เหยา การแพทย์ทางจิตวิญญาณ

            โลกทุกวันนี้ก้าวไกลด้วยภูมิปัญญา ที่มนุษย์สามารถจะพิสูจน์สิ่งเหลือเชื่อหลายอย่างได้ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ กระทั่งดวงจันทร์ที่คนเราเคยสร้างจินตนาการไกลไปหลายเรื่องราว เห็นภาพกระต่ายกับเต่า ตากับยายทำนาบนดวงจันทร์ บางกลุ่มชนก็มีความเชื่อถือศรัทธากราบไหว้พระจันทร์ไปแล้ว แต่ในทุกวันนี้หลายสิบปีมาแล้ว นักวิทยาศาสตร์กลับค้นคว้าหาวิธีเดินทางขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ได้สำเร็จ ถ่ายภาพกลับมาให้เห็นว่า ดวงจันทร์ก็เป็นเพียงดาวดวงหนึ่ง เป็นดาวบริวารของโลกเราด้วยซ้ำ ดวงจันทร์มีแต่หินกับฝุ่นหนาเตอะ ไม่มีน้ำ แล้วกระต่ายกับเต่าหรือยายกับตา จะไปทำนาอยู่บนนั้นได้อย่างไร  

            แต่พอมาพูดถึงเรื่องความเจ็บไข้ได้ป่วยที่ผู้คนแต่เดิมไม่รู้สาเหตุ และโยนไปให้ภูตผีปีศาจเป็นผู้กระทำ แม้นักวิทยาศาสตร์จะสามารถค้นพบที่มาของโรค กระทั่งเชื้อโรคขนาดจิ๋วอย่างไวรัสแบคทีเรีย แล้วก็ตาม แต่กระนั้น ความเชื่อ ก็ยังเป็นความเชื่อในหลายกลุ่มชนของโลกใบเล็กๆของเรา เพราะแม้นว่าหลายๆ เรื่องราวจะพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์แล้วก็ตาม แต่ ก็ไม่สามารถขยายภาพให้เห็นชัดด้วยตาความรอบรู้ สติปัญญา และจิตใจของผู้คน โดยเฉพาะในเรื่องของความป่วยไข้ ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่อย่างไรเสียก็ยังไม่อาจเอาชนะความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อันเป็นธรรมดาโลกได้อย่างแน่นอน และพลังจิต หรือกำลังใจ ก็ยังคงมีความสำคัญ จนอาจสร้างปาฏิหารย์ให้เกิดขึ้นได้ ดังนั้น การรักษาความป่วยไข้ด้วยพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่ออันเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของแต่ละเผ่าพันธ์ุ จึงยังคงดำรงความเชื่อถือนั้นอยู่ได้อย่างมั่นคง

 

            ความเชื่อเรื่องผี

            มีชนกลุ่มใดหรือมนุษย์ชาติใดบ้างที่ไม่มีผีเป็นของตัวเอง ดูง่ายๆ จากภาพยนตร์ของชาติต่างๆ ล้วนมีเรื่องราวที่เกี่ยวกับผีสางนางไม้ หนังฝรั่งเองยังสร้างเรื่องผีจนลื่อลั่นมาแล้ว ผีแต่ละชาติแต่ละกลุ่มชนก็มีอัตลักษณ์ที่เป็นตัวของตัวเอง ผีไทยก็มีลักษณะเฉพาะของตัวเองอย่างที่สนั่นเมืองก็ผีแม่นาคพระโขนง ผีญี่ปุ่นผีแขกผีฝรั่งก็มีลักษณะแตกต่างเฉพาะกันออกไป ไม่ว่าผีจะเป็นแบบไหนก็ตาม ล้วนแสดงให้เห็นว่าโลกนี้ยังมีผีฝังอยู่ในความเชื่อนั้นเอง  

            น่าคิดเหมือนกันว่าความเชื่อเรื่องผีปีศาจนี้มาจากไหนกัน วิเคราะห์กันอย่างง่ายๆ ก็ได้ว่า ไม่ว่าวิญญาณหลังความตายจะมีจริงหรือไม่ แต่คนเราจะหาสิ่งใดมาอธิบายปรากฏการณ์บางอย่างที่ไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีเหตุผลตัวตนที่จับต้องได้ เมื่อคนเราต้องหาบางสิ่งมารับผิดชอบ คงไม่พ้นอะไรบางอย่างที่อยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ สิ่งนั้นน่าจะก่อรูปมาจากจินตนาการกับสัญชาตญาณเบื้องลึก ความโกรธความกลัว  ความรัก ความชัง และความบ้าคลั่งในอำนาจ นั้นเอง

            จำเลย น่าจะเป็นธรรมชาติ ที่มอบมันสมองอันเลอเลิศซับซ้อนให้มนุษย์มาอย่างไม่เท่าเทียม เพราะบางคนนอกจากจะฉลาดล้ำ ธรรมชาติยังมอบกลไกความคิดเชิงซ้อนทับกับจินตนาการให้อีก เยี่ยงนี้กระมังความเชื่อเรื่องภูติผีวิญญาณจึงเกิดขึ้นพร้อมเรื่องราวต่างๆ ที่หลอมรวมความเชื่อของมนุษย์กลุ่มต่างๆ ขึ้น อำนาจเหนือจริงที่จับต้องไม่ได้ที่ครอบงำเหนือผู้คนฝังรูปรอยและชี้ทางให้ต้องเชื่อถือรับฟัง และติดตามด้วยการบวงสรวงบูชาวิงวอนร้องขอและในที่สุดก็คลี่คลายไปจนถึงการตอบแทน การแก้บน ซึ่งก็คือ การติดสินบนต่อภูติผีนั้นเอง ดังนั้น ความเจ็บไข้อันเป็นความเลวร้ายจึงต้องถูกดลบันดาลขึ้นด้วยภูติผีปีศาจ และสามารถเยียวยาได้ด้วยการบอกกล่าวอย่างเคารพแก่ภูติผี หรือสิ่งเหนือจริงต่างๆ ตามความเชื่อนั้นเอง 

 

            ความป่วยไข้กับการบนบาน

            ร่างกายที่อ่อนแอและเชื้อโรคทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บนั่น คือ ข้อสันนิษฐานแบบแพทย์แผนปัจจุบัน การรักษาเยียวยาต้องกินยา ฉีดยา ผ่าตัด ว่ากันไป แต่สำหรับคนสมัยก่อนที่ยังไม่มีการแพทย์สมัยใหม่ อาการผิดปกติที่เกิดกับร่างกายล้วนมาจากการกระทำของผีหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ อาจจะไปทำบางสิ่งที่ลบหลู่ล่วงเกินสิ่งศักดิ์สิทธิหรือผีที่สถิตอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น  ผีป่าผีเขา ผีน้ำ ผีดิน ไม่เว้นแม้แต่ในบ้านเรือนตัวเองที่มี ผีบ้านผีเรือน ผีบรรพบุรุษ เจ้าที่เจ้าทาง คุ้มครอง ด้วยว่าสำหรับผู้คนแต่เก่าก่อนทุกสิ่งอย่างล้วนมีผีชนิดใดชนิดหนึ่งคุ้มครองอยู่

            ดังนั้นจึงต้องมีพิธีกรรมรักษาด้วยการบวงสรวงบูชา ขอขมาอ้อนวอนให้หายเจ็บป่วย แม้ปัจจุบันการแพทย์สมัยใหม่จะตอบคำถามความเจ็บป่วยและสามารถเยียวยาโรคได้ กระนั้นความเชื่อเหนือจริงก็ยังไม่ลบเลือนไปง่ายๆ บางโรคบางอาการที่เรื้อรังแพทย์ปัจจุบันรักษาไม่หาย ผู้คนก็ยังกลับมาพึ่งพิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และน่าแปลกที่บางครั้งโรคร้ายก็หายขาดจากการรักษาแบบบวงสรวงบนบานได้ พิธีกรรมการรักษาสำคัญๆหลายอย่างด้วยวิธีเช่นว่านี้ ในที่สุดจึงอาจจะกลายมาเป็นพิธีกรรมประจำปีของหลายกลุ่มชน ที่หากไม่ได้รับการปฏิบัติ ก็มีความเชื่อกันว่าจะทำให้ชุมชนนั้นอยู่ไม่เป็นสุขหรือเจ็บไข้ได้ป่วยไปพร้อมๆ กัน

 

            เหยา บรรเทาความป่วยไข้      

            เหยา หรือ พิธีเหยา เป็นพิธีกรรมการรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างหนึ่งของกลุ่มชาติพันธุ์ทางอีสานหลายกลุ่มที่สืบทอดจนกลายมาเป็นประเพณีประจำปี โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใหญ่ในภาคอีสาน มีผู้ไทหลายกลุ่มหลายพวก เช่น ผู้ไทเมืองเว เรณูนคร ผู้ไทมุกดาหาร ผู้ไทสกลนคร เป็นต้น ชาวผู้ไทเหล่านี้ทุกกลุ่มต่างก็ยังคงใช้วิธีนี้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพของชาวชุมชนอย่างเปิดเผย และจัดให้เป็นพิธีกรรมทางวัฒนธรรมประจำปีอย่างชัดเจนไม่มีการปิดบังหรือซ่อนเร้นใดๆ  

            ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ต้องมีผู้นำที่เรียกว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ สำหรับผู้นำพิธีเหยานั้นเรียกว่า หมอเหยา เดิมทีเป็นการสืบทอดกันมาทางสายเลือด หมอเหยา ต้องมีปู่ย่า ตาทวด พ่อหรือแม่เป็นหมอเหยามาก่อน

            แต่ทุกวันนี้แม้ประเพณีเหยาจะยังคงอยู่ แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนไปมากตามสภาพสังคม เนื่องจากการแสวงหาผู้ที่สืบทอดเหยาจากสายเลือดที่เหมาะสมกลับเป็นสิ่งที่ยากยิ่งคงเหลือแต่หมอเหยาที่เป็นผู้อาวุโสของชุมชนซึ่งพยายามจะรักษาประเพณีแต่โบราณไว้ ไม่ต่างจากพิธีกรรมอื่นๆ ที่ถูกความเปลี่ยนแปลงต่างๆ กลายกลืนไป 

            พิธีกรรมส่วนใหญ่ของกลุ่มชาติพันธุ์มักจะมีบทเพลง ดนตรี เสียงขับลำนำ และการร่ายรำเข้ามาเกี่ยวข้อง การเหยาก็เช่นกันที่ต้องอาศัยการสื่อสารด้วยเสียงเพลง การขับลำนำ และเสียงดนตรี การเหยานี้มีแคนเป็นเครื่องดนตรีสำคัญประกอบการร้องกลอนลำ ในการติดต่อสื่อสารระหว่างหมอเหยากับผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กระบวนการเหล่านี้เองที่เรียกว่าการเหยา ซึ่งมีขั้นตอนรายละเอียดมากมาย อีกทั้งการเหยายังมีหลายรูปแบบ 

             เหยา มาจากความเชื่อว่าการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากการกระทำของผีหรือวิญญาณ จึงต้องมีการเสี่ยงทายจากหมอเหยา ทำพิธีคุมผีออก ด้วยการร่ายรำประกอบเสียงแคน นอกจากนั้นยังมีการเหยาเพื่อให้ขวัญและกำลังใจ เหยาต่ออายุ เหยาเพื่อชีวิต  เหยาแก้บน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ครอบครัวญาติพี่น้อง วงศ์ตระกูล ในช่วงเทศกาลงานสำคัญๆ ของหมู่บ้านและชุมชน หรือกระทั่งฤดูกาลทำการเกษตรกรรมก็ยังมีพิธีเหยาเพื่อให้ได้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์

            เหยาเลี้ยงผี เพื่อขอบคุณผีบรรพบุรุษในรอบปี พิธีเช่นนี้จะกระทำเพียงปีละครั้งเท่านั้นในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน เพื่อขอขมาและสักการะผีที่ช่วยปกป้องคุ้มครองชุมชนให้ปกติสุขไม่เกิดภัยพิบัติหรืออันตรายแก่ผู้คนในชุมชน   

            ยังมีการเหยาในงานบุญประจำปี บุญผะเหวต โดยมีการเหยาปีละครั้งติดต่อกันทุกๆ ปี พอครบสามปีจะเว้นช่วงของการประกอบพิธีเหยาในงานบุญประจำปีนี้ไปหนึ่งปี แล้วจึงกลับมาทำพิธีกรรมอีกครั้งเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ

            การประกอบพิธีกรรมเหยา จะงดเว้นไม่ทำในวันพระข้างขึ้นและข้างแรม ค่ำ กับ ๑๕ ค่ำ จะประกอบพิธีการเหยาเฉพาะเวลาพลบค่ำหรือเวลาเย็นเป็นต้นไป ไม่นิยมกระทำพิธีในช่วงบ่าย เพราะชาวผู้ไทมีความเชื่อว่าช่วงเวลาบ่ายเป็นเวลาในการเคลื่อนศพไปป่าช้า ไม่มีความเป็นสิริมงคล สถานที่ในการประกอบพิธีการเหยารักษาคนป่วยจะใช้บ้านของผู้ป่วยในการทำพิธี หรือถ้าเป็นการประกอบพิธีเหยาประจำปีของชุมชนก็จะใช้สถานที่ที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน

             ขั้นตอนการเหยาเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วบ เริ่มจากจัดเครื่องคายและตั้งเครื่องคายสำหรับพิธีการเหยาแล้วนำมาวางต่อหน้าหมอเหยา เตรียมเครื่องแต่งกายของหมอเหยาและหมอแคน การบูชาครูและลำเชิญผีลง เพื่อให้ผีมาเข้าทรงถามอาการเจ็บป่วยจากผี เมื่อผีเข้าทรงแล้วก็จะมีการแต่งกายของหมอเหยา แล้วทำการเหยาไปตามทำนองของเสียงแคนประกอบการร่ายรำ 

            ลำเหยาโต้ตอบกันระหว่างผีและหมอเหยาเพื่อถามผีว่าต้องการอะไร จะแก้ไขอาการเจ็บป่วยได้อย่างไรจะใช้เครื่องเซ่นสรวงอะไรบ้าง โดยให้ญาติผู้ป่วยเป็นล่ามติดตามกับหมอเหยา เพื่อถามถึงสาเหตุและอาการเจ็บป่วยดังนี้

            หมอเหยาตรวจดูความเรียบร้อย ความถูกต้องของเครื่องคายที่ใช้ในการบูชาเครื่องเซ่นไหว้ หมอแคนเริ่มเป่าแคนให้จังหวะประกอบการเหยา หมอเหยาลำ (กลอนลำ) ร่ายกลอนเชิญผีมาถามสาเหตุของการเจ็บป่วย ญาติผู้ป่วยมอบสุราขาวให้หมอเหยาประมาณครึ่งขวด หมอเหยาจะต้องดื่มเหล้าประมาณหนึ่งจอก หมอแคนดื่มหนึ่งจอก

 

            เสี่ยงทายวิงวอน

            หากแต่การเชิญผีมาถามถึงสาเหตุความโกรธแค้น เพื่อให้ผีไม่ทำร้ายผู้ป่วย ก็ไม่ใช่การเอ่ย ปากถามกันตรงๆ หมอเหยาจะมีวิธีการถามผีด้วยการเสี่ยงทาย โดยใช้เครื่องประกอบพิธีกรรมบางอย่างเช่น ไข่ และข้าวสาร โดยการเอาข้าวสารโรยลงไปในไข่แล้วนับจำนวนเม็ดข้าวสาร ถ้ามีข้าวสารติดอยู่บนไข่จำนวนคี่แสดงว่าผู้ป่วยจะหายป่วย ถ้าข้าวสารติดอยู่จำนวนคู่แสดงว่าผีไม่ยอมให้หาย หมอเหยาจะต้องอ้อนวอนต่อไปอีก โดยผู้เข้าร่วมในพิธีจะช่วยกันพูดอ้อนวอนผีให้ยอม

            จากนั้นจะทำการเสี่ยงทายด้วยดาบ โดยปักดาบลงไปในข้าวสาร ถ้าดาบนั้นตั้งอยู่บนข้าวสารได้แสดงว่าผีให้อภัยไม่โกรธแค้น หากดาบที่ปักลงบนข้าวสารแล้วล้มลง แสดงว่าผียังมีความโกรธแค้นผู้ป่วยอยู่ หมอเหยาจะทำการอ้อนวอนอีกครั้งหนึ่งพร้อมญาติและผู้เข้าร่วมพิธี จะอ้อนวอนเสี่ยงทายจนกว่าดาบนั้นตั้งอยู่บนถ้วยข้าวสารได้

            ครั้นมั่นใจว่าผีให้อภัยหายโกรธแค้นแล้ว หมอเหยาจะทำการเสี่ยงทายด้วยเมล็ดข้าวสารที่โรยลงบนฝ่ามือสามครั้ง ถ้าข้าวสารมีจำนวนคี่แสดงว่าผีนั้นหายโกรธแค้นแล้วหากผียังมีความโกรธแค้นอยู่ก็จะทำการเสี่ยงทายไปเรื่อยๆ หรือทำการตั้งดาบใหม่ เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่าผียกโทษให้ และหายโกรธแค้นแล้ว 

            เมื่อเสร็จพิธีแล้วหมอเหยาจะกินค่าคายคือดื่มเหล้า และทักทายกับผู้ที่มาร่วมพิธีการเหยา จากนั้นหมอเหยาจะเสี่ยงทายปักดาบลงบนข้าวสารอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าผีคืนขวัญให้ผู้ป่วยแล้ว และจะทำการเสี่ยงทายโดยการนับเมล็ดข้าวสารในมือว่าเป็นจำนวนคี่หรือคู่ตามการเสี่ยงทาย ถ้าได้จำนวนคู่จะทำนายด้วยเมล็ดข้าวสารอีกสามครั้ง จนกระทั่งแน่ใจว่าผีให้อภัยแล้ว จากนั้นหมอเหยาจะถามผีว่าต้องการเครื่องบวงสรวง เครื่องเซ่นไหว้อะไรบ้าง 

            การส่งเครื่องสังเวยเซ่นไหว้แก่ผี หมอเหยาจะประกอบพิธีกรรมพร้อมการร่ายรำ ประกอบทำนองของแคนเพื่อให้แน่ใจว่าขวัญของผู้ป่วยกลับมาแล้ว พร้อมการเสี่ยงทายเมล็ดข้าวสาร และปักดาบอีกครั้งจนแน่ใจ และทำพิธีอำลาผี ขอให้ผีนั้นช่วยดูแลคนในหมู่บ้านอย่าได้หนีไปไหน ซึ่งของสังเวยเซ่นไหว้ส่วนใหญ่ประกอบด้วยกองบุญที่ญาติผู้ป่วยจะต้องเตรียมสังเวยให้ผี บุหรี่ หมาก พลู อย่างละคู่ พร้อมกับข้าวหวานที่เตรียมไว้เป็นข้าวเหนียวนึ่งสุกผสมกับน้ำตาล

            หลังพิธีการเหยา ผู้ป่วยจะต้องตั้งถาดเครื่องบวงสรวงเซ่นไหว้ผี หรือถาดเครื่องคายไว้ที่บ้านประมาณ -๑๐ วันหรืออาจจะนานกว่านั้นจนกว่าผู้ป่วยจะหายเป็นปกติ หากผู้ป่วยยังหายไม่เป็นปกติญาติผู้ป่วยจะตามหมอเหยามาทำพิธีอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งมีขั้นตอนและวิธีการเหมือนเดิมทุกประการจนกว่าผู้ป่วยจะหาย หากประกอบพิธีแล้วผู้ป่วยยังไม่หายหมอเหยาจะทำพิธีกวาดออกไป ให้ผู้ป่วยนอนหันหน้าไปทางทิศตะวันตกใช้ใบไม้จุ่มเหล้าหรือสุราขาวกวาดออกไป แล้วเอาดาบกวาดออกไปอีกรอบ

            เมื่อครบรอบปีของการเหยา หมอเหยาจะถูกเชิญมาทำพิธีอีกครั้งหนึ่งเพื่อต่ออายุหมอเหยา และขอขมาผีและเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชุมชนผู้ไทเอง 

            อาการเจ็บป่วยที่ใช้พิธีเหยาประกอบการรักษา ส่วนใหญ่เป็นอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย อันเป็นอาการทั่วไปของผู้ทำการเกษตร อาการเจ็บป่วยเกี่ยวกับกระดูกและข้อซึ่งมักเป็นอาการของผู้สูงอายุ หรือเจ็บป่วยทั่วไป เป็นไข้ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง

            อาการป่วยที่หาสาเหตุไม่ได้ โดยมีความเชื่อจากสิ่งเหนือธรรมชาติกระทำให้เกิดการเจ็บป่วย หรือเวลามีอุบัติเหตุเมื่อผู้ป่วยกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ญาติผู้ป่วยจะกระทำพิธีเหยาเพื่อเรียกขวัญและกำลังใจให้และที่สำคัญของวิถีชีวิตแบบชุมชน คืออาการเจ็บป่วยวาระสุดท้ายของชีวิตอาทิผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย กลับมาพักที่บ้าน ก็จะพยุงใจให้สงบได้ด้วยพิธีกรรมเหยาที่ให้ความอบอุ่นและกำลังใจ

 

 

            เหยา คือ การยืนยันตัวตนและเป็นขวัญกำลังใจ

            แม้ว่าทุกวันนี้การแพทย์สมัยใหม่จะพัฒนาก้าวหน้าขึ้น  กระนั้นก็ยังมีกลุ่มชนอีกหลายชุมชนที่ยังยึดถือสืบต่อพิธีกรรมรักษาแบบดั้งเดิมไว้ จะว่าไปแล้วหากความป่วยไข้อยู่ที่จิตใจเป็นสำคัญ การที่ได้ประกอบพิธีกรรมนับเป็นการเรียกขวัญกำลังใจให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะเมื่อได้อยู่ในพิธีกรรมที่รายล้อมด้วยเพื่อนบ้านญาติมิตร เป็นความอบอุ่นและกำลังใจสำคัญที่ทำให้โรคภัยบรรเทา   

            เสียงแคนและการร่ายรำก็ไม่ต่างจากการใช้ดนตรีบำบัดอีกทางหนึ่งนั่นเอง เมื่อจิตใจฮึกเหิมเสียแล้ว ร่างกายก็สดชื่นแข็งแรงตามไปด้วย

            หากรื้อฟื้นพิธีกรรมเหยาให้ชุมชนยังดำรงไว้ผสานกับการรักษาด้วยการแพทย์สมัยใหม่ ไม่แน่ว่าอาจได้วิธีการรักษาเฉพาะทางที่นำไปสู่ทางเลือกใหม่ อาจเรียกได้ว่าเป็นการแพทย์ทางจิตวิญญาณ อีกทั้งยังเป็นการรักษาวัฒนธรรมที่งดงามของชาติพันธุ์ไว้อีกด้วย

 

รื่อง : จิตติมา ผลเสวก
ภาพ : อดุล ตัณฑโกศัย, อภินันท์ บัวหภักดี

Hits: 391