อักษรธรรมอีสาน

         ปัจจุบันมีหลายคนไม่รู้ว่าภาคอีสานของไทยมีอักษรท้องถิ่นของตัวเอง หรือแม้กระทั่งคนอีสานเองก็อาจไม่รู้ว่าในภาคอีสานมีอักษรโบราณที่ไม่ใช่อักษรขอมปรากฏอยู่ และเคยใช้กันอย่างแพร่หลายในอดีตในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรลาวล้านช้าง ต่อมาจึงรับอักษรไทยเข้ามาใช้แทนที่ตามระบบการศึกษาไทยจากส่วนกลาง อักษรดังกล่าวนี้ได้แก่ อักษรธรรมและอักษรไทยน้อย เป็นอักษรที่ใช้บันทึกเฉพาะภาษาอีสานหรือภาษาลาวและภาษาบาลีเท่านั้น ไม่นิยมบันทึกด้วยภาษาไทยกลาง อักษรธรรมนี้ถ้าอยู่ในภาคอีสานนิยมเรียกว่า “อักษรธรรมอีสาน” ส่วนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) นิยมเรียกว่า “อักษรธรรมลาว” หรืออาจเรียกกลาง ๆ ว่า “อักษรธรรม” หรือ “ตัวธรรม” เช่นเดียวกันทั้งภาคอีสานและ สปป.ลาว อักษรธรรมอีสานกระจายอยู่ทั่วไปตามพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ในภาคอีสาน หรือภูมิภาคอื่นที่มีกลุ่มชนอีสานหรือลาวอพยพย้ายถิ่นไป โดยปรากฏอยู่ในเอกสารโบราณเป็นส่วนมาก เช่น เอกสารใบลาน สมุดไทยหรือสมุดข่อย เป็นต้น ปัจจุบันผู้ที่สามารถอ่านอักษรธรรมอีสานได้มีจำนวนน้อยมาก และส่วนมากเป็นผู้สูงอายุ บางพื้นที่ไม่มีผู้อ่านได้เลย หรือแม้กระทั่งพระภิกษุสามเณรก็มีผู้ที่อ่านได้น้อยมาก เนื่องจากเป็นอักษรที่ไม่ได้มีการถ่ายทอดกันในชุมชนเหมือนในอดีต 

 

         ต้นกำเนิดอักษรธรรมอีสาน

         อักษรธรรมอีสานมีรูปลักษณะกลมคล้ายกับอักษรธรรมล้านนา หรือตัวเมือง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอักษรยวน จะมีแตกต่างกันบ้างบางตัวเท่านั้น สาเหตุที่คล้ายกันเป็นเพราะอักษรธรรมอีสานได้รับอิทธิพลและสืบทอดมาจากอักษรธรรมล้านนาแห่งอาณาจักรล้านนา ซึ่งมีพัฒนาการมาจากอักษรมอญโบราณแห่งอาณาจักรหริภุญไชย ดังที่ ธวัช ปุณโณทก (๒๕๔๐ : ๕๔) กล่าวว่า เมื่อศึกษารูปแบบของอักษรตัวธรรมที่ใช้ในภาคอีสานและล้านช้างแล้วพบว่ามีรูปแบบคล้ายกับอักษรยวนหรืออักษรตัวเมืองในภาคเหนือ ซึ่งทั้งอักษรตัวธรรมและอักษรตัวยวนในภาคเหนือสืบทอดมาจากอักษรมอญโบราณที่หริภุญไชย นั่นคือ อักษรมอญหริภุญไชย พุทธศตวรรษที่ ๑๘ (คริสต์ศตวรรษที่ ๑๒) เป็นต้นแบบของอักษรธรรมล้านนาและอักษรธรรมอีสาน และภายหลังอักษรธรรมล้านนาและอักษรธรรมอีสานได้พัฒนาแตกต่างออกไปหลายประการ เช่น อักษรธรรมล้านนาได้เพิ่มไม้กำกับเสียงวรรณยุกต์ ไม้ห้าม (ระห้าม) หรือเครื่องหมายกำกับเสียงตัวพยัญชนะ (ธวัช ปุณโณทก, ๒๕๕๒ : ๑๙๓) ซึ่งอักษรธรรมอีสานไม่มี โดยเฉพาะเครื่องหมายวรรณยุกต์ แต่ในสมัยหลังพบว่ามีการเพิ่มเครื่องหมายวรรณยุกต์เข้ามาใช้ในการเขียนบ้าง อาจเพราะได้รับอิทธิพลจากภาษาไทยปัจจุบัน

         สาเหตุที่เชื่อว่าอักษรธรรมอีสานได้รับอิทธิพลและสืบทอดมาจากอักษรธรรมล้านนาเพราะหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจนโดยกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรล้านช้าง (รวมถึงภาคอีสานบางส่วน) และอาณาจักรล้านนาในสมัยราชวงศ์มังราย ทั้งทางด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และความสัมพันธ์ทางสายเลือดหรือการแต่งงานแห่งเจ้าผู้ปกครองอาณาจักรทั้งสอง 

         ที่มาของชื่ออักษรธรรม

         สาเหตุที่ชื่อว่าตัวอักษรธรรมนั้น เพราะใช้ตัวอักษรชนิดนี้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น พระไตรปิฎก พระธรรมคัมภีร์ต่าง ๆ เป็นต้น ด้วยถือว่าเป็นอักษรชั้นสูง อักษรศักดิ์สิทธิ์ จึงเรียกว่า “อักษรธรรม” ตัวอักษรชนิดนี้ใช้ใน สปป. ลาว ก็เรียกว่า “ตัวธรรมลาว” ใช้ในภาคอีสานก็เรียกว่า “ตัวธรรมอีสาน” ตามแต่ละท้องถิ่นจะเรียกแต่ก็คือตัวอักษรชนิดเดียวกันนั่นเอง นอกจากนี้อักษรธรรมอีสานยังมีการบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ มากมายนอกเหนือจากเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ทั้งการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับทางโลกหรือศาสตร์ต่าง ๆ เช่น ตำรายา โหราศาสตร์ ตำนานบ้านตำนานเมือง นิทานพื้นบ้าน ผญาภาษิต คาถา ไสยศาสตร์ เป็นต้น 

 

         รูปแบบและจำนวนอักษรธรรมอีสาน

         อักษรธรรมอีสาน ประกอบด้วย พยัญชนะ สระ เครื่องหมาย และตัวเลข ซึ่งพยัญชนะแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ได้แก่ ๑. พยัญชนะตัวเต็ม หมายถึง พยัญชนะที่เขียนเต็มรูปแบบปกติ มี ๓๗ รูป เขียนไว้บนบรรทัด โดยทำหน้าที่เป็นพยัญชนะต้น ๒. พยัญชนะตัวเฟื้อง หรือ ตัวห้อย หมายถึง พยัญชนะที่เขียนครึ่งรูป หรือครึ่งตัว หรือเปลี่ยนรูปต่างจากพยัญชนะตัวเต็ม และเขียนไว้ใต้พยัญชนะตัวเต็มหรือใต้สระบางตัว โดยทำหน้าที่เป็นพยัญชนะตัวสะกดและพยัญชนะควบกล้ำ หรือพยัญชนะตัวตาม

         สระ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ได้แก่ ๑. สระลอย หมายถึง สระที่เป็นรูปสำเร็จ สามารถนำมาใช้เขียนได้เลย ใช้แทน อ ที่ผสมกับสระนั้น ๆ มี ๘ รูป และการเขียนสระลอยจะเขียนอยู่ในระดับเดียวกับพยัญชนะตัวเต็มและอยู่ต้นคำหรือต้นพยางค์ ๒. สระจม หมายถึง สระที่ต้องอาศัยพยัญชนะมาประกอบเท่านั้นจึงจะใช้ได้ มี ๒๗ รูป โดยเขียนไว้รอบพยัญชนะตัวเต็มคือ ด้านหน้าเรียกว่าสระหน้า ด้านหลังเรียกว่าสระหลัง ด้านบนเรียกว่าสระบน ด้านล่างเรียกว่าสระล่างเช่นเดียวกับภาษาไทย

         ส่วนวรรณยุกต์ในอักษรธรรมอีสานไม่มีรูป แต่มีเสียงวรรณยุกต์ทั้ง ๕ เสียงเหมือนภาษาไทย โดยที่ผู้อ่านต้องผันหาเสียงเอาเองตามความหมายของประโยคหรือข้อความนั้น ๆ เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้คนโบราณอีสานเรียกว่า หนังสือ หนังหาคือหาความหมายเอาเองตามคำบริบทที่แวดล้อมของคำนั้น

         เครื่องหมายในอักษรธรรมอีสานที่สำคัญ ๆ มี ๕ อย่าง แต่ละอย่างก็มีหน้าที่แตกต่างกันออกไป บางเครื่องหมายมีหน้าที่หลายอย่างแล้วแต่บริบทของการใช้งาน เช่น เครื่องหมายไม้ซัด ที่ใช้เป็นตัวสะกด แทน ก และเป็นไม้หันอากาศ เป็นต้น

         ตัวเลขในอักษรธรรมอีสาน มี ๑๐ รูป เหมือนภาษาไทยปัจจุบัน

         อนึ่ง อักษรธรรมอีสานในหนังสือบางเล่มหรือในทัศนะของนักปราชญ์อีสานบางคนอาจพบว่าอักษรธรรมอีสานมีมากกว่านี้ เช่น พยัญชนะ อาจมีมากกว่า ๓๗ เพราะเพิ่ม “ศ” และ “ษ” เข้าไปด้วย ส่วนสระเพิ่มสระ “ใ” เข้าไปด้วย จึงทำให้มีจำนวนมากกว่าที่กล่าวมา

         นอกจากนี้อักษรธรรมอีสานยังมีการประกอบคำแบบพิเศษ เรียกว่า อักขรวิธีพิเศษ หมายถึง มีวิธีประสมอักษรแตกต่างจากกฎเกณฑ์ทั่วไป โดยมีรูปร่างแตกต่างไปจากรูปคำที่ประกอบกันระหว่างพยัญชนะ สระ และเครื่องหมายที่ประกอบคำตามปกติทั่วไป หรืออาจเขียนอย่างหนึ่งแต่อ่านอีกอย่างหนึ่ง แต่สามารถอ่านเป็นคำที่มีความหมายได้ ซึ่งต้องใช้การจดจำและพิจารณาเป็นพิเศษและต้องดูบริบทของคำรอบข้างจึงจะสามารถเข้าใจความหมายในคำหรือประโยคนั้น ๆ เข้าใจ

         รูปอักษรธรรมอีสานเก่าแก่สุดเท่าที่พบในภาคอีสาน ได้แก่ จารึกฐานพระพุทธรูปพระประธานอุโบสถวัดพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม จุลศักราช ๘๖๕ หรือ พุทธศักราช ๒๐๔๖ ส่วนศิลาจารึกที่มีเนื้อหายาวและมีรูปอักษรที่ใกล้เคียงกับอักษรธรรมล้านนามากที่สุด ได้แก่ ศิลาจารึกวัดถ้ำสุวรรณคูหา หลักที่ ๑ อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู 

 

          สถานภาพอักษรธรรมอีสานในปัจจุบัน

         อักษรธรรมอีสานในอดีตจัดว่าเป็นอักษรที่สำคัญและมีบทบาทในภาคอีสานเป็นอย่างยิ่ง ชาวอีสานเชื่อว่าการได้จารตัวอักษรธรรมอีสาน ๑ ตัวได้อานิสงส์เท่ากับการสร้างพระพุทธรูป ๑ องค์จึงทำให้ชาวอีสานนิยมจารคัมภีร์ใบลานถวายวัดเป็นจำนวนมาก พระภิกษุสามเณรที่บวชเรียนจะได้เรียนเขียนอ่านอักษรธรรมอีสาน อย่างไรก็ตามการสืบสานอักษรธรรมอีสานที่ผ่านมานั้น ผู้ที่มีบทบาทส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ซึ่งเป็นพระสงฆ์สามเณรหรือผู้ที่ผ่านการบวชเรียนมาเท่านั้น ส่วนผู้หญิงแทบไม่มีโอกาสได้เรียนรู้อักษรธรรมอีสานเลยเช่นเดียวกับภาคเหนือของไทย และชาวอีสานยังเชื่ออีกว่าอักษรธรรมอีสานและคัมภีร์ใบลานเป็นของสูง มีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถทำให้ผู้ที่ขาดความเคารพยำเกรงได้รับผลร้ายที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ ได้ เช่น การนำคัมภีร์ใบลานมาตีหัวกันก็จะทำให้ผู้นั้นเป็นกลากเป็นเกลื้อน เป็นต้น ผู้หญิงจึงถูกห้ามและไม่สามารถจับต้องคัมภีร์ใบลาน จึงไม่มีโอกาสได้เรียน ซึ่งอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การศึกษาอักษรธรรมอีสานอยู่ในวงจำกัดเฉพาะกลุ่มผู้ชาย แต่ปัจจุบันนโยบายของรัฐกำหนดว่าชาวไทยทุกคนต้องเรียนหนังสือภาษาไทยจากส่วนกลาง ทำให้ไม่มีการเรียนการสอนอักษรธรรมอีสานเหมือนในอดีต ผู้อ่านอักษรธรรมอีสานจึงลดน้อยลงจนแทบจะไม่มีใครอ่านได้ เหลือเพียงผู้เฒ่าผู้แก่หรือพระสงฆ์ที่เป็นพระเถระมีอายุพรรษามาก ๆ เท่านั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวคนอีสานจึงไม่ค่อยรู้จักอักษรธรรมอีสาน

         ดังนั้นเพื่อเป็นการธำรงรักษาอักษรธรรมอีสานนี้ไว้ สถานศึกษาทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยได้เริ่มนำอักษรธรรมอีสานเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาที่เปิดสอนในหลักสูตร โดยเฉพาะหลักสูตรที่เกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรม เช่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เป็นต้น รวมทั้งกลุ่มงานอนุรักษ์เอกสารโบราณ (เดิมคือ โครงการอนุรักษ์เอกสารใบลานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ยังได้จัดอบรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์เอกสารโบราณและอักษรโบราณอีสานโดยเฉพาะอักษรธรรมอีสานให้ทั้งแก่พระสงฆ์ ครู อาจารย์ นิสิต/นักศึกษา นักเรียน นักวิชาการ และผู้ที่สนใจทั่วไปตามวาระและโอกาส นอกจากนี้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ยังได้เล็งเห็นคุณค่าของอักษรธรรมอีสาน จึงได้ประกาศขึ้นทะเบียนอักษรธรรมอีสานเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ สาขาภาษา (กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. ๒๕๕๙: ๘๒) อันจะเป็นการส่งเสริมท้องถิ่นในการอนุรักษ์ สืบสาน ฟื้นฟู และปกป้องคุ้มครอง มรดกทางภูมิปัญญาชิ้นนี้ได้อีกทางหนึ่ง

 

เรื่อง : สมัย วรรณอุดร
ภาพ : คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ยอด เนตรสุวรรณ และ กลุ่มงานอนุรักษ์เอกสารใบลาน

Hits: 2360