สายพิรุณแห่งศรัทธา พิธีกรรมขอฝน ของคนไทย

     ชุมชนดั้งเดิมในแถบอุษาคเนย์และภูมิภาคอื่น ๆ ล้วนเริ่มต้นเป็นสังคมเกษตรกรรม ยังชีพด้วยการปลูกพืชไร่และทำนาเป็นหลัก ผู้คนจึงสัมพันธ์ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ดิน ฟ้า อากาศ และพึ่งพาน้ำฝนเพื่อหล่อเลี้ยงพืชพันธุ์ธัญญาหารที่ปลูกไว้ให้อุดมสมบูรณ์ หากปีใดที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลก็อาจเกิดสภาวะแห้งแล้งกันดารคุกคามจนพืชไร่ล้มตาย คนในยุคโบราณที่เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติจึงคิดประกอบพิธีกรรมขอฝนขึ้น เพื่อเซ่นสรวงบูชาต่อพญาแถนหรือเทพองค์อื่นบนท้องฟ้าช่วยดลบันดาลให้ฝนตกลงมาสู่ผืนดิน แม้กาลเวลาผ่านไปรากฐานความเชื่อดังกล่าวยังส่งผ่านมาสู่ยุคหลัง โดยที่พิธีกรรมขอฝนแต่ละท้องถิ่นมีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามภูมิหลังและวัฒนธรรมของหลากหลายกลุ่มชน

     ดังเช่น กลองมโหระทึกทำจากสัมฤทธิ์ อายุกว่า ๓,๐๐๐ ปี ที่พบจากหลายพื้นที่ในภูมิภาคอุษาคเนย์ เรียกกันว่า กลองกบ เพราะมีลวดลายบนหน้ากลองเป็นรูปกบ เชื่อกันว่าเป็นกลองที่ใช้ตีในพิธีขอฝน

     รวมทั้งภาพเขียนสีอายุนับพันปีบนหน้าผาหรือภายในถ้ำซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ของคนโบราณ เป็นรูปคนกางแขนขา ทำท่าคล้ายกบ พบมากในเขตชุมชนชาวจ้วงของจีน เช่น ที่ผาลายในมณฑลกวางสี และอีกหลายแห่งในประเทศไทย เช่น ที่ผาแต้ม ริมฝั่งโขงจังหวัดอุบลราชธานี เขาจันทน์งาม จังหวัดนครราชสีมา และเขาปลาร้า จังหวัดอุทัยธานี

     ทั้งสองตัวอย่างข้างต้นสะท้อนถึงระบบความเชื่อของคนโบราณว่ากบและคางคก (คันคาก) เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ สามารถสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติให้ฝกตกต้องตามฤดูกาล สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ผืนดิน จนกลายเป็นที่มาของตำนานเก่าแก่เรื่อง พญาคันคาก อันผูกโยงกับประเพณีการจุดบั้งไฟขอฝนของชาวไทยอีสาน

     ปัจจุบันประเพณีบุญบั้งไฟจัดกันแพร่หลายในจังหวัดทั่วภาคอีสาน เช่น อุบลราชธานี ยโสธร กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ ฯลฯ ในช่วงเดือนหกซึ่งเป็นต้นฤดูฝน

     ตำนานเรื่องพญาคันคากหรือคางคกยกรบพญาแถน ที่มาของประเพณีบุญบั้งไฟ เล่าถึง “พญาคันคาก” เจ้าชายแห่งเมืองอินทปัตถ์นครซึ่งเมื่อแรกประสูติมีผิวพรรณตะปุ่มตะป่ำคล้ายคางคก แต่ด้วยความเพียรปฏิบัติธรรมจึงเปลี่ยนโฉมเป็นชายรูปงาม มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายพากันยกย่องสรรเสริญกระทั่งลืมบวงสรวงพญาแถน-เทวดาผู้ควบคุมฟ้าฝน

     พญาแถนโกรธเคืองโลกมนุษย์มาก จึงดลบันดาลไม่ให้ฝนตกเป็นเวลานาน เกิดความแห้งแล้งไปทุกหย่อมหญ้า จนสัตว์และพืชต้องลำบากยากแค้นแสนสาหัส

     ร้อนถึงพญาคันคากต้องกลายร่างกลับเป็นคางคก แล้วสั่งให้ปลวกก่อมูลดินสร้างทางขึ้นไปบนฟ้า จากนั้นเกณฑ์สัตว์ต่าง ๆ ทั้งต่อ แตน ผึ้ง มอด งู แมงป่อง เต่า ปู ปลา กบ เขียด ช้าง ม้า วัว ควาย ฯลฯ ยกทัพขึ้นไปสู้รบกับพญาแถนจนได้รับชัยชนะ

     พญาคันคากจึงยื่นเงื่อนไขให้พญาแถนบันดาลฝนตกสู่โลกดังเดิม โดยมีข้อตกลงว่าต่อไปนี้หากมนุษย์ต้องการฝนเมื่อใด ก็จะจุดบั้งไฟขึ้นสู่ฟ้าเป็นสัญญาณให้พญาแถนรับรู้

     บุญบั้งไฟหรือบุญเดือนหกจึงเป็นประเพณีสำคัญที่ชาวอีสานปฏิบัติสืบมาแต่โบราณ แต่เดิมนั้นจะจัดเพียงสองวัน คือ วันแรกเรียกว่า “วันโฮม” เป็นวันแห่ขบวนบั้งไฟไปรวมกัน และวันรุ่งขึ้นเป็นวันจุดบั้งไฟ

     ทว่าทุกวันนี้หากเป็นงานใหญ่ในระดับจังหวัด เช่น งานบุญบั้งไฟประจำปีที่มีชื่อเสี

ยงของจังหวัดยโสธร ภายในงานจะถูกแต่งเติมสีสันด้วยกิจกรรมเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมหกรรมจำหน่ายและแสดงสินค้า OTOP การแสดงดนตรี การประกวดธิดาบั้งไฟโก้ การประกวดรถบั้งไฟสวยงามและขบวนรำเซิ้ง รวมทั้งการแข่งยิงบั้งไฟสูง ทั้งในระดับบั้งไฟหมื่นและบั้งไฟแสน ซึ่งมีทั้งทีมผู้เข้าแข่งขัน และผู้ร่วมชมร่วมเชียร์กันอย่างคึกคัก

     ประเพณีที่มีส่วนเกี่ยวกับการขอฝนของชาวอีสานที่น่าสนใจอีกงานหนึ่ง ได้แก่ ประเพณีผีขนน้ำ หรือเรียกอีกอย่างว่า การละเล่นแมงหน้างาม จัดขึ้นในช่วงเดือนหกเช่นกัน ทางแถบอำเภอด่านซ้าย อำเภอเชียงคาน ของจังหวัดเลย

     ผีขนน้ำมีรากเหง้าเดียวกับความเชื่อเรื่องปู่เยอ ย่าเยอ จากอาณาจักรล้านช้าง เหตุที่จัดขึ้นในบริเวณด่านซ้ายและเชียงคาน ก็เพราะผู้คนแถบนี้อพยพมาจากเมืองหลวงพระบางและเมืองเวียงจันทน์ตั้งแต่ในอดีตนั่นเอง

     จุดมุ่งหมายของการละเล่นผีขนน้ำ คือ เล่นถวายให้ดวงวิญญาณเจ้าปู่แสนเมืองได้ชม เพื่อขอให้เกิดความอุดมสมบูรณ์และอยู่ดีมีสุข นอกจากนั้นยังเป็นการรำลึกบุญคุณของสัตว์เลี้ยง วัว ควาย ที่ทำประโยชน์ให้ชาวบ้าน และเพื่อขอฟ้าฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล

     การจัดประเพณีผีขนน้ำประกอบด้วยการเข้าทรง การละเล่นแมงหน้างาม โดยผู้เล่นจะแต่งกายและสวมหน้ากากแล้วร่วมเต้นออกท่าทาง เช่น ท่าออกเหล่าเต้นหมู่ ท่าเข้าศอกตอกแหล่ง ท่าขอฟ้าขอฝน ฯลฯ นอกจากนั้นยังมีขบวนแห่ต้นผึ้งเข้าวัด และการจุดบั้งไฟ

     ขณะที่ทางภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ก็มีพิธีแห่และสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า พระพุทธรูปแห่งความอุดมสมบูรณ์ ตามความเชื่อว่าจะทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล

     พระเจ้าฝนแสนห่าเป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัยเชียงแสนลังกา ปัจจุบันประดิษฐานที่วัดช่างแต้ม ชาวเชียงใหม่นับถือว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองมานับแต่อดีต จึงถูกอัญเชิญเข้าร่วมขบวนแห่รอบเมืองในโอกาสวันสำคัญต่าง ๆ ของเชียงใหม่อยู่เสมอ

    ดังเช่นในงานประเพณีบูชาเสาอินทขิลของวัดเจดีย์หลวง ก็มีการอัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่าขึ้นประดิษฐานรถบุษบกแห่ไปรอบเมืองเพื่อให้ชาวเชียงใหม่ได้สรงน้ำด้วยจิตศรัทธา จากนั้นจึงอัญเชิญมาประดิษฐานที่หน้าวิหารวัดเจดีย์หลวง ติดกับวิหารเสาอินทขิล ให้คนได้กราบไหว้บูชาเป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืน

    ส่วนทางภาคกลางนั้นก็มีพระราชพิธีพิรุณศาสตร์ หรือพระราชพิธีเดือน ๙ ซึ่งเป็นพระราชพิธีโบราณที่บูชาขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยดลบันดาลให้ฝนตก มีมานับแต่สมัยสุโขทัย สืบเนื่องมาถึงสมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ ดังเช่นหลักฐานจากจิตรกรรมฝาผนังที่วัดเสนาราม จังหวัดอยุธยา ก็มีภาพพระราชพิธีพิรุณศาสตร์ ซึ่งในภาพจะเห็นพระสงฆ์อยู่ในพระที่นั่งองค์เล็ก ด้านหน้าพระที่นั่งมีบุรุษนุ่งขาวห่มขาวเกล้ามวยแบบพราหมณ์กำลังทำพิธีบวงสรวง ด้านนอกกำแพงมีเด็กกำลังเล่นว่าว คนกำลังจับปลาในนา บางคนป้องตามองดูท้องฟ้า

    และหากกล่าวถึงพิธีกรรมขอฝนที่คนไทยรู้จักดีหรือเคยรับรู้กันมา คงได้แก่พิธีแห่นางแมวที่จัดกันทั้งภาคกลางและอีสาน มีที่มาจากความเชื่อที่ว่าแมวเป็นสัตว์เก้าชีวิต เสียงแมวร้องเป็นสัญญาณว่าโลกกำลังเดือดร้อน ทวยเทพจึงบันดาลให้ฝนตกเพื่อสร้างความฉ่ำเย็น หรืออีกความเชื่อหนึ่งที่ว่าแมวเป็นสัตว์ที่เกลียดฝน ชาวบ้านจึงถือเคล็ดว่าหากแมวร้องจะเป็นเหตุให้ฝนตก

    พิธีแห่นางแมวมักจัดในช่วงบ่ายคล้อย ชาวบ้านจะหานางแมวสีดำ หรือบางท้องถิ่นใช้แมวสีอื่นก็ได้ นำมาขังใส่กระทอหรือเข่งมีฝาปิดด้านบน สอดไม้คานให้สองคนหาม แล้วตั้งขบวนแห่ไปในหมู่บ้าน เมื่อถึงเรือนใดคนก็วิดน้ำหรือสาดน้ำใส่เพื่อให้แมวร้อง ผู้นำทำพิธีก็ร้องคำเซิ้งแห่นางแมว คนในขบวนแห่ก็ว่าตาม

    ระหว่างที่เคลื่อนขบวนแห่วนรอบหมู่บ้าน คนที่ไปด้วยก็มีการละเล่นทำท่าทอดแห ถือสวิงช้อนปลา จับกบเขียด หรือถือฉมวกแทงปลากันไปอย่างสนุกสนาน กระทั่งมืดค่ำจึงค่อยแยกย้ายกลับบ้าน

    ทุกวันนี้ในเมืองไทยยังคงมีการจัดพิธีกรรมขอฝนอีกหลายรูปแบบ แตกต่างกันไปตามความเชื่อของคนแต่ละท้องถิ่น นับเป็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การเรียนรู้ ทั้งสะท้อนให้เห็นว่าแม้ปัจจุบันกระแสโลกมุ่งไปสู่ความคลั่งไคล้เทคโนโลยี แต่คนอีกส่วนหนึ่งยังคงยึดถือความเชื่อโบราณ รวมทั้งเห็นความสำคัญของธรรมชาติ โดยเฉพาะหยาดน้ำจากฟ้า เพราะถึงที่สุดแล้วมนุษย์จะอยู่รอดได้ก็ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารนั่นเอง

 

เรื่อง : กองบรรณาธิการ
ภาพ : ยอด เนตรสุวรรณ

Hits: 875