สลากย้อม สืบสานประเพณีแห่งศรัทธาของชาวยอง

            ราวกลางเดือนกันยายนของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่จังหวัดลำพูนจัดงานทานสลากภัตและสลากย้อม ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ของคนไทยอง และในปัจจุบันยังถือเป็นงานประเพณีที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดลำพูนอีกด้วย ต้นสลากย้อมสูงตระหง่านที่เรียงรายอยู่ในลานวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร อาบแสงไฟหลากสีตระการตาในยามเย็นใกล้ค่ำ ท่ามกลางผู้เข้าชมและนักท่องเที่ยวเนืองแน่น เป็นภาพบรรยากาศน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก...

            ชาวไทยองหรือชาวยองคือชาติพันธุ์ไทลื้อกลุ่มหนึ่งที่มีถิ่นฐาน ณ เมืองยองในเมียนมา ก่อนจะโยกย้ายมาตั้งหลักแหล่งที่ลำพูนเมื่อราว ๒๐๐ ปีก่อน 

            ในอดีตก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เคยมีการจัดพิธีสลากย้อมอย่างแพร่หลายแถบตำบลริมปิง ตำบลประตูป่า ตำบลเหมืองง่า และตำบลอุโมงค์ ซึ่งล้วนเป็นชุมชนชาวยองในจังหวัดลำพูน

            สลากย้อมถือเป็นทานสลากพิเศษของชาวยอง ต้นสลากมีขนาดสูงใหญ่กว่าสลากชนิดอื่น นอกจากนั้นผู้ที่จะเป็นเจ้าภาพหรือเจ้าของต้นสลากจะต้องเป็นหญิงสาวในวัยพร้อมออกเรือน คือมีอายุ ๒๐ ปีขึ้นไป ตามความเชื่อที่ว่าการถวายทานสลากย้อมเป็นการทำบุญครั้งใหญ่ของผู้หญิง ซึ่งทำได้เพียงครั้งเดียว เปรียบได้กับการบวชของผู้ชาย และยังเชื่อว่าหากหญิงใดทานสลากย้อมแล้วถือว่าพร้อมที่จะแต่งงานเป็นแม่บ้านที่ดีได้

            การทานสลากย้อมมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง หญิงสาวที่จะเป็นเจ้าภาพจึงมักมาจากครอบครัวที่พอมีฐานะ ทว่าตนเองก็ต้องค่อย ๆ เก็บหอมรอมริบเงินทอง ทยอยซื้อหาข้าวของมาเตรียมไว้ รวมทั้งทำงานประดิดประดอยเอง เช่น งานเย็บปักถักร้อยเพื่อใช้เป็นของประดับต้นสลากย้อม ในแง่นี้เท่ากับเป็นกุศโลบายให้หญิงที่จะออกเรือนรู้จักการเก็บออม และฝึกฝนเรียนรู้งานอื่น ๆ เพื่อการแม่บ้านแม่เรือนที่ดี

            การทำต้นสลากย้อมที่สูงใหญ่ มากด้วยข้าวของถวายทานและสิ่งประดับตกแต่ง ถือเป็นงานใหญ่ที่อาจใช้เวลาตระเตรียมไม่น้อยกว่า ๓ เดือน มักมีญาติพี่น้องและเพื่อน ๆ มาช่วยทำงานต่าง ๆ โดยทำเครื่องตกแต่งต้นสลากย้อมในตอนเย็นและตอนกลางคืน บ้างก็มานอนค้างคืน รวมทั้งหนุ่ม ๆ จากบ้านใกล้และไกลที่เดินทางมาช่วยงานเพราะหมายปองหญิงสาวเจ้าภาพ บ้างหวังมาแอ่วสาวที่บ้านงาน ทำให้บรรยากาศยามค่ำคืนคึกคักครึกครื้นด้วยเสียงพูดคุยหยอกเอินไปพร้อม ๆ กับการทำงาน

            ส่วนลำต้นสลากย้อมจะทำในตอนกลางวันโดยพวกผู้ชายที่มีความรู้ทางช่าง

 

            ลำต้นสลากย้อมทำจากไม้ไผ่ลำใหญ่ เหยียดตรง สูงกว่า ๘ เมตรขึ้นไป ประดับจ้อง (ร่ม) บนยอด ส่วนลำต้นหุ้มด้วยฟาง สำหรับปักไม้แขวนของถวายทาน ที่เรียกว่า เฮียว และวัสดุสำหรับตกแต่งเพื่อความสวยงาม

            ไม้เฮียวเป็นไม้ไผ่ที่เหลาจนเรียวเล็ก ตรงปลายขูดเป็นเส้นฝอยคล้ายดอกไม้ แล้วย้อมด้วยสีสันสดใสสวยงาม เชื่อกันว่าเป็นที่มาของชื่อ สลากย้อม นั่นเอง

            ของถวายทานที่ใส่ในต้นสลากย้อมนั้น ส่วนหนึ่งเป็นของใช้ผู้หญิง เช่น แป้ง หวี เครื่องสำอาง สร้อย แหวน เงินทอง ซึ่งเมื่อพระรับทานแล้วเจ้าของก็จะขอบูชาคืน กับอีกส่วนคือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของพระสงฆ์

            ในช่วงระหว่างการทำต้นสลากย้อม หญิงสาวเจ้าของต้นสลากจะไปว่าจ้างปราชญ์ที่มีความรู้ด้านตั๋วเมือง (อักขระล้านนา) ให้แต่ง กำฮ่ำ หรือ กะโลง ซึ่งเป็นร้อยกรองของล้านนาที่มีลีลาขับขานเพราะพริ้ง ให้มีเนื้อหาพรรณนาถึงประวัติเจ้าของต้นสลาก จำนวนเงินที่ใช้และขั้นตอนในการจัดทำต้นสลาก เพื่อให้เห็นความตั้งใจในการทำบุญ อีกทั้งยังสอดแทรกคติธรรมในการดำเนินชีวิต และบทตลกขบขันเพื่อความบันเทิงของผู้ฟัง แล้วลงท้ายด้วยคำแผ่ส่วนบุญกุศลและความปรารถนาที่เจ้าของต้นสลากตั้งปณิธานไว้

            การแต่งกะโลงจะแล้วเสร็จก่อนวันทานสลากราว ๑๕-๓๐ วัน ยามค่ำคืนระหว่างการจัดทำต้นสลากที่บ้านเจ้าภาพ มักมีชายหนุ่มที่รู้อักขระล้านนาแวะเวียนมาอ่านกะโลงของเจ้าของต้นสลากด้วยท่วงทำนองไพเราะ ช่วยสร้างบรรยากาศรื่นรมย์ และเป็นที่เชิดหน้าชูตาแก่หญิงสาวเจ้าของต้นสลาก

            เมื่อถึงตอนเช้าตรู่ของวันทานสลากย้อม คนจะช่วยกันประดับต้นสลาก ปักไม้เฮียวและแขวนของถวายทาน จากนั้นตั้งขบวนแห่เคลื่อนย้ายต้นสลากย้อมไปวัดที่จัดงานสลากภัต

            การถวายทานสลากย้อมเป็นเช่นเดียวกับทานสลากภัตทั่วไป นั่นคือเมื่อมีการเปิดอ่านเส้นสลาก พระเณรก็จะเดินเรียกขานหาชื่อเจ้าของเพื่อให้ศีลให้พร สำหรับสลากย้อมเมื่อตกแก่พระภิกษุสามเณรรูปใด ก็ต้องว่าจ้างผู้ที่มีความสามารถมาอ่านกะโลงของเจ้าภาพให้จบเสียก่อน ค่อยรับประเคนแล้วให้ศีลให้พรเป็นอันเสร็จพิธี

             การถวายทานสลากย้อมเคยแพร่หลายในชุมชนชาวยองลำพูนเมื่อกว่า ๕๐ ปีก่อน ทว่าเมื่อกาลเวลาผันผ่าน ก็ส่งผลให้วิถีชีวิตและการทำมาหากินเปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมสู่สังคมอุตสาหกรรม ผู้หญิงได้เรียนสูงขึ้น บ้างก็แต่งงานตั้งแต่อายุน้อย ความเจริญและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมส่งผลให้ขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมเริ่มลดบทบาทลงไป รวมทั้งทานสลากย้อมที่เป็นการทำบุญใหญ่ ใช้เวลาเตรียมงานนาน ต้องอาศัยเงินทองและคนช่วยงานจำนวนมาก ก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากลำพูน

 

            กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นต้นมา จังหวัดลำพูนได้เริ่มฟื้นฟูการจัดประเพณีสลากย้อมขึ้นมาใหม่ โดยเป็นส่วนหนึ่งของงานประเพณีสลากภัตซึ่งเป็นการทำบุญประจำปี จัดขึ้นที่วัดพระธาตุหริภุญชัยเป็นลำดับแรก ในช่วงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ก่อนจะเวียนไปจัดตามวัดอื่น ๆ ตามความพร้อมของแต่ละแห่ง

            การจัดงานสลากย้อมยุคฟื้นฟูขึ้นใหม่มีรูปแบบต่างจากในอดีตบางประการ เจ้าภาพหรือเจ้าของต้นสลากมิได้เป็นหญิงสาวในวัยพร้อมออกเรือน หากเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนในนามคณะศรัทธาของวัด หรือชุมชนหมู่บ้านต่าง ๆ ช่วยกันจัดทำต้นสลากย้อม แล้วเคลื่อนย้ายมาตั้งประชันรวมกันที่วัดพระธาตุหริภุญชัย นอกจากเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแล้วยังมีการจัดประกวดแข่งขัน ส่งผลให้แต่ละกลุ่มมุ่งสร้างต้นสลากย้อมของตนให้สวยงามอลังการและสูงใหญ่ยิ่งขึ้น จนกลายเป็นสีสันบรรยากาศน่าตื่นตาตื่นใจที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาสู่จังหวัดลำพูนจำนวนมากในแต่ละปี

             เมื่อใกล้ถึงวันงานประเพณีสลากภัตและสลากย้อมประจำปีของจังหวัดลำพูน ชาวบ้านแต่ละชุมชนหรือคณะศรัทธาแต่ละคุ้มวัด เช่น ชาวหมู่บ้านศรีบังวัน หรือคณะศรัทธาวัดประตูป่า วัดล่ามช้าง ฯลฯ ต่างทยอยเคลื่อนย้ายต้นสลากย้อมของตนไปยังวัดพระธาตุหริภุญชัยในเวลาไล่เลี่ยกัน

            ปีนี้มีสลากย้อมต้นใหญ่ถูกส่งเข้าประกวดมากกว่า ๑๐ ต้น สูงตระหง่านเรียงรายอยู่บริเวณลานข้างพระวิหารหลวงทางทิศเหนือ ส่วนใหญ่อยู่ในระหว่างประกอบสร้างให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนถึงวันงาน ความสูงของแต่ละต้นอยู่ระหว่าง ๑๐-๑๕ เมตร หรือเทียบกับตึกสูง ๓-๕ ชั้นทีเดียว

            ภายในลานจึงมีความเคลื่อนไหวคึกคัก ทั้งจากคนทั่วไปที่แวะเวียนมาดู และกลุ่มเจ้าของต้นสลากย้อมที่ทำงานกันง่วนอยู่ ขั้นตอนสำคัญคือการติดตั้งลำต้น หรือ เสากระโดง ซึ่งสูงใหญ่และมีน้ำหนักมากกับตัวฐาน มีทั้งทำจากไม้ไผ่แบบเดิม หรือเปลี่ยนมาทำด้วยเสาเหล็กหรือท่อพีวีซีแทน เสากระโดงบางต้นถึงกับใช้รถเครนยก ในรายที่ใช้แรงคน ก็เป็นงานที่ต้องอาศัยพละกำลัง ความร่วมแรงร่วมใจและความชำนาญอย่างมาก กว่าจะช่วยกันดันและใช้เชือกดึงให้เสากระโดงตั้งตรง กระทั่งติดตั้งกับฐานได้มั่นคงพอดิบพอดี

            ไม้เฮียวติดกระดาษสีแขวนเครื่องไทยทานถูกปักวนรอบเสากระดงตามแนวทางเฉพาะตัว ทำให้สลากย้อมแต่ละต้นมีรูปทรงและลวดลายสีสันแตกต่างกัน แล้วใช้ร่มประดับที่ยอดของต้นสลากย้อม

            กระทั่งถึงวันเริ่มงานทุกอย่างก็แล้วเสร็จ สลากย้อมสูงใหญ่ หลากสีสัน ตกแต่งอย่างมีเอกลักษณ์ ทั้งยังสะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย อาจมีที่มาจากแรงขับของการประกวดแข่งขัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือผลงานที่สร้างจากศรัทธา และการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านในชุมชน

            งานวันแรกมีชาวลำพูนจากชุมชนต่าง ๆ เดินทางมาทำบุญที่วัดพระธาตุหริภุญชัยตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งชาย หญิง พ่อแม่ลูก ผู้สูงวัย คุณย่าคุณยายนุ่งผ้าซิ่นงดงาม หน้าตาอิ่มเอิบผ่องใส คละเคล้าไปกับนักท่องเที่ยวต่างถิ่น ทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมทั้งกลุ่มสื่อมวลชนหลายแขนง ทำให้ทั่วบริเวณวัดเนืองแน่นไปด้วยผู้คน

 

            ตกเย็นเริ่มตั้งขบวนแห่ที่ศาลากลางจังหวัดลำพูน ประกอบด้วยคณะของชุมชนต่าง ๆ และวัดที่ส่งต้นสลากย้อมเข้าร่วมประกวด รวมทั้งสถานศึกษา โรงเรียน และหน่วยราชการของจังหวัดลำพูน เคลื่อนขบวนไปตามถนนอินทยงยศ กระทั่งเข้าสู่วัดพระธาตุหริภุญชัยตอนหัวค่ำ ราว ๑๙.๐๐ น.

            ต่อจากนั้นเป็นพิธีเปิดงาน ตามด้วยการแสดงทางวัฒนธรรม ประกอบแสง สี เสียง แล้วช่วงเวลาที่หลายคนรอคอยก็มาถึง นั่นคือการประกาศผลและมอบรางวัลการประกวดต้นสลากย้อม กลุ่มผู้ชนะส่งเสียงเฮดีใจดังลั่นทันทีเมื่อรู้ผล

            ในลานวัดมีผู้คนเดินชมต้นสลากย้อมกันเบียดเสียดแน่นขนัด ทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ลำแสงไฟสปอตไลต์หลากสีสันที่สาดส่องช่วยให้หมู่ต้นสลากย้อมสูงตระหง่านยิ่งงดงามเรื่อเรืองในบรรยากาศยามค่ำ

            วันที่สองของงาน ช่วงเช้ามีการแสดงซอพื้นเมืองและประกวดการอ่านกะโลงโดยคณะตัวแทนจากเจ้าของสลากย้อมแต่ละต้น เนื้อหากะโลงจึงมิได้เล่าถึงประวัติหญิงสาวเจ้าของต้นสลากย้อมอีก แต่มักเกี่ยวกับกระบวนการทำต้นสลากย้อมของแต่ละชุมชนที่บรรจงสร้างสรรค์อย่างตั้งใจเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

            ช่วงบ่ายมีพิธีอ่านเส้นสลากและพิธีถวายทานสลาก ตัวแทนคณะสงฆ์ทั่วจังหวัดลำพูนมาชุมนุมกันอยู่ภายในพระวิหารหลวงเพื่อทำพิธีจัดสรรปันส่วนเส้นสลากแด่พระภิกษุสามเณรแบบไม่เจาะจงผู้รับ จากนั้นพระภิกษุสามเณรต้องออกเดินตามหาเจ้าของเส้นสลาก จากข้อมูลที่เขียนไว้ในแผ่นสลาก ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล ตำแหน่งที่พวกเขารออยู่ภายในวัด บางคนอาจเขียนเบอร์โทรศัพท์มือถือไว้ให้ด้วย เมื่อพบแล้วก็เข้าไปรับประเคนเครื่องปัจจัยไทยทาน พร้อมให้ศีลให้พร นับเป็นช่วงเวลาอิ่มเอมใจของเจ้าของเส้นสลาก ที่มีโอกาสได้ทำบุญสืบทอดพระพุทธศาสนา จากนั้นก็ถือว่าสิ้นสุดพิธีการสำหรับปีนี้

            ทานสลากย้อม ประเพณีเก่าแก่ของชาวยองแห่งเมืองลำพูนที่เคยเลือนหายแล้วถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยจากรูปแบบการจัดงานที่มีส่วนส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด เช่นการประกวดประชันต้นสลากย้อมที่เน้นความสูงใหญ่และความแปลกใหม่ ซึ่งย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และผู้ที่เป็นห่วงว่าประเพณีดั้งเดิมจะผิดเพี้ยนไป คำถามสำคัญคงอยู่ที่ว่า วันข้างหน้าชาวลำพูนจะสามารถรักษาแก่นแท้หรือคุณค่าของประเพณีสลากย้อมไว้ได้มากน้อยเพียงใด

 

เรื่อง : จักรพันธุ์ กังวาฬ
ภาพ : ยอด เนตรสุวรรณ

Hits: 148