อาหารบาบ๋า ความอร่อยและความงดงามข้ามชาติพันธุ์

“อาหารบาบ๋า” ทั้งคาวและหวานกว่า ๓๐๐ ชนิด ที่เกิดจากการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกอย่างลงตัว เกิดความกลมกล่อมอย่างมีเอกลักษณ์ ... แล้วคุณจะติดใจ 

    บาบ๋า เป็นคำที่เราคนไทยใช้เรียกวัฒนธรรมลูกผสม ที่มีความเป็นมายาวนาน มีเรื่องราวเรื่องเล่าเป็นรายละเอียดต่างๆ หลากหลาย ในระยะแรกสืบเนื่องจากการที่ชาวจีนในสมัยราชวงศ์หมิง กองเรือเป่าฉวน ที่นำโดยอัครมหาเสนาบดีขันที เจิ้งเหอ นำกองเรือจีนราชวงศ์หมิง มุ่งลงทะเลใต้ เดินเรือเพื่อค้าขาย สำรวจ และขยายการทูตข้ามสมุทรเข้ามายังดินแดนหมู่เกาะในแถบหมู่เกาะเครื่องเทศ และช่องแคบมะละกา อันเป็นดินแดนประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และบรูไนในปัจจุบัน ในครั้งนั้นการเข้ามาของกองเรือจีนได้รับการขานรับจากผู้ปกครองดินแดน สุลต่านแห่งแว่นแคว้นต่างๆ ในแถบนี้ ต่อมาชาวเรือจีนที่ข้ามทะเลมาทำการค้าขายที่มีแต่ผู้ชาย ไม่สามารถกลับบ้านได้ในระยะเวลาสั้นๆ จึงได้รับอนุญาตให้แต่งงานอยู่กินกับหญิงชาวมลายู สร้างครอบครัวที่อยู่อาศัยมีลูกมีหลานสืบต่อกันมา 

    การสร้างครอบครัวของคู่ผสมสองเชื้อชาตินี้ ก็คือการสร้างปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตที่ผสมผสานร่วมกันนั้นเอง คือ มีทั้งเรื่องอาหารการกิน ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และกระทั่งยารักษาโรค และที่พิเศษแบบไม่เป็นทางการสักหน่อยก็คือ ชาวคู่ผสมเหล่านี้เป็นครอบครัวชาวสำเภาค้าขาย เป็นพ่อค้าวาณิชที่มีความรู้ เห็นโลกมามากกว่าชาวพื้นเมือง มีทุนทรัพย์มาก มีปมเด่นกว่าชาวพื้นเมืองทั่วไป ดังนั้นการผสมผสานใดๆ ที่เกิดขึ้นจึงเป็นการผสมผสานที่มีลักษณะพิเศษ มีการแสดงตัวตนที่ไม่ใช่ชาวบ้านพื้นเมืองธรรมดาๆ อยู่ในที ภาษามลายู ได้สร้างคำศัพท์เฉพาะเป็นคำใหม่ขึ้นด้วยการผสมผสาน คำเก่าเข้าด้วยกัน เป็นคำว่า Peranakan อันมีความหมายถึงเรื่องราวของเด็กๆ ซึ่งหมายถึงลูกผสมของคนสองเชื้อชาติ ซึ่งมีทั้งลูกผู้หญิงและลูกผู้ชาย ในลูกผู้ชายมีคำภาษาพื้นเมืองเรียกว่า บาบ๋า นั้นเอง ส่วนคำว่า ย่าหยา เป็นคำที่มาทีหลัง 

    ถัดจากการผสมผสานสองสัญชาติ จีน และมลายู ในช่วงถัดจากนั้น คือในราว พ.ศ. ๒๔๐๐ เป็นต้นมา ดินแดนหมู่เกาะและคาบสมุทรแถบนี้ต้องผจญกับลัทธิล่าอาณานิคมของชาวตะวันตก ชาวตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาเป็นเจ้าอาณานิคมคือ โปรตุเกส จึงมีชาวโปรตุเกสเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกวัฒนธรรม Peranakan ด้วยอีกชาติหนึ่งไปโดยปริยาย แต่ไม่ใช่แค่นั้น เอาเข้าจริงกองทหารโปรตุเกสนั้น จริงๆ มีฝรั่งอยู่ไม่มาก เพราะกว่าจะมาถึงที่นี่ โปรตุเกสก็มีอาณานิคมอยู่ในอาฟริกา ตะวันออกกลาง และอินเดีย มาก่อน เพราะฉะนั้น 

Peranakan ในช่วงนี้ จึงขยายตัวหลากหลาย เพราะวัฒนธรรมที่เข้ามาผสมผสาน ไม่ใช่จะมีแต่ฝรั่งเท่านั้น ยังมีชาวอาฟริกา ตะวันออกกลาง และชาวอินเดีย ในนามชาวโปรตุเกสเข้ามาร่วมด้วย 

    และหลังจากที่โปรตุเกสเข้ามาประสมประสานแล้ว ต่อๆ มายังมีฮอลันดา อังกฤษ และผู้คนในบังคับฮอลันดากับอังกฤษทั้งหลายอีกหลากหลายกลุ่ม ในที่สุดคำว่า Peranakan จึงอนุโลมให้เป็นการเรียกวัฒนธรรมประสมประสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออก โดยไม่ระบุเชื้อชาติแน่นอน

 

     อาหารบาบ๋า เมืองพี่ ที่เมืองภูเก็ต 

    สำหรับ Peranakan ในประเทศไทย เริ่มปรากฏชัดขึ้นหลังจากการทำเหมืองแร่ดีบุกได้เปิดเสรีขึ้นในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ครั้งนั้นมีครอบครัว Peranakan จำนวนไม่น้อยเดินทางเข้ามาจากดินแดนในคาบสมุทรมลายู หมู่เกาะต่างๆ ที่มีการทำเหมืองแร่ดีบุกมาก่อน เข้ามาทำเหมืองและกิจการที่เกี่ยวข้องในระดับต่างๆ ในเมืองภูเก็ตหลากหลาย ผู้คนที่เข้ามานี้ได้ทำให้เกิดเมืองภูเก็ตในปัจจุบันรุ่งเรืองขึ้นเสียกว่าเมืองถลางดั้งเดิม และยังได้นำพาวัฒนธรรมผสมผสาน Peranakan แบบคาบสมุทรและหมู่เกาะซึ่งในยุคนั้นเป็นยุคของเจ้าอาณานิคมอังกฤษเข้ามาด้วย โดยศูนย์กลางการส่งผ่านจะอยู่ที่เกาะปีนังเป็นหลัก 

    และอาหาร Peranakan ซึ่งคนไทยชอบเรียกกันอย่างง่ายๆ ว่า อาหารบาบ๋า ก็เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งถูกนำเข้ามาด้วย อาหารบาบ๋า เป็นอาหารลูกผสมหลากเชื้อชาติ จะมีมากหน่อยก็เป็นจีนฮกเกี้ยน เพราะฮกเกี้ยนเป็นชนชาติที่ช่างทำอาหาร ทำให้รสชาติของอาหารบาบ๋า ไม่เหมือนอาหารปักษ์ใต้บ้านเราทั่วไป เนื่องจากมีการผสมผสานหลายชาติพันธ์ุ จึงมีความกลมกล่อมไม่จัดจ้าน 

    อาหารบาบ๋า ประกอบด้วยอาหารคาวหวานหลากหลายมากกว่า ๓๐๐ ชนิด มีทั้งประเภทจานเดี่ยว เช่น หมี่ผัดฮกเกี้ยน โอต้าว หรือ หอยทอดผสมเผือก น้ำชุบ หรือน้ำพริก หยำ และข้าวยำใบพาโหม เป็นต้น และประเภทกินเป็นสำรับ เช่น หมูฮ้อง อาจาด เบือทอด คั่วบังก้วน ส่วนอาหารประเภทของหวาน เช่น ข้าวเหนียวหีบ ปักถ่องโก้ ขนมห่อ เป็นต้น และของหวานประเภทเครื่องดื่ม เช่น ตูโบ้ โอวเอ๋ว และโกปี้ภูเก็ต เป็นต้น 

    นอกจากนี้ ยังมีอาหารที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะในงานเทศกาลต่างๆ ตามความเชื่อดั้งเดิมอีกด้วย เช่น ในงานพ้อต่อ หรือ สารทจีน จะมีการทำขนมเต่าแดงตัวใหญ่ เรียกว่า ตั้วกู ในงานเทศกาลกินผักจะมีการปรุงอาหารจากพืชผัก ในพิธีวิวาห์จะมีวันทำหนมสด เช่นการร่วมกันกวนแม หรือกวนกาละแม เหนียวหีบ เป็นต้น และในวันพิธีของศาลเจ้า ก็อาจมีอาหารพิเศษ กะหรี่ไหมฝ่าน หรือกะหรี่ไหมฝัน อาหารบาบ๋า ที่มีหน้าตาเหมือนขนมจีนแกงไก่ของชาวไทยทั่วไปอีกด้วย 

    และนี่คือที่เมืองภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ของชาววัฒนธรรมบาบ๋า โดยเฉพาะในบริเวณย่านเมืองเก่าภูเก็ต ซึ่งเป็นย่านการค้า และที่อยู่อาศัยสำคัญมาแต่ดั้งเดิม ปัจจุบันได้มีการโฆษณาท่องเที่ยว มีการเชิดชูคำว่า บาบ๋า ย่าหยา คำว่า ชิโน ปอร์ตุกีส ให้เป็นคำน่าสนใจในทางการท่องเที่ยว นอกจากอาหารบาบ๋าต่างๆ ดังได้เอ่ยชื่อมาแล้ว ในปัจจุบัน เมืองภูเก็ตซี่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีพัฒนาการสูงและรวดเร็ว ยังซึมซับเอาอาหารต่างๆ อีกหลากหลายประเภท ซึ่งมีที่มาเป็นอาหารลูกผสมต่างๆ ไว้ในตนอีกด้วย โดยเฉพาะอาหารบาบ๋า จากเมืองพี่เมืองน้องคือที่เมืองตะกั่วป่า จังหวัดพังงา

 

     อาหารบาบ๋า เมืองน้อง เมืองตะกั่วป่า 

    เมืองตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ก็เป็นเมืองที่มีชาวบาบ๋า เข้ามาตั้งหลักปักฐานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในยุคที่เหมืองแร่ดีบุกเริ่มรุ่งเรือง หลังจากเมืองภูเก็ตเริ่มตั้งตัวได้แข็งแกร่งแล้ว ชาวจีนโพ้นทะเล ซึ่งเข้ามาอาศัยอยู่ก่อนแล้วที่ภูเก็ตได้แพร่กระจายข่าวสารเรื่องการพบสายแร่ดีบุกมากมายในเขตเมืองตะกั่วป่าออกไป ทำให้ชาวจีนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน มณฑลต่างๆ ซึ่งได้ทราบข่าว ต่างพากันเดินทางสู่เมืองตะกั่วป่าเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนฮกเกี้ยนที่หลั่งไหลอพยพมาตั้งถิ่นฐานเกือบทุกตำบลในตะกั่วป่า จากการเล่าสู่กันฟังรุ่นต่อรุ่นทำให้ทราบว่า ชาวจีนที่หลั่งไหลเข้ามา เป็นชาวจีนฮกเกี้ยน จากเมืองฟูเจี้ยน ชาวจีนฮากก้า จากมลฑลฮกเกี้ยน ชาวจีนกวางตุ้งจากมลฑลกวางตุ้ง และชาวจีนไหหลำจากเกาะไหหลำ 

    ซึ่งหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มชาวจีนเหล่านั้นเข้ามาอาศัยอยู่จริงก็คือ ศาลเจ้า ซึ่งเป็นสมาคมพบปะของคนจีนแต่ละกลุ่ม เช่น ศาลเจ้าฮกเกี้ยนโฮ้ยก้วน เป็นของชาวจีนฮกเกี้ยน ศาลเจ้ากวางตุ้งหวุ่ยกุ้น เป็นของชาวจีนกวางตุ้งและชาวจีนฮากก้า ศาลเจ้าเค่งจิ้วโหยกวน เป็นของชาวจีนไหหลำ 

    สมาคมคนจีนที่มีในตะกั่วป่า ก็เป็นหลักฐานทำให้รู้ว่ากลุ่มคนจีนเหล่านั้นได้อพยพเข้ามาอยู่จริง จึงเกิดการผสมผสานวัฒนธรรม โดยชาวจีนทุกกลุ่มที่เข้ามาอยู่อาศัย ได้สร้างครอบครัวกับคนพื้นถิ่น เรียกลูกหลานของตนว่า ชาวบาบ๋า ซึ่งหมายถึงการเป็นลูกผสมของคนสองเชื้อชาติ ทำให้เกิดวัฒนธรรมบาบ๋าตะกั่วป่าขึ้น และเมืองตะกั่วป่า ก็กลายเป็นเมืองที่มีความเจริญเติบโตกว้างขวางเป็นอย่างยิ่ง กล่าวกันว่า นอกจากเมืองภูเก็ตซึ่งมีความเจริญสูงสุดแล้ว เมืองตะกั่วป่า ก็เป็นเมืองอันดับสองที่เจริญรุ่งเรืองรองลงไป 

    แต่เมื่อเมืองตะกั่วป่า สร้างขึ้นจากแร่ดีบุก เมื่อแร่หมดเมืองก็เลยพลอยหมดไปด้วย ที่สำคัญยิ่งก็คือเมื่อหน่วยราชการสำคัญต่างๆ ไปตั้งอยู่ที่เมืองตะกั่วป่าด้านติดถนนใหญ่ ซึ่งอยู่ห่างออกไปมากกว่าสิบกิโลเมตร ก็ทำให้เมืองตะกั่วป่าเก่ายิ่งซบเซา หากสิ่งที่ยังคงเหลืออยู่ก็คือความโดดเด่นในภูมิปัญญาด้าน 

อาหารและขนม แนวผสมผสานวัฒนธรรมจีนและไทยพื้นบ้านที่หลากหลาย ในขณะที่อาหารบาบ๋าของเมืองภูเก็ตเปลี่ยนแปลงไปตามความเจริญของบ้านเมือง แต่อาหารบาบ๋าของตะกั่วป่ายังคงอยู่ ในตลาดเทศบาลตะกั่วป่าตอนเช้าทุกวัน หากใครได้มีโอกาสเข้าไปเดินเล่น ก็จะได้พบกับอาหารและขนมแปลกๆ ไม่เหมือนที่อื่นๆ มากหน้าหลายตา น่าลองลิ้มชิมรส 

    ความแตกต่างของขนมและอาหารของชาวบาบ๋าในตะกั่วป่า ก็คือ จะเป็นขนมและอาหารที่ผสมผสานกันของคนจีนชาวฮกเกี้ยน กวางตุ้ง ฮากก้า ไหหลำ “ชาวฮกเกี้ยนมีอาหาร ขนมที่หลากหลายโดดเด่นกว่าคนจีนกลุ่มอื่นๆ เพราะมีฝีมือขึ้นชื่อเลื่องลือ” ชาวจีนกวางตุ้ง ฮากก้า ถือเป็นกลุ่มน้อยที่เข้ามาอาศัยในตะกั่วป่า ชาวจีนไหหลำ เป็นกลุ่มคนที่ไม่พิถีพิถันในอาหารการกิน จะกินแบบง่ายๆ คนจีนไหหลำ จะเข้ามาจะทำงานตรวจสายแร่ ค้าขายโชห่วย ทำทองรูปพรรณ ตัดเสื้อผ้า จึงไม่โดดเด่นด้านอาหารและขนม 

    อาหารและขนมในตะกั่วป่า เป็นของชาวจีนฮกเกี้ยนเป็นส่วนใหญ่ เช่น ผัดหมี่ฮกเกี้ยน หมูฮ้อง โลบะ ปลาทอดเต้าซี่ ต้มกระดูกหมู เต็กก้ากี้ ปลาเจี๋ยน เต้าหู้ปลาเค็ม ต้มหัวปลา 

กับเผือก ยังมีขนมหลากหลายชนิดทั้งขนมสดขนมแห้ง เช่น กี้โก้ย อั่งกู้ ฮวดโก้ย ฉาวเถ้าโกย เกี่ยมโกย เซี่ยวโบ๋ย ฯลฯ ขนมแห้ง ได้แก่ เต้าส้อ ขนมหมอน บี้พ้างข้าว ถั่วตัด 

หม่อหล้าว หน้าแตก งาตัด เต่เหลี่ยว ฯลฯ เอกลักษณ์ของคนจีนฮกเกี้ยนในการทำอาหารคือ ชอบใช้หอมเจียวและต้นหอมโรยบนหน้าอาหารเพื่อความสวยงาม มีกลิ่นหอมน่ากิน 

    อาหาร ขนมของชาวจีนกวางตุ้ง จีนฮากก้า เนื่องจากเป็นชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาอาศัยในตะกั่วป่าจึงไม่ค่อยจะมีบทบาทในเรื่องของอาหาร แต่ก็มีเมนูเด่นประจำกลุ่ม เช่น จีนฮากก้า มีเมนู เคาหยก เป็นจานเด่น กวางตุ้งมีขนมเปี๊ยะไส้ฟักลือชื่อ 

    ส่วนอาหารและขนมของคนจีนไหหลำ ชาวไหหลำ เป็นคนจีนที่มีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตอง แม้ในพิธีไหว้บรรพบุรุษในเทศกาลต่างๆ ก็เรียบง่าย แต่มีอาหารที่ขึ้นชื่อ 

คือ หมูคั่วเกลือ ปลาจาว ปลาหล่ำสุ้ย (ปลาเปรี้ยวหวาน) ปลาเต้าเจี้ยว ผัดมั่งก้วนบะฮู ฯลฯ และขนมที่ขึ้นชื่อ คือ ขนมจินเต้ (ขนมงาทอด) และขนมโบก่าย เป็นต้น 

    อาหารบาบ๋า ของ ตะกั่วป่าเหล่านี้ นับวันแต่จะค่อยๆ สาบสูญไปที่ละอย่างๆ เพราะทำยากบ้าง ต้องใช้แรงงานมากบ้าง คนทำขายสูงอายุบ้าง น่าเสียดายถ้าจะไม่มีการรักษาไว้ ในวันนี้อาหารบาบ๋า จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมเพื่อให้อาหารของชาวบาบ๋านี้คงอยู่ในสังคมไทยสืบไปอีกนานเท่านาน และการท่องเที่ยวก็จะมีส่วนช่วยเสริมให้อาหารเหล่านี้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวต่อไป

      อาหารบาบ๋า น่ารู้จัก 

    หมี่ภูเก็ต มีหลายชนิด ทั้งหมี่สั่ว หมี่หุ้น หมี่ผัดฮกเกี้ยน และหมี่เช้ก แต่ที่จัดเป็นอาหารบาบ๋า คือ หมี่ฮกเกี้ยน มีร้านตั้งกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ เช่น ร้านหมี่ต้นโพธิ์ ตั้งอยู่บริเวณวงเวียนหอนาฬิกา ร้านหมี่สะปำ ตั้งอยู่บ้านสะปำ ร้านอ่าวเก ตั้งอยู่ถนนพูนผล 

    บะหมี่หุ้นบะกู้ดเต๋-หมี่หุ้นป้าช้าง (หมี่ผัด เสริฟพร้อมน้ำต้มกระดูกหมู) 

    โอต้าว มีลักษณะคล้ายหอยทอด แต่ไม่ใส่ถั่วงอก และเนื้อแป้งนุ่ม ไม่กรอบเหมือนหอยทอดของภาคกลาง ใช้แป้งสาลีผสมกับแป้งมันละลายในน้ำข้น ทอดในกระทะแบน ใส่หอยดิบ เผือก กุ้งแห้ง กากหมู พริกไทย และซีอิ้วขาว 

    ฮูแช้ มีลักษณะคล้ายยำใหญ่ สลัดผักหรือสลัดแขก ทานกับน้ำราดรสหวาน เค็ม เปรี้ยวและเผ็ดเล็กน้อย หาซื้อและรับประทานได้ที่ตลาดเกษตร 

    อึกเคยเค็ม คือ ไข่ตุ๋นใส่กะทิ และกุ้งเคยดองเปรี้ยว (กุ้งตัวเล็กๆ ประเภทแพลงตอน) แต่งรสและกลิ่นด้วยน้ำตาล หัวหอม ตะไคร้ และพริกขี้หนู รสชาติเค็ม หวาน และเผ็ดเล็กน้อย 

    อาจาด มีลักษณะเหมือนยำใหญ่แต่ทำเป็นแกง เป็นการนำเอาเครื่องแกงละลายในน้ำกะทิ ผสมกับน้ำมะขามเปียก ตั้งไฟให้เดือด ใส่แตงกวา หั่นยาว (นำไปขยำกับเกลือแล้วผึ่งแดดให้แห้งก่อน) ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง เมื่อเดือดได้ที่ดีแล้วก็ใส่ถั่วลิสงคั่วและงาลงไป รสชาติหวาน เปรี้ยว เค็ม 

    หมูผัดต่าวหยู้ หรือหมูผัดกับเต้าหู้ยี้ ใส่พริกขี้หนูทุบเพื่อแต่งกลิ่น แล้วปรุงรสโดยเน้นรสเค็ม-หวาน 

    แกงตู้มี้ เป็นแกงที่ได้รับอิทธิพล มาจากทางประเทศมาเลเซีย มีลักษณะคล้ายแกงส้ม แต่ต้องเคี่ยวเครื่องแกงกับน้ำมันก่อน แล้วใส่น้ำมะขาม ปรุงรสด้วยสมแขกตากแห้ง แกงกับปลา และหัวปลา รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ และเผ็ดเล็กน้อย 

    ผัดมั่งก๊วน หรือผัดมันแกว เป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวจีนฮกเกี้ยน บางครั้งผัดใส่กุ้งหรือใส่หมูสามชั้นหรือกากหมู รสชาติหวาน-เค็ม 

    หมูฮ้อง หรือหมูเต้าอิ๋ว มีลักษณะคล้ายหมูพะโล้ แต่ไม่ใส่เครื่องพะโล้ เครื่องปรุงประกอบด้วย หมู (นิยมใช้หมูสามชั้น) ซีอิ้วดำ-ขาว น้ำตาล และน้ำ รสชาติหวาน-เค็ม 

    เบือทอด เป็นอาหารที่มีส่วนประกอบของ กุ้ง และหญ้าช้อง (สันตะวาใบข้าว) หรือ ใบชะพลู หรือใบเล็บครุฑ โดยการทำนั้น จะนำใบไม้มาชุบแป้งสาลีที่ผสมเครื่องเทศ นำกุ้งโรยหน้าแล้วนำไปทอด รับประทาน กับน้ำจิ้มรสหวาน และเผ็ดเล็กน้อย 

    ติ่มซำ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของชาวภูเก็ต โดยมากนิยมทานกันเป็นอาหารเช้า มีทั้งขนมจีบหรือเซียโบ๋ย ฮะเก๋าหรือเกาจี๋ เผือกทอด ลูกชิ้นปลา หรืออ๋วน ตีนไก่ กระดูกหมูตุ๋นยาจีนหรือบะกู้ดเต๋ กินกับน้ำจิ้มหวานหรือเตเจี่ยว 

    โลบะ คือ หัวหมูและเครื่องในหมูต้มพะโล้ แล้วนำไปทอดอีกที เลือกสั่งได้ว่า จะเอา หู ลิ้น ไส้ ปอด หรือตับ ทานกับต่าวกั้ว (เต้าหู้ทอด) หรือต่าวกั้วจี่ (เต้าหู้เหลืองผ่าเฉียง เป็นรูปสามเหลี่ยม ปาดตรงกลาง ใส่แป้ง ถั่วงอก กุ้ง แล้วนำไปทอด) หรือแห่จี่ (แป้งผสมถั่วงอก โรยหน้าด้วยกุ้งแล้วนำไปทอด) หรือเกี้ยน (ทำจากหมูสับกับกุ้ง ปู มันแกว และเผือก นำมาห่อด้วยฟองเต้าหู้ แล้วนำไปนึ่งให้สุกก่อนนำมาชุบแป้งทอด) 

    โอ้เอ๋ว เป็นขนมหวานทำมาจากกล้วยน้ำว้า ขยำกับเมล็ดโอ้เอ๋ว (เมล็ดสีขาวนำมาจากเมืองจีน) ใส่น้ำเชื่อม และน้ำแข็งใส กินแก้ร้อน และลดการกระหายน้ำ หาซื้อรับประทานได้ที่ แถวสยาม (แถว ถ.เยาวราช-โรงหนังเก่าชื่อสยาม) 

    บี้ถ่ายบาก หรือลอดช่องสิงคโปร์ เป็นของหวาน มีเส้นสีขาวและแดง ทานกับน้ำเชื่อมใสใส่น้ำแข็ง

 

 

เรื่อง : บังอร วีระกานต์
ภาพ : กองบรรณาธิการ

Hits: 2487