เหมืองฝาย สุดยอดภูมิสถาปัตยกรรมจากภูมิปัญญาพื้นบ้านไทย

            ขุนเขาสลับซับซ้อนอุดมไปด้วยป่าฝนและเมฆหมอกคือลักษณะภูมิประเทศเกือบทั้งหมดของภาคเหนือ ความซับซ้อนสูงชันที่ปกคลุมไปด้วยป่าไม้และท้องทุ่งสีเขียวช่วยเก็บกักความชุ่มชื้นจากฝนและละอองน้ำในอากาศเป็นอย่างดีเยี่ยม น้ำซึมซับสู่ใต้ดินเกิดเป็นต้นน้ำลำธารมากมายจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำซึ่งมีความชุ่มชื้นนอกฤดูฝนน้อยกว่า สายน้ำเล็ก ๆ หลายสายรวมกันเป็นสายน้ำใหญ่ไหลสู่ที่ราบลุ่มต่ำกลายเป็นแม่น้ำเป็นคลอง

            มนุษย์มีวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาอาศัย “น้ำ” เป็นปัจจัยหลักในการทำนาทำไร่มาแต่โบราณ เป็นทรัพยากรธรรมชาติล้ำค่าที่มีจำกัดตามฤดูกาลโดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำที่ห่างไกลจากแม่น้ำลำคลอง สังคมเกษตรกรรมจึงต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งบรรพบุรุษของไทยก็สร้างระบบขึ้นด้วยภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดสู่รุ่นลูกรุ่นหลานกันมาช้านาน ขณะที่ทุกวันนี้เรามีคำเรียกระบบการจัดการน้ำอย่างเป็นทางการว่า “ชลประทาน” ทว่าเมื่อครั้งโบราณเรียกระบบจัดการน้ำเพื่อการเกษตรกรรมว่า “เหมือง-ฝาย”

            ดังที่ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยปรากฏคำว่า เหมือง ฝาย อันแสดงให้เห็นว่าผู้คนในสมัยนั้นมีระบบการจัดการน้ำแล้ว เช่น ศิลาจารึกหลักที่ ๓ หรือจารึกนครชุม มีคำว่า “เหมืองแปลงฝายรู้ปรา...” นอกจากนี้ยังปรากฏในจารึกฐานพระอิศวรเมืองกำแพงเพชรว่า อนึ่งท่อปู่พระยาร่วงทำเอาน้ำไปเถิงบางพานนั้นก็ถมหายสิ้นและเขาย่อมทำนาทางฟ้า และหาท่อนั้นพบ กระทำท่อเอาน้ำเข้าไปเลี้ยงนาให้เป็นนาเหมืองนาฝาย มิได้เป็นทางฟ้า...อันมีความหมายว่า ท่อที่พระยาร่วงทำไว้เพื่อส่งน้ำไปถึงบางพานนั้นทรุดโทรมถูกทับถมหายไป ชาวบ้านจึงต้องทำนาด้วยการพึ่งพาน้ำฝน เมื่อหาท่อน้ำเก่านั้นพบก็จะได้ใช้งานนำน้ำเข้านาตามความต้องการให้เป็นนาเหมืองนาฝาย โดยไม่ต้องคอยฝนจากฟ้าเพียงอย่างเดียว

            “เหมือง” คือลำน้ำที่ขุดขึ้นตามความต้องการเพื่อส่งน้ำและมีหลายขนาดตามความต้องการของพื้นที่ ส่วนคำว่า “ฝาย” หมายถึงสิ่งก่อสร้างที่สร้างขวางกั้นแม่น้ำเพื่อกักชะลอและเก็บน้ำ หรือเปลี่ยนแปลงทิศทางไหลของน้ำ ยังมีฝายในโครงการพระราชดำริ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เรียกว่า “ฝายแม้ว” ขณะที่สิ่งก่อสร้างมีลักษณะเป็นฝายขนาดใหญ่นั้น เรียกว่า “เขื่อน”

            เหมืองฝาย จึงเป็นชื่อเรียกระบบชลประทานโบราณพื้นบ้านที่ครบวงจร เป็นระบบการจัดการน้ำที่อยู่กับเกษตรกรไทยมานาน เป็นวัฒนธรรมของคนที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างพึ่งพาอาศัยไม่ทำลาย และเป็นมรดกทางภูมิปัญญาอันสูงค่าจากบรรพบุรุษ

            มรดกภูมิปัญญาการทำเหมืองฝาย แม้ในปัจจุบันนี้อาจกล่าวได้ว่าแทบจะไม่มีให้เห็นได้มากนัก ยกเว้นบริเวณภาคเหนือตอนบนหรือกลุ่มวัฒนธรรมล้านนา ได้แก่ ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน พะเยา และเชียงราย ที่ยังคงดำเนินวิถีเกษตรกรเยี่ยงบรรพบุรุษ สืบทอดภูมิปัญญาการทำเหมืองฝายแบบดั้งเดิมด้วยความมั่นใจและหวงแหน

            ในพงศาวดารโยนกและตำนานพื้นเมืองล้านนามีกล่าวถึงเหมืองฝายมานับสหัสวรรษ จนกระทั่งสมัยพ่อขุนมังราย พ.ศ. ๑๘๓๙ พระองค์ให้ความสำคัญกับระบบเหมืองฝายเป็นอย่างยิ่งถึงกับได้มีการตรากฎหมายไว้ในมังรายศาสตร์ เรื่องเหมืองฝายอย่างน่าสนใจ ดังนี้

            “มาตรา ๑ ทำนาติดกัน ผู้หนึ่งชวนไปทดน้ำเข้านา มันไม่ยอมไปช่วยแต่คอยขโมยน้ำจากท่าน หรือแอบขุดหนองน้ำท่าน เจ้านาเจ้าหนองได้ฆ่ามันตายก็เป็นอันสิ้นสุดไป อย่าว่าอะไรแก่เจ้านา ผีไม่ฆ่ามันก็ให้ปรับไหม ๑,๐๐๐,๐๐๐ เบี้ย”

            ผู้ใดใสแพล่องถิ้มถูกฝายหลุ หื้อมันแปลงแทน หรือมันแปลงบ่ได้ ฝายใหญ่เอาค่า ๑๑๐ เงิน ฝายหน้อยเอา ๓๒ เงิน เพราะว่าเหลือกำลังมันนา

            รวมทั้งยังมีการแต่งตั้งคนทำงานหรือเจ้าหน้าที่ในตำแหน่งต่าง ๆ เพื่อควบคุมบริหารจัดการน้ำให้เป็นระบบระเบียบอย่างดี เช่น หัวหน้าควบคุม เรียกว่า “แก่ฝาย” และ “แก่เหมือง” ผู้ประสานงานกับชาวบ้านเรียกว่า “หมื่นล่ามน้ำ” และ ผู้สำรวจตรวจตรา เรียกว่า “เลียบน้ำ” ส่วนราษฎรผู้ได้ผลประโยชน์ในระบบเหมืองฝายนั้น เรียกว่า “ลูกฝาย”

            แบบแผนในการสร้างระบบเหมืองฝายด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดมานั้น ได้พัฒนาจนมีความลงตัวในประโยชน์ที่เอื้อกันอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างคนและธรรมชาติของท้องถิ่น ซึ่งมีส่วนสำคัญและเป็นแนวทางในการสร้างระบบเหมืองฝาย ดังนี้

            เหมือง หรือลำน้ำที่ขุดให้มีขนาดต่าง ๆ ตามประโยชน์ใช้สอยที่กำหนด ได้แก่ “เหมืองหลวง” เป็นลำน้ำสายหลักที่มีลำน้ำสาขาสายเล็ก ๆ แจกจ่ายน้ำออกไปยังส่วนต่าง ๆ ของพื้นที่เพาะปลูกที่เรียกว่า “เหมืองไส้ไก่” หรือ “เหมืองซอย” สำหรับลำน้ำแจกจ่ายไปให้ใช้สอยในครัวเรือนสำหรับอุปโภคบริโภคนั้นเรียกว่า “เหมืองกิน” ส่วนลำน้ำทิ้งจากที่นาเรียกว่า “เหมืองขี้น้ำ” และยังมีลำน้ำที่ต่างระดับเพื่อการชักน้ำเข้าสู่นาที่สูงกว่าเรียกว่า “เหมืองฟู”

            ฝาย สร้างขึ้นเพื่อกักน้ำในแม่น้ำหรือลำน้ำสายหลักตามธรรมชาติ เพื่อยกระดับน้ำ ชะลอ เก็บกักน้ำ และจ่ายแจกไปยังเหมืองที่ขุดรอไว้ด้านข้าง ด้วยการปักไม้เป็นหลักเรียงกันและสานขัดกันขวางลำน้ำทั้งสาย เพื่อความแข็งแรง แนวไม้ปักจะทำไว้หลาย ๆ ชั้นแบบกำแพงกั้นน้ำ และถมหินลงในระหว่างชั้นของกำแพงกันน้ำ (ปัจจุบันอาจใช้ถุงทรายถม) ให้สูงขึ้นเท่ากับระดับน้ำที่ต้องการ ตามภูมิปัญญาโบราณนั้นให้นำหินใส่ในตะกร้าจักสานด้วยไม้ไผ่เรียกว่า “ลูกจะเข้” นำไปเรียงหนีบทับตามแนวโคนไม้หลักกำแพงกันน้ำก่อนการถมหินลงไปจะได้ความแข็งแรงยิ่งขึ้น

            น้ำที่ล้นฝายจะกลายเป็นน้ำตกขนาดย่อม ๆ ในลำน้ำเดิม และระดับน้ำที่สูงขึ้นบริเวณแอ่งเหนือฝายก็จะไหลสู่เหมืองหลวงด้านข้างที่ขุดรอเอาไว้ น้ำที่ไหลไปในเหมืองหลวงนี้ยังสร้างฝายขนาดเล็กขวางกั้นอีกที่เรียกว่า “แต” เพื่อแยกน้ำเข้าสู่ลำเหมืองไส้ไก่ที่มีชื่อเรียกตามผืนนาผืนไร่ที่ได้รับประโยชน์ เช่น แตตาหนู, เหมืองตาหนู ซึ่งก็คือแตและลำเหมืองที่ผันน้ำผ่านที่ดินของตาหนู จากเหมืองไส้ไก่ยังมีการแจกจ่ายน้ำเข้าสู่ไร่นาโดยทำนบไม้ขนาดเล็ก เรียกว่า “เขียง” สุดท้ายเป็นประตูน้ำสู่นาด้วยการเปิดดินคันนาด้วยมือและปิดกลับเมื่อมีน้ำเพียงพอแล้ว เรียกว่า “ตาง” นอกจากนี้ยังมีการสร้างแนวคันดินยาวต่อเนื่องเพื่อป้องกันน้ำไหลเข้าท่วมบริเวณอยู่อาศัยและชุมชนอย่างนี้เรียก “พนัง”

            นอกจากเรื่องเหมืองฝายที่มีด้านแนวคิดใช้ประโยชน์โดยตรงในธรรมชาติแล้ว ยังมีด้านความเชื่อในความเร้นลับและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย มีการสร้าง “หอผีฝาย” หรือศาลอันเป็นที่สถิตของผีประจำฝายแต่ละแห่ง ด้วยความเชื่อความศรัทธาจากอดีตกาล ถึงกับมีข้อกฎหมายระบุไว้ในมังรายศาสตร์เช่นกันว่า “ผู้ใดสะหาวตีหอบูชาผีฝายท่านเสีย ต้องถือว่าผิดผีฝาย หื้อมันแปลงหอบูชาดั่งเก่า”

            ทุก ๆ ปีเมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูทำนา บรรดาชาวบ้านชาวนาที่ร่วมใช้สอยน้ำจากเหมืองฝายชุดเดียวกันก็จะไปรวมกันที่หอผีฝาย เพื่อร่วมพิธีกรรมเลี้ยงผีฝาย โดยมีพ่อหมอหรือปู่จารย์เป็นผู้กระทำพิธี มีอาหารการกินพร้อมสรรพ ทุกคนที่เข้าร่วมพิธีกรรมก็จะช่วยกันซ่อมแซมเหมืองฝายทั้งระบบให้คืนสู่สภาพดี ใช้งานได้ตามต้องการ เสร็จสรรพก็ร่วมวงสนทนาเพื่อทบทวน “สัญญาเหมืองฝาย” ที่ได้ร่วมกันตกลงไว้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งอาจมีการหารือเพื่อปรับให้เข้ากับสถานการณ์ เพราะเหมืองฝายถือเป็นทรัพยากรในสิทธิส่วนรวมและจะไม่มีใครละเมิดสิทธินั้นเลย

            กลุ่มเหมืองฝายที่ยังสืบทอดมาในภาคเหนือตอนบนหรือกลุ่มวัฒนธรรมล้านนาของประเทศไทยมีจำนวนถึง ๔๐๐๐ เหมืองฝาย นับเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านดั้งเดิมที่ยังมีชีวิตชีวา เหมืองฝายล้านนายังมีแบบแผนการสร้าง มีระบบการจัดการร่วมกัน มีประเพณีและกฎระเบียบ มีชื่อเรียกองค์ประกอบในระบบ ซึ่งทั้งหมดไม่แตกต่างจากที่พบในพงศาวดารและตำนานเมื่อครั้งสมัยพ่อขุนมังราย หรือกว่า ๗๐๐ ปีมาแล้ว

            เหตุที่เหมืองฝายในท้องถิ่นล้านนายังดำรงอยู่ถึงทุกวันนี้ก็เพราะมีความยุติธรรมเป็นแกน และมั่นคงในแนวทางปฏิบัติของบรรพบุรุษที่สร้างไว้ให้เคารพและยอมรับในธรรมชาติเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนเป็นหลักการ โดยแบ่งปันใช้สอยประโยชน์กันเท่าที่เพียงพอกับไร่นาของตน ทุกคนตระหนักถึงป่าต้นน้ำและช่วยกันดูแลอนุรักษ์ ความอุดมสมบูรณ์ในระบบนิเวศของเหมืองฝายจึงเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ ให้ทุกคนได้มีความสุขกับความมั่นคงในชีวิต เป็นความล้ำค่าที่พวกเขาหวงแหน

            เมื่อชาวบ้านและเกษตรกรล้านนามีเหมืองฝายเป็นระบบชลประทานอันยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบเช่นนี้แล้ว ระบบชลประทานสมัยใหม่ที่สร้างด้วยคอนกรีตขนาดใหญ่โตนั้นจึงถูกพวกเขาปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ดีมากมาย โดยมีหนึ่งในเหตุผลที่น่าสนใจคือ “ระบบชลประทานสมัยใหม่มีเหมืองและฝายเป็นคอนกรีต น้ำจะซึมผ่านไม่ได้เลย ความชุ่มชื้นในผืนดินให้ถ้วนทั่วนั้นไม่มี” ขณะที่เหมืองฝายแบบโบราณมีการก่อสร้างด้วยดิน หิน และไม้ที่ความชุ่มชื้นซึมผ่านได้
 

            เหมืองฝายนอกจากช่วยกระจายน้ำไปยังพื้นที่เกษตรกรรมอย่างทั่วถึงแล้ว ยังช่วยชะลอสายน้ำให้ไหลหลากจากขุนเขาสู่ที่ลุ่มต่ำ ลดความรุนแรงของอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นได้

            เหมืองฝายได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๘ เหมืองฝายคือมรดกภูมิปัญญาบรรพบุรุษไทย คือภูมิสถาปัตยกรรมที่ยอดเยี่ยม คือระบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และคือแหล่งความรู้ทรงคุณค่าในการพัฒนาสำหรับระบบชลประทานสมัยใหม่ที่ต้องต่อยอดและไม่ควรมองข้าม

 

เรื่อง/ภาพ : ยอด เนตรสุวรรณ

Hits: 3007