ฤดูกาลแห่งสีสัน ว่าวไทย.. ศาสตร์และศิลป์ในสายลมแห่งสยาม

            ในวัยเด็กของยุคที่การเล่นว่าวเฟื่องฟู เราจะสนุกกับการทำว่าว เหลาไม้ไผ่ แปะกระดาษตำหลอดนีออน ผสมกาวหนังควาย ลูบสายป่านให้คม แล้วไปเจอกันในทุ่งกว้าง ชักว่าววิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน เป็นกิจกรรมสุขสันต์ของครอบครัวไทย การได้ออกกำลังกายและออกลายโชว์ชั้นเชิงความเก๋า สอยว่าวคู่แข่งให้หลุดลอย เป็นรสชาติที่ไม่มีไนกีฬาชนิดไหน นอกจากว่าวไทยเท่านั้น และเมื่อฤดูร้อนมาถึงท้องฟ้าหน้าพระราชวังที่สนามหลวง จะถูกแต่งแต้มไปด้วยว่าวประเภทต่างๆ สีสันของว่าว ล้อลมเกลื่อนท้องฟ้า เป็นที่ตื่นตาของนักท่องเที่ยวต่างชาติยิ่งนัก ผู้คนที่สัญจรไปมาต่างหยุดดูอย่างเพลิดเพลินใจ เป็นฤดูกาลแห่งสีสันที่เราสามารถจะไปเล่นว่าวชมว่าวกันได้ตามใจ

 

จุฬา ปักเป้า สุดยอดว่าวไทย สู้กันได้กลางอากาศ

            การเล่นว่าวในเมืองไทย มีหลากหลายรูปลักษณ์ มีทั้งว่าวท้องถิ่น อันเป็นเอกลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ มีว่าวแผง หรือว่าวตัวแบนๆ ที่เล่นกันทั่วๆ ไปอย่างกว้างขวาง มีว่าวภาพ ซึ่งเป็นว่าวแฟนซีสามมิติที่ทำเป็นรูปร่างต่างๆ และมีว่าวสากล ที่นำรูปแบบตัวว่าวมาจากต่างประเทศ แต่ในบรรดาว่าวที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ว่าวซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของชาติ เป็นภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ ที่สามารถอวดชาวโลกได้อย่างน่าภาคภูมิใจว่าเป็นว่าวชาติเดียวในโลกที่ทำการต่อสู้กันในอากาศได้อย่างแท้จริง นั่นก็คือ ว่าวจุฬา และว่าวปักเป้า นั้นเอง

            ว่าวจุฬาและปักเป้า เอาแพ้เอาชนะกันด้วยฝีมือมีกติกาการต่อสู้ที่เที่ยงธรรม นักเลงว่าวไม่เพียงแต่จะพาว่าวขึ้นไปลอยอยู่บนอากาศเท่านั้น ยังสามารถชักว่าวให้ รุกเร้าล่อหลอก คว้าไขว่ ส่ายหนี ประกบประกับ จับรั้ง ถ่วงหน่วง กระทั่งชักว่าวให้รุกไล่ ไปทำร้ายว่าวคู่ต่อสู้ก็ยังได้              

            ในส่วนคนดูว่าว ก็ไม่ได้ดูกันแค่ความสวยงาม ดูว่าว่าวมีเสียงไม่มีเสียงเท่านั้น แต่ยังดูกันด้วยความสนุกสนานเมามันส่งเสียงเชียร์ เรียกเสียงฮาได้ หนักเข้าก็ยังเอาแรงเข้าไปช่วยวิ่งรอกได้ ที่สำคัญแม้สนามว่าวไม่ได้อนุญาติให้เล่นพนัน แต่เสียงต่อรอง สามหนึ่ง ห้าสี่ ฯลฯ ก็มีมาให้ได้ยินสม่ำเสมอ ในวรรณกรรมไทยโบราณ มีการเล่นว่าวเอาแพ้เอาชนะเอาบ้านเอาเมืองกันก็มี ในประวัติศาสตร์รัชกาลที่ ยังมีการยกวงดนตรีไปช่วยบรรเลงเพลงประกอบการเล่นว่าว เหมือนปี่กลองมวยไทย มีทั้งวงดนตรีปี่พาทย์ และดนตรีแตรวงสากล เมื่อว่าวจุฬาคว้าได้ปักเป้าและดึงกลับไปแดนตัว ก็เล่นเพลงเชิดฉิ่ง เพลงเหาะ เพลงเขมรไล่ควาย เป็นที่สนุกสนาน ครั้นพอว่าวจุฬาคว้าไปเจอเหนียงปักเป้าติดป่านส่ายไม่ออก ร่วงลิ่วตกดิน ก็เล่นเพลงโอด เพลงมอญร้องไห้ เป็นที่เศร้าใจ ใครจะเชื่อว่ากีฬาพื้นบ้านที่ทำจากกระดาษและไม้ไผ่สีสุก ผสานกับภูมิปัญญาสร้างสรรค์ การต่อสู้อันแหลมคมของบรรพบุรุษไทย จะสร้างสีสันความสนุกเร้าใจได้ถึงเพียงนี้

 

จุฬา ปักเป้า เอาชนะกันอย่างไร

            สมรภูมิของ จุฬา ปักเป้า แบ่งออกเป็นสองฟาก คือ ฟากว่าวจุฬา และฟากว่าวปักเป้า ว่าวจุฬา เป็นว่าวรูปดาวห้าแฉก หรือมะเฟืองผ่าฝาน ขนาดใหญ่ ส่วนว่าวปักเป้า เป็นว่าวรูปสี่เหลี่ยมคล้ายขนมเปียกปูนมีขนาดเล็กกว่าว่าวจุฬามาก มีการเปรียบเทียบว่าว่าวจุฬาคือ ผู้ชาย และว่าวปักเป้าเป็นผู้หญิง เพราะรูปร่างที่ใหญ่กว่ากันมาก แม้กระทั่งลีลาและเรียวแรงการต่อสู้ ว่าวจุฬาก็จะเป็นฝ่ายพุ่งเข้าใส่อย่างหนักแน่นด้วยน้ำหนัก ลำหักลำโค่น ส่วนว่าวปักเป้านั้นมักจะใช้ลีลา ยั่วเย้า ล่อหลอก และหลบหลีก สู้พลางถอยพลาง เหมือนลีลาการจีบกันของผู้ชายผู้หญิง แต่ต่างมีอาวุธร้ายแรงเท่าเทียมกันคนละอย่าง ปักเป้า มีเหนียงเป็นเส้นเชือกผูกโยงตกท้องช้างใต้คอซุงเป็นบ่วงไว้ ผู้ชักว่าวปักเป้าจะตั้งใจชักให้เหนียงนี้เป็นเป้าล่อให้ว่าวจุฬาพุ่งเข้าไปติด ถ้าแฉกใดแฉกหนึ่งในห้าแฉกของว่าวจุฬาพุ่งเข้าไปติดเหนียง ว่าวจุฬาก็จะติดไปไม่ออก เหมือนปลาที่ติดตาข่าย จะเสียการทรงตัวพุ่งตกลงดินอย่างเดียว คนชักว่าวปักเป้าเก่งๆ ไม่เพียงแต่จะชักให้เหนียงเป็นเป้าล่อให้จุฬาผิดพลาดเข้าไปติด ยังสามารถชักให้ว่าวปักเป้าเอาเหนียงไปไล่ครอบหัวว่าวจุฬาได้อีกด้วย ส่วนว่าวจุฬาก็จะมีจำปาสามดอกติดเรียงไว้ใกล้คอซุงเป็นอาวุธ จำปาจะทำหน้าที่เป็นตะขอเกี่ยวเชือก หาง หรือตัวว่าวปักเป้าเอาไว้ ถ้าเกี่ยวได้ก็จะทำให้ว่าวปักเป้าเสียการทรงตัวตกลูกเดียวเหมือนกัน พอเกี่ยวปักเป้าติด ว่าวจุฬาก็จะดึงตัวเองกลับแดนอย่างเต็มแรง พาเอาว่าวปักเป้าที่ถูกเกี่ยวติดจำปาติดตัวกลับมาด้วย แม้ปักเป้าจะพยายามชักว่าวลงอย่างเต็มที่ก็จะสู้แรงดึงของจุฬาไม่ได้  

            สรุปก็คือ จุฬาก็จะพยายามชักว่าวให้จำปาของตัวไปคว้าตัวว่าวปักเป้าส่วนหนึ่งส่วนใดให้ได้ และปักเป้าก็จะพยายามชักว่าวให้เหนียงของตัวเองไปรัดส่วนหนึ่งส่วนใดของตัวว่าวจุฬาให้ได้ ถ้าฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำไปตกอยู่ในอาวุธร้ายของคู่ต่อสู้ก็จะเกิดอาการควบคุมการลอยตัวไม่ได้ ไปต่อไม่ออก ตั้งท่าจะตกลงจากฟ้าอย่างเดียว ว่าวจุฬาตัวใหญ่อาจใช้คนวิ่งรอกเป็นสิบ แต่ว่าวปักเป้าใช้เพียงแค่ 2 คนเท่านั้น

            ด้วยการต่อสู้ของจุฬา ปักเป้า มีกติกาการแข่งขันที่ยุติธรรม จึงเป็นการต่อสู้กันบนฟากฟ้าที่ออกรสออกชาติ ทำให้คนดูหรือกองเชียร์ที่มีส่วนได้เสีย มีความสนุกสนาน ในอดีตจึงมีผู้คนนับพันไปชุมนุมชมกันที่เส้นกลางแบ่งแดนจุฬา-ปักเป้า มากมาย การเล่นว่าวจุฬาและปักเป้าจึงได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้านายชั้นสูง ไม่ผิดกับการอุปถัมภ์คณะละครส่วนตัวของเจ้านายในสมัยก่อน เมื่อถึงฤดูกาลเล่นว่าว ก็ยกวังกันออกไปประชันว่าว เอาเงินพนันเอารางวัลกันอย่างเอิกเกริก

           

ว่าวไทย ต่างชนิด หลากภูมิสถาน หลายภูมิปัญญา

            “ว่าวในภาษามอญแปลว่าหนาวลมว่าว จึงหมายถึงลมหนาวที่พัดจากทิศเหนือไปทิศใต้ในต้นฤดูหนาว ระหว่างเดือนกันยายน - พฤศจิกายน เป็นระยะที่เก็บเกี่ยวข้าวเบา บางที่เรียกว่าลมข้าวเบา” (ซึ่งเป็นระยะมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทย นำพาความหนาวเย็นจากภาคใต้ของจีนสู่ไทย) ส่วนลมที่พัดจากอ่าวไทยขึ้นมาตามที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จากทิศใต้ไปทิศเหนือในฤดูร้อน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน เรียกว่าลมตะเภา” (ซึ่งเป็นระยะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทย) คนไทยนิยมเล่นว่าวกันในหน้าหนาว เพราะลมแรง สามารถส่งว่าวให้ลอยขึ้นไปในอากาศได้เกือบทั้งวัน ยกเว้นแต่ที่ท้องสนามหลวง จะมีการเล่นว่าวในเฉพาะฤดูร้อนเท่านั้น เพราะลมจะพัดว่าวไปทางสะพานพระปิ่นเกล้าฯ หากเล่นในฤดูหนาว ว่าวอาจลอยไปติดยอดปราสาทราชมณเฑียรได้ ซึ่งรัชกาลที่ เคยทรงห้ามเอาไว้ ส่วนในชนบททั้งภาคเหนือและอีสานยังนิยมเล่นว่าวในหน้าหนาวผู้ที่เล่นว่าวดุ๊ยดุ่ยสามารถปล่อยว่าวไว้ตลอดทั้งคืนโดยที่ว่าวไม่ตกลงสู่พื้นเลย เสียงว่าวดุ๊ยดุ่ยจะดังไปตามจังหวะลม ผสมเป็นเสียงดนตรีธรรมชาติไพเราะยิ่งนัก ถ้าสังเกตุให้ดีจะเห็นว่าว่าวไทยในแต่ละภาคยังมีสำเนียงที่แตกต่างกันอีกด้วย

            ว่าวมีรูปแบบแตกต่างกันตามแต่ละท้องถิ่น แต่ที่นิยมเล่นกันในทุ่งราบภาคกลาง ก็คือ ว่าวดุ๊ยดุ่ย ว่าวอีแพรด ว่าวอีลุ้ม ว่าวงู ว่าวนกยูง ว่าวผีเสื้อ เป็นต้น ส่วนภาคเหนือและภาคอีสาน นิยมเล่นว่าวสองห้อง หรือที่ภาคกลางเรียกว่า ว่าวดุ๊ยดุ่ย (คล้ายว่าวจุฬา ต่างกันที่ว่าวดุ๊ยดุ่ย มีปีกขนาดเล็กแทนขากบของว่าวจุฬา ส่วนหัวมักจะผูกธนูหรือสะนู ทางภาคใต้เรียกว่าแอก ทำให้เกิดเสียงดังกังวาน ว่าวอีลุ้ม (หรือว่าวอีลุ่ม คล้ายว่าวปักเป้าแต่มีพู่ห้อยสองข้าง) ว่าวสนูหวาย ว่าวประทุน ปลาโทดโทงว่าวนก เป็นต้น ภาคตะวันออกนิยมเล่นว่าวหาง ว่าวหัวแตกอีลุ้ม ว่าวดุ๊ยดุ่ย ว่าวใบมะกอก ภาคใต้นิยมเล่น ว่าวขึ้นสูง ว่าวพอเพียง ว่าวนกปีกแอ่น ว่าวนกยูง ว่าวปลาวาฬ ว่าวใบยาง ฯลฯ แต่ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ทางภาคใต้ คือ ว่าววงเดือน หรือ ว่าวบุหลัน (ภาษามลายู เรียกว่า วาบูแลหรือวาบูลัน แปลว่าดวงจันทร์ ปลายว่าวเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลาม) ว่าวหัวควาย หรือว่าวควาย ซึ่งเป็นว่าวที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างว่าวหลา (จุฬา) กับว่าววงเดือนแต่ดัดแปลงหัวเป็นรูปควาย ซึ่งเปรียบเสมือนว่าวดุ๊ยดุ่ยของภาคกลาง ว่าวควายนิยมเล่นมากในสตูลจนแทบจะกลายสัญลักษณ์ของจังหวัดไปแล้ว เซียนว่าวควายที่นับได้ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่คน อาทิ นายเวียง ตั้งรุ่น หรือ ลุงเวียง (ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมจังหวัดสตูล) ..ประเทือง ศรีสว่าง (จ่าเทือง) ส่วนใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ นิยมเล่นว่าวเบอร์อามัส (แปลว่าทอง) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากมลายู เป็นว่าวที่ทำค่อนข้างยาก แต่มีลวดลายอันวิจิตรงดงาม


ว่าวไทยมีความเป็นมาอย่างไร

            ว่าวเป็นการละเล่นของคนทั่วไปเกือบทุกชนชาติมาแต่ดึกดำบรรพ์ นิยมเล่นกันมากในแถบเอเชีย ประเทศจีนมีการเล่นว่าวมานานกว่าสองพันปี ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ส่วนในประเทศไทยเองนั้น มีปรากฏอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยมาแต่โบราณ นับตั้งแต่ชาวบ้านจนถึงพระมหากษัตริย์ ตามหลักฐานที่ปรากฏ คนไทยรู้จักการเล่นว่าวมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยในพงศาวดารภาคเหนือกล่าวถึงพระร่วงว่า “...พระยาร่วงนั้นคะนองนัก มักเล่นเบี้ยและว่าว ไม่ถือตัวว่าเป็นท้าวพระยา เสด็จไปไหนก็ไปคนเดียว...” ทั้งยังมีตำนานว่าวพระร่วง-พระลือ ซึ่งเป็นเรื่องเล่าปรัมปราคติ กล่าวขานกันอยู่ทางภาคเหนือว่ามีกษัตริย์สองพี่น้องแห่งเมืองศรีสัชนาลัยโปรดปรานการเล่นว่าวเป็นอย่างมาก ในวันหนึ่งที่พระร่วงทรงว่าวอยู่นั้น ว่าวได้ขาดและตกไป พระร่วงตามว่าวไปจนทำให้ได้พบสาวสวยนางหนึ่ง บังเกิดเป็นความรักและได้อภิเษกสมรสกันในเวลาต่อมา บางสำนวนว่าพระร่วงเจ้าได้ใช้เท้าเกลี่ยดินจนเกิดเป็นถนนสำหรับใช้วิ่งว่าว กลายเป็นตำนานถนนพระร่วง ซึ่งชาวศรีสัชนาลัยได้ร่วมใจกันอนุรักษ์ว่าวพระร่วง-พระลือ มาจนถึงทุกวันนี้

            ในสมัยอยุธยา สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ มีกฎมณเฑียรบาล ห้ามไม่ให้ผู้ใดเล่นว่าวข้ามพระราชวัง และในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช จดหมายเหตุของลาลูแบร์ราชทูตฝรั่งเศส บันทึกไว้สรุปได้ใจความว่าการเล่นว่าวในเมืองไทย เป็นการเล่นเพื่อสนุกสนานและเป็นที่นิยมกันในหมู่เจ้านายและขุนนาง ว่าวของสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามปรากฏในท้องฟ้าของทุกเดือน ตลอดระยะเวลา เดือน ของฤดูหนาว และทรงแต่งตั้งขุนนาง (ราชเสวก) ให้คอยผลัดเปลี่ยนเวรกันถือสายป่านไว้บาทหลวงตาชาร์ด บันทึกไว้ว่าว่าวเป็นกีฬาที่เล่นกันทั่วไปในหมู่ชาวสยามที่ทะเลชุบศรและที่เมืองลพบุรี ขณะที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จประทับอยู่นั้น ในเวลากลางคืนรอบพระราชนิเวศน์จะมีว่าวรูปต่างๆ ลอยอยู่ ว่าวนี้ติดโคมส่องสว่างและลูกกระพรวนส่งเสียงดังกรุ๋งกริ๋ง

            ในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา ยังได้ใช้ว่าวในการสงครามอีกด้วย เมื่อครั้งที่พระองค์ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ เจ้าเมืองนครราชสีมา มิยอมสวามิภักดิ์ จึงโปรดให้ยกกองทัพไปตีเมือง แม่ทัพนายกองได้คิดอุบายเผาเมือง โดยใช้หม้อดินบรรจุดินดำผูกสายป่านว่าวจุฬา ชักข้ามกำแพงเมืองเข้าไป ให้เกิดระเบิดตกไปไหม้บ้านเมือง ราษฎรระส่ำระสาย จึงเข้าตีเมืองได้สำเร็จ จากประวัติศาสตร์ตอนนี้ปรากฏชื่อ ว่าวจุฬา เป็นครั้งแรกในสมัยแผ่นดินของพระพุทธเจ้าเสือ นอกจากจะโปรดการชกมวยแล้ว ยังโปรดการเล่นว่าวจุฬา-ปักเป้ากับข้าราชบริพารเสมอๆ คำว่าว่าวปักเป้าจึงเป็นว่าวอีกชนิดหนึ่งที่ปรากฎชื่อขึ้นในสมัยนี้

            ในสมัยรัตนโกสินทร์ ว่าวยังคงเป็นการละเล่นยอดนิยม พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ และสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ พระอนุชาธิราช ทรงโปรดการทรงว่าวมาก ดังมีคำกล่าวคล้องจองกันว่าวังหลวงทรงจุฬา วังหน้าทรงปักเป้า

             ในรัชกาลที่ มีผู้นิยมเล่นว่าวกันมาก จนทางการต้องออกประกาศใน .. ๑๒๑๗ (.. ๒๓๙๘) ให้ระมัดระวังการเล่นว่าว มิให้สายป่านไปต้องช่อฟ้า ใบระกา ของปราสาทราชวัง และวัดต่างๆ เป็นอันขาดในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ถือได้ว่าเป็นยุคทองของการเล่นว่าวไทย ด้วยทรงโปรดกีฬาว่าวเป็นอันมาก โปรดเกล้าฯ ให้เล่นว่าวถวายหน้าพระที่นั่งหลายครั้ง มีพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการผู้ใหญ่ ตลอดจนประชาชนสนใจ นำว่าวเข้าแข่งขันเพื่อชิงรางวัลพระราชทานเป็นจำนวนมาก

            แต่เดิมการเล่นว่าวมิได้เล่นที่ท้องสนามหลวง ด้วยสงวนไว้สำหรับเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธี สนามว่าวในสมัยนั้นจึงอยู่ในที่ต่างๆ เช่น สนามหน้าโรงหวย บริเวณสามยอด ประตูสามยอด สนามหน้ากระทรวงยุติธรรม และสนามบริเวณวัดโคก (วัดพลับพลาชัยปัจจุบัน) ซึ่งใช้ที่นี่เป็นสนามเล่นว่าวพนันถึง ปี ต่อมาจึงย้ายไปเล่นที่สระปทุม (เขตปทุมวัน) แล้วเปลี่ยนไปเล่นที่ สนามวัดดอน (เขตยานนาวา) แล้วจึงย้ายไปเล่นที่บริเวณหัวลำโพง เมื่อมีการก่อสร้างสถานีรถไฟ จึงย้ายไปเล่นแถวบางขุนพรหม และกระจายกันไปเล่นตามท้องทุ่งนอกพระนคร

            ในปี .. ๒๔๔๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้รื้อกำแพงพระบรมมหาราชวังด้านทิศเหนือซึ่งยื่นออกมาทางสนามหลวงออก แล้วสร้างกำแพงใหม่โดยร่นเขตพระบรมมหาราชวังเข้าไป พื้นที่ของสนามหลวงจึงกว้างขวาง แล้วทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เล่นว่าวและแข่งขันว่าวพนันที่ท้องสนามหลวงได้  การเล่นว่าวในช่วงนั้น จึงเป็นกีฬาที่สนุกสนานอย่างยิ่ง เมื่อถึงฤดูแข่งขัน ท้องสนามหลวงจึงเป็นที่ชุมนุมของนักเล่นว่าวพนันจากทั่วประเทศ ประชาชนทุกเพศทุกวัยไปชมกันอย่างเนืองแน่น

 

            ปี .. ๒๔๔๘ ถือเป็นการเล่นว่าวพนันครั้งสำคัญของว่าวจุฬาและปักเป้า เมื่อรัชกาลที่ มีพระราชประสงค์จะจัดงานเฉลิมฉลองให้สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดแข่งว่าวหน้าพระที่นั่ง สนามพระราชวังสวนดุสิต โปรดเกล้าฯ ให้กรมพระยาดำรงราชานุภาพ แก้ไขกฎข้อบังคับการเล่นว่าวที่มีอยู่ก่อนแล้ว ให้รัดกุมยิ่งขึ้นเรียกว่า กติกาเล่นว่าวที่สนามสวนดุสิต รัตนโกสินทรศก ๑๒๔ ในปีถัดมา ทรงให้แข่งขันว่าวชิงถ้วยทองของหลวงขึ้นโดยมอบหมายให้พระยาอนุชิตชาญไชย (ทองคำ สีหอุไรเป็นนายสนาม และให้กรมพระยาดำรงราชานุภาพพิมพ์ข้อบังคับการเล่นว่าวขึ้นมาเป็นเล่ม เพื่อแจกจ่ายแก่นักเล่นว่าว เรียกข้อบังคับนี้ว่า กติกาเล่นว่าวที่สนามสวนดุสิต รัตนโกสินทรศก ๑๒๕ กำหนดให้นำว่าวที่จะเข้าร่วมแข่งขันมาจดทะเบียนให้นายสนามตรวจจำกัดขนาดของว่าวจุฬา และว่าวปักเป้า ส่วนสายเครื่องและป่านชักให้ทำเครื่องหมายเป็นสีที่แตกต่างกัน และให้รับเงินวางเดิมพันของทั้ง ฝ่าย และพระราชทานวงดนตรีมาประโคมประกอบการเล่นว่าวถึง วง คือ ทางฝ่ายว่าวจุฬาวงหนึ่ง ฝ่ายว่าวปักเป้าวงหนึ่ง ทั้งสองวงเป็นวงปี่พาทย์ไทยวงหนึ่ง แตรวงสากลวงหนึ่ง และโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงเครื่องว่างแก่ผู้ที่นำว่าวมาแข่งขัน ทำให้สนามสวนดุสิตเป็นสนามแข่งขันว่าวที่ครึกครื้นสนุกสนานกว่าสนามแห่งอื่นๆ ในการแข่งขันชิงถ้วยทองนี้ พระองค์เสด็จฯ มาประธานและพระราชทานถ้วยด้วยพระองค์เอง ซึ่งถ้วยทองนี้จะพระราชทานแก่ว่าวจุฬาและปักเป้าตัวที่ชนะยอดเยี่ยมอย่างละ ถ้วย และหากชนะติดต่อกัน  ปีซ้อนจะได้ถ้วยนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ นอกจากรางวัลถ้วยทองแล้ว ยังมีรางวัลผ้าแพรห้อยดิ้นปักเลื่อม เป็นอักษรพระนาม จปร. มี สี ชั้นรางวัล คือ สีทอง สีชมพู และสีทับทิม เป็นรางวัลสำหรับว่าวจุฬาและปักเป้า ต่างกันตรงที่ปักเป้าจะมีรูปกลมดอกจัน ในปีนั้นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ หรือรัชกาลที่ กรมหลวงชุมพรเขตต์อุดมศักดิ์ และพระภิรมย์ภักดี (นายชม เศรษฐบุตร) ลงแข่งด้วย ซึ่งพระภิรมย์ภักดีเป็นผู้ได้รับชัยชนะ การเล่นว่าวที่สนามสวนดุสิตดำเนินไปอย่างสนุกสนานได้เพียง ปีเท่านั้น ก็ต้องล้มเลิกไป เนื่องจากรัชกาลที่ ไม่ทรงว่างจากพระราชกิจ นักเล่นว่าวจึงกลับไปเล่นกันที่ท้องสนามหลวง

            ในสมัยรัชกาลที่ ว่าวปักเป้าที่มีชื่อเสียงมาก คือ ว่าวของพระภิรมย์ภักดี (ชม เศรษฐบุตร) ซึ่งเป็นบิดาของพระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นนายสนามว่าวคนแรก พร้อมธงประจำตำแหน่ง เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการเล่นว่าวปักเป้า ที่หาคู่ต่อสู้ได้ยาก จนได้รับยกย่องให้เป็น “ครูของการเล่นว่าวไทย ทั้งยังเป็นผู้แต่งหนังสือ ตำนานว่าวพนัน ตำราผูกว่าว วิธีชักว่าว และการเล่นว่าวต่อสู้กันในอากาศ ซึ่งถือเป็นตำราว่าวเล่มเดียวในเมืองไทย และเป็นผู้การก่อตั้งสมาคมกีฬาสยาม                   

            ในสมัยรัชกาลที่ หลวงเจนสถลรัถย์ (จัน ภูมิจิตร) เริ่มนัดเล่นว่าวพนันขนาดเล็ก โดยใช้ว่าวจุฬาที่มีอกยาวเพียง ศอกคืบ เล่นที่ทุ่งศาลาแดงอันกว้างใหญ่และอยู่ไม่ไกลจากชุมชนเมื่อว่าวตกก็สามารถตามเก็บได้สะดวก เพราะไม่มีบ้านเรือนหนาแน่น จึงมีผู้นิยมนำว่าวไปเล่นและไปชมเป็นจำนวนมาก แม้กระทั่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เช่น พระยาประชากรกิจวิจารณ์ (โอ อมาตยกุล) พระยาประชุมพลขันธ์ (ขัน ศรียาภัย) ก็นำว่าวจุฬามาเล่นเดิมพันกับว่าวปักเป้า โดยขอให้พระยาภิรมย์ภักดี พระอรสุมพลาภิบาล ซึ่งเป็นผู้ชักว่าวปักเป้าฝีมือดี นำว่าวปักเป้าไปล่อและพนันกันเป็นที่สนุกสนาน นักเล่นว่าวฝีมือดีจำนวนมากจึงไปเล่นที่สนามทุ่งศาลาแดง ต่อมาสนามแห่งนี้ ได้เลิกเล่นว่าวขนาดเล็ก เปลี่ยนเป็นว่าวจุฬาขนาดใหญ่ ศอกเศษ เล่นได้เพียง ปี ต้องหยุดเล่น เนื่องจากพระยาประชากรกิจวิจารณ์ และพระยาประชุมพลขันธ์ ติดราชการ สนามทุ่งศาลาแดงได้รับความนิยมลดลงไปเรื่อยๆ จนต้องล้มเลิกไป

            ใน .. ๒๔๖๗ ได้มีการจัดประลองว่าวจุฬาและว่าวปักเป้าขึ้นอีกครั้งใน “วันกาชาด โดยมีพระยาภิรมย์ภักดีเป็นนายสนามเป็นครั้งแรก สมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี องค์สภานายิกา แห่งสภากาชาดสยาม เสด็จฯ มาประทานรางวัลแก่เจ้าของว่าวภาพที่ชนะการประกวด ฝ่ายว่าวจุฬามีสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เป็นผู้ทรงชักเอง เป็นที่สนุกสนานครึกครื้นของผู้ชมเป็นอย่างมาก ในงานนี้ เก็บเงินรายได้บำรุงสภากาชาดสยามได้กว่า ,๐๐๐ บาท

            ในสมัยรัชกาลที่ เหลือสนามแข่งขันว่าวเพียงแห่งเดียวคือสนามหลวงเท่านั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ การแข่งขันว่าวจึงเงียบหายไป พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าว่าวเป็นกีฬากลางแจ้งของไทยมาแต่โบราณ ควรส่งเสริมให้ดำรงอยู่สืบไป โปรดเกล้าฯ ส่งว่าวจุฬาที่มีเครื่องหมาย “สามศร เข้าร่วมแข่งขันด้วย และมีว่าวจุฬาสายสำคัญของสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ติดเครื่องหมายดาวทอง  เข้าแข่งขันอีกสายหนึ่ง ทั้งได้เสด็จฯ พระราชทานรางวัลให้แก่ผู้ที่ชนะการแข่งขันในวันที่ เมษายน .. ๒๔๗๐ โดยมีพระยาภิรมย์ภักดีเป็นนายสนาม ทำให้ท้องสนามหลวงคราคร่ำไปด้วยผู้คนทุกเพศทุกวัยอีกครั้ง กีฬาแข่งขันว่าวซึ่งได้ซบเซาไปได้กลับมีชีวิตชีวาขึ้น หลังจากนั้นจึงได้มีการจัดแข่งขันกีฬาว่าวพนันจุฬา-ปักเป้า ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปี

            ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ การแข่งขันได้มีหยุดชะงักไป หลังสงครามกรุงเทพมหานครได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จัดงานงานมหกรรมว่าวไทยปี ๒๕๒๖ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธี มีการแข่งว่าวจุฬา-ปักเป้า ชิงถ้วย พระราชทาน มีการประกวดว่าวภาพ ตลอดจนมีนิทรรศการว่าว เซียนว่าวรุ่นใหญ่ในยุคนี้ต้องยกให้ ...อัครัฐ วรวุฒิ ซึ่งมักเรียกกันว่าลุงหม่อม ผู้เชี่ยวชาญในการทำและการเล่นว่าวและทำว่าวปักเป้า กับนายบุญธรรม ฮิมสกุล (ลุงซุป) ผู้เชี่ยวชาญในการเล่นว่าวและทำว่าวจุฬา ทั้งสองท่านเป็นแชมป์ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ มาหลายสมัย แชมป์รุ่นต่อมาคือ รต.รุ่งโรจน์ ภู่ไหมทอง (บังดี้หรือจ่าดี้) ผู้เล่นว่าวปักเป้า และ รท. กบิน เคาวสุต (จ่าต้อย) แต่ผู้ที่ใครๆ ในวงการว่าวรู้จักดีคือ นายปริญญา สุขชิต (ลุงเป็ด) ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์ทำว่าวแบบแปลกๆสร้างสีสันและความตื่นตาให้กับวงการว่าวไทย ส่วนผู้ครํ่าหวอดในการทำสายป่านว่าวคือ นายประสิทธิ์ พละเสวีนันท์ (ลุงแดง) แห่งวัดพระศรีอารย์ .ราชบุรี ซึ่งที่นี่ได้เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้การทำว่าวไทยกับปราชญ์ชาวบ้านอีกด้วย

 

            ต่อมาเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย ทำให้กรุงเทพมหานครจำต้องปิดสนามหลวง การเล่นว่าวจึงลดลงไปมาก สมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ได้เคยมีความพยายามไปจัดแข่งว่าวที่อื่นบ้าง เช่นที่สวนรถไฟ แต่ด้วยมีต้นไม้มาก เมื่อขึ้นว่าวไปแล้วมักจะลอยไปติดตามต้นไม้ เกิดการชำรุดเสียหายไม่สามารถแข่งต่อได้อีก จึงต้องยกเลิกไป และต้องกลับมาจัดที่สนามหลวง ซึ่งถือเป็นสนามหลักในการแข่งขันว่าวในประเทศไทยเท่านั้น ต่อมาคนรักว่าวได้รวมตัวกันจัดตั้งสมาคมกีฬาว่าวไทยจุฬา-ปักเป้า ขึ้นมาโดยมีพลเรือเอกชัยณรงค์ เจริญรักษ์ เป็นนายกสมาคม

            ปัจจุบันได้มีการจัดงานว่าวไทยประเพณีและว่าวนานาชาติขึ้นในหลายจังหวัด เพื่อเป็นการอนุรักษ์ว่าวไทยและว่าวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นเอาไว้เกือบทั่วทุกภาคของประเทศ เพื่อส่งต่อภูมิปัญญา ศาสตร์และศิลป์แขนงนี้ ให้คนแก่รุ่นหลัง อาทิ มหกรรมว่าวประเพณี และว่าวนานาชาติจังหวัดสตูล เทศกาลว่าวไทยและว่าวนานาชาติ .ชะอำ .เพชรบุรี (บางทีจัดที่ .หัวหิน .ประจวบคีรีขันธ์) งานแข่งว่าวหาดสมิหลา .เมือง .สงขลา เทศกาลว่าวพระร่วง .ศรีสัชนาลัยจ.สุโขทัย มหกรรมว่าวอีสาน .ห้วยราช .บุรีรัมย์ เป็นต้น

 

 

เรื่อง : กัลยาณมิตร นรรัตน์พุทธิ 

Hits: 327