เจิง...จากยุทธการสู่นาฏกรรมของชายชาติไท

“...เจิงอันหนึ่งชื่อว่า เป็นโคมคลองหมากเต้า นางเหยี้ยมปล่องลงแทง พอฟ้อนเฟื่องสว่างสงวน ชาวแม่มาดสมแสน ช้องนางควี่ขะแจขำ ขุนใหม่หม้าเช็กคาย ขุนใหม่หม้าด่วนเสด็จ
(เจิงหอก ในคัมภีร์ใบลานของล้านนา กัณฑ์มหาราช/ อ้างจากฟ้อนเจิง” .สนั่น ธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) 

          หลายคนบอกว่าผมเป็นคนประเภทอดีตนิยมหรือที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า Nostalgia คือชอบเรื่องราวเก่าๆ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรม เรื่องหนึ่งที่ผมชอบเล่าเสมอ ก็คืองานบุญของบ้านผมที่เชียงราย ทุกครั้งที่มีงาน..คนที่จะปรากฏตัวให้เห็นอยู่เสมอคืออ้ายคำลุงลังอ้ายคำเป็นคนที่มีฝีมือในการแสดงไม่ว่าจะเป็นฟ้อนเจิง ตบมะผาบ และตีกลองสะบัดชัย ทั้งหมดจะอยู่ในชุดการแสดงเดียวกัน คือเริ่มจากฟ้อนเจิงก่อน จากนั้นก็ตบมะผาบและต่อด้วยตีกลองสะบัดชัย ท่วงทีลีลาการฟ้อนเจิงของอ้ายคำทั้งดุดัน สง่าและพลิ้วไหว ผมยังจำติดตาจนทุกวันนี้ ฉายาลุงลังก็สื่อให้เห็นว่าเป็นอาการเคลื่อนไหวที่หลุกหลิก หลอกล่อ อันเป็นท่วงท่าในการฟ้อนเจิงและตีกลองสะบัดชัยของอ้ายคำนั่นเอง          

ที่มาของ เจิง หรือ ฟ้อนเจิง

          คำว่าเจิงถ้าแปลตามพยัญชนะก็คือชั้นเชิงแต่ถ้าแปลตามอรรถะก็น่าจะหมายถึงท่วงท่า ลวดลายหรือลีลา.สนั่น ธรรมธิ อธิบายว่าการฟ้อนเจิงนั้นมี แบบ คือ

          . ฟ้อนเจิงมือเปล่า

          . ฟ้อนเจิงมีอาวุธ เช่น ดาบ หอก หรือ ไม้

          การฟ้อนเจิง ก็คือ การแสดงท่วงท่าหรือลีลาในการใช้อาวุธ  ซึ่งก็คือ ร่างกาย หรือ หอก ดาบ ไปตามกระบวนเพลงติดต่อกันไปเป็นชุด ส่วนหนึ่งเป็นการฝึกฝนความต่อเนื่องในการใช้อาวุธติดตามกันเป็นเพลงรบ และอีกส่วนหนึ่งยังเป็นการหลอกล่อและข่มขวัญคู่ต่อสู้ อันมีที่มาจากการป้องกันตัว นั่นเอง นอกจากนั้นแล้วยังเป็นการรวบรวมสมาธิและเรียกขวัญกำลังใจให้กับตัวเองด้วย  

 

 

          ด้วยเหตุนี้ บรรดาชายชาวล้านนาที่ศึกษาศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว จึงต้องมีการศึกษาวิชาเจิงประกอบด้วย ใกล้เคียงกับการเรียน มวยไทย ดาบไทย ที่ต้องมีการรำไหว้ครู นั้นเอง

          อีกทั้งเจิงยังเป็นหนึ่งในกลยุทธ์เพื่อหลอกล่อให้คู่ต่อสู้ตายใจและเผยจุดอ่อนของตนออกมา ดังปรากฏในบทละครพันทางเรื่องราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา กามะนี ทหารเอกพระเจ้ากรุงจีนนั้น สวมเกราะแน่นหนาจนมิอาจใช้อาวุธทำร้ายได้ สมิงพระรามต้องออกอุบายให้แต่ละฝ่ายรำทวนก่อนจะสู้กัน ช่วงที่กามะนีรำทวนนั้น สมิงพระรามก็สังเกตเห็นว่า ตรงรักแร้ไม่มีเกราะหุ้ม พอที่จะแทงหอกเข้าไป และที่คอก็สามารถจะใช้ดาบฟันเข้าไปได้ จึงเป็นช่องที่จะใช้สังหารกามะนี และเมื่อสู้กันจริงๆ สมิงพระรามก็แทงทวนที่รักแร้ แล้วใช้ดาบตัดหัว จึงสามารถเอาชีวิตของกามะนีได้ ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่า การฟ้อนเจิง หรือการร่ายรำอาวุธก่อนการต่อสู้นั้น มีเหตุผลทางยุทธศาสตร์มากกว่าจะเป็นแค่ความสุนทรียะ

          หากแต่ต่อมาได้มีการนำฟ้อนเจิงนี้มาแสดงในงานประเพณีของชนชาติไท เช่น งานบวชเณร (ปอยส่างลองของไทใหญ่ หรือบวชลูกแก้วของไทล้านนา) หรือในงานบุญต่างๆ อย่างในภาคเหนือของผม ถ้ามีงานบุญเกิดขึ้นเจ้าภาพก็มักจะจัดให้ฝ่ายสตรี ฟ้อนเล็บฝ่ายบุรุษก็จะฟ้อนเจิง ตบมะผาบ และตีกลองสะบัดชัย เป็นกระบวนการนันทนาการเบื้องต้น กล่าวโดยย่อก็คือ ฟ้อนเจิง ก็คือนาฏกรรมของบุรุษเพศของชนชาติไทนั่นเอง 

          ส่วนการตบมะผาบก็คือการใช้ฝ่ามือตบไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดเสียงดังและถือเป็นการกระตุ้นความคึกคักให้แก่ตนเองรวมทั้งเป็นการข่มขวัญคู่ต่อสู้ไปในตัว จะว่าไปการฟ้อนเจิงจะสมบูรณ์ได้ก็ต้องตามด้วยการ ตบมะผาบถือเป็นของคู่กัน  

          เป็นที่น่าสังเกตว่าชนชาติไทที่อยู่ใกล้จีน อาทิ ไทใหญ่หรือไทลื้อ จะมีการแสดงฟ้อนเจิงนี้อย่างแพร่หลาย และไทใหญ่หรือไทลื้อนั้นถือว่าเป็นครูของการฟ้อนเจิงในล้านนา ครูคำ กาไวย์ ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงใหม่ที่มีชื่อเสียงทางฟ้อนเจิง ฟ้อนดาบและตีกลองสะบัดชัย เคยเล่าให้ฟังว่าท่านเรียนศิลปะการแสดงนี้มาจากป้อครูเงี้ยว” (พ่อครูชาวไทใหญ่) แม้ปัจจุบันในล้านนา คนที่ต้องการจะเรียนฟ้อนเจิงนั้น ส่วนมากก็ต้องไปเรียนกับครูชาวไทใหญ่ อาทิ พ่อครูปายเมือง หรือ พ่อครูจ่างคำ ที่ชุมชนชาวไทใหญ่ บ้านเปียงหลวง .เวียงแหง .เชียงใหม่

          ผมดูฟ้อนเจิงนี้แล้วก็เกิดความคิดว่า คงมีความเป็นไปได้ที่การแสดงนี้จะได้อิทธิพลไม่มากก็น้อยมาจากการรำมวย และรำเพลงอาวุธจีนเชื่อไม่เชื่อลองพิจารณาดูดีๆ ก็ได้ว่า ท่าและลีลาการฟ้อนเจิงบางท่านั้นเหมือนรำไทเก๊ก เหมือนรำเพลงอาวุธจีน ยังไงยังงั้น ในบรรดาชนชาติไตทั้งหมดที่ใกล้ชิดกับจีนนั้นก็แน่ละ ไม่มีใครเกินพวกไทใหญ่เป็นแน่ และเป็นที่ยอมรับกันว่า การฟ้อนเจิงนั้น พวกไทใหญ่นี้แหละที่เป็นต้นแบบและเป็นสุดยอดจริงๆ  

 

การเรียนฟ้อนเจิง

          การฟ้อนเจิง นั้นใช่ว่าใครๆ ก็ฟ้อนได้ ตามธรรมเนียมแล้วต้องมีครูและมีพิธีกรรม ทั้งนี้เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ทั้งผู้สอนและผู้เรียน ผู้เรียนต้องเตรียมเครื่องคารวะอันประกอบด้วย ดอกไม้ ธูปเทียน หมาก พลู ผ้าขาวผ้าแดง สุราและเงินค่าขึ้นครูตามที่กำหนด แล้วหาฤกษ์ดีเพื่อไปขอเรียนกับครู .สนั่น ธรรมธิ กล่าวว่าในบางครูท่านจะทำพิธีเสี่ยงทาย ก่อนว่าควรสอนให้หรือไม่ โดยการขีดวงกลมบนลานแล้วเชือดไก่โยนไปที่วงกลม หากไก่ดิ้นออกมานอกวงกลมก็แสดงว่าผีครูไม่อนุญาตให้สอน จะสอนหรือรับศิษย์คนนี้ไม่ได้ หรือครูบางคนอาจทดสอบโดยพาผู้ที่สมัครเป็นศิษย์ไปเข้าป่า เพื่อจะดูนิสัยใจคอว่าเป็นคนอดทนเข้มแข็งแค่ไหน หากผ่านพิธีกรรมหรือการทดสอบที่ว่านี้แล้วก็สอนได้ 

          เมื่อเรียนจบแล้ว ครูจะสั่งเรื่องข้อห้ามและข้อปฏิบัติให้แก่ศิษย์ ฝ่ายศิษย์ก็ต้องมีขันครูคือเครื่องเซ่นไหว้ครูซึ่งเป็นขันหรือตะกร้าที่ใส่เครื่องไหว้ แล้วนำมาบูชาไว้ที่บ้าน ในรอบหนึ่งปีก็ต้องจัดพิธีไหว้ครูครั้งหนึ่ง พิธีกรรมเช่นนี้ทำให้การฟ้อนเจิงนั้นเป็นทั้งนาฏศาสตร์และไสยศาสตร์ไปในตัว ทั้งนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่คนที่เรียนฟ้อนเจิงนั่นเอง 

          การฟ้อนเจิงแต่ละครูก็มีรูปแบบที่ต่างกัน อย่างพ่อครูมานพ ยาระณะ ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงใหม่ที่มีฝีมือทางการฟ้อนเจิง ท่านก็มีแม่ท่าที่ใช้สอน คือ สางหลวง ปรมะ หลดศอกข้ามหอก คีมไฮ ช้างงาหลั่ง สนส้นสนปลาย หมอกมุงเมือง เป็นต้น  

การกลับมาของฟ้อนเจิงในล้านนา

          นาฏกรรมพื้นบ้านอย่างฟ้อนเจิงนั้นได้เลือนหายไปจากล้านนาจนกลายเป็นสิ่งหายาก แต่พอกระแสวัฒนธรรมพื้นบ้านฟื้นตัวเมื่อสัก ๒๐ กว่าปีมานี้ การฟ้อนเจิงได้กลับมาเป็นที่นิยมกันอีก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ของล้านนา

          การฟื้นตัวของฟ้อนเจิงยังได้นำไปสู่กระแสดาบนิยมในล้านนาอีกด้วย ด้วยเหตุที่ส่วนหนึ่งของการฟ้อนเจิงคือฟ้อนเจิงดาบ ทำให้ดาบโบราณกลับมาเป็นที่นิยมของนักฟ้อนและนักสะสม ที่เชียงใหม่มีการตั้งเป็นชมรมหรือสมาคมและมีการจัดงานสืบสานศาสตราอุษาคเนย์เพื่อประชันความงามของดาบเก่ากันเป็นประจำทุกปี กล่าวได้ว่านี่คือการต่อยอดของการฟ้อนเจิงนั่นเอง 

 

บทสรุป ก้าวใหม่ของฟ้อนเจิง

          ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า เดิมนั้นการฟ้อนเจิงเป็นการแสดงของบุรุษเพศ เป็นเรื่องของพิธีกรรมและความเข้มแข็ง ฮึกเหิม

เป็นนาฏกรรมในงานประเพณีของชนชาติไทโดยเฉพาะในล้านนา แต่ปัจจุบันจะเห็นมีสตรีมาฟ้อนเจิงกันมากขึ้น นี้ถือว่าเป็นก้าวใหม่ที่น่าสนใจที่นาฏกรรมอย่างนี้ได้ข้ามพ้นเรื่องเพศไปได้ ยิ่งกว่านั้นการฟ้อนเจิงยังได้แพร่หลายไปสู่คนต่างประเทศอีกด้วย และในท้ายที่สุด วันนี้ได้มีการประยุกต์ฟ้อนเจิง ให้กลายมาเป็นการออกกำลังกายรวมกลุ่มแบบใหม่ ที่เรียกกันว่าล้านนาไทเก๊กและมีการรวมกลุ่มสอนกันในโรงเรียนเป็นการให้นักเรียนออกกำลังกายกันในช่วงต้นชั่วโมงพลศึกษา และในตอนเช้าๆ หน้าหนาว เป็นบางแห่งบางจังหวัดในล้านนาอีกด้วย

          ไม่น่าเชื่อว่า เจิง นอกจากจะออกเดินทางจากยุทธการ มาสู่ความเป็น นากรรมแล้ว ยังสามารถเข้าไปสู่ห้องเรียนได้ด้วย ยังมีอีกก้าวหนึ่งที่น่าสนใจ ถ้า เจิง จะสามารถก้าวเข้าสู่กระบวนการออกกำลังกายของชาวล้านนาทั่วไปได้อีก  ก็จะเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมเป็นอย่างยิ่ง 

 

เรื่อง : สมฤทธิ์ ลือชัย
ภาพ : วิศาล น้ำค้าง

Hits: 269