มวยไทย มวยไชยา

            มวยไทยนั้น...ถ้าจะสืบสาวราวเรื่องว่ามาจากไหน ก็คงเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ที่แม้จะมีการอ้างอิง แต่ก็ไม่อาจสรุปให้แน่ชัดลงไปได้ว่า มวยไทยมีที่มาจากที่ใด แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้และเป็นเสมือนสัจธรรม ก็คือ มวยไทยต้องมาจากคนไทยแน่ คนไทยซึ่งเคยมีลมหายใจและคนไทยที่กำลังหายใจอยู่ ซึ่งนั่นก็คือ มีคนไทยที่ไหนก็มีมวยไทยที่นั่น พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ มวยไทยเกิดขึ้นมาพร้อมกับลมหายใจของคนไทยนั่นเอง เมื่อคนไทยเตรียมต่อสู้ ยกมือ วาดเท้า ชันเข่า ตั้งศอก และด้วยเหตุผลดังนี้ มวยไทยจึงมีอยู่ทุกหย่อมหญ้าในประเทศไทย และแม้กระทั่งทุกที่ที่มีคนไทยเดินทางไปถึง มวยไทยก็ได้ตามไปอยู่ ที่นั้นแล้ว

 

 มวยไชยา ที่มาจากพระนคร บรรลือนามกระฉ่อน ที่เมืองไชยา 

            มวยไชยา นั้นเป็นมวยที่มีอยู่ เมืองไชยา มาช้านาน แต่มวยไชยาในตำนานอันมีชื่อเสียงนั้น เกิดจากนักรบ ผู้เรืองวิทยาคมจากพระนครผู้หนึ่ง เกิดความเบื่อหน่ายการเมืองการปกครองในกรุงเทพฯ จึงได้ละเพศฆราวาสอุปสมบทเป็นพระแล้วธุดงค์ลงไปทางใต้ เมื่อมาถึงที่ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้สำแดงฝีมือ จับช้างเกเรครอบไว้ด้วยกะลามะพร้าว ชาวบ้านเห็นเป็นอัศจรรย์จึงรวบรวมปัจจัยกันสร้างวัดให้จำพรรษาอยู่ ที่นั้น เป็นมิ่งขวัญได้ชื่อวัดว่าวัดทุ่งจับช้างตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

             พระภิกษุรูปนี้จะมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอย่างไรไม่ปรากฏ แต่ท่านเป็นนักรบจากพระนคร ชาวบ้านได้เรียกกันจนเป็นที่ติดปากว่าพ่อท่านมาอันเป็นเสมือนคำอุทานว่า นั่น ... พ่อท่านมาแล้วนั่นเอง..

            ตลอดเวลาที่พ่อท่านมาได้จำพรรษาอยู่ที่วัดทุ่งจับช้างนั้น ท่านก็ได้เมตตาสั่งสอนอบรมศีลธรรมให้ประชาชนที่นั่น และท่านก็ยังได้ถ่ายทอดวิชาศิลปะการป้องกันตัวในแบบมวยไทยให้กับสานุศิษย์อีกด้วย ซึ่งหนึ่งในลูกศิษย์ของท่านก็คือ ท่านพระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองไชยา และหลังจากเรียนมาแล้วเจ้าเมืองไชยาได้ถ่ายทอดให้กับทหารและประชาชนรวมไปถึงลูกๆ ของท่านอีกด้วย และลูกคนสุดท้องของท่านก็คือ ท่านปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย นั่นเอง

             หลังจากที่มวยไชยาในตำนาน ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว ก็เจริญ รุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ การชกมวยจึงเป็นมหรสพสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับงานฉลองหรือสมโภชต่าง และมาเจริญสูงสุดครั้งหนึ่งคือ สมัยศาลาเก้าห้อง ซึ่งสร้างโดย พระยาวจีสัตยารักษ์ อุทิศให้เป็นสาธารณสมบัติ 

            ศาลาเก้าห้องนี้ ผู้สร้างตั้งใจสร้างให้เป็นที่พักคนเดินทางแล้วยังใช้เป็นที่สมโภชพระพุทธรูปประจำเมืองไชยาในงานแห่พระหรือชักพระทางบก ในเดือน ๑๑ ของทุกปีด้วย ในงานแห่พระและงานสมโภชนี้เอง สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ การชกมวย เป็นการมหรสพสมโภชประจำทุกปี ศาลาเก้าห้องในสมัยนั้นจึงนับได้ว่ามีคุณประโยชน์อเนกอนันต์ในการสืบสานมวยไชยาต่อจากอดีตสู่ปัจจุบัน เพราะศาลานี้ได้ใช้เป็นที่จัดการประลองมวยอยู่เป็นประจำ ชาวมวยไชยาเมื่อมีการฝึกซ้อมการประลองมวยสม่ำเสมอ ฝีไม้ลายมือจึงมีพัฒนาการขึ้น นับจากนั้นศาสตร์มวยที่เป็นรูปแบบเฉพาะของมวยไชยา จึงได้รับการส่งเสริมต่อยอดกันต่อมาเรื่อยๆ

             แล้วก็มาถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่ง เมื่อท่านพระยาวจีสัตยารักษ์ เจ้าเมืองไชยาได้ส่งนักมวยของท่าน คือ นายปล่อง จำนงทอง ไปชกหน้าพระที่นั่งพระพุทธเจ้าหลวงกับนักมวยโคราช ซึ่งนายปล่อง จำนงทอง สามารถเอาชนะนักมวยจากโคราชได้ด้วยท่าเสือลากหาง จึงทำให้ ท่าเสือลากหาง ถูกนำมาเป็นท่าไหว้ครูของมวยไชยาเป็นพิเศษ และนายปล่อง จำนงทอง ยังได้รับบรรดาศักดิ์จากการชกหน้าพระที่นั่งฯ ครั้งนั้นเป็นหมื่นมวยมีชื่ออีกด้วย ซึ่งนักมวยที่ได้รับบรรดาศักดิ์ครั้งนั้นได้แก่ มวยหมัดหนักโคราช ได้เป็นหมื่นชะงัดเชิงชก มวยฉลาดลพบุรี เป็นหมื่นมือแม่นหมัด หรือหมื่นมวยแม่นหมัด และมวยท่าดีไชยา เป็นหมื่นมวยมีชื่อ เป็นต้น

 

เขตร ศรียาภัย ปรมาจารย์ มวยไชยา

             และบุคคลสำคัญยิ่งของมวยไชยา สายพ่อท่านมาอีกท่านหนึ่งก็คือ บุตรชายของพระยาวจีสัตยารักษ์คือ ท่านปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย ซึ่งเป็นลูกคนสุดท้อง ท่านได้รับการยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ของมวยไชยาสายนี้ด้วยประวัติความเป็นมาอันโดดเด่นยิ่งของท่านเอง 

            ท่านปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย เป็นผู้ที่ตั้งใจศึกษามวยไทยเป็นอย่างยิ่ง ท่านเรียนกับคุณพ่อ ซึ่งเป็นเจ้าเมืองไชยาแล้ว ยังไปเรียนต่อจากครูมวยต่าง อีกถึง ๑๒ ครู  รวมเป็น ๑๓ ครู แล้วยังได้ติดตามไปศึกษาศิลปะมวย รวมถึงการต่อสู้ทุกประเภททั้งในและต่างประเทศ เรียกได้ว่า ตลอดทั้งชีวิตของท่าน ท่านได้ทุ่มเทให้แก่การสั่งสอนวิชามวยให้แก่ชาวมวยไชยา ด้วยการประมวลการต่อสู้ต่าง ที่ได้ร่ำเรียนมา จัดเป็นหลักสูตรมวยไชยา ที่มีความลึกล้ำ ทันสมัย มีระบบระเบียบเป็นวิทยาศาสตร์

เอกลักษณ์มวยไชยา

            มวยไชยาเป็นมวยที่ละเอียดอ่อนมาก โดยเฉพาะในเรื่องการป้องกันตัว มวยไชยา  ป้องกันตั้งแต่ระบบจิตใจ คือป้องกันภายในก่อนแล้วจึงไปป้องกันภายนอก พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ให้มีสติก่อนเป็นเบื้องต้น ให้รู้ถูก รู้ผิดก่อน จึงจะไปใช้วิชามวย และในทุกอิริยาบถ ให้เคลื่อนไหวด้วยการมีสติกำกับทุกกิริยาอาการ จะยกขา จะวางแขน จะพันหมัดพันมืออะไรก็แล้วแต่ ให้มีเหตุมีผลและให้อยู่ในอำนาจของสติ ให้มีสมาธิมุ่งมั่น และมีความอดทนฝึกซ้อม อดกลั้นในการใช้อารมณ์ ซึ่งจากที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด จึงนำไปสู่เอกลักษณ์ที่เป็นสุดยอดของมวยไชยาก็คือมวยไชยา เป็นมวยที่เน้นการป้องกันรัดกุม ตั้งแต่หัวแม่เท้ายันเส้นผมป้องกันตัวได้แล้ว จึงจะใช้จังหวะและโอกาสใช้แม่ไม้และลูกไม้มวยไชยาตอบโต้สวนกลับได้อย่างรุนแรงและแม่นยำ

 

การจรดมวยของมวยไชยา

            การจรดมวยของมวยไชยา สายพ่อท่านมา หากยืนเหลี่ยมซ้าย ฝ่าเท้าทั้งสองข้างจะขนานกัน และจะห่างกันประมาณเท่าระยะหัวไหล่ของตัวเอง แต่ขาซ้ายจะอยู่หน้าขาขวาและหันปลายเท้าทั้งสองข้างไปทางด้านขวาประมาณ ๔๕ องศา ย่อเข่าลงเล็กน้อย แขนข้างซ้ายจะยกขึ้นอยู่บนโดยจะเอียงทำมุมกับแนวพื้นประมาณ ๔๕ องศา และหมัดซ้ายจะอยู่บริเวณหางคิ้วของตาข้างขวา โดยมองไปข้างหน้าได้สองตา กำหมัดไว้แต่ไม่เกร็งแขน ส่วนแขนข้างขวาจะลดหลั่นลงมาป้องกันชายโครง โดยให้หมัดขวาอยู่ครึ่งหนึ่งของแขนซ้ายที่ทำมุม ๔๕ องศากับแนวพื้น และให้เกือบสัมผัสแขนซ้ายแต่ไม่สัมผัส กันให้ห่างและอยู่ในระดับเดียวกันกับท่อนแขนซ้าย ไม่เข้าไปชิดคางจนเกินไป ไม่ออกจนห่างคางมากเกินไป และทำมุมประมาณ ๔๕ องศากับแนวพื้น ศอกข้างขวาไม่ติดแนบชายโครงแต่ให้อยู่สบายๆ และไม่เกร็ง และทุกส่วนไม่ว่าจะเป็นหัวไหล่ เอว ฝ่าเท้า ล้วนเอนหันไปในทางเดียวกัน ยกเว้นศีรษะให้อยู่ในแนวตรงมองไปข้างหน้าเสมอ ซึ่งเวลาเปลี่ยนเป็นเหลี่ยมขวาก็ให้ปฏิบัติเหมือนกับเหลี่ยมซ้ายทุกประการ หากแต่สลับแขนกับขาในการยืนมวยเท่านั้น

 

สามขุมของไชยา

            ย่างสามขุม เป็นชื่อกลาง  ของท่วงท่าการเดินเข้าหาหรือถอยจากอย่างพร้อมที่จะป้องกันตอบโต้และจู่โจมคู่ต่อสู้  โดยการเดินหน้าหรือถอยหลังจะเป็นการก้าวย่างสลับฟันปลา มีตำแหน่งวางเท้าเป็น เส้า หรือสามเหลี่ยม  หรือเป็นการก้าวย่างสามจุด ซึ่งก็คือการเปลี่ยนเหลี่ยมในการหันเข้าหาคู่ต่อสู้ด้วยส่วนด้านข้างของร่างกายซึ่งเป็นเป้าเล็ก โดยผู้ฝึกมวยจะต้องฝึกการก้าวย่างเช่นนี้ให้คล่องแคล่วให้พร้อมก่อนที่จะก้าวไปออกอาวุธต่าง ให้ได้อย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัด

            หากแต่มวยไชยา ย่างสามขุม ยังเป็นการเตรียมจิตใจให้ตระหนักรู้ ดั่งคำครูสอนว่า ขุมที่หนึ่ง คือสติ การระลึกรู้ ความพร้อมอยู่ตลอดเวลาของท่วงท่าร่างกายทุกส่วนสัด  ขุมที่สอง คือครูบาอาจารย์ ผู้ถ่ายทอดวิชาทั้งแม่ไม้และลูกไม้ ต้องเตรียมพร้อมใช้ตลอดเวลา และขุมที่สาม คือทักษะและความชำนาญในการใช้อาวุธต่างๆ ทั้งหมัด เท้า เข่า ศอก ซึ่งจะต้องมีการฝึกฝนให้มีกำลังเข้มแข็งแคล่วคล่องอย่างสม่ำเสมอ

 

แม่ไม้มวยไชยา

            แม่ไม้มวยไชยา คือท่า หรือ กระบวนท่าหลัก สำหรับมวยไชยา เรียกว่า ท่าครู เป็นพื้นฐานซึ่งผู้ฝึกมวยต้องเรียนรู้ และปฏิบัติให้ได้ดีก่อนที่จะก้าวต่อไปฝึกลูกไม้ อันเป็นการใช้ศิลปะมวยไทยที่ละเอียดขึ้น ท่าครู  เป็นการใช้อวัยวะต่างๆ เป็นอาวุธ หรือเรียกว่า อวัยวุธ เช่น การใช้หมัดต่อย การเตะด้วยเท้าวิธีต่างๆ การใช้เข่าใช้ศอกวิธีต่างๆ เป็นต้น 

            เมื่อเรียนรู้แม่ไม้ต่างๆ เหล่านี้และใช้ได้แคล่วคล่องเป็นอย่างดี จึงจะก้าวไปสู่การเรียนรู้เรื่องลูกไม้ต่างๆ ต่อไป

            สำหรับมวยไทยค่ายสำนักอื่นๆ ในวันนี้ ได้มีการรวบรวมแม่ไม้ ลูกไม้ มวยไทยโบราณจากสาขามวยต่างๆ ขึ้นมาเป็นตำรามวยฉบับใหม่ แต่เดิมเรียกกันว่า มวยพลศึกษา เพราะผู้ดำเนินการรวบรวมคือ กรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อใช้เป็น วิชามวยไทย ให้ครูพละใช้สั่งสอนลูกศิษย์ในสถานศึกษาต่างๆ ต่อไป ในวันนี้มวยพลศึกษาได้เปลี่ยนไปใช้ชื่ออันทำให้ได้รับการยอมรับมากขึ้นคือตำรับมวยพระเจ้าเสือตำรับมวยฉบับนี้แบ่ง แม่ไม้มวยไทย ออกเป็น ๑๕ แม่ไม้ ได้แก่ แม่ไม้สลับฟันปลา ปักษาแหวกรัง ชวาซัดหอก อิเหนาแทงกริช ยอเขาพระสุเมรุ ตาเถรค้ำฝัก มอญยันหลัก ปักลูกทอย จระเข้ฟาดหาง หักงวงไอยรา นาคาบิดหาง วิรุฬหกกลับ ดับชวาลา ขุนยักษ์จับลิง และหักคอเอราวัณ

             และนี่คือ ข้อแตกต่างอย่างสำคัญระหว่าง มวยไชยา กับ มวยไทยค่ายสำนักอื่นๆ คือ  ในบรรดาแม่ไม้ต่างๆ ดังที่ได้ระบุมา มวยไชยา จะเรียกเป็นลูกไม้ ไม่ใช่แม่ไม้ มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

 

 ลูกไม้มวยไชยา

            ลูกไม้ ก็คือท่า หรือกระบวนท่าต่อสู้ ที่ต่อยอดออกจาก แม่ไม้ คือท่าครู โดยชาวมวยต้องฝึกแม่ไม้มวยไทยให้ได้คล่องแคล่วก่อน จึงจะสามารถฝึกลูกไม้มวยไทยเพิ่มเติมได้ดี ลูกไม้มวยไชยา จะเน้นการตอบโต้ เป็นการยืมแรงคู่ต่อสู้มาเป็นของเรา หรือบวกเข้ากับแรงของเรา แล้วตอบโต้กลับด้วยความคมชัดและรุนแรง

            สำหรับลูกไม้มวยไทย ตำรับพระเจ้าเสือ จัดแบ่งลูกไม้ออกเป็นอีก ๑๕ ลูกไม้ ได้แก่ เอราวัณเสยงา บาทาลูบพักตร์ ขุนยักษ์พานาง พระรามน้าวศร ไกรสรข้ามห้วย กวางเหลียวหลัง หิรัญม้วนแผ่นดิน นาคมุดบาดาล หนุมานถวายแหวน ญวนทอดแห ทะแยค้ำเสา หงส์ปีกหัก สักพวงมาลัย เถรกวาดลาน ฝานลูกบวบ แต่สำหรับ ลูกไม้มวยไชยา นอกจากต้องเรียนรู้ ลูกไม้มวยไทย ดังกล่าวข้างบนแล้ว ยังมีลูกไม้มวยไทยชื่อเฉพาะแปลกๆ อีกหลากหลาย เช่น ชักศึกเข้าบ้าน หกกลับทับปฐพี ควักกระโปกฟาดหน้า เป็นต้น

 

การฝึกมวยไชยา

            มวยไชยา จะมีชุดการฝึกที่บันทึกไว้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ . ของไชยา ป้อง ปัด ปิด เปิด ขยายความคือ ป้อง เป็นการป้องกัน คือการจรดมวยเตรียมไว้เหมือนล้อมรั้วบ้าน ปัด คือการเอามือหรือหมัดปัดออก ปิด คือการยกอวัยวุธต่างๆ ขึ้นมาตั้งบัง รอรับอาวุธคู่ต่อสู้ และเปิด เป็นการล่อลวง คือการปัดอาวุธคู่ต่อสู้ให้เสียหลักแล้วตอบโต้ 

            พันลำ คือการฝึกออกอาวุธต่อเนื่อง เพราะมวยไทยไม่หยุดการชกง่ายๆ เหมือนเทควันโด ดังนั้นการต่อสู้จึงต้องมีการต่อเนื่องไหลหลั่งดังสายน้ำไหล การฝึกพันลำคือการฝึกใช้แม่ไม้และลูกไม้ต่างๆ ต่อเนื่องกันไปนั้นเอง

            นอกจากที่กล่าวมาแล้ว มวยไชยายังมีชุดการฝึกอื่นๆ อีกอย่างหลากหลาย  เช่น เหยาะ ย่าง ยัก เยื้อง/ ล่อ หลอก หลบ หลีก/ กอด รัด ฟัด เหวี่ยง/ ติด ตาม ซ้ำ เติม/ ทุ่ม ทับ จับ หัก/ ประกบ ประกับ จับ รั้ง/ เป็นต้น

 

การแต่งกายของมวยไชยา

            มวยไชยา จะมีเอกลักษณ์พิเศษในการแต่งตัวขึ้นชก ดังนี้ คือ คาดเชือก จะพันมือด้วยเชือกด้ายดิบหรือเชือกหลักแจวตั้งแต่ข้อมือจนถึงสันหมัด กางเกง จะใช้กางเกงอะไรก็ได้ที่นักมวยสามารถขยับขา ทั้งยกขึ้นและวางลงได้โดยอิสระ ส่วนใหญ่จะนิยมใช้กางเกงขาก๊วย

            ผ้าคาดกระโปก (แทนกระจับ) นิยมใช้ผ้าขาวม้า ผูกรอบบริเวณบั้นเอวโดยปล่อยชายข้างหนึ่งให้ยาวและสามารถรั้งและรวบอวัยวะสืบพันธุ์ โดยอาจใส่สิ่งที่คิดว่าสามารถป้องกันอวัยวะสืบพันธุ์ได้ระดับหนึ่งไว้ด้านในประเจียดแขน คือ เครื่องรางของขลัง ที่นักมวยคาดไว้ที่บริเวณต้นแขน ทำจากผ้าสาลู ลงอักขระเลขยันตร์ และนักมวยต้องเก็บรักษาไว้ในที่สูง ประเจียดหัว มวยไชยาต่างจากมวยสายอื่น มวยสายอื่นๆ นั้นส่วนมากจะใช้มงคลซึ่งทำมาจากเชือกสายสิญจน์ ส่วนประเจียดหัวของมวยไชยาจะแบนเพราะทำมาจากผ้าสาลูเช่นเดียวกับประเจียดแขน

 

ไหว้ครูมวยไชยา

            การไหว้ครูก่อนขึ้นชกของมวยไชยานั้นก็จะมีลักษณะพิเศษ ไม่เหมือนการไหว้ครูของมวยไทยอื่นๆ โดยจะใช้วิธีการนั่งแบบนั่งยองยอง ส่วนอิสลามจะนั่งขัดสมาส จากนั้นกราบเบญจางคประดิษฐ์ แล้วลุกขึ้นยืนวัดลม ยกมือขึ้นถวายมือ ท่องพระคาถา กระทืบเท้าแล้วออกตัวเดินไหว้ครูด้วยท่าลากหางทั้งสี่ทิศ ทิศสุดท้ายต้องลากหางไปทิศที่คู่ต่อสู้ยืนอยู่ ไปยืนหน้าคู่ต่อสู้ เขียนชื่อคู่ต่อสู้ที่พื้นด้วยนิ้วตีน แล้วกระทืบสำทับธรณี จากนั้นกลับหลังหันกลับเข้ามุมตัวเอง เมื่อถึงมุมกลับตัวยืนในท่าทางบอกว่าพร้อมต่อสู้แล้ว

            การไหว้ครู สำหรับมวยไชยานั้น มีแนวคิดเป็นการระลึกถึงครูบาอาจารย์และผู้มีพระคุณ อีกทั้งยังเป็นการอุ่นเครื่อง เป็นการทำใจให้เกิดสมาธิ และยังเป็นการสำรวจหรือดูพื้นที่ ดูลม ดูดวงตะวัน ที่สำคัญเป็นการบ่งบอกว่าเราได้ร่ำเรียนวิชามวยมาจากครูท่านใด การไหว้ครูที่สมบูรณ์แบบนั้นต้องสวยงามและต้องแข็งแรง และมีลำหักลำโค่นด้วย

            มวยไชยาสายพ่อท่านมา ผ่านการค้นคว้า ปรับปรุง และหลอมรวมมวยไทย และวิชาการต่อสู้อื่นๆ ของไทยเข้าไว้ด้วยกัน มาครบทั้งศาสตร์แห่งการต่อสู้ป้องกันตัว จริยศาสตร์ พุทธศาสตร์ อีกทั้งยังมีความทันสมัยเป็นวิทยาศาสตร์ โดยปรมาจารย์สำคัญๆ ในอดีตหลายท่าน นับเป็นมวยที่มีแนวคิดศิลปวัฒนธรรมจำเพาะตนที่น่าหวงแหนรักษา และทำนุบำรุงไว้ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยไปอีกนานเท่านาน อีกทั้งมวยไชยายังเป็นมวยไทยสายพันธ์แท้ ที่ยังดำรงอยู่อย่างเข้มแข็งเป็นรูปธรรม ในท่ามกลางมวยไทยในแวดวงกีฬาเชิงพาณิชย์ปัจจุบัน ที่มีการแข่งขันต่อสู้ขับเคี่ยวกันด้วยประการต่างๆ มากมาย ทำให้มวยไทยพันธ์ุแท้ ต้องกลายพันธ์ุไปด้วยประการต่างๆ อย่างหลากหลาย  

            และสำหรับวันนี้ วันที่การออกกำลังกายกลายเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต  ที่เข้ามาอยู่ในความนิยมของคนทั่วไป มวยไชยาก็มีความพร้อมที่จะช่วยให้คนไทยผู้สนใจสามารถใช้มวยไทยในการออกกำลังกายไปพร้อมๆ กับเรียนรู้เรื่องการป้องกันตัวของคนไทย ที่มีความง่าย ไม่ยาก ใครๆ ก็สามารถทำได้ แต่ทำแล้วยังมีพิษสงแบบมวยไทยที่ร้ายแรงกว่าการต่อสู้ป้องกันตัวชนิดอื่นๆ อีกทั้งพร้อมกันนี้ การได้เรียนมวยไทย  ยังเท่ากับได้ใช้โอกาสในการช่วยกันอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ตลอดจนช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยอีกด้วย

 

ขอขอบคุณ: ค่ายมวยไชยา บ้านช่างไทย

 

เรื่อง : กฤดากร สุดประเสริฐ
ภาพ : อภินันท์ บัวหภักดี

Hits: 650