บวชนาค ทำขวัญนาค และขบวนแห่นาคใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

เดือนแปด บวชนาค ทำขวัญ

          เข้าพรรษา เป็นฤดูที่ชายหนุ่มชาวพุทธประเทศไทยเราจำนวนมากจะเข้าโบสถ์ บวชเป็นพระกันเพื่อจำพรรษาเป็นเวลาหนึ่งไตรมาส แม้ว่าจริงๆ แล้ว การบวชนั้น ปัจจุบันส่วนมาก จะทำตามความสะดวก ซึ่งมหาเถรสมาคมออกกฎว่า ถ้าจะบวชนั้นต้องอย่างน้อยขั้นต่ำ ๑๕ วัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องดีเพราะบวชแค่ วันนั้นแทบไม่ได้อะไรเลย บวชไปทำไมก็ไม่รู้

          เพราะว่าหลายๆ วัด ไม่ได้มีหลักสูตรการเรียนระหว่างบวชของพระนวกะ ก็จะเข้ารอยคำโบราณที่ว่าบวชตามประเพณี บวชหนีสังสาร (วัฎฎ์) บวชผลาญข้าวสุก บวชสนุกตามเพื่อน บวชเลื่อนลอย และบวชคอยงานใหญ่ เป็นต้น

          การบวช ไทยเรารับมาจากอินเดีย แต่ประสมประเพณีพื้นเมืองเข้าไป จากบวชพระอย่างเดียว ยังมีประเพณีชวนให้ฉงนสนเท่ห์ คือ บวชนาค ทำไมต้องนาค นาคคืออะไรมาจากไหน ทำไมจะบวชพระต้องบวชนาคก่อน ยังมี ก่อนจะบวชนาค ต้องมีทำขวัญนาค ทำไมเรื่องนาคนี้ จึงมาวุ่นๆ กับการบวชพระไม่ใช่น้อย

 

บวชนาค ทำขวัญนาค  

          ทำขวัญนาค คือ กระบวนการก่อนการบวชนาค ก่อนเข้าพิธีอุปสมบท ซึ่งหากไม่มีพิธีบวชนาคแต่มีการแต่งชุดขาวโกนหัว ก็เรียก นาค เช่นกัน ในการทำขวัญนาคนี้ คนทำหน้าที่คือ หมอขวัญ และสิ่งของที่ต้องใช้ประกอบในพิธีทำขวัญนาค ได้แก่

          . บายศรี - ชั้น ไม้ไผ่ผ่า ซีก สำหรับขนาบบายศรี

          . ใบตอง (ตัดทั้งก้าน) ก้าน สำหรับหุ้มบายศรี         

          . ผ้าแพร หรือผ้าสี หุ้มบายศรี ผืน        

          . เทียนเวียน เล่ม เทียนทำพิธี - เล่ม

          . ขันน้ำมนต์ ขัน ขันใส่ข้าวสาร ขัน ใบพลู  ใบ

          . เครื่องกระยาบวช (ขนมต้มแดง ต้มขาว ข้าวปากหม้อ ไข่ต้ม) ใส่ถ้วยที่มีบายศรีปากชาม สำรับ        

          . มะพร้าวอ่อน ผล แป้งหอม น้ำหอมเจิมหน้านาค

          . พานกำนล ประกอบด้วย พานดอกไม้ หมาก คำ ยาสูบ (บุหรี่) เหล้าขาว ขวด เงิน ๑๒ บาท

          . ธูป ดอก หรือ - ดอกก็ได้

          สิ่งของเหล่านี้ ทางหมอขวัญ ผู้ได้รับการยอมรับให้เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมจะเตรียมมาให้เสร็จสรรพ ซึ่งมักจะรวมอยู่ในค่าครู พร้อมวงดนตรีบรรเลงประกอบ

          ในพิธีหมอขวัญจะเชิญ พ่อนาค บิดา มารดาและญาติทั้งหมดที่มาร่วมงานเข้ามายังบริเวณพิธี แล้วขับลำนำเปิดพิธีกรรมด้วย ทำนองแหล่ มีเกริ่นนำสาธยายอานิสงส์ที่ทุกฝ่ายพึงจะได้รับในการบวชพระ แล้วจึงร้องทำนองเชิญเทวดา บูชาครู เคารพคุณและยกย่องเกียรติยศของพ่อนาค และอาจจะบิดามารดาครอบครัวของพ่อนาคด้วย

           สิ่งของเหล่านี้ ทางหมอขวัญ ผู้ได้รับการยอมรับให้เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมจะเตรียมมาให้เสร็จสรรพ ซึ่งมักจะรวมอยู่ในค่าครู พร้อมวงดนตรีบรรเลงประกอบในพิธีหมอขวัญจะเชิญ พ่อนาค บิดา มารดาและญาติทั้งหมดที่มาร่วมงานเข้ามายังบริเวณพิธี แล้วขับลำนำเปิดพิธีกรรมด้วย ทำนองแหล่ มีเกริ่นนำสาธยายอานิสงส์ที่ทุกฝ่ายพึงจะได้รับในการบวชพระ แล้วจึงร้องทำนองเชิญเทวดา บูชาครู เคารพคุณและยกย่องเกียรติยศของพ่อนาค และอาจจะบิดามารดาครอบครัวของพ่อนาคด้วย 

          ในการแหล่ทำขวัญนาค บทที่ต้องเน้นย้ำเป็นเรื่องใหญ่เพื่อให้นาคได้สำนึกบุญคุณมารดาผู้ให้กำเนิดคือการกล่าวถึงตอนปฏิสนธิ การกำเนิดเกิดมาของคนเรา ให้รู้ถึงบุญคุณของบิดามารดา ด้วยท่วงทำนองที่เหมาะสม อธิบายการเลี้ยงดูอุ้มชูมาตั้งแต่ยังเยาว์จนถึงวันนี้ถึงตอนนี้ ถ้าหมอขวัญพรรณนาเก่ง ขับลำนำได้อารมณ์ ก็ถึงกับเรียกน้ำตาพ่อนาค ครอบครัว และผู้มาฟังหลากหลายได้เลยทีเดียว

          ได้อารมณ์กันพอเพียงแล้ว หมอขวัญจึงเลี่ยงมากล่าวถึงนามนาค หรือสำเภาทองของนาค เส้นทางของการบวชพระที่เกิดจากความมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เป็นทำนองสอนนาค ให้ข้อคิดในกิจของสงฆ์ ข้อควรปฏิบัติข้อห้ามที่ต้องระวัง

          ตามด้วยเชิญขวัญนาคด้วยทำนองเสนาะหรือทำนองอื่นที่ทดแทนกันได้อย่างซาบซึ้งใจ หลังจากนั้นจึงกล่าวถึงบายศรีและสิ่งของที่นำเอามาใช้ประกอบพิธีว่าทดแทนอะไรกันบ้าง จนกระทั่งเข้าสู่พิธีให้นาคถือพานเข้ามากราบขอขมาญาติพี่น้องที่ยังนั่งรออยู่ในพิธี บางท้องที่อาจเป็นการใช้ด้ายสายสิญจน์ผูกข้อมือให้พ่อนาคแล้วให้ศีลให้พร

          ซึ่งคำเหล่านี้เป็นลักษณะ พูดร้องท่องคาถาพูดเป็นการแนะนำสั่งสอน อบรมให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ร้องเป็นการสอดแทรกเพิ่มเติมในเกล็ดย่อยที่ออกนอกเหนือจากเนื้อหาไปบ้าง ก็ตามแต่ความเชี่ยวชาญในการแต่งบทขับแหล่ของหมอขวัญแต่ละคน อาจมีลากยาว นอกเรื่องไปบ้างก็ถือว่าเป็นสีสันที่คนร่วมงานชื่นชอบ ซึ่งนักร้องลูกทุ่งชื่อดังหลายคนที่มีอาชีพเสริม คือ รับทำขวัญนาค ด้วย เช่น ชัยชนะ บุญญโชติ, ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, ชินกร ไกรลาศ, สวนสน มนต์สวรรค์, ขวัญจิตร-ขวัญใจ ศรีประจันต์, และทศพล หิมพานต์

 

นาค ความเชื่อดั้งเดิมของคนอุษาคเนย์

          คนอุษาคเนย์ รวมทั้งคนไทย รับวัฒนธรรมจากอินเดียมาประสมประสานวัฒนธรรมดั้งเดิม แล้วเกิดวัฒนธรรมใหม่ที่มีทั้งคล้ายคลึงและแตกต่างกัน มี ระยะ คือ () รับศาสนาพราหมณ์-พุทธ กับ () รับศาสนาอิสลาม

          ศาสนาในอุษาคเนย์ มีลักษณะการผสมผสานความเชื่อระหว่างศาสนาที่เข้ามาผสมผสานกับความเชื่อพื้นเมืองดั้งเดิม เช่น ความเชื่อเรื่องผี ที่มีความแตกต่างกันไป เช่น การนับถือผีฟ้าของคนในภาคเหนือ ผีแถนของคนลาวฝั่งแม่น้ำโขง ผีมดหรือ โขมดของแขมร์ ผีเม็งของมอญ รวมถึงผีนัตซึ่งเป็นผีตายโหงมี ๓๗ ตนของพม่า

          การบวชนาค จึงเกี่ยวพันกับความเชื่อดั้งเดิมของคนในภูมิภาคอุษาคเนย์ที่นับถือผี ก่อนรับพระพุทธศาสนาการบวชนาคในอินเดียไม่มี แต่มีรายละเอียดเรื่องบวชนาคนี้อยู่ในหนังสือ ประเพณี ๑๒ เดือน ในประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรม เพื่อความอยู่รอดของคน โดย รศ.ปรานี วงษ์เทศ มหาวิทยาลัยศิลปากร

          อีกทั้งยังมีคำอธิบายของ จิตร ภูมิศักดิ์ ในหนังสือความเป็นมาของคำสยาม, ไทย, ลาว, และขอมฯ (พิมพ์ครั้งแรก .. ๒๕๑๙) ดังต่อไปนี้

          พวกนาค (ชาวนาคา) เป็นชนชาติส่วนน้อยทางตะวันออกสุดของอินเดีย ติดพรมแดนพม่า อยู่ บริเวณเทือกเขานาค (Naga Hills) เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอัสสัม แต่พวกนาคได้ร่วมกันต่อสู้มานานปี จนใน .. ๒๕๐๗ ได้มีการยินยอมจากรัฐบาลกลางแห่งสหภาพอินเดียให้จัดตั้งเป็นรัฐนาค (Nagaland) ขึ้น

          ชนเผ่านาคเป็นชนชาติในตระกูลภาษาธิเบต-พม่า เป็นชนชาติที่ล้าหลังตลอดมาในอดีต และลือชื่อในประเพณีล่าหัวมนุษย์ ชาวอินเดียยุคโบราณ เหยียดหยามดูถูกพวกนาคมาก ถือเป็นมิลักขะพวกหนึ่ง และแม้คนกลุ่มนี้จะยืนยันว่า พวกตนเป็นคน ด้วยประการใดๆ ก็มิได้รับการยอมรับ ซ้ำร้ายคำว่านาคนี้ยังตกไปอยู่ในภาษาอัสสัมแปลว่า เปลือย และภาษาฮินดูสตานี แปลว่า คนป่าชาวเขา อีกต่างหาก

          แต่คำว่านาค เมื่อมาอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออุษาคเนย์ กลับเป็นพญานาค สัญลักษณ์ดั้งเดิมของคนพื้นเมืองในอุษาคเนย์ สุจิตต์ วงษ์เทศ อธิบายเกี่ยวกับเรื่องนาค ไว้ในหนังสือ นาคมาจากไหน?” สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ จัดพิมพ์ .. ๒๕๕๔ ไว้ว่า

           ในบรรดาชุมชนบ้านเมืองทั่วภูมิภาค อุษาคเนย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณสองฝั่งแม่น้ำโขง ล้วนเลื่อมใสลัทธิบูชานาค เพราะเชื่อกันว่านาคเป็นผู้บันดาลให้เกิดธรรมชาติ เกิดความมั่นคั่งและมั่งคง ในขณะเดียวกันก็อาจบันดาลให้เกิดภัยพิบัติถึงขั้นบ้านเมืองล่มจมได้ นอกจากนั้นยังยกย่องนับถือนาคเป็นบรรพชนด้วย

          ดังนั้นเมื่อพระพุทธศาสนาเข้ามาในอุษาคเนย์ จึงได้มาพบเรื่องราวของนาคในอีกมิติหนึ่งที่ไม่เคยพบในชมพูทวีป แต่เพราะพระพุทธศาสนาไม่ได้รังเกียจกลุ่มคน และมิได้แบ่งชนชั้นวรรณะ ต่อมาจึงมีการรับพวกนาคเข้ามาในพระพุทธศาสนาในพระสูตรของพระพุทธศาสนาจึงมีเรื่องราวของพญานันโทปนันทนาคราช ตัวแทนของพวกนาค ในรูปลักษณ์ของพญานาคผู้เลื่อมใสในพระพุทธศานา แต่มีชาติเป็นเดรัจฉาน จึงไม่สามารถขัดขืนพระธรรมวินัยบวชเป็นพระได้ พญานาคจึงขอร้องต่อพระพุทธเจ้าว่า ต่อไปภายหน้าแม้นาคจะบวชไม่ได้ ก็ขอให้ผู้ที่กำลังเตรียมตัว เพื่อจะบวชนั้นมีชื่อเรียกว่า นาค ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของประเพณีที่เรียกว่า ทำขวัญนาคบวชนาค มาในทุกวันนี้

 

ความนิยมในการทำขวัญนาคในปัจจุบัน

          พิธีทำขวัญนาค ในปัจจุบันกลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในช่วงเทศกาลก่อนวันเข้าพรรษา เหล่าบรรดาเจ้าภาพจะเชิญหมอขวัญไปประกอบพิธีทำขวัญ ซึ่งส่วนมาก นักร้องลูกทุ่งที่ปรับเปลี่ยนตัวเองมาเป็นหมอขวัญ อย่างชัยชนะ บุญนะโชติ, ไวพจน์ เพชรสุพรรณ และทศพล หิมพานต์ ซึ่งนักร้องเหล่านี้จะมีตับเพลงทำขวัญ เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะ ทศพล หิมพานต์ นั้นมีลูกคอที่พลิ้วไหวสะบัดสะบิ้ง สำนวนเพลงที่ไม่เคร่งเครียด มีเพลง "นาคสั่งสีกา" ที่นาคหนุ่มออดอ้อนอาลัยอาวรณ์แฟนสาวกระเซ้าเย้าแหย่แม่ครัว มีเพลงปรามแขกเหรื่อว่าอย่าเมามาย แม้แต่เรื่องเศร้าต้องเศร้าถึงอารมณ์ จะทำให้มีอรรถรสในการทำขวัญนาค

          จริงๆ แล้วชื่อเสียงเขานั้นโด่งดังแต่สมัยบวชเป็นสามเณรอยู่จังหวัดนครสวรรค์ ชื่อในนาม สามเณรสมบูรณ์ ดาวชาดกดังกระฉ่อนไปทั่วจังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดใกล้เคียง ว่าเป็นยอดนักแหล่ นักเทศน์ ทำให้คิวแทบไม่ว่างจนถึงขนาดต้องจองคิวล่วงหน้าเป็นเดือนๆ เลยก็มี

          ปัจจุบัน การทำขวัญนาคนั้น มีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของสังคมที่เปลี่ยนไป ซึ่งจะต้องประหยัดเวลา ประหยัดเงินทุน ในส่วนของพิธีทำขวัญนาคก็ต้องปรับให้กระชับ ย่นย่อให้เหลือเพียงใจความสำคัญตามความประสงค์ของเจ้าภาพ โดยเฉพาะสายนักร้องลูกทุ่ง ที่สามารถจะแทรกลูกเล่นผสมผสานสิ่งอื่นๆ เข้าไป ด้วยบทร้องกลอนสด กล่าวถึงบุญคุณของบิดา มารดา แหล่สอนนาค ร้องเชิญขวัญแบบทำนอง ร้องลา แล้วจึงเบิกบายศรี เป็นอันจบ

          สำหรับ อัตราเรียกหาหมอขวัญนั้น ราคาค่าหมอทำขวัญ หมอเขาจะคิดตามความมีชื่อเสียงและความสามารถเฉพาะตัวในการร้องและทำพิธี ราคาจะอยู่ที่ประมาณ ,๕๐๐-๖๕,๐๐๐ บาทต่องาน

 

บวชนาค ทำขวัญนาค แห่นาค ต่างกรรมต่างวาระ ต่างวิธีการ ความหลากหลายในอุษาคเนย์

          การทำขวัญนาค เกิดจากความเชื่อของบุคคลที่ว่า คนเราเกิดมามีขวัญอยู่ประจำตัว เป็นเครื่องพิทักษ์รักษาตัวตนของทุกคน ถ้าขวัญของผู้ใดอยู่กับตัว บุคคลผู้นั้นจะอยู่เย็นเป็นสุขเป็นปกติ แต่ถ้าขวัญหนีไปจากตัว มักจะมีอันเป็นไป ทำให้ผิดปกติ ดังนั้นพอมาถึงวันที่ชายหนุ่มจะต้องเข้าพิธีอุปสมบท อาจขวัญเสีย จึงต้องหาผู้มีความรู้มาเรียกขวัญกลับคืนมาให้ เรียกว่า ทำขวัญนาค

          สำหรับในอุษาคเนย์ แทบทุกประเทศ การบวชนาค จะมีการทำขวัญนาคเป็นส่วนประกอบทั้งหมด พิธีบวชนาคยุคแรกเริ่มเดิมทีมีร่องรอยเหลืออยู่ในพม่า ดินแดนที่มีชาวนาคาเป็นพลเมืองส่วนหนึ่งของประเทศ นาคยังไม่ปลงผมโกนหัว ก็จะเอานาคขึ้นม้าไปแห่เสียก่อน ต่อเมื่อจะเข้าโบสถ์ขออุปสมบทจึงค่อยโกนหัว ซึ่งต่างจากคนไทยทุกวันนี้ที่ให้นาค

โกนหัวก่อนแล้วค่อยแห่นาค สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทรงพระนิพนธ์เล่าไว้ในหนังสือเที่ยวเมืองพม่า (ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ ๒๕๔๕) ดังต่อไปนี้

          วิธีบรรพชาอุปสมบทพม่ากับไทยโดยมากเหมือนกันเพราะฉะนั้นจะพรรณนาในหนังสือนี้แต่ที่ผิดกัน

          พม่ายังแห่นาคเหมือนไทยเราแห่กันแต่ก่อน ลักษณะของการแห่บวชนาคนั้น ถ้าสังเกตดูจะเห็นได้ว่าเจตนาจะให้เป็นทำนองเดียวกับการแสดงตำนาน Pageant เรื่อง มหาภิเนษกรมณ์จึงให้เจ้านาคขี่ม้าเหมือนอย่างพระพุทธองค์เมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ เสด็จออกจากเมืองกบิลพัสดุ์ไปทรงผนวช สมมติพวกญาติโยมที่ห้อมแห่ไปเป็นเทวดาที่ห้อมล้อมพระโพธิสัตว์ และหาพวกจำอวดนำกระบวนสมมติว่าเป็นพระยามารที่คอยขัดขวาง 

          แต่ประหลาดอยู่ในเมืองเราแห่เช่นนั้นแต่บวชนาคราษฎร ถ้าเป็นนาคหลวงเช่น เจ้านายทรงผนวช ไม่แห่หรือแห่ก็แห่เป็นกระบวนพยุหยาตรา นาคเจ้านายทรงยานมาศและเสลี่ยง เคยได้ยินว่าบางทีทรงคอช้างก็มี แต่ที่จะทรงม้าเหมือนอย่างนาคราษฎรหามีไม่ หรือถ้าว่าอีกอย่างหนึ่ง นาคหลวงแห่แต่เพื่อให้คนอนุโมทนา ไม่ทำเป็นแสดงตำนาน

          พิเคราะห์ชวนให้สงสัยว่าแห่นาคราษฎรไทยจะได้แบบมาจากพม่าดอกกระมัง เค้าเงื่อนมีอยู่ที่แห่บวชนาคของราษฎรดูจะต้องมีพวกตีกลองยาวอย่างพม่าที่เราเรียกกันว่า “เถิดเทิงนำกระบวนเป็นนิจ และเมื่อแห่ไปถึงวัด พวกกลองยาวเล่นจำอวดกั้นกางอย่างเป็นพระยามารห้ามเอารางวัลเสียก่อน แล้วจึงให้เจ้านาคเข้าโบสถ์ เป็นประเพณีมาอย่างนี้

          จากการนี้ จึงทำให้เห็นได้ว่า การแห่นาคจะใช้คติใด ก็มิได้มีการกำหนดตายตัวลงไป ใช้เอาตามแต่ความสะดวก และความนิยมในพื้นที่ของผู้ที่จะบวชเป็นหลัก คือ จะใช้คติการเสด็จออกบวชของพระพุทธเจ้าคือ มหาภิเนษกรมณ์ก็ได้ หรือจะใช้คติ แห่เพื่อให้ผู้คนร่วมอนุโมทนาก็ได้ ดังนั้นกระบวนการแห่นาคของอุษาคเนย์จึงมีความหลากหลาย ที่ใช้ขี่คอคนก็มี ขี่ม้าก็มีขี่เกวียนก็มีขี่รถก็มี กระทั่งพ่อแม่ของนาคประกอบอาชีพช่างก่อสร้าง มีรถแบคโฮ พ่อนาคก็มาในรถแบคโฮเลยก็ยังมี มิได้มีการจำกัดใดๆ

 

บวชนาค ทำขวัญนาคใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

          อย่างที่เล่ามาแล้วว่า การบวชนาค จะต้องมีการทำขวัญนาคเป็นแกนหลัก และทำกันในทุกระดับในประเทศไทย ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันไม่เสื่อมคลาย แต่มีอยู่ที่หนึ่งซึ่งเป็นการบวชนาคและทำขวัญนาคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จะไม่ให้ใหญ่ได้อย่างไร เพราะเป็นการบวชนาคของชาวไทยกูย หรือ ส่วยช้าง จังหวัดสุรินทร์ ที่ใหญ่ก็เพราะการบวชหรืออุปสมบทที่นี่เป็นการอุปสมบทหมู่ คือ บวชพร้อมๆ กันทีเดียวหลายๆ รูป และในการแห่นาคของที่นี่ พ่อนาคก็จะนั่งมาบนหลังช้าง อันเป็นสัตว์เลี้ยงประจำอยู่ในหมู่บ้านอยู่แล้ว ไม่ต้องไปสรรหาที่ไหนมาเป็นพิเศษ แต่เป็นสัตว์พาหนะตัวใหญ่ที่สุด และมีจำนวนมากกว่าที่ไหนๆ นอกจากกระบวนการแห่นาคที่ใช้ช้างเป็นพาหนะแล้ว กระบวนการทำขวัญนาค ก็มิได้แตกต่างจากกระบวนการทำขวัญนาคอื่นๆ ที่แปลกออกไปคือ เครื่องแต่งตัวพ่อนาค ที่จะต้องแต่งตัวตามแบบเฉพาะของชาวกูย คือมีการห่มผ้าสไบสองสี เป็นสีเขียวและสีแดงทับเสื้อสีขาว และสวมเทริดยอดแหลม อีกทั้งมีเครื่องประดับการอื่นๆ อีกเล็กน้อย มีแว่นกันแดด หรือ แว่นดำ สวมใส่ไว้ตามปกตินอกจากนั้น กระบวนการบวชหรืออุปสมบท ก็ยังคงอยู่ในกรอบของการต้องบวชนาคก่อนบวชพระ และต้องมีการทำขวัญนาคก่อนพิธีกรรมการบวชอยู่นั้นเอง

          พิธีบวชนาค ทำขวัญนาค ได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ พุทธศักราช ๒๕๕๖

 

เรื่อง : ชินวัฒน์ ตั้งสุทธิจิต
ภาพ : อภินันท์ บัวหภักดี / ทวี ศิริ

Hits: 228