ภาษามลาบรี

“เราคือมลาบรี คนรักป่า อยู่กับป่า เราไม่ใช่ผีตองเหลือง อย่างที่คนอื่นเข้าใจ
แต่เราเป็นคนป่า คือ มลาบรี มลาบรี...”

  

รู้จักคนมลาบรี

          มลาบรีเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่ในอดีตเดินทางพเนจรตามเทือกเขาสูงในประเทศไทยตอนเหนือและประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมทั้งบริเวณสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่าบางส่วน มีความรักความผูกพันกับป่าและมักเดินทางข้ามไปมาระหว่างเทือกเขาต่าง ๆ เพื่อรอเวลาให้ป่ากลับสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง แล้วจึงวนกลับมาที่เดิมก่อนจะเร่ร่อนต่อไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น คนมลาบรีที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมีประมาณ ๔๐๐ คน โดยอาศัยอยู่ที่บ้านห้วยฮ่อมพัฒนา ตำบลบ้านเวียง อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ บ้านท่าวะ ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ บ้านห้วยหยวก ตำบลแม่ขะนิง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน และศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน และในแขวงไซยะบุรีของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

          คำว่า มลาบรี (Mlabri) เป็นคำประสมระหว่าง มลา /mlaaɁ/ หมายถึง คน กับ บรี /briiɁ/ หมายถึง ป่า เมื่อปรากฏร่วมกันคำแรกจะออกเสียงสั้นลง และทั้งสองคำมีการกักเสียงตอนท้ายซึ่งไม่มีในระบบเขียนภาษาไทย เสียงท้ายแบบนี้จึงไม่มีรูปกำกับ ดังนั้นจึงมีการเขียนชื่อคนกลุ่มนี้หลายแบบ เช่น มลาบรี มละบริ มละบรี นอกจากนี้ยังมีชื่ออื่น ๆ ที่เรียกคนกลุ่มนี้ เช่น ยุมบรี ข่าตองเหลือง ม้ากู่ (คนม้งเรียก)

          คนทั่วไปไม่คุ้นเคยกับคำว่า มลาบรี ส่วนใหญ่จะรู้จักคนกลุ่มนี้ในนามของ ผีตองเหลือง เนื่องจากที่พักอาศัยทำจากใบตองหรือไม้ต่าง ๆ และมีการย้ายที่พักและพื้นที่หาอาหารอยู่เสมอ กล่าวคือระยะเวลาที่อยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งนั้นสั้นมาก และเมื่อมีคนอื่นเข้าไปใกล้คนมลาบรีจะกลัวและหลบหนีเข้าป่าอย่างรวดเร็ว ทำให้คนทั่วไปเห็นแต่เพิงพักที่อาศัยที่ทำด้วยใบตองที่แห้ง เหี่ยว และเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แต่ไม่พบคน จึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ผีตองเหลือง การเรียกชื่อนี้คนมลาบรีไม่ชอบ และบอกว่าเรียก ตองเหลือง ก็ยังไม่เป็นไร แต่อย่าเรียกว่าผีตองเหลือง เพราะพวกเขาไม่ใช่ผีและก็กลัวผีด้วย

 

 

ตามรอยวิถีมลาบรี

          คนมลาบรีเป็นกลุ่มที่มีวัฒนธรรมแบบเก็บหาของป่าและล่าสัตว์ เคลื่อนย้ายไปตามแหล่งที่มีอาหารที่อุดมสมบูรณ์ มีความรู้เรื่องการใช้ประโยชน์จากพรรณพืชเพื่อเป็นอาหาร ยาสมุนไพร เครื่องใช้ เป็นกลุ่มชนที่รักสันโดษ มีการแบ่งปันอาหารและสิ่งที่ได้มาให้กับคนในกลุ่มอย่างเหมาะสมและเท่าเทียม รักธรรมชาติ ต้นไม้ ป่าเขา มลาบรีบางคนสามารถเป่าแคนและขับร้องทำนองหมอลำด้วยภาษามลาบรีได้อย่างไพเราะ

          ปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติในป่าที่เป็นฐานของวัฒนธรรมมลาบรีได้ถูกทำลายลงอย่างมากกระทั่งไม่เพียงพอที่จะสามารถดำรงชีวิตแบบหาของป่า-ล่าสัตว์ได้อีก บัดนี้คนมลาบรีมีการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีวิตจากการเร่ร่อนมาอยู่ตั้งบ้านเรือนเป็นหลักแหล่ง เริ่มปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด เป็นแรงงานรับจ้าง การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้มลาบรีต้องเผชิญกับการปรับตัวทางวัฒนธรรมใหม่ที่ค่อนข้างยากลำบาก ความไม่รู้เท่าทันโลก ความไม่สามารถพึ่งตัวเองได้ ปัญหาสิทธิมนุษยชน การศึกษา การท่องเที่ยวชนเผ่า สุขภาพอนามัย ปัญหาต่าง ๆ ที่ประสบอยู่นี้ส่งผลถึงความวิกฤตทางภาษาขั้นรุนแรง ภาษามลาบรีจึงเป็นภาษาหนึ่งในประเทศไทยที่เสี่ยงต่อการสูญหาย

          การจะธำรงรักษาภาษาและอัตลักษณ์มลาบรี ต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสุขอนามัย ที่อยู่อาศัย รวมไปถึงเครื่องนุ่งห่ม และการดำรงชีวิตอื่น ๆ

 

เรียนรู้ภาษามลาบรี

          ภาษามลาบรีเป็นภาษาที่จัดอยู่ในตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขามอญ-เขมร กลุ่มย่อยขมุอิค มีความใกล้เคียงกับภาษาขมุ ภาษามัล/ปรัย (ลัวะ) ที่ผ่านมามีการพัฒนาระบบเขียนภาษามลาบรีด้วยอักษรไทยโดยคนมลาบรีร่วมกับนักภาษาศาสตร์ทั้งชาวไทยและมิชชันนารีชาวต่างประเทศ และมีการเลือกใช้อักษรไทยที่ต่างกันแทนเสียงภาษามลาบรี อย่างไรก็ตามในที่นี้ขอนำเสนอภาษามลาบรีอักษรไทยจากโครงการสร้างระบบเขียนภาษามลาบรีเพื่อบันทึกความทรงจำทั้งชีวิตของคนมลาบรี ซึ่งมีคนมลาบรีเป็นคณะนักวิจัย (วีระ ศรีชาวป่า และคณะ, ๒๕๕๒) พยัญชนะต้นภาษามลาบรี ได้แก่ /k/ /kh//g//ŋ/ ฮง /hŋ//c/ /s/ (เสียงนี้บางครั้งก็ออกเป็นเสียง ช /ch/) ฌ /ɉ//ɲ/ ฮญ /hɲ//d/ ด่ /Ɂd//t//th//n/ ฮน /hn//b/ บ่ /Ɂb//p//ph//m/ ฮม /hm//j/ ย่ /Ɂj/ ฮย /hj//r//l/ ฮล /hl//w/ ฮว /hw//Ɂ/ ฮ (h) พยัญชนะสะกด ได้แก่ ก /k/ /ŋ//c//s//ɲ//t//n//p//m//j//r//l/ ลฮ /lh/ และ ฮ (h) ภาษามลาบรีมีพยัญชนะสะกดที่เป็นเสียงเอกลักษณ์ของภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก ได้แก่ ญ จ ฮ

          สระภาษามลาบรี ได้แก่ ◌ะ ◌า /a/ ◌ิ ◌/i/ ◌ึ ◌/ɯ/ ◌ุ ◌ู /u/ เ◌ะ เ◌ /e/ แ◌ะ แ◌ /ɛ/  โ◌ะ โ◌ /o/ ◌อ /ↄ/ เ◌อะ เ◌อ /ɤ/ เ◌อฺ /ʌ/ เ◌ /ia/ และ ◌ัว ◌ว◌ /ua/ ความสั้นยาวของเสียงสระไม่ทำให้ความหมายของคำภาษามลาบรีเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามขณะนี้เริ่มมีคู่คำที่แยกความหมายด้วยความสั้นยาวของเสียงสระ แต่ยังไม่เกิดทั้งระบบ ดังนั้นเจ้าของภาษามลาบรีจึงตกลงกันว่า ในการใช้ภาษาไทยเขียนภาษามลาบรี คำที่มีตัวสะกดให้ใช้รูปสระเสียงยาว เช่น กอก = กล้องยาสูบ ฆาล = สิบ ญอก = ย่าม มาด = ตา ส่วนคำที่ไม่มีตัวสะกดหรือพยางค์แรกของคำให้ใช้รูปสระเสียงสั้น เช่น กิ = ดวงจันทร์ ติ = มือ จวก = ขุด บราญ = หมากะซืน = เต่า ตะฆูก = กบ ละออก = หนาม

            ภาษามลาบรีมีทำนองเสียงสูง-ต่ำมักจะลากเสียงท้ายสูงและยาวกว่าปกติ แต่ไม่ใช่เสียงวรรณยุกต์เพราะไม่ได้ใช้ในการแยกความหมายของคำ จึงไม่ใช้รูปวรรณยุกต์ภาษาไทยกำกับ

          การสร้างคำ มีการเติมอาคมหรือหน่วยคำเติมกลาง ทำให้ประเภทของคำเปลี่ยนไป เช่น คำกริยาเปลี่ยนเป็นคำนาม ดังตัวอย่าง

          ฆละ = พูด เติม ร หลังพยัญชนะต้น เป็น ฆรละ = คำพูด

          กาบ = ร้องเพลง เติม รน หลังพยัญชนะต้น เป็น กรนาบ = เพลง

          ภาษามลาบรีมีการเรียงคำของประโยคในลักษณะ ประธาน กริยา กรรม เช่นเดียวกับกลุ่มตระกูลออสโตรเอเชียติกอื่น ๆ เช่น

          ประโยคบอกเล่า ได้แก่ ตะโยะ ฌาก มัจ รวาย = ตาโยะ-ไป-เจอ-เสือ โอฮ ฌาก แฆง = ฉัน-ไป-บ้าน

          ประโยคปฏิเสธ ได้แก่ โอฮ กิ เออะ อาจ = ฉัน-ไม่-กิน-นก

          ประโยคคำถาม ได้แก่ ฌาก ฆา แลง เลฮ = ไป-ที่-ไหน-มา อาเออะ ยูก แล = กิน-ข้าว-หรือยัง 

 

          ตัวอย่างเรื่องสั้น

          ญามฆอฮ

          ฮนัมปึรนาฮ อาเทิง กี เฆย เคียน นางซือ ฮงูฮ โด ลืง บรี อาทิง ดีอูย ดีโฌง นองปึรนาฮ โดก ฮีก ยาก ฮนัม ฆอฮ อา เทง ฮงูฮ โด ลืง บรี มา บอน เปอะ ระมาบ ปูก ยูก ปูก ซาโล จะแรด ญอก เปล เคียน นางซือ กานา เฆรด จะเอด อาเทิง อาฌาก โซบ มอ ละฮืร จะเอด

          สมัยอดีต

          ที่ผ่านมา พวกเราไม่เคยเรียนหนังสือ เผ่ามลาบรีอยู่ในป่า พ่อแม่สมัยก่อนลำบากในการหาอาหาร ไม่มีไร่ แต่ปัจจุบันนี้ เผ่ามลาบรีได้มาอยู่เป็นกลุ่ม มีไร่ปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด ได้เรียนหนังสือ และถักทอย่ามและเปล ถ้าเราไม่สบาย ก็ไปขอยาที่หมอเพื่อรักษา

 

รักษ์ภาษามลาบรี

          ภาษามลาบรี เป็นภาษาที่มีความสำคัญในเชิงคุณค่าและมีการสืบทอดกันมาเป็นเวลานานจากบรรพบุรุษผู้รักวิถีสันโดษ แม้ว่าคนมลาบรีจะมีการใช้ภาษาภายในกลุ่มอย่างเข้มข้น แต่ประชากรมลาบรีมีอยู่จำนวนน้อยและชอบอาศัยท่ามกลางป่าเขาตามธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งที่เอื้อต่อการดำรงชีวิต ได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้นับวันจะเหลือน้อยลงทุกที และภาษาก็เริ่มถดถอย การดำรงชีวิตของคนมลาบรีเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสวัฒนธรรมของคนเมืองมากขึ้น มีการตั้งบ้านเรือนเป็นหลักแหล่ง มีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น การแต่งกายที่พัฒนาขึ้น เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมา (พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๒) คนมลาบรีจากบ้านห้วยฮ่อมพัฒนาและบ้านอื่น ๆ ได้ร่วมมือกันทำวิจัยเพื่อท้องถิ่นเรื่อง “สร้างระบบตัวเขียนภาษามลาบรีเพื่อบันทึกความทรงจำทั้งชีวิตของคนมลาบรี” โดยได้รับการสนับสนุนเรื่องงบประมาณดำเนินการจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โครงการนี้มีการพัฒนาระบบตัวเขียน จัดเก็บเรื่องราวต่าง ๆ ของคนมลาบรีเพื่อเป็นการฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมของตน โดยมีระบบพี่เลี้ยงเป็นผู้หนุนเสริมกระบวนการทำวิจัยและการบริหารจัดการต่าง ๆ

          ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๕๗ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้เล็งเห็นคุณค่าของภาษามลาบรี ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในการสืบทอดภาษาและภูมิปัญญาของคนมลาบรี จึงได้ประกาศขึ้นทะเบียนภาษามลาบรีให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๗ สาขาภาษา เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ สืบสาน ฟื้นฟู และปกป้องคุ้มครองมรดกทางภูมิปัญญาทางภาษาของประเทศไทยไว้ต่อไป

 

 

ภาพ : มยุรี ถาวรพัฒน ,วีระนันท์ ดำรงสกุล
เรื่อง : อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย  มหาวิทยาลัยมหิดล

Hits: 391