ภาษาญ้อ

            คนญ้อหรือไทญ้อ เป็นกลุ่มคนดั้งเดิมบนดินแดนอุษาคเนย์กลุ่มหนึ่ง อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำโขงฝั่งไทย และลึกเข้ามาในแผ่นดินอีสาน คนญ้อ มีภาษาของตนเอง เรียกว่า ภาษาญ้อ ซึ่งมีความไพเราะมีศัพท์เฉพาะหลากหลายน่าสนใจ เป็นภาษาที่จัดอยู่ในตระกูลไท (Tai) แต่ก่อนที่จะเรียนรู้ลักษณะภาษาญ้อ จะขอกล่าวถึงประวัติและการตั้งถิ่นฐานของคนญ้อพอเป็นสังเขป

 

ถิ่นฐานคนญ้อ

            เมื่อ ๒๐๐ ปีก่อน คนญ้ออพยพมาจากเมืองคำเกิด แขวงคำม่วนใน สปป.ลาว เข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นเมืองชัยสุตอุตมะบุรี ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม (ปัจจุบันเมืองชัยสุดอุตะมะ ในสปป.ลาว หลงเหลือร่องรอยเป็นวัดร้าง แห่ง ได้แก่ วัดกลาง วัดศรีบุญเรือง และวัดยอดแก้ว เท่านั้น) ต่อมาเกิดสงครามจึงได้มีการอพยพออกไปตั้งเมืองที่อำเภอโปงเลงใกล้ประเทศเวียดนาม และสุดท้ายได้ย้ายกลับมาตั้งถิ่นฐานที่อำเภอท่าอุเทนอีกครั้ง อย่างไรก็ตามปัจจุบันพบผู้ที่พูดภาษาญ้อในหลายพื้นที่ เช่น อำเภอท่าบ่อ และอำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย, อำเภอท่าอุเทน ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอนาหว้า อำเภอศรีสงคราม และอำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม, เขตอำเภอวานรนิวาส สว่างแดนดิน อากาศอำนวย กุดบาก กุสุมาลย์ และอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร, บ้านโพนสิม ตำบลหัวนาคำ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ และบ้านท่าขอนยาง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม นอกจากนี้ยังมีพูดกันในอำเภอคลองน้ำใส จังหวัดจันทบุรี อีกด้วย

            การย้ายถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อมีสาเหตุมาจากการถูกเกณฑ์และอพยพมาในภายหลังเพื่อตั้งถิ่นฐานตามญาติพี่น้องที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย โดยการอพยพแต่ละครั้ง จะมีผู้นำมาด้วย เช่น ในปี .. ๒๓๕๑ ญ้อเมืองท่าอุเทน มีท้าวหม้อ เป็นหัวหน้า ได้พาลูกเมียและบ่าวไพร่จำนวน ๑๐๐ คน ตั้งบ้านเมืองอยู่ที่ปากแม่น้ำสงครามซึ่งอยู่ในบริเวณพื้นที่จังหวัดนครพนม แต่หลังจากนั้นในปี .. ๒๔๖๙ ได้มีการอพยพกลับไปตั้งถิ่นฐานอยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงที่เมืองปุงลิง (ปัจจุบันอยู่ในแขวงคำม่วน สปป.ลาว) และในปี .. ๒๓๗๑ ก็อพยพกลับมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ของเมืองหงสา เมืองไชยบุรี ในแขวงไชยบุรี สปป.ลาว ต่อมาในปี .. ๒๓๗๖ เจ้าเมืองหลวงปุงลิงได้พาครอบครัวและบ่าวไพร่ข้ามแม่น้ำโขงมาประเทศไทยโดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งถิ่นฐานที่เมืองท่าอุเทน ปัจจุบันเป็นอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

            ส่วนหัวหน้าของกลุ่มชาติพันธุ์ญ้ออีกกลุ่มหนึ่ง คือ พระคำก้อน เจ้าเมืองคำเกิด สปป.ลาวได้ขอสวามิภักดิ์ต่อกรุงสยาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี .. ๒๓๗๙ และในปี .. ๒๓๘๒ ได้อพยพมามาตั้งถิ่นฐานที่เมืองท่าขอนยาง ปัจจุบันเป็น ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม

            จากงานวิจัยเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อของ บัญญัติ สาลี และคณะ (๒๕๕๑) พบจารึก แผ่นที่เป็นหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อในหมู่บ้านท่าขอนยาง คือ จารึกใบเสมาและจารึกบนฐานพระพุทธรูปซึ่งพบที่วัดมหาผล บ้านท่าขอนยาง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ในจารึกทั้ง หลักได้กล่าวถึงเจ้าเมืองท่าขอนยาง นามว่า พระสุวรรณภักดี ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มชาติพันธุ์ญ้อได้สร้างพัทธสีมาและพระพุทธรูปในจุลศักราช ๑๒๒๒ นอกจากจะนับถือศาสนาพุทธแล้ว คนญ้อยังมีความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นับถือผีฟ้า ผีเฮือน อีกด้วย

 

ประเพณีและการละเล่นของญ้อ

            กลุ่มชาติพันธุ์ญ้อในประเทศไทยมีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับคนไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาก ประเพณีที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อคือประเพณีไหลเรือไฟในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ หรือวันออกพรรษา เรียกว่าไหลเฮือไฟนอกจากนี้ ยังมีวัฒนธรรมการละเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อ คือ หมากโข่งโหล่ง หมากต่อไก่ หมากนู่เนียม ปาบึกแล่นมาฮาด หม่อจ้ำหม่อมี และหมากอีหมากอำ การละเล่นแต่ละประเภทจะมีวิธีการเล่นและมีเพลงประกอบการละเล่นด้วย เช่น การละเล่นหม่อจ้ำหม่อมี มีเพลงประกอบว่า จั้มหม่อมี่มาจี่หม่อหม่น หักคอคนเซอหน้านกกด หน้านกกดหน้าลิงหน้าลาย หน้าผีพายหน้ากิกหน้าก่อม หน้ากิก (หน้าสั้น) หน้าก่อม (หน้ากลม) ยอมแยะแตะปีกผึ่งวะผึ่งวะ (ซ้ำตั้งแต่ต้นไปเรื่อยๆ) เป็นต้น

 

ลักษณะภาษาญ้อ

            ภาษาญ้อเป็นภาษาประจำกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อ เป็นภาษาที่สำคัญภาษาหนึ่งในภาคอีสาน เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อมีประวัติความเป็นมา ขนบธรรมเนียมประเพณี และภาษาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน กล่าวคือ มีความแตกต่างจากภาษาไทยกลางหรือภาษาไทยอีสานในเรื่องของคำ เสียงสระและวรรณยุกต์

            ระบบเสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ของภาษาญ้อในแต่ละพื้นที่จะมีความแหมือนหรือแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย ในที่นี้จะขอกล่าวถึงระบบเสียงในภาพรวม ดังนี้ พยัญชนะได้แก่ / / หน่วยเสียงทั้งหมดนี้ปรากฏในตำแหน่งพยัญชนะต้นได้ทั้งหมด และหน่วยเสียงที่เป็นพยัญชนะท้าย ได้แก่ /- - - - - -

- -/ รวมถึงเสียงกักที่เส้นเสียงข้างท้ายพยางค์ที่มีสระเสียงสั้น

            สระเดี่ยว ได้แก่ /อิ, อี, -, , -, , อึ, อื, -อะ, -, อะ, อา, อุ, อู, -, -, -าะ, ออ/ สระบางตัวของภาษานี้มีความแตกต่างจากภาษาไทยกลางและไทยอีสาน เช่น  เสียงสระ เออ ของคำที่ตรงกับเสียงสระ ของภาษาไทยอีสานและไทยกลาง เช่น หัวเจ๋อ = หัวใจ เฮอ = ให้ ผู้เญ่อ = ผู้ใหญ่ ลูกเพ่อหรือ ลูกพ่อ = ลูกสะใภ้ เส้อ = ใส่ เบ๋อ = ใบไม้ เม่อ = ใหม่ เสอ = ใส เตอ = ใต้ เกอ = ใกล้ เญ่อ = ใหญ่ เน้อ = ใน

            สระประสม ได้แก่ /เอีย, เอือ, อัว/

            วรรณยุกต์ ได้แก่ วรรณยุกต์ที่ (ต่ำ-ขึ้น) วรรณยุกต์ที่ (กลางระดับ, กลาง-ขึ้น) วรรณยุกต์ที่ (ต่ำ-ตก, กลาง-ตก) วรรณยุกต์ที่ (สูง-ขึ้น-ตก, กลาง-ขึ้น-ตก) อย่างไรก็ตามวรรณยุกต์ภาษาญ้อจะแตกต่างไปตามท้องถิ่นต่างๆ

            ลักษณะที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งก็คือ คำแสดงคำถามซึ่งเป็นการใช้คำที่แตกต่างจากภาษาไทยกลางและไทยอีสาน ตัวอย่าง เช่น

            เตอ/เบอะเตอ = อะไร  เช่น นั่นเตอ / นั่นเบอะเตอ = นั่นอะไร เจ้า เฮ็ดเตอ / เจ้า เฮ้อ เบอเต๋อ = คุณทำอะไร

            เฮ็ดเตอ = ทำไม เช่น ถาม ข้อย เฮ็ด เตอ = ถามฉันทำไม

เล่อ เล่อ / จั้งเลอ = อย่างไร เช่น เขา เว่อ เลอ เล่อ = เขาพูดอย่างไร แม่ ซิ เฮ็ด เลอ เล่อ = แม่จะทำอย่างไร เจา ซิ เว่า จั้งเลอ = คุณจะพูดอย่างไร

            มื่อเล่อ = เมื่อใด/เมื่อไร เช่น เจา คึ้น เฮือน มื่อเล่อ = คุณขึ้นบ้านใหม่เมื่อใด

            กะเล่อ = ที่ไหน / ไหน เจา ซิ ไป กะเล่อ = คุณจะไปไหน

คำศัพท์ที่ใช้ในประโยคคำถามเกี่ยวกับบุคคล ใช้คำว่า เผอ = ใคร เผอเลอ = ใคร สามารถใช้ทั้งขึ้นต้น และลงท้ายประโยค เช่น

                        เผอ มา ห่า ข้อย = ใครมาหาฉัน

                        เผอเลอ เอิ้น ข้อย = ใครเรียกฉัน

                        เฮือน ของ เผอเลอ = บ้านของใคร

                        เผอ มา เฮ็ด ปะ เตอ = ใครมาทำอะไร

            จากตัวอย่างข้างบนจะพบว่า การเรียงประโยคจะมีลักษณะที่เป็น ประธาน-กริยา-กรรม

            อย่างไรก็ตาม ภาษาญ้อในแต่พื้นที่มีการใช้คำศัพท์หรือสำเนียงทั้งที่เหมือนและแตกต่างกันออกไป คำพื้นฐานส่วนใหญ่เป็นคำเดียวกัน แต่มีคำศัพท์บางหมวดที่ใช้แตกต่างกันตามการปฏิสัมพันธ์กับคนกลุ่มอื่นที่อยู่รอบข้าง ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ภาษาญ้อแตกต่างกันตามถิ่นที่อยู่อาศัย เช่น คำว่า เท้าแพลง ภาษาญ้อสกลนครเรียกกว่า ตีน-ขะหล่อย ภาษาญ้อนครพนม เรียกว่า ตีน-พิก-โบก เป็นต้น

 

สภาวะการณ์ภาษาและวัฒนธรรม

            ภาษาเป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนตัวตนของคน เมื่อคนมีการติดต่อสื่อสารกัน ก็จะซึมซับและส่งผ่านภาษาและวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ภาษาที่มีบทบาทมากกว่า มีคนใช้มากกว่า ก็จะกลืนกลายภาษาเล็กๆ ภาษาญ้อก็เช่นกันที่อยู่ท่ามกลางภาษาไทยอีสาน จึงรับภาษาไทยอีสานเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน และรับภาษาไทยมาตรฐานผ่านการศึกษาและสื่อต่างๆ ส่งผลให้ผู้ที่พูดภาษาญ้อเริ่มมีจำนวนลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นวิกฤต แม้ว่าจะมีการใช้ภาษาญ้อในชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ ดังกล่าวแล้วก็ตาม ดังนั้นการฟื้นฟูและอนุรักษ์ภาษาญ้อจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

 

การเฝ้าระวังและสงวนรักษา

            ด้วยความตระหนักในสถานการณ์วิกฤตทางภาษาและวัฒนธรรม หน่วยงานต่างๆ จึงได้ร่วมกันฟื้นฟูและอนุรักษ์

ทั้งที่เป็นงานวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้และกิจกรรมเสริมสร้างให้เกิดความสำนึกในการอนุรักษ์ภาษา ดังที่กลุ่มชาติพันธุ์ญ้อ ท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม จัดให้มีโครงการหลายประเภท เพื่อการฟื้นฟูและการอนุรักษ์ภาษาญ้อ เช่น โครงการวิจัยเรื่อง การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ภาษา ตำนาน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และการละเล่นพื้นบ้านญ้อ บ้านท่าขอนยาง ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม การจัดศาลาวัฒนธรรมญ้อสร้างขึ้นเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมญ้อ ชุมนุมวัฒนธรรมญ้อก่อตัวขึ้นมาในโรงเรียน ประเพณีไหลเรือไฟได้รับการฟื้นฟูการละเล่นญ้อปรากฏอยู่ในลานวัด จัดทำป้ายแหล่งวัฒนธรรมญ้อ และร่วมสร้างอาคารศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมญ้อท่าขอนยาง ปฏิบัติการทางสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมและภาษาของตนเองท่ามกลางการสูญหายไปของภาษาและวัฒนธรรม

            นอกจากนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมเล็งเห็นความสำคัญของภาษาญ้อ จึงได้ยกระดับภาษาญ้อขึ้นเป็นมรดกทางสังคม โดยการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ เมื่อวันที่ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๗ เพื่อจะได้สนับสนุนและเสริมแรงใจให้กลุ่มชาติพันธุ์ญ้อได้ร่วมสร้างสำนึก อนุรักษ์ และฟื้นฟูวัฒนธรรมของตนเองต่อไป  

 

 

เรื่องบัญญัติ สาลี , มยุรี ถาวรพัฒน์
ภาพ : สมสง่า ยาบ้านแป้ง

Hits: 317