งัดให้ลอย ตีให้พุ่ง หึ่มให้ดั่ง สนุกสนานกลางแจ้งกับไม้หึ่ม

 ทุกวันนี้หากต้องการดูการเล่นไทยสักอย่าง ต้องยอมรับว่าอาจหาดูยาก เพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีทำให้มนุษย์คิดค้นเกมและกิจกรรมการเล่นต่าง ๆ ที่ดึงดูดความสนใจของเด็ก ๆ ให้ไปจดจ่ออยู่กับเครื่องมืออุปกรณ์อื่นแทน

             การเล่นไทยที่นำมาเล่าสู่กันฟังในคราวนี้เรียกว่า ไม้หึ่มซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยตั้งแต่ปี พ.. ๒๕๕๕ ในอดีตการเล่นของเด็กไทยล้วนประยุกต์จากสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิต สิ่งที่นำมาใช้เล่นสามารถหาได้ง่ายรอบตัว เช่น ไม้ ก้อนหิน เป็นต้น การเล่นไม้หึ่มมีเล่นกันกว้างขวางแทบทุกจังหวัดในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ทำให้มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป บางที่เรียกไม้หึ่ง บ้างเรียกไม้หึงหรืออีหึง บางท้องที่เรียกแปลกออกไปว่าไม้จ่า และยังมีที่เรียกว่าไม้แคะด้วย แต่เดิมในเทศกาลสงกรานต์นิยมให้มีการเล่นไม้หึ่ม และในฤดูหนาวนิยมเล่นกันกลางแจ้งหลังการเกี่ยวข้าวแล้วเสร็จ

             ไม่มีข้อมูลระบุชัดเจนว่าการเล่น ไม้หึ่มเริ่มเล่นครั้งแรกเมื่อใด แต่น่าจะเริ่มเล่นมาตั้งแต่สมัยอยุธยามาจนสมัยรัตนโกสินทร์ ดังปรากฏในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่กล่าวถึงการเล่นไม้หึ่มว่า

      เมื่อกลางวันยังเห็นเล่นไม้หึ่ง        กับอ้ายอึ่งอีดูกลูกอีปิ
    แล้วว่าเจ้าเล่าก็ช่างนั่งมึนมี            ว่าแล้วซิอย่าให้ลงในดิน

             ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์การเล่นหลายอย่างสืบสานต่อมาจากสมัยอยุธยา มีการเล่นที่นิยมหลายอย่างสอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองในเวลานั้นที่ยังมีศึกสงคราม ราชสำนักจึงส่งเสริมการเล่นที่สามารถต่อยอดรับใช้บ้านเมืองได้ในยามจำเป็น อาทิ ชกมวย ขี่ม้า ขี่ช้าง พายเรือ ฝึกฝนการต่อสู้ป้องกันตัว รวมทั้งฝึกอาวุธต่าง ๆ เช่น ดาบ กระบี่ พลอง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จึงกลายเป็นการเล่นและกีฬาพื้นบ้านที่ชาวบ้านทั่วไปนิยมเล่นไปในที่สุด แต่ก็มีการเล่นอีกหลายอยู่ที่นิยมเล่นกันแต่เพียงในหมู่เด็ก ๆ เพื่อความสนุกสนาน เสริมสร้างสุขภาพ เช่น การเล่นที่เรียกว่า ไม้หึ่ม

             ไม้หึ่มมีรูปแบบที่ต้องอาศัยกฎกติกาในการเล่น อุปกรณ์การเล่นคือ ไม้แม่ และไม้ลูก แรกเริ่มผู้เล่นต้องหาไม้ที่มีขนาดพอเหมาะกับตัวเอง ซึ่งควรเป็นไม้สดเพราะมีความเหนียวไม่หักง่ายเวลาเล่น ไม้แม่ควรมีความยาวเกินหนึ่งศอก ส่วนไม้ลูกมีความยาวประมาณหนึ่งคืบ จากนั้นจึงแบ่งผู้เล่นออกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายตี (หรือฝ่ายรุก) และฝ่ายรับ จำนวนผู้เล่นจะเป็น ๒ คู่ ๓ คู่ หรือคู่เดี่ยวก็ได้ 

วิธีการเล่น

             เริ่มต้นด้วยการเดาะลูกหึ่มเพื่อหาฝ่ายตีและฝ่ายรับ โดยเอาไม้แม่ที่เตรียมมาเดาะไม้ลูก ใครเคาะได้จำนวนครั้งมากกว่าผู้นั้นจะเป็นผู้เริ่มเล่นก่อน (กติกาหาผู้เล่นก่อนหลังไม่ได้เป็นกฎตายตัว หรือในบางที่อาจจะใช้วิธีจับไม้สั้นไม้ยาว) วิธีการเล่นของฝ่ายตีนั้นมีสองแบบ คือ การงัดไม้ลูกและการตีไม้ลูก

             เมื่อแบ่งฝ่ายได้แล้ว ให้ฝ่ายตีขุดดินเป็นรางสั้น ๆ (หรือหลุม) ลึกประมาณสองนิ้ว จากนั้นเอาไม้ลูกวางพาดขวางไว้บนหลุมที่ขุด ฝ่ายรับต้องสังเกตดูว่าฝ่ายตีนั้นวางไม้ลูกไว้ในทิศทางใด เพื่อคำนวณระยะของการงัดไม้ลูกหึ่มว่าน่าจะไปตกตรงจุดไหน เพื่อที่ฝ่ายรับจะสามารถวิ่งไปดักเพื่อรับไม้ลูกหึ่มที่อีกฝ่ายหนึ่งงัดขึ้นไป

             ส่วนฝ่ายตี (ฝ่ายที่งัด) ก็จะพยายามงัดไม้ลูกให้พุ่งออกไปหรืองัดให้ลอยโด่งสูงก็แล้วแต่กลยุทธ์ที่ฝ่ายรุกจะเลือกใช้ เพราะถ้าคู่ต่อสู้รับได้ คู่ต่อสู้ก็จะมาเป็นฝ่ายงัดบ้าง แต่ถ้ารับลูกหึ่มไม่ได้ ผู้งัดก็จะไปยืนหยุดอยู่ที่ลูกหึ่ม และจะทำการเคาะไม้ลูก เคาะได้กี่ครั้งก็จะได้เป็นฝ่ายตีตามที่ตัวเองเคาะได้ เช่น เคาะได้ ๒ ครั้ง ก็จะได้ตีลูก ๒ ครั้ง

             วิธีการรุกอีกแบบนอกจากการใช้วิธีงัด คือ การตีไม้ลูก โดยถือไม้ตีไว้ในมือตั้งขึ้น ๙๐ องศาโดยยื่นนิ้วชี้และนิ้วโป้งออกและวางไม้ลูกไว้บนนิ้วทั้งสอง จากนั้นให้โยนลูกหึ่มขึ้นไปบนอากาศ แล้วเอาไม้ตีตีไปที่ลูกหึ่ม ลูกหึ่มไปตกที่ใด คู่ต่อสู้จะต้องไปเก็บไม้ลูกหึ่มถือไว้ในมือแล้วกลั้นลมหายใจร้องหึ่ม ๆ ในลำคอ จากนั้นพยายามวิ่งให้เร็วที่สุดให้มาถึงหลุมที่งัดให้ได้ เมื่อมาถึงก็จะได้เป็นผู้เล่นฝ่ายรุกบ้าง แต่ถ้าวิ่งมาแล้วเสียงหึ่มขาดหายก็ต้องหยุดอยู่ตรงนั้น โดยผู้เล่นอีกฝ่ายจะวิ่งตามเพื่อดูว่าเสียงหึ่มขาดตรงไหน ฝ่ายตีก็จะได้ตีอีกหนึ่งครั้ง ผู้แพ้ก็จะต้องเริ่มต้นหึ่มใหม่ และต้องหึ่มจนถึงหลุมที่งัดไม้จึงจะได้เป็นผู้เล่นบ้าง ในกรณีที่ตีไม้ลูกผิดหรือไม่โดนก็นับด้วย เช่น เดาะไม้ลูกได้ ๒ ครั้ง ตีไม้ลูกผิด ๑ ครั้งก็ตีได้อีกครั้งเดียวถ้าตีผิดก็จะต้องให้ฝ่ายตรงข้ามสลับมาเป็นตีหรือฝ่ายรุกบ้าง

             ปรัชญาของการเล่นไม้หึ่ม เป็นการสอนให้เด็ก ๆ รู้จักการคำนวณ การคาดคะเน ตลอดจนการเข้าร่วมกิจกรรมในกลุ่มเพื่อน

             ส่วนรายละเอียดของกฎกติกาในยุคปัจจุบันก็มีการปรับเปลี่ยนไปตามในแต่ละกลุ่มและภูมิภาค แต่โดยรวมแล้วยังคงลักษณะดั้งเดิมของการเล่นไว้ นั่นคือ การงัดและตีลูกหึ่มให้ลอยไปข้างหน้า และฝ่ายรับต้องรับไม้ลูกที่ถูกงัดหรือตีให้ลอยไปข้างหน้าให้ได้ และสลับกันเป็นฝ่ายรุกและรับ

 ทดลองเล่น

             ด้วยความอยากเห็นภาพการเล่นที่มีชีวิต จึงนัดหมายเด็ก ๆ ชักชวนกันมาทดลองเล่นไม้หึ่มกันดู เมื่อพร้อมหน้าจึงบอกว่าวันนี้เราจะมาเล่นไม้หึ่มกัน เด็ก ๆ หัวเราะทำหน้างง ไม่รู้จักว่าไม้หึ่มคืออะไร เราจึงอธิบายที่มาของคำว่าหึ่มนั้นมาจากส่วนหนึ่งของการเล่น ที่ผู้เล่นต้องส่งเสียงหึ่ม ๆ ก่อนจะอธิบายกติกาแบบง่าย ๆ จากนั้นจัดแบ่งเด็ก ๆ ออกเป็นฝ่ายรุกและรับ แรกเริ่มเด็กที่คุ้นเคยแต่กับเทคโนโลยีบนมือถือมากกว่าดูจะงงเล็กน้อย ต่อเมื่อฟังกฎกติกาและทดลองเล่นดู พวกเขาก็สามารถส่งท่อนไม้ขนาดหนึ่งคืบลอยไปข้างหน้าได้อย่างไม่ยากเย็น หลังจากซ้อมอยู่สองสามครั้ง ทุกคนก็เริ่มรู้สึกสนุกกับการเล่นไม้หึ่มขึ้นมาแล้ว

             การเล่นของไทยทั้งหมดสนับสนุนให้เด็กได้ออกกำลังกาย สนุกสนานอยู่กลางแจ้ง เป็นการส่งเสริมเรื่องสุขภาพไปในตัว การเล่นไม้หึ่มยังฝึกทักษะของการใช้สายตาไหวพริบ ทุกสัดส่วนของร่างกายได้ขยับตัว เด็ก ๆ ต่างส่งเสียงสนุกสนาน หัวเราะเมื่อฝ่ายรุกไม่สามารถงัดไม้ให้ลอยโด่งปลิวไปข้างหน้าได้ในบางครั้ง รวมทั้งในยามเมื่อฝ่ายรับตัวเคลื่อนไหวตัวไปหาไม้ลูกที่เริ่มลอยตกลงมาตามแรงดึงดูดของโลก สามารถคว้ารับได้และส่งเสียงหึ่มวิ่งกลับไป เมื่อเราเล่นจนจบเด็กทุกคนมีสีหน้าสดใสเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มและเม็ดเหงื่อบนใบหน้า

             การเล่นไทยมีเสน่ห์เสมอ ได้ทั้งความเพลิดเพลิน สุขภาพ การเข้าสังคม อีกทั้งยังสอนให้ผู้เล่นยอมรับในกฎกติกา เป็นความสนุกที่มาพร้อมประโยชน์ สิ่งเหล่านี้คือภูมิปัญญาที่คงอยู่ในการเล่นของไทย

 

เรื่อง/ภาพ : ทรงยศ กมลทวิกุล

 

Hits: 373