มรดกภูมิปัญญาแห่งราชินีของเส้นใย

มรดกภูมิปัญญาแห่งราชินีของเส้นใย

การเลี้ยงไหมนอกจากจะเป็นการเสริมรายได้ ให้แก่เกษตรกรแล้ว ยังเป็นวัฒนธรรมที่เก่าแก่และดีงามของชาติไทยที่สืบต่อกันมานานอีกด้วย

ไม่ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร

การพัฒนาการเลี้ยงไหมก็ต้องดำเนินต่อไป

 

พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่

เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๒

           ผ้าไหมนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยที่สืบทอดมายาวนาน ที่ต้องใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่การปลูกหม่อน คัดเลือกพันธุ์ไหม ดูแลฟูมฟัก ประณีตสาวไหม ใส่ใจสู่การถักทอ จนถึงการออกแบบตัดเย็บอาภรณ์ ผ้าไหมจึงนับเป็นผืนผ้าที่ทำจากสองมือด้วยความใส่ใจในทุกขั้นตอน ความพิเศษของผ้าไหมไทยคือมีเนื้อผ้ามันวาวเป็นประกาย โดดเด่นด้วยสีสันสะดุดตา ผสานเข้ากันกับการทอลวดลายอันวิจิตรงดงาม โดยไหมไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นราชินีของเส้นใย

 

 

จากหม่อนไหมสู่ผืนผ้าไหม

          จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์คาดว่าการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในประเทศไทยได้รับการถ่ายทอดจากผู้อพยพย้ายถิ่นฐานที่มาจากตอนใต้ของประเทศจีน สันนิษฐานว่ามีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมานานกว่า ,๐๐๐ ปี จากการพบเศษผ้าที่ติดอยู่กับกำไลสำริดของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่บ้านเชียงและบ้านนาดี อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตปัจจุบันของคนในพื้นที่ กล่าวได้ว่าภาคอีสานมีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมากที่สุด ส่วนภาคอื่นๆ ของประเทศมีหลักฐานเกี่ยวกับการทอผ้าไหมเป็นเครื่องนุ่งห่ม ปรากฏในจารึกของพงศาวดารต่างๆ จนถึงสมัยอยุธยา กรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์

          ในสมัยรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ (.. ๒๔๑๑๒๔๕๓) ถือเป็นยุคแรกของการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหมของไทย พระองค์ทรงก่อตั้งกรมช่างไหม โรงเรียนสอนเกี่ยวกับการปลูกและการทอผ้าไหม โดยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น ก่อให้เกิดการพัฒนาวิทยาการการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและเทคโนโลยีการทอผ้าไหมมากยิ่งขึ้น อาทิ การใช้เครื่องทอผ้าไหมแทนมือ เป็นต้น แต่หลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหมก็ซบเซาลง

          จนกระทั่ง .. ๒๔๗๙ จึงมีการกลับมาส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอีกครั้ง โดยมีการจัดตั้งหน่วยงานส่งเสริมและพัฒนาตามจังหวัดหลักๆ ที่มีทอผ้าไหมกันมาก ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น หนองคาย เป็นต้น สำหรับการผลิตผ้าไหมในภาคครัวเรือนพบเกือบทุกภาค โดยเฉพาะในภาคอีสานและภาคเหนือที่มีการผลิตในระดับครัวเรือน และมีการจัดตั้งกลุ่มผู้ทอผ้าขึ้น จากนั้นใน .. ๒๔๙๑ มีนักลงทุนชาวอเมริกันจัดตั้งบริษัทเกี่ยวกับการผลิตผ้าไหมขึ้น ทำให้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหมของไทยพัฒนาสู่รูปแบบอุตสาหกรรมและธุรกิจมากขึ้น โดยมีการส่งจำหน่ายที่สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ จนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเลี้ยงไหมคืองานละเอียดอ่อน

          ต้นหม่อน เป็นพืชยืนต้นชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างเป็นไม้ทรงพุ่ม ใบหม่อนเป็นอาหารที่ดีที่สุดของหนอนไหม ผลผลิตเส้นไหมจะมีคุณภาพดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพของใบหม่อนเป็นสำคัญ ไหมคือเส้นใยจากรังไหมผีเสื้อชนิดหนึ่ง เมื่อหนอนโตเต็มที่จะถักใยหุ้มดักแด้ก่อนฟักตัวเป็นผีเสื้อ ในช่วงนี้สามารถนำมาต้มเพื่อสาวเส้นใยออกมาเพื่อทอเป็นผืนผ้าต่อไป

          กระบวนการเลี้ยงไหมจนได้รังไหมนั้น มีองค์ประกอบสำคัญคือโรงเลี้ยงไหม วัสดุอุปกรณ์ที่สะอาด และพันธุ์ไหม ในภาคอีสานเป็นพันธุ์ไทยพื้นบ้านที่มีความแข็งแรง เลี้ยงง่าย เข้ากับสภาพภูมิอากาศ

มีลักษณะเฉพาะคือฟักออกตามธรรมชาติตลอดปี เมื่อไข่ไหมมีอายุ ๒๐ วันจะฟักออกเป็นตัวได้เองในอุณหภูมิห้องปกติ รังไหมเป็นสีเหลืองมีลักษณะหัวป้านท้ายแหลมหรือคล้ายกระสวย ให้เส้นไหมที่มีความยืดหยุ่นดี เงางาม รังบาง มีปุยหรือขี้ไหมค่อนข้างมากมีอัตราการสาวออกง่าย

          ในการเลี้ยงไหมเพื่อเก็บรังไหม ผู้เลี้ยงนิยมให้ตัวไหมชักใยในกระด้งที่มีลักษณะเป็นช่องๆ ที่เรียกว่าจ่อผู้เลี้ยงจะวางไหมที่โตเต็มที่ลงในช่องเพื่อให้ชักใยได้ดี เมื่อตัวไหมชักใยได้ วัน ก็เก็บรังไหมได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิภายนอกด้วย หากอากาศร้อนสามารถเก็บได้เร็ว ส่วนช่วงที่อากาศหนาว ควรยืดระยะการเก็บออกไป การคัดเลือกรังไหมต้องคัดแยกรังดีออกจากรังเสีย เพื่อให้ได้เส้นไหมที่มีคุณลักษณะเส้นกลม และมีขนาดสม่ำเสมอกัน โดยนำรังไหมไปผึ่งแดดหรืออบด้วยความร้อนให้ดักแด้ในรังไหมตายแล้วจึงนำไปสาวไหม

 

ภูมิปัญญาการสาวไหม

          การสาวไหมคือกระบวนการดึงเส้นไหมออกจากรังไหม ผ่านพวงสาวแบบพื้นบ้าน พันเกลียวเส้นไหม แล้วดึงเส้นไหมลงในภาชนะที่เตรียมไว้ เป็นการสาวไหมด้วยมือ โดยสามารถสาวแยกชนิดเส้นไหมได้ดังนี้ เส้นไหมหลืบหรือไหมเปลือก เป็นเส้นไหม ที่ได้จากรังไหมชั้นนอกรวมทั้งปุยไหม นิยมใช้เป็นเส้นพุ่งในการทอผ้าและพิธีกรรมต่างๆ มีลักษณะเป็นไหมเส้นใหญ่ มีปุ่มปมและเนื้อหยาบแข็งเพราะมีกาวไหมเยอะ

          เส้นไหมสาวเลยหรือเส้นไหมรวด เป็นเส้นไหมที่ได้จากการสาวควบกันทั้งปุยและเส้นใยส่วนนอกของรังไหม ไปจนถึงเส้นใยส่วนในของรังไหมให้เสร็จในคราวเดียวไม่แบ่งชั้นของไหม เส้นไหมที่สาวได้จึงมีทั้งส่วนที่เป็นไหมหลืบและไหมน้อยรวมอยู่ด้วยกัน เส้นไหมจึงไม่เรียบ และมีขนาดไม่สม่ำเสมอ

          เส้นไหมน้อย ไหมเครือ หรือไหมยอด เส้นไหมที่ได้เป็นเส้นเรียบ ขนาดและสีสม่ำเสมอ รวมตัวกลม สะอาดไม่มีสิ่งปลอมปน ให้สัมผัสนุ่ม นิยมใช้เป็นเส้นยืนในการทอผ้า เมื่อทอเป็นผืนผ้าจะได้เนื้อผ้าที่นุ่ม เรียบ มีความเลื่อมมันในระดับดีมาก เส้นไหมมีความเหนียวและเป็นสีเหลืองทอง

          เส้นไหมแลง เป็นเส้นไหมที่อยู่เปลือกรังไหมชั้นในสุดจนเกือบจะถึงตัวดักแด้ เส้นไหมมีขนาดเล็ก นิยมนำไปทอเป็นผ้าขาวม้า เกิดจากเมื่อสาวเอาไหมน้อยออกแล้วแต่ยังเห็นว่าพอจะสาวเส้นไหมได้อีก จึงนำรังไหมนั้นมาต้มและสาวเอาเส้นไหมอีกครั้ง

          สำหรับการต้มรังไหมเรื่องอุณหภูมิน้ำนั้นเป็นสิ่งสำคัญ หากน้ำร้อนเกินไปรังไหมจะเปื่อยทำให้เส้นไหมออกมากอาจหลุดออกมาทั้งรัง ให้แก้ไขโดยเติมน้ำเย็นลงไป แต่ถ้าน้ำเย็นเกินไปจะสาวไม่ค่อยออกให้เพิ่มฟืนเชื้อเพลิง และคอยควบคุมความร้อนของน้ำในหม้อต้มให้สม่ำเสมอตลอดเวลาการสาวไหม โดยให้ใช้ไม้คืบ กดรังไหมให้จมน้ำประมาณ ๑๐๑๒ นาที แล้วยกไม้คืบเกลี่ยรังไหมขึ้น ปมเส้นไหมจะหลุดออกจากรังไหม ให้ยกไม้คืบขึ้นสูง รวบเส้นไหมดึงขึ้นมาสอดเข้าไปในรูของพวงสาว ดึงขึ้นไปพันลูกรอกแล้วพันเกลียวผ่านเส้นไหมไปยังรอกตัวที่ ดึงปลาย

เส้นไหมปล่อยลงภาชนะ หัวใจสำคัญของการสาวไหมคือการพันเกลียวระหว่างรอบสาวไหม เพื่อให้เส้นใยที่สาวมาจากหลายรังมารวมเป็นเส้นเดียวเกิดการรัดตัวแน่น เส้นไม่แตกและเป็นเส้นกลม

          จากนั้นดึงเส้นไหมลงภาชนะอย่างสม่ำเสมอ และช่วงของการดึงเส้นไหม ระยะจากการจับเส้นไหมถึงช่วงการปล่อยเส้นไหมลงภาชนะจะทำให้เส้นไหมวางเรียงสวยงาม เมื่อนำมา

เหล่งมัดไจไหมแล้วเส้นไหมจะตรง ขณะเดียวกันให้สังเกตลักษณะรังไหมในหม้อต้ม ถ้ามีรังเสียหรือรังไหมบางลงจนมองเห็นดักแด้ให้ตักออก นอกจากนี้ต้องสังเกตด้วยว่าเส้นไหมที่สาวขึ้นมามีปุ่มปมหรือขี้ไหมติดมาหรือไม่ หากมีให้แกะออก เมื่อสาวเสร็จแล้ววางเส้นไหมทิ้งไว้ให้แห้ง โดยหาวัสดุที่มีน้ำหนักพอประมาณ

ทับไว้ เช่น เมล็ดนุ่น ข้าวสาร ก้อนกรวด แล้วจึงนำไปเหล่ง

มัดไพและไจไหม

          การกรอไหม หรือ การเหล่ง (re-reeling) คือการนำเส้นไหมที่สาวได้มากรอทำเข็ดไหม (ไจไหม) แล้วทำการมัดเป็นเข็ด ร้อยด้ายขึ้นลงเพื่อโอบเส้นไหมไม่ให้กระจาย เส้นไหมที่ได้จากการกรอยังไม่ผ่านการตีเกลียว เรียกว่า เส้นไหมดิบ (Raw silk) ตามมาตรฐานการกรอไหมต้องกรอแบบสาน (Diamond cross) คือการจัดเรียงเส้นไหมในเข็ดให้เป็นแบบไขว้ไปมา ซึ่งจะสานกันเหมือนร่างแหทำให้ง่ายต่อการนำไปสู่กระบวนการผลิตผ้า

          การเก็บรักษาเส้นไหมที่มัดไพทำเข็ดแล้ว หากเตรียมไว้สำหรับทอผ้าจะนำไปฟอกกาวออกก่อน แล้วนำไปเก็บรักษา แต่ถ้าจะจำหน่ายก็เก็บรักษาไว้ไม่ให้โดนแสงแดด ในที่ที่สามารถป้องกันแมลงได้ เช่น ห่อเส้นไหมด้วยผ้าเก็บใส่ไว้ในตู้หรือกล่องพลาสติก และควรตรวจดูเส้นไหมทุกเดือนเพื่อให้อากาศถ่ายเท

          จะเห็นได้ว่าทุกขั้นตอนล้วนมีความละเอียดอ่อน ที่ต้องใส่ความตั้งใจลงไปตั้งแต่ต้นทาง จากการสาวมือด้วยพวงสาวพื้นบ้าน ทำให้เส้นไหมที่ได้มีความนุ่มนวลและมีความยืดหยุ่น เมื่อนำมาถักทอเป็นผืนผ้าจะทิ้งตัวอย่างมีน้ำหนัก ภูมิปัญญาการสาวไหมเป็นกระบวนการผลิตเส้นไหมของผู้เลี้ยงไหม อันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม วิถีชีวิต ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

 

 

วัฒนธรรมการถักทอ

          ผ้าไหมเป็นศิลปกรรมสิ่งทออันมีเอกลักษณ์โดดเด่น โดยเฉพาะด้านความปราณีตในกรรมวิธีการผลิต ที่ทำให้เนื้อผ้ามีความเรียบสม่ำเสมอ สวยงาม นุ่ม น่าสัมผัส เป็นมันเงา โดยผืนผ้าไหมไทยมีลวดลายหลากหลายซึ่งเกิดจากวิธีการทอ ส่วนใหญ่มักเป็นลวดลายที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ เป็นลวดลายที่เกี่ยวข้อง และพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน นับเป็นการสืบสานภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแท้จริง โดยมักถ่ายทอดสู่รูปทรงต่างๆ เช่น รูปทรงเรขาคณิต ลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ลายสามเหลี่ยม และลายเส้นตรง หรือถ่ายทอดออกมาเป็นลายดอกไม้ ได้แก่ ลายดอกพิกุล ลายดอกแก้ว

ลายต้นสน ลายดอกสร้อย ลายใบไผ่ หรือทำเป็นลายสัตว์ ได้แก่ ลายนาค ลายช้าง ลายนกยูง ลายเกร็ดเต่า ลายแมงมุม หรือลายเชิงเทียน ลายโคม ลายธรรมาสน์ ลายน้ำไหล ลายปราสาท ลายยอดเจดีย์ ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายพระพุทธรูป ลายก้างปลา เป็นต้น

          ผ้าไหมไทยมีรูปแบบการทอและลวดลายที่แตกต่างกันตามวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในแต่ละท้องถิ่น ผ้าไหมที่เป็นที่รู้จักและนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ ผ้าไหมมัดหมี่ แหล่งผลิตส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน เช่น ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด ผ้าไหมแพรวา แหล่งผลิตใหญ่ และมีชื่อเสียงอยู่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ และผ้าไหมยกดอก นิยมทอกันมากในภาคเหนือที่จังหวัดลำพูน เชียงใหม่ แพร่ อุตรดิตถ์ และที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ ผ้ายกดอกลำพูน ในภาคอีสานที่จังหวัดสุรินทร์ และภาคใต้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

          มีลักษณะการทอ ดังนี้ ผ้าไหมพื้น เป็นผ้าไหมที่ทอลายขัดโดยใช้เส้นยืนและเส้นพุ่งธรรมดาสีเดียวตลอดทั้งผืน หรืออาจใช้เส้นยืนและเส้นพุ่งต่างสีกัน ซึ่งทำให้ได้สีที่งดงามอีกแบบหนึ่ง

          ผ้าไหมจก เป็นการทอผ้าที่เพิ่มลวดลายโดยเพิ่มเส้นพุ่งพิเศษเข้าไปเป็นช่วงๆ สลับสีสันลวดลายต่างๆ กัน ลักษณะผ้าจะมีสีสันและลวดลายคล้ายกับการปักลายลงบนผืนผ้า

          ผ้าไหมมัดหมี่ เป็นผ้าไหมที่ทำให้เกิดลวดลายด้วยวิธีการมัดเส้นไหมให้เป็นลวดลายที่เส้นพุ่งหรือเส้นยืน หรือทั้งสองเส้น แล้วนำไปย้อมสีทีละขั้นตอนตามลวดลายที่มัดไว้ เพื่อให้ได้สีและลวดลายตามความต้องการ แล้วจึงนำเส้นไหมที่มัดมาทอให้ผืนผ้าเกิดลวดลายตามที่มัดไว้

          ผ้าไหมขิด เป็นผ้าไหมแบบทอยกลายในตัวเรียกว่าเก็บขิดเป็นการยกเส้นยืนแต่ละแถวให้เส้นพุ่งพิเศษสอดผ่านจากริมผ้าด้านหนึ่งไปสู่ริมผ้าอีกด้านหนึ่งเกิดเป็นลวดลายขิด ผ้าทอลายขิด สังเกตดูจากลายซ้ำของเส้นพุ่งที่ขึ้นเป็นแนวสีเดียวกันตลอด เป็นที่นิยมทอทั่วไปในภาคอีสานบางจังหวัด รวมถึงภาคกลางและภาคเหนือ

          ผ้าไหมแพรวา เป็นผ้าทอที่มีลักษณะลวดลายผสมกันระหว่างขิดและจกบนผืนผ้าเดียวกัน คำว่าแพรวามาจากความยาวของผ้าที่ยาวประมาณ วา ( เมตร) แต่ดั้งเดิมเป็นผ้าที่ใช้ในงานพิธีต่างๆ ตามวัฒนธรรมของชาวภูไท โดยมีเอกลักษณ์คือสีแดงเป็นพื้น ซึ่งต่อมาได้มีการดัดแปลงลักษณะของผืนผ้าและการใช้สีสัน เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นตามสมัยนิยม

          ผ้าไหมยกดอก เป็นผ้าทอที่ยกเส้นยืนเพื่อสอดเส้นพุ่งที่เป็นไหมสีอื่น เพื่อทำให้เกิดลวดลายขึ้นหรืออาจใช้ดิ้นเงินดิ้นทองก็ได้ บางแห่งหรือบางครั้งอาจเรียกว่าผ้ายกเท่านั้น

อนุรักษ์มรดกราชินีของเส้นใย

          ผ้าไหมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทรงคุณค่าและสืบทอดภูมิปัญญาของคนไทย นอกจากจะเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของคนไทยแล้ว ลาดลายบนผืนผ้าแต่ละชนิด แต่ละประเภท ยังบอกเล่าเรื่องต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งได้รับการคิดค้นด้วยภูมิปัญญาสืบทอดต่อกันมา อีกทั้งสีของผ้าที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่ ทำให้ผ้าไหมเป็นอาภรณ์ที่เชิดชูบุคลิกภาพของผู้สวมใส่ให้สง่างาม สร้างความน่าเชื่อถือได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

          อันที่จริงแล้วไหมไทยมีเอกลักษณ์อันโดดเด่นที่ชาวต่างประเทศชื่นชอบและชื่นชม เราชาวไทยควรอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมผสมผสานกับภูมิปัญญาที่หยั่งรากลึกสืบต่อกันมา และสรรค์สร้างการออกแบบด้วยการประยุกต์ผ้าไหมไทยให้ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เพื่อให้คนทุกเพศวัยเข้าใจในคุณค่าของผืนผ้าที่อยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยมาช้านาน ให้ทุกคนเข้าถึงและจับต้องได้ ไม่รู้สึกเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป

 

          หากคนไทยเล็งเห็นถึงแง่งามและคุณค่าในมรดกวัฒนธรรม ภูมิปัญญาของผืนผ้าไหมไทย ร่วมใจสืบสานและอนุรักษ์สิ่งเหล่านี้ไว้ย่อมช่วยให้อัตลักษณ์นี้คงอยู่เป็นสมบัติของชาติสืบไป

 

Hits: 766