ผู้ที่ได้ศึกษาวิชาแขนงนี้ เสมือนมีทรัพย์มรดกติดตัว ด้วยสนนราคาค่านวดในต่างประเทศนั้นมีราคาค่อนข้างสูง จึงมีชาวต่างชาติทยอยเข้ามาศึกษาวิชาการนวดจากบ้านเรา เพื่อไปประกอบสัมมาอาชีพ เพราะการนวดนั้น สามารถกระทำได้ทุกที่ มิต้องใช้ทุนรอนอันใดมากมาย นอกจากเรื่ยวแรง เวลา และความชำนาญของผู้นวดเท่านั้น

 

 

          อาชีพนวดแผนไทยทำเงินเข้าประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท และกำลังสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ธุรกิจนวดแผนไทยกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในทวีปยุโรปและอเมริกา ธุรกิจบริการนวดสปากำลังผุดขึ้นมาอย่างมากมาย งานนวดไทย (Thai massage) จึงเป็นงานที่นิยมกันทั้งในหมู่คนไทยและต่างประเทศ เพราะเป็นงานที่ทำรายได้ดีมากเลยทีเดียว นวดไทยในแถบเอเซีย เช่น เกาหลีใต้ มีรายได้เดือนละประมาณ ๔๕,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ บาท นวดไทยในแถบยุโรป มีรายได้ประมาณ ๖๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท หรือ ตกชั่วโมงละ ๘๐-๑๕๐ ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทย ไม่ต่ำกว่า ,๐๐๐ บาท ซึ่งถ้าทำงานตามร้านนวดสปา การนวดสปาจะได้ค่าแรง ๑๐๐ ดอลลาร์/ชั่วโมง โดยทางร้านจะหักไว้ ๔๐% แต่ในอเมริกา ผู้นวดต้องมีใบอนุญาตประกอบการนวด (License) ซึ่งต้องเข้าเรียนคอร์สนวดของทางอเมริกาหลายร้อยชั่วโมง (ไม่สามารถใช้ใบประกาศนียบัตรจากเมืองไทย) แต่ชาวต่างประเทศที่เคยเดินทางมาเมืองไทย กลับเชื่อว่าการที่ถูกนวดจากมืออาชีพของประเทศต้นตำรับการนวด ย่อมจะได้ผลที่มีประสิทธิภาพสูงสุด จึงมีหมอนวดไทยจำนวนไม่น้อย ที่มีความสามารถกดจุดรักษาโรค ตระเวนรับนวดให้คนไทยในอเมริกา รวมถึงคนอเมริกันอีกด้วย ในประเทศเยอรมนี ฮอลแลนด์ หรือในเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน มีอัตราค่านวดตกอยู่ชั่วโมงละ ๕๐-๖๐ ยูโร ในประเทศนอร์เวย์ อัตราค่าใช้บริการชั่วโมงละประมาณ ,๐๐๐ บาท การจดทะเบียนประกอบกิจการนวดนั้น มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก สามารถทำได้เองผ่านอินเตอร์เน็ต การลงทุนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งต้องจ่ายภาษี แต่จะได้รับสิทธิในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ค่ารักษาพยาบาล รวมไปถึงเงินบำนาญเกษียณอายุ เท่าเทียมกับประชากรทั่วไปของประเทศนอร์เวย์ 

          การนวดแบบการแพทย์แผนไทย มีปรัชญามาจากพุทธศาสนาและผสานกับภูมิปัญญาพื้นบ้าน ซึ่งในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าได้อธิบายธาตุทั้ง คือ ปัถวี (ดิน) อาโป (น้ำ) วาโย (ลม) เตโช (ไฟ) ที่ก่อกำเนิดขึ้นมาเป็นร่างกาย จะต้องอยู่ในภาวะสมดุลกัน ร่างกายจึงจะเป็นปกติไม่เจ็บป่วย กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูก ล้วนเป็นธาตุดิน ซึ่งแพทย์แผนไทยว่าธาตุดิน เป็นที่ตั้งแห่งกองโรคทั้งหลาย เมื่อดินเสื่อมเสียแล้วอย่างอื่นก็เสื่อมไปด้วย การออกกำลังกายและดัดตนด้วยท่าฤๅษีดัดตน ซึ่งเป็นวิธีการจัดโครงสร้างให้เข้าที่ด้วยตนเอง การนวดไทยคือการแก้ไขปัญหากระดูก เส้นเอ็นพิการต่างๆ ซึ่งภูมิปัญญาเหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดและจดจำสืบต่อกันมา

 

 

          การนวดแผนไทยได้มีการแบ่งออกเป็น สาย คือ สายราชสำนักและสายเชลยศักดิ์

          . การนวดแบบสายราชสำนัก ในอดีตเป็นการนวดเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก ใช้เพียงมือในการนวดเท่านั้น ไม่มีการใช้เท้า เข่า ข้อศอก ท่วงท่าที่ใช้ในการนวดมีความสุภาพเรียบร้อย จะเริ่มนวดตั้งแต่ใต้เข่าลงมาหาข้อเท้า ทำการนวดผู้ป่วยที่อยู่ในท่านั่ง นอนหงาย และตะแคง ไม่นวดในท่านอนคว่ำ หรืออาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่านวดไทยอายุรเวทก็ได้ ซึ่งมักจะเน้นการกดจุดเพียงอย่างเดียว

          . การนวดแบบสายเชลยศักดิ์เป็นการนวดแบบสามัญชนทั่วไป ระดับชาวบ้าน สามารถใช้อวัยวะอื่นๆ นอกจากมือ เช่น ศอก เข่า เท้า เพื่อช่วยทุ่นแรงในการนวด มีการดัด การดึง เริ่มนวดที่ฝ่าเท้าขึ้นไปหาลำตัว ทำการนวดผู้ป่วยท่านั่ง นอนหงาย ตะแคงและท่านอนคว่ำ ซึ่งเป็นแบบแผนของการนวดที่วัดโพธิ์

          ประโยชน์ของการนวดมีมากนัก ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองดีขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ลดความเกร็ง ลดอาการกล้ามเนื้อล้า บรรเทาอาการเจ็บปวด ลดการเกิดพังผืดและการหนาตัวของเนื้อเยื่อ ช่วยขับเหงื่อและไขมัน ทำให้เลือดมาเลี้ยงผิวหนังได้มากขึ้น ทำให้ผิวหนังเต่งตึง รู้สึกแจ่มใส กระฉับกระเฉง กระตุ้นการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้ ลดอาการท้องผูก ขับถ่ายของเสียดีขึ้น และกระตุ้นความอยากรับประทานอาหาร ทำให้เจริญอาหาร

          การนวดมีข้อห้ามข้อควรระวังอยู่ไม่น้อย หมอจะไม่นวดผู้ที่เพิ่งรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ ผู้เป็นโรคติดต่อ เป็นมะเร็ง เป็นเบาหวาน เป็นโรคหลอดเลือด เป็นโรคกระดูกพรุน หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ผู้ที่มีไข้สูง ผู้มีความดันโลหิตสูงกว่าหรือเท่ากับ 140/90 mm.Hg และจะไม่นวดผู้ที่เพิ่งประสบอุบัติเหตุมาใหม่ๆ บริเวณที่เป็นแผลเปิด แผลที่ยังหายยังไม่สนิทแผลเรื้อรัง บริเวณที่มีกระดูกแตก บริเวณที่มีการผ่าตัด ใส่เหล็ก หรือข้อเทียม หรือบริเวณที่ผ่าตัดภายในระยะเวลา เดือน

 

 

ความเป็นมาของการนวดไทย 

          การนวดไทย เป็นศาสตร์และศิลป์ประจำชาติ ซึ่งมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาความเจ็บป่วยต่างๆ ของคนไทยมาช้านาน                

          การนวดแผนโบราณมีต้นตำรับมาจากอินเดีย ตั้งแต่สมัยพุทธกาล ผู้ค้นคิดริเริ่มการนวดแผนโบราณเพื่อรักษาผู้ป่วยคือหมอชีวกโกมารภัจจ์  ผู้ที่ได้วางรากฐานของการนวดที่อินเดียและได้เผยแพร่ออกไปยังนานาประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วยในเมืองไทยขุดพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์เก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งในวัดป่ามะม่วง คือศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงที่จารึกรูปวิธีการรักษาด้วยการนวดและยังบันทึกว่า พ่อขุนรามคำแหงทรงสร้างสวนสมุนไพรชนาดใหญ่ไว้บนเขาหลวง หรือเขาสรรพยา ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย สำหรับให้ราษฎรได้เก็บสมุนไพร ไปใช้รักษาโรคในยามเจ็บป่วย 

          ในสมัยอยุธยา ยุคของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช การนวดมีความเจริญรุ่งเรืองมาก กรมแพทย์และกรมหมอนวดนั้น ถือได้ว่าเป็นกรมใหญ่ที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด กฎหมายตราสามดวงเล่ม (.. ๑๙๙๘ ) ได้ระบุศักดินาของข้าราชการ ที่ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ในตำแหน่งต่างๆ เช่นหลวงราชรักษาเจ้ากรมหมอนวดขวา และหลวงราโชเจ้ากรมหมอนวดซ้ายถือนาดล ,๖๐๐ ไร่ มีการรวบรวมตำรับยาต่างๆ ขึ้นเป็นครั้งแรก เรียกว่า “ตำราพระโอสถพระนารายณ์ และมีหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งเป็นบันทึกจดหมายเหตุของราชทูตฝรั่งเศส กล่าวถึงการนวดเพื่อรักษาโรคของไทยว่าในกรุงสยามนั้นถ้าใครป่วยไข้ลงก็จะเริ่มทำเส้นสายยืด โดยให้ผู้ชำนาญในทางนี้ขึ้นไปบนหลัง แล้วใช้เท้าเหยียบ กล่าวกันว่าหญิงมีครรภ์มักใช้เด็กเหยียบ เพื่อให้คลอดบุตรง่าย" หลังจากเสียกรุงให้พม่าสองครั้ง ตำราการแพทย์แผนไทยได้ถูกทำลายสูญหายไปเป็นจำนวนมาก

          ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ทรงให้ปฏิสังขรณ์วัดโพธ์ขึ้นเป็นอารามหลวงและได้รวบรวมตำรายา ตำรานวด แสดงไว้ตามศาลารายเพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาโดยทั่วกัน รวมทั้งทรงโปรดให้ปั้นรูปฤาษีดัดตนไว้ด้วย และได้จัดตั้งกรมหมอโรงพระโอสถ คล้ายกับในสมัยอยุธยา ผู้ที่รับราชการ เรียกว่าหมอหลวงส่วนหมอที่รักษาประชาชนทั่วไป เรียกว่าหมอราษฎรหรือหมอเชลยศํกดิ์

          ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดราชโอรสาราม และได้จารึกตำราไว้ในแผ่นศิลา ตามเสาระเบียงพระวิหาร รวมทั้งทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ อีกครั้งใน .. ๒๓๗๕ โปรดเกล้าฯ ให้พระยาบำเรอราชแพทย์ ซึ่งเป็นแพทย์ประจำราชสำนัก รวบรวมตำราการแพทย์แผนไทยและตำรานวด บันทึกไว้บนศิลาหินอ่อน ๖๐ ภาพ ประดับไว้ตามผนังโบสถ์และศาลารายในบริเวณวัด มีตำราบอกสมุฏฐานของโรคและวิธีบำบัด และได้หล่อรูปปั้นฤๅษีดัดตนในท่าต่างๆ รวม ๘๐ ท่า โดยใช้สังกะสีและดีบุก แทนการใช้ดินที่เสื่อมสภาพได้ง่าย ทรงให้นำสมุนไพรที่ใช้ในการปรุงยาที่หาได้ยากมาปลูกไว้ เพื่อให้ราษฎรได้ศึกษาและนำไปใช้ในการรักษาตน นับได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำโลก ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

 

 

          ในรัชกาลที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการวาดภาพฤๅษีดัดตนทั้งหมด ๔๐ ท่า และกำหนดจุดนวดไว้เป็นจิตรกรรมฝาผนัง ศาลาโถง วัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง) อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา แต่ละท่ามีโคลงสี่สุภาพประกอบ เนื้อความโคลงนี้เหมือนกับที่วัดพระเชตุพนฯ

          ต่อมาในรัชกาลที่   .. ๒๔๙๙  ทรงโปรดเกล้าฯ ให้แพทย์หลวงสังคายนาแปลตำราแพทย์จากภาษาบาลีและสันสกฤตเป็นภาษาไทย เรียกว่าตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ (ฉบับหลวง) ซึ่งตำรานี้ได้แยกการนวดเป็นภาควิชาหัตถศาสตร์ เรียกว่าตำราแบบนวดฉบับหลวง

          ในสมัยรัชกาลที่ ได้แบ่งการประกอบโรคศิลปะออกเป็นแผนปัจจุบันและแผนโบราณโดยแบ่งแผนโบราณเป็น สาขา ได้แก่ สาขาเวชกรรมแผนโบราณ สาขาเภสัชกรรมแผนโบราณ สาขาผดุงครรภ์แผนโบราณ สาขานวดแผนโบราณ ใน .. ๒๔๗๙ ได้มีการตัดนวดแผนโบราณออกไป .. ๒๔๙๘ สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๗ (ปุ่น ปุณณสิริ) ได้จัดตั้งสมาคมแพทย์แผนโบราณและโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) ขึ้น โดยโรงเรียนได้เริ่มเปิดสอนวิชาแพทย์แผนโบราณทั้ง สาขาวิชาตามกฎหมาย ต่อมาในรัชกาลที่ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ วัดโพธิ์ใน .. ๒๕๐๔ คณะอาจารย์ได้นำตำราของโรงเรียนขึ้นทูลเกล้าถวาย พระองค์ทรงรับสั่งถามว่ามีการนวดสอนหรือไม่ จากกระแสพระราชดำรัสดังกล่าว เป็นผลให้มีการรวบรวมความรู้เกี่ยวกับการนวดมาจัดทำเป็นหลักสูตร และเริ่มเปิดสอนครบทั้ง สาขาวิชามาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาได้พัฒนาองค์ความรู้ ตลอดจนปรับปรุงมาตรฐานการเรียนการสอน จนเป็นที่เชื่อถือและเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งโรงเรียนยังได้ขยายสาขาออกไปในชื่อโรงเรียนนวดแผนโบราณและโรงเรียนสุขภาพเชตวัน รวม สาขา ได้แก่ วัดโพธิ์ แจ้งวัฒนะ ศาลายา เชียงใหม่

          .. ๒๕๒๕ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการนวดแผนไทยแบบราชสำนักในสังคมไทยยุคนี้ เมื่อศาสตราจารย์ นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ ได้ก่อตั้งโรงเรียนอายุรเวทวิทยาลัย เพื่อผลิตแพทย์แผนไทยประยุกต์ ท่านได้พบกับอาจารย์ณรงค์สักข์ บุญรัตนหิรัญ ผู้เชี่ยวชาญการนวดแผนไทยแบบราชสำนัก ด้วยเห็นว่าเป็นศาสตร์ทรงคุณค่า จึงเชิญอาจารย์ณรงค์สักข์ มาสอนวิชานวดให้แก่โรงเรียนอายุรเวทวิทยาลัย ตั้งแต่ยุคเริ่มต้น กระทั่งปี .. ๒๕๔๔ กระทรวงสาธารณสุขได้มีประกาศให้เพิ่มสาขาการนวดไทยเข้าไว้ในสาขาแพทย์แผนไทยอีก .. ๒๕๔๕ โรงเรียนอายุรเวทวิทยาลัย ถูกนำเข้าไปอยู่ในการดูแลของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และปรับปรุงหลักสูตรจากระดับอนุปริญญาไปเป็นปริญญาตรีสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์มีการสอนวิชาพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับวิชาด้านแพทย์แผนไทย รวมทั้งวิชานวดแผนไทยแบบราชสำนัก (หัถเวชกรรม) อีกด้วย

          จากนั้นกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศกฎกระทรวงว่าด้วยการอบรมหรือถ่ายทอดความรู้ ในวิชาชีพ สำหรับผู้ขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทย .. ๒๕๕๐เพื่อเป็นการกำหนดมาตรฐานความรู้ในวิชาชีพการประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทย ทั้ง ประเภท คณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทย จึงเห็นชอบให้จัดทำหลักสูตรวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทย ประเภทการนวดไทย .. ๒๕๕๐  มีหลักสูตรวิชาชีพการนวดไทย แบบสมบูรณ์เต็มขั้น ๘๐๐ ชั่วโมง ปัจจุบันได้เปิดสอนตามโรงเรียน ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ และสํานักงานสาธารณสุข ซึ่งหากท่านใดต้องการเข้าเรียน ควรมองหาหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีโรงเรียนกว่า ๗๐ แห่งทั่วประเทศ อาทิ โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) ซึ่งเปิดสอนหลักสูตรหัตถศาสตร์ นวดแผนโบราณแบบต่างๆ อาทิ วิชาชีพนวดไทยชั้นต้น ๑๕๓ ชั่วโมง วิชาชีพนวดไทยชั้นกลาง ๓๘๐ ชั่วโมง นวดเพื่อสุขภาพ ๑๖๕ ชั่วโมง เป็นต้นปัจจุบันมีฝรั่งต่างชาติเข้ามาเรียนและมาใช้บริการนวดมากมาย โดยเฉพาะผู้ที่เข้ามาใช้บริการนวดไม่น้อยกว่า ๔๐๐ คนต่อวัน เปิดบริการตั้งแต่ โมงเช้าถึง ทุ่ม มีหมอนวดผู้ชำนาญการให้บริการอยู่ประมาณ ๘๐ ท่าน ให้บริการทั้งที่วัดและที่ศูนย์สุขภาพเชตวัน ซึ่งอยู่ทางด้านหลังของวัด แถวชุมชนท่าเตียน ถนนมหาราช ซอยตรงข้ามหอสมุดสันติวัน สถานที่โอ่อ่า มีความเป็นส่วนตัวมากกว่าที่วัด ซึ่งที่นี่ใช้เป็นที่เล่าเรียนของโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) ด้วยความที่วัดเป็นต้นตำรับของการนวด ชุมชนท่าเตียนหลังวัดโพธิ์ จึงเป็นแหล่งขายยา ขายน้ำมันนวด อุปกรณ์การนวด และตำรานวดมากมาย

          ส่วนทางภาคเหนือ เชียงใหม่ นับได้ว่าเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้การนวดไทยทางภาคเหนือมีการจัดตั้งชมรมโรงเรียนนวดไทยเอกชนเชียงใหม่เพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนการสอนวิชาการนวดไทยให้ได้มาตรฐานสู่สากล ปัจจุบันมีสมาชิกรวม ๑๖ โรงเรียนที่ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนและรับรองหลักสูตรจากกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข แต่ละปีมีผู้มาเรียนจากทั่วโลกนับเป็นสัดส่วนถึง ๙๐% โรงเรียนที่เปิดมานานจนเป็นที่รู้จักในแวดวงชาวต่างชาติ ได้แก่ โรงเรียนนวดแผนไทยชีวกโกมารภัจจ์เป็นต้น

 

 

ลูกประคบสมุนไพรแห้ง

          การทำลูกประคบสมุนไพร คือ การใช้สมุนไพรหลายๆ อย่างมาห่อรวมกัน ส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหย โดยนำลูกประคบมานึ่งให้ร้อนแล้วใช้ประคบบริเวณที่ปวดหรือเคล็ดขัดยอก สามารถช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตได้ดี บรรเทาอาการปวดเมื่อย ช่วยลดอาการบวม อาการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อเอ็นข้อต่อ ช่วยให้เนื้อเยื่อ พังผืด ยืดตัวออก แก้เส้นเลือดขอดตัวยาที่นิยมใช้ทำลูกประคบ ได้แก่

          . ไพล แก้ปวดเมื่อย ลดการอักเสบ

          . ผิวมะกรูด ซึ่งมีน้ำมันหอมระเหย แก้ลมวิงเวียน

          . ตะไคร้บ้าน ช่วยในการขับเหงื่อ

          . ใบมะขาม ช่วยบำรุงผิวและแก้ไขอาการคันตามร่างกาย

          . ใบส้มป่อย ช่วยบำรุงผิวพรรณ แก้โรคผิวหนัง

          . ขมิ้นชัน ช่วยลดอาการอักเสบ แก้โรคผิวหนัง

          . เกลือ ช่วยดูดความร้อนและทำให้พาตัวยาซึมผ่านผิวหนังได้สะดวกขึ้น

          . การบูร มีกลิ่นหอม ช่วยบำรุงหัวใจ

 

          นอกจากนั้นยังสามารถใส่ ใบเตย ใบมะกรูด เปลือกส้มโอ ว่านชัดมดลูก เปาะ ว่านน้ำ พิมเสน ข่า ยูคาลิปตัส ฯลฯ ตามแต่จะหาได้ เป็นสูตรและความชอบของแต่ละสำนักที่สามารถปรับแต่งได้ตามชอบใจ ว่าจะเน้นสรรพคุณเช่นไร

 

 

หมอชีวก

          “หมอชีวกมีชื่อเต็มว่า หมอชีวกโกมารภัจจ์” (อ่านว่า ชี-วะ-กะ-โก-มา-ระ-พัด) ท่านเป็นบรมครูแห่งการแพทย์แผนโบราณ ผู้คิดค้นท่าษีดัดตน เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษา ที่มีชื่อเสียงมากในครั้งพุทธกาล  ท่านเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้าพิมพิสาร และพระเจ้าพิมพิสารได้ถวายให้เป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้าด้วย หมอชีวกเกิดที่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ เป็นบุตรของหญิงคณิกานามว่าสาลวดี นางตั้งครรภ์โดยบังเอิญ เมื่อคลอดบุตรแล้วจึงสั่งให้สาวใช้นำไปทิ้ง ครั้นเจ้าชายอภัย โอรสของพระเจ้าพิมพิสาร ได้ทอดพระเนตรเห็นทารกนั้น มีฝูงอีการุมล้อมอยู่ เมื่อทรงทราบว่าทารกยังมีชีวิตอยู่ จึงได้โปรดให้นำไปให้นางนมเลี้ยงไว้ในวัง ขนานนามเด็กทารกผู้นี้ว่า ชีวกแปลว่า ผู้ยังเป็นอยู่ หรือผู้รอดตาย และโดยเหตุที่พระราชกุมารคือเจ้าชายได้ทรงเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม จึงมีสร้อยนามว่า โกมารภัจจ์แปลว่าผู้ชึ่งพระราชกุมารเลี้ยง หมอชีวกได้ศึกษาวิชาแพทย์ที่สำนักทิศาปาโมกข์ แห่งเมืองตักกศิลา ตลอดชีวิตของท่าน ได้บำเพ็ญแต่คุณงามความดี ช่วยเหลือผู้เจ็บไข้โดยไม่เลือกฐานะ ท่านได้ถ่ายทอดวิชาให้แก่ลูกศิษย์มากมาย หมอชีวกโกมารภัจจ์ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน และศรัทธาในพระพุทธศาสนา ปรารถนาจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าวันละ - ครั้ง พิจารณาเห็นว่าพระเวฬุวันอยู่ไกลเกินไป จึงสร้างวัดถวายในสวนมะม่วงของตน เรียกกันว่า ชีวกัมพวัน” (ชีวก+อัมพวัน แปลว่า สวนมะม่วงของหมอชีวก) ด้วยเหตุที่หมอชีวกเป็นแพทย์ประจำคณะสงฆ์และเป็นผู้มีศรัทธาเอาใจใส่เกื้อกูลพระสงฆ์มาก จึงได้รับยกย่องจากพระพุทธองค์ว่า เป็นเอตทัคคะ ผู้เลิศกว่าอุบาสกทั้งปวงในทาง เป็นที่รักของปวงชน

 

 

 

เรื่องและภาพ : กัลยาณมิตร นรรัตน์พุทธิ

Hits: 133