งูกินหาง

แรกมีและพื้นที่การเล่นงูกินหาง

            กระทรวงวัฒนธรรมประกาศขึ้นทะเบียน “งูกินหาง” ในสาขากีฬาภูมิปัญญาไทย เมื่อปี ๒๕๕๗ โดยบันทึกไว้ว่า

            “สมัยก่อนนิยมเล่นกันทั่วไปแทบทุกจังหวัด...ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการเล่นงูกินหางกันมาตั้งแต่เมื่อใด แต่พบการเล่นงูกินหางว่ามีการเล่นกันมาแล้วในสมัยรัชกาลที่ ๖ ดังจะเห็นได้จากการเล่นกีฬาต่างๆ ที่จัดให้มีขึ้นในงานตรุษสงกรานต์ ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้จัดให้มีการเล่นงูกินหางด้วย (สยามออบเซอร์เวอร์, ๖ เมษายน ๒๔๗๕)...” 

            ข้อความข้างต้นชวนให้ตั้งคำถามอยู่หลายประเด็น แต่ที่แน่ๆ งูกินหางน่าจะเป็นการละเล่นที่แผ่ขยายในบริเวณกว้าง เพราะเมื่อ ศ.ดร.คุณบรรจบ พันธุเมธา เดินทางไปสืบค้นภาษาไทถิ่น ณ เมืองนาย รัฐฉาน ประเทศพม่า เมื่อปี ๒๕๐๑ ก็พบการละเล่นลักษณะนี้ในช่วงพักกลางวันของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ดังที่ท่านได้บันทึกไว้ว่า

            “พวกที่ออกไปเล่นกลางแจ้ง...อย่างหนึ่งเหมือนงูกินหาง มีตัวพ่อถาม ตัวลูกและแม่ตอบ แล้วพ่อก็ไล่จับ แต่เขาไม่เรียกขานหรือโต้ตอบกันเป็นคำไทย ๆ เขาใช้คำพม่าทั้งนั้น ก็เลยไม่รู้ว่าพูดอะไรกัน”

            ก่อนหน้านั้นในปี ๒๔๙๘ ท่านได้เคยเดินทางไปในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย พบการละเล่นอย่างหนึ่ง ดังมีบันทึกไว้ว่า

            “โต๊แม้งแหบ หรือตัวแมงป่องนั้น คือการเล่นงูกินหาง เวลาพ่องูวิ่งไล่จับลูกงูนั้นจะต้องร้องว่า เก๊าแม้งแหบ แต๊บหลุ่กเม่อ-อ ซึ่งแปลว่า เราเป็นแมงป่อง เราตัด (ฟัน) ลูกเจ้า (จะเอาลูกเจ้าไป)”

  งูกินหางในละครดึกดำบรรพ์

            ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) ได้ชมการแสดงละครโอเปร่าคราวเดินทางไปยุโรปเมื่อปี ๒๔๓๔ เมื่อกลับมาแล้วได้เล่าความประทับใจถวายสมเด็จฯ เจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  สมเด็จท่านจึงสนับสนุนให้สร้างคณะละครขึ้น โดยประยุกต์ให้เป็นแบบไทย จัดแสดงบนเวที เปลี่ยนฉากตามเนื้อเรื่อง ตัวละครเป็นผู้ร้องหรือพูดในบทของตนเอง ฯลฯ โรงละครของเจ้าคุณตั้งชื่อว่าโรงละครดึกดำบรรพ์ และกลายเป็นชื่อเรียกละครลักษณะนี้ต่อมา 

            ละครดึกดำบรรพ์เริ่มแสดงครั้งแรกเมื่อปี ๒๔๔๒ จนเลิกไปในปี ๒๕๕๔  เรื่องหนึ่งที่จัดแสดงขึ้นคือเรื่องอิเหนา ตอนไหว้พระ (บุษบาเสี่ยงเทียน)  ตามท้องเรื่องมีอยู่ว่า มะเดหวีพาบุษบาไปไหว้พระที่วิหารบนเขา โดยจุดเทียนเสี่ยงทายขึ้นสามเล่ม เพื่อเป็นตัวแทนของอิเหนา บุษบา และจรกา จากนั้นให้บุษบาอธิษฐานต่อหน้าพระว่า หากชายใดไม่ใช่เนื้อคู่ก็ขอให้เทียนดับ อิเหนาซึ่งซ่อนตัวอยู่จึงได้แอบเข้ามาดับเทียนเล่มที่เป็นตัวแทนของจรกา 

            เมื่อนำมาเป็นบทละคร ได้เพิ่มฉากให้อิเหนานั่งชมการละเล่นงูกินหางของบรรดาเหล่าพี่เลี้ยงและกิดาหยัน (มหาดเล็ก) อยู่ก่อนที่บุษบาจะมาถึงวิหาร  สมเด็จฯ เจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ นิพนธ์บทเพลงงูกินหาง หรืองูกลืนหาง ไว้ดังนี้

                           ร้องลำงูกลืนหาง

                พ่องู  แม่เอยแม่งู เจ้าไปอยู่ที่ไหนมา

                แม่งู   ฉันไปกินน้ำหนา กลับมาเมื่อตะกี้

                พ่องู  ไปกินน้ำบ่อไหน จงบอกไปให้ถ้วนถี่

                แม่งู  ฉันจะบอกบัดเดี๋ยวนี้

                พ่องู บอกไปซีอย่าเนิ่นช้า

                แม่งู  ไปกินน้ำบ่อเอย ไปกินน้ำบ่อหิน

                ลูกงู  ไปกินน้ำบ่อหิน บินไปบินมา  (ทวน)

                แม่งู  บินเอยบินร่อน ดังกินนรบนเวหา

                ลูกงู  รักเจ้ากินรา บินมาบินไปเอยฯ  (ทวน)

                พ่องู  เราจะขอถามอีกสักหน่อย

                แม่งู  ถามอะไรบ่อยบ่อยไปทีเดียว

                พ่องู  เออเมื่อเจ้าไปเที่ยว กินน้ำบ่อเดียวหรือไฉน

                แม่งู  เราไปกินอีกบ่อ หนึ่งหนาเจ้าพ่องูใหญ่

                พ่องู  ไปกินน้ำบ่ออะไร จงบอกไปเร็วเถิดหนา

                แม่งู  ไปกินน้ำเอย กินน้ำบ่อโศก

                ลูกงู  ไปกินน้ำบ่อโศก โยกไปโยกมา  (ทวน)

                แม่งู  โศกเอยโศกเศร้า คิดถึงเจ้าทุกเวลา

                ลูกงู  รักเจ้าพวงดอกโศก โยกมาโยกไปเอยฯ  (ทวน)

                           เจรจา

                แม่งู  กินหัวกินหาง

                พ่องู  กินกลางตลอดตัว  (ไล่)

 

            การแสดงงูกินหางดังกล่าว บ้างเรียกว่า “ระบำแม่งู” ต่อมานิยมฝึกหัดร้องรำแสดงในงานของโรงเรียนและงานทั่วไป รวมถึงการแสดงของกรมศิลปากรยุคปัจจุบันและละครของมหาวิทยาลัยนเรศวรเมื่อปี ๒๕๕๖

            คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “วงสวนพลู”  ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี ๒๕๔๓ โดยมีครูดุษฎี พนมยงค์ ศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้อำนวยการ ก็ได้เคยนำบทเพลงนี้มาขับร้อง

 

งูกินหางกับการละเล่นพื้นบ้าน

            การเล่นงูกินหางนี้พบว่าตามโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศยังนิยมให้เด็กชั้นเล็กๆ เล่นกันในวิชาพลศึกษา บ้างก็จัดเป็นสันทนาการ หรือกิจกรรมกลางแจ้ง  แม้ครูไม่นำเล่น เด็กๆ ก็ยังเล่นกันเองอย่างสนุกสนาน เพราะเป็นการละเล่นที่มีการวิ่งไล่จับ ซึ่งเป็นเรื่องสนุกของวัยเยาว์ 

            นอกจากการเล่นในชีวิตประจำวันแล้ว เมื่อมีกิจกรรมวันเด็ก กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเพณีไทย เช่น สงกรานต์ วันสำคัญทางศาสนา หรือกิจกรรมการแสดงชีวิตวัฒนธรรมต่างๆ ก็มักพบเห็นหมู่เด็กชายหญิงอายุราวไม่เกิน ๑๐ ขวบ นุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อคอกระเช้า มัดจุก ฯลฯ มาร้องเล่นสาธิตเป็นที่น่าเอ็นดู

            วิธีเล่นงูกินหางที่พบบ่อย คือการแบ่งผู้เล่นเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งสมมุติบทบาทเป็นแม่งู มีลูกงูเกาะเอวต่อกันตามจำนวนผู้เล่น พบเห็นบ่อยก็ในราว ๘–๑๐ คน อีกฝ่ายสมมุติตนเป็นพ่องูผู้โดดเดี่ยว เริ่มเล่นด้วยการเจรจาโต้ตอบกันสั้นยาวตามแต่ละถิ่น และน่าจะมีหลากสำนวน บางสำนวนแสดงถึงเชาวน์ไวไหวพริบด้านภาษาที่หาคำคล้องจองมาโต้ตอบกัน โดยทั่วไปจะเป็นบทสนทนาสั้นๆ ว่า

 

            พ่องู : แม่งูเอ๋ย                             แม่งู : เอ๋ย

            พ่องู : กินน้ำบ่อไหน                      แม่งู: กินน้ำบ่อหิน 

            ลูกงู : บินไปก็บินมา

 

จากนั้นก็จะเจรจาอีกสองรอบเป็นอย่างน้อย โดยเปลี่ยนน้ำบ่อหินเป็น บ่อทราย  บ่อโศก ฯลฯ โดยลูกงูก็จะร้องรับว่า “ย้ายไปก็ย้ายมา” และ “โยกไปก็โยกมา” ตามลำดับ และเมื่อใดแม่งูถามว่า “กินหัวหรือกินหาง”  แล้วสิ้นเสียงตอบจากพ่องูว่า “กินกลางตลอดตัว” แล้วละก็  ความสนุกในการที่แม่งูจะพาลูกงูวิ่งหนีพ่องูที่ไล่จับ โดยไม่ให้ลูกงูหลุดขาดออกจากที่จับกันไว้ ก็จะสร้างความเร้าใจให้เกิดขึ้น บางครั้งวิ่งไล่กันจนฝุ่นตลบเป็นที่ครื้นเครงทั้งต่อผู้เล่นและผู้พบเห็

 

 

งูกินหาง : ความหมายและสำนวน

            พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.  ๒๕๕๔ มีอรรถาธิบายถึง งูกินหาง ไว้สามลักษณะ 

            “งูกลืนหาง, งูกินหาง ๑ น. ชื่อกลอนกลอักษรวรรคหนึ่งๆ ต้องมีคำซ้ำกัน ๓ คู่ คือระหว่าง ๓ คำหน้ากับ ๓ คำสุดท้ายของวรรค แต่เวลาเขียนจะตัดคำซ้ำ ๓ คำสุดท้ายของแต่ละวรรคออก เวลาอ่านให้อ่านไปจนจบวรรค แล้วย้อนกลับไปอ่านคำที่ ๑ ถึงคำที่ ๓ ในวรรคเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง ตัวอย่างว่า  ฟังเสียงหวานขานเสียงดัง เหมือนน้ำตาลหวานเตือน เสนาะจริงยิ่งคำหวาน อ่านว่า ฟังเสียงหวานขานเสียงดังฟังเสียงหวาน เหมือนน้ำตาลหวานเตือนเหมือนน้ำตาล  เสนาะจริงยิ่งคำหวานเสนาะจริง.

            งูกินหาง ๒ น. การละเล่นของเด็กอย่างหนึ่ง สมมุติฝ่ายหนึ่งเป็นแม่งู มีลูกงูเกาะหลังเป็นแถว อีกฝ่ายเป็นพ่องู คอยไล่จับลูกงูตัวที่อยู่ท้ายแถวเอามาเป็นพวกทีละตัวๆ.

            งูกินหาง ๓ (สํา) ว. เกี่ยวโยงกันจากหัวถึงหางโดยซัดกันไปเป็นทอดๆ.”   

            เมื่อลองสอบค้นเอกสารจากอดีต พบข้อความใน วชิรญาณวิเศษ เล่ม ๙ แผ่นที่ ๔๖ (วันพฤหัศบดีที่ ๑๓ เดือนกันยายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๓ -ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๓๘) กล่าวถึง “งูกินหาง” ในเรื่อง “บั้งไฟ” ว่ามีการตั้งขบวนเดินเรียงกันไป “อย่างเด็กเล่นงูกินหาง” ดังรายละเอียดว่า

            “ฝ่ายผู้เปนแขกนั้น ก็นัดหมายเวลา มารวมกันพร้อมแล้ว ก็นำกันออกเดินเรียงๆ เปนลำดับกันไป เหมือนอย่างเด็กเล่นงูกินหางฉนั้น คือมีคนหามกลองตีไปข้างน่าคู่หนึ่ง กับคนตีฆ้องอิกคนหนึ่ง แล้วก็ถึงพระแก่ๆ เปนลำดับลงไปจนถึงเณรแล้ว ถึงผู้ชายแก่ผู้หญิงแก่ๆ ผู้สาว แล้วจึ่งถึงพวกชายหนุ่มๆ แลเด็กๆ เดินตามกันเนื่องมา บางพวกที่มีแคนก็เป่าแคนร้องรำทำเพลง เล่นเอิกเกริกมาตามทาง” 

            หลักฐานข้างต้นยืนยันได้แน่ชัดว่า งูกินหางเป็นที่รับรู้กันในแง่การละเล่นของเด็กมาช้านาน (ปัจจุบันสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ จัดให้เป็น “การละเล่นของเด็กและผู้ใหญ่” ) ที่น่าสังเกตก็คือรายละเอียดของขบวนแห่บั้งไฟดูจะละม้ายความหมายตามลักษณะของสำนวนอยู่ไม่น้อย  

            หากเมื่อลองสืบค้นถึงที่มาของสำนวนงูกินหาง ออกจะน่าแปลกใจอยู่บ้างที่เมื่อครั้งขุนเศรษฐบุตรสิริสาร (แช เศรษฐบุตร) บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ นักเรียน และ ตู้ทอง สมัย พ.ศ. ๒๔๖๗ คิดรวบรวมสำนวนเก่าๆ ไว้ แล้วมอบหมายให้ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) เขียนคำอธิบายและยกตัวอย่างจากเอกสารเก่าที่มีสำนวนไทยอยู่ โดยส่งให้พระยาอุปกิตศิลปสารช่วยอ่านตรวจ การรวบรวมครั้งนั้นไม่พบการบันทึกถึงสำนวน “งูกินหาง” แต่อย่างใด  ต่อมาเมื่อขุนวิจิตรฯ เขียนหนังสือเรื่อง เด็กคลองบางหลวง ก็ได้บันทึกไว้ว่าเป็นการละเล่นอย่างหนึ่ง โดยยกคำร้องโต้ตอบจากละครดึกดำบรรพ์มาไว้พอเป็นตัวอย่าง 

 

แรกมีและพื้นที่การเล่นงูกินหาง

               กระทรวงวัฒนธรรมประกาศขึ้นทะเบียนงูกินหาง โดยแจกแจงวิธีการเล่นงูกินหางไว้เป็นสามลักษณะ ได้แก่ กินหางตัวเอง กินหางตัวอื่น และแม่งูกินลูกงู น่าเสียดายที่เอกสารเผยแพร่ให้รายละเอียดวิธีเล่นลักษณะที่สองและสามด้วยข้อความเดียวกัน แต่ก็พออนุมานได้ว่า การละเล่นที่พบเห็นและที่รู้จักกันทั่วไปนั้นตรงกับลักษณะที่สอง

            ณ ขณะนี้ หลักฐานที่ยืนยันได้ชัดเจนก็คือ การละเล่นงูกินหางมีมาก่อนปี ๒๔๓๘  ส่วนพื้นที่การเล่นพบทั้งในและนอกประเทศไทย

 

กองบรรณาธิการ

Hits: 140