ชักเย่อเกวียนพระบาท สืบสานวิถีชีวิต วัฒนธรรม

            ในช่วงเทศกาลปีใหม่ไทยหรือเทศกาลสงกรานต์ ในแต่ละจังหวัดทั่วทุกภาคของไทยนอกจากจะเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานแล้ว ยังมีประเพณีสำคัญหลายอย่างที่แต่ละชุมชนได้ร่วมกันทำซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างไปตามแต่ละท้องถิ่น รวมไปถึงการเล่นต่าง ๆ ที่จัดในช่วงเวลานี้ด้วย เช่นที่ตำบลตะปอน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ที่เราแวะไปเยือนเพื่อชมประเพณีการเล่นโบราณที่จัดในวันที่ ๑๗ เมษายนของทุกปี การละเล่นนี้คือ ชักเย่อเกวียนพระบาท ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับประเพณีชักพระบาทของชาวตะปอน

            ตำบลตะปอนถือเป็นอำเภอเก่าแก่ ในอดีตผู้คนในแถบนี้ประกอบอาชีพทำนาและประมง ต่อมาหันมาปลูกผลไม้ หากลองขับรถตระเวนดูตามเส้นทางที่เชื่อมโยงพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ ในเขตอำเภอขลุงจะพบชุมชนเก่าแก่หลายชุมชน สังเกตได้จากบ้านเรือนแบบโบราณที่ยังคงรักษาไว้อย่างดี

            เมื่อมีชุมชนโบราณจึงไม่แปลกที่จะได้สัมผัสประเพณีวัฒนธรรมการเล่นแบบโบราณที่ปฏิบัติสืบกันมา ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ชาวบ้านแถบตำบลตะปอนนอกจากจะมีการแห่พระบาท มีงานบุญที่ทำร่วมกันที่วัดแล้ว ทุกคนยังมารวมตัวกันเล่นชักเย่อเกวียนพระบาทอย่างสนุกสนานทั้งที่วัดตะปอนน้อยและวัดตะปอนใหญ่

            เกวียนพระบาทหมายถึงเกวียนและผ้าพระบาท สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผ้าพระบาท เป็นผ้าผืนใหญ่ที่มีความกว้าง ๑.๕ เมตร ยาว ๗ เมตร บนผ้าเขียนรอยพระบาทจำลองสี่รอยซ้อนกัน ตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาเชื่อว่ารอยพระบาทสี่รอยนี้เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าสี่พระองค์ ได้แก่ รอยด้านนอกที่มีขนาดใหญ่สุดเป็นรอยของพระกกุสันโธ ถัดมาเป็นรอยของพระโกนาคม จากนั้นจึงเป็นรอยของพระกัสสปะ และรอยเล็กที่สุดเป็นรอยของพระโคตมพุทธเจ้าหรือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนั่นเอง

            ผ้าพระบาทที่วัดตะปอนน้อยเป็นผ้าพระบาทจำลองที่อัญเชิญมาจากวัดช้างไห้ จังหวัดปัตตานี โดยอัญเชิญมาทางเรือและขึ้นฝั่งที่บ้านคลองยายดำก่อนมาประดิษฐานที่วัดตะปอนน้อย ด้วยเหตุที่ต้นทางของผ้าพระบาทมาจากทางภาคใต้ จึงมีผู้สันนิฐานว่าประเพณีการแห่ผ้าพระบาทอาจมาจากประเพณีชักพระของทางภาคใต้

 

            การเล่นชักเย่อเกวียนพระบาทของที่นี่ปฏิบัติสืบทอดมาเป็นเวลานาน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และถือเป็นกิจกรรมสำคัญของชุมชนแห่งนี้ โดยในวันที่ ๑๕-๑๖ เมษายน ที่วัดตะปอนน้อยจัดให้เล่นชักเย่อเกวียนพระบาทเพื่อความสนุกสนาน ส่วนที่วัดตะปอนใหญ่จัดในที่ ๑๗ เมษายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเทศกาล ถือเป็นงานใหญ่เพราะเป็นการแข่งขันชักเย่อเกวียนพระบาทแบบจริงจัง

            ตามประวัติที่เล่าต่อกันมาเกี่ยวกับการแห่เกวียนพระบาทและการชักเย่อเกวียนพระบาทมีอยู่ว่า ในอดีตเชื่อว่าเมื่ออัญเชิญผ้าพระบาทขึ้นเกวียนแห่ไปตามสถานที่ต่าง ๆ ในชุมชน จะทำให้โรคภัยไข้เจ็บของผู้คนที่เกวียนพระบาทชักลากผ่านไปทุเลาและหายลง อีกทั้งจะได้รับความโชคดี ทำให้แต่ละบ้านอยากอัญเชิญผ้าพระบาทไปประดิษฐานไว้ ทำให้เกิดกิจกรรมการเล่นชักเย่อเกวียนพระบาทขึ้นตามมา โดยแต่ละบ้านส่งทีมมาแข่งขันกัน ทีมใดชนะก็จะได้สิทธิ์ในการนำผ้าพระบาทไปประดิษฐานไว้หนึ่งปี ต่อมาภายหลังได้ยกเลิกไป เหลือแต่แข่งขันเพื่อความสนุกสนานและเสริมสร้างความสามัคคีในชุมชน ส่วนผ้าพระบาทผืนที่นำมาจากภาคใต้เก็บรักษาไว้ที่วัดตะปอนน้อย ผืนของวัดตะปอนใหญ่เป็นการคัดลอกขึ้นมาเพื่ออัญเชิญขึ้นเกวียนในการแข่งชักเย่อที่วัดตะปอนใหญ่

            สันนิษฐานว่าการเล่นชักเย่อเกวียนมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เพราะมีหลักฐานว่ามีงานประเพณีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ทั้งยังเกิดขึ้นในหลายท้องถิ่น มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป และในบางท้องที่บนเกวียนที่ใช้เล่นชักเย่อนั้นนำเพียงพระพุทธรูปมาตั้งไว้ แต่สำหรับตำบลตะปอนเป็นผ้าที่มีรอยพระบาทจำลองมาตั้งไว้บนเกวียน จึงเรียกว่าการเล่นชักเย่อเกวียนพระบาท ในอดีตเป็นการแข่งขันเพื่อแย่งสิทธิ์ในการถือครองผ้าพระบาทหรือถือครองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ในปัจจุบันเป็นการเล่นเพื่อความสนุกสนานและเสริมสร้างความสามัคคีในชุมชนเป็นสำคัญ และเป็นการสืบทอดประเพณีการเล่นโบราณ ซึ่งการละเล่นนี้นิยมเล่นกันในภาคตะวันออกของไทย โดยเฉพาะที่ตำบลตะปอนเป็นชุมชนที่มีการเล่นชักเย่อเกวียนพระบาทสืบทอดต่อกันมายาวนานที่สุด อีกทั้งยังคงได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบัน

            ความแตกต่างของการเล่นชักเย่อเกวียนพระบาทกับการเล่นชักเย่อทั่วไป คือ ใช้เกวียนเป็นอุปกรณ์ในการเล่น โดยนำเชือกมาผูกไว้ที่ด้านหน้าและด้านหลังของเกวียน แบ่งชาวบ้านออกเป็นสองทีมถือเชือกอยู่คนละด้าน และออกกำลังดึงเกวียนให้เคลื่อนผ่านเส้นแดนที่กำหนดไว้ ทีมใดสามารถทำได้ก็จะเป็นผู้ชนะ

            ที่ลานวัดตะปอนใหญ่ช่วงสายวันที่ ๑๗ เมษายน เต็มไปด้วยผู้คนที่มาตระเตรียมการสำหรับการทำบุญ สรงน้ำพระ และต่อด้วยการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในชุมชน ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น อบอวลไปด้วยความรักและวิถีชีวิตแบบไทย ๆ เมื่อพิธีการเหล่านี้เสร็จสิ้นลงก็จะถึงเวลาของการเล่นสำคัญนั่นคือ ชักเย่อเกวียนพระบาท

            เรามีโอกาสได้พบกับ ประทีป ทศานนท์ ชายวัย ๗๔ ปี ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นมือตีกลองอันดับหนึ่งของตำบลตะปอนสำหรับการละเล่นชักเย่อเกวียนพระบาท ประทีปบอกว่าตีกลองมาตั้งแต่หนุ่ม บนเกวียนพระบาทจะมีสองสิ่งสำคัญที่ขาดเสียมิได้ หนึ่งคือผ้าพระบาท และกลองสำหรับตีให้จังหวะ ในการแข่งชักเย่อนั้นการตีกลองมีส่วนช่วยให้การแข่งขันสนุกสนานและมีสีสัน เป็นเครื่องช่วยให้จังหวะผู้เล่นทั้งสองฝ่ายในการออกแรงดึง

 

            ประทีปเล่าว่าสมัยก่อนงานชักเย่อเกวียนพระบาทที่วัดตะปอนใหญ่ ผู้คนจะมากันมากมาย งานจัดใหญ่โตคึกคักกว่ายุคปัจจุบันมาก หากมองด้วยสายตาคนนอกอย่างเราก็เห็นว่าผู้คนที่มาร่วมงานในวันนี้นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว จึงพอคาดเดาได้ว่างานประเพณีสงกรานต์ของชาวตะปอนที่วัดตะปอนใหญ่จะยังคงดำเนินต่อไปได้อีกนาน

            อุปกรณ์การเล่นที่สำคัญของการชักเย่อเกวียนพระบาทคือ เกวียน ซึ่งจะนำผ้าพระบาทมาตั้งไว้บนเกวียน ในอดีตใช้ผ้าพระบาทผืนเดิมที่นำมาจากวัดตะปอนน้อย ต่อมาได้จำลองขึ้นอีกผืนหนึ่งโดยเก็บไว้ที่วัดตะปอนใหญ่เพื่อนำมาใช้เล่นชักเย่อเกวียนพระบาท

            เมื่อมองในรายละเอียดของอุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นจะพบความหมายที่ปรากฏอยู่ตามสิ่งต่าง ๆ ซึ่งล้วนแนบแน่นอยู่กับพุทธศาสนาและสอดร้อยไปกับวิถีของชาวพุทธ ได้แก่

            เกวียน เป็นตัวแทนของยานพาหนะที่ทำหน้าที่บรรทุกสิ่งศักดิ์สิทธิ์

            ผ้าพระบาท คือตัวแทนของพระพุทธเจ้าที่เสด็จลงมาโปรดสัตว์

            เชือก เป็นสายใยแห่งความศรัทธาที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมในการลาก ดึง จูง

            กลอง ไม้ตี ทำหน้าที่เสมือนเสียงสวรรค์ที่ช่วยป่าวประกาศให้ชาวบ้านรับรู้ นำเอาคุณงาม ความดี บุญ มาให้ทุกคนได้ร่วมแสดงจิตศรัทธา

            ที่นั่งคนตีกลองด้านหน้าเกวียน เปรียบเสมือนหลักอันมั่งคง ก่อเกิดเสียงสวรรค์ เคลื่อนย้ายไปพร้อม ๆ กับบุญ

            หลังเสร็จพิธีสรงน้ำพระและรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่แล้ว ทุกคนจะไปรวมตัวกันอยู่ที่ลานดินกว้างของวัดตะปอนใหญ่ ซึ่งจัดพื้นที่ไว้สำหรับเล่นชักเย่อ โดยนำทรายมาโรยไว้ที่พื้นเพื่อให้เหมาะกับการเล่น ผู้เล่นจะถอดรองเท้าเล่น เกวียนโบราณที่ใช้งานต่อเนื่องในการเล่นมาหลายสิบปี ถูกนำมาจอดไว้ตรงจุดกึ่งกลางของลานดิน

            คนตีกลองก้าวขึ้นไปนั่งประจำตำแหน่งบนเกวียน โฆษกประกาศความพร้อมเสียงดังผ่านลำโพงขยายเสียง สำหรับในยุคปัจจุบันโฆษกดูเหมือนเป็นอีกหนึ่งรายละเอียดสำคัญที่ทำให้การละเล่นมีสีสันความสนุกสนานเพิ่มขึ้น ที่สำคัญก่อนเริ่มการแข่งขันผู้เข้าแข่งทั้งสองทีมจะนั่งลงไหว้ผ้าพระบาท เป็นการแสดงความเคารพต่อผ้าพระบาทที่ทุกคนเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องแทนคุณงามความดี จากนั้นผู้เข้าแข่งขันทั้งสองทีมเข้าประจำตำแหน่งคนละด้านของเกวียน

 

            หลังสิ้นเสียงกรรมการนับหนึ่ง สอง สาม ทั้งสองทีมต่างร่วมแรงร่วมใจดึงเชือกอย่างสุดกำลังเพื่อดึงให้เกวียนพระบาทเคลื่อนข้ามมาสู่แดนของตนเองให้ได้ รอบ ๆ ลานแข่งผู้ชมต่างส่งเสียงเชียร์เป็นกำลังใจ การแข่งมีทั้งหมดสามครั้งหากทีมไหนชนะสองในสามก็จะเป็นผู้ชนะ

            เห็นได้ว่าการเล่นชักเย่อเกวียนพระบาทของชุมชนชาวตะปอนเป็นกิจกรรมที่เชื่อมความสามัคคีของผู้คนได้เป็นอย่างดี ในช่วงต้นของการเล่นเปิดโอกาสให้เป็นการแข่งขันของทีมเยาวชน นับเป็นการปลูกฝังให้ลูกหลานได้ใกล้ชิดกับศิลปวัฒนธรรมของชุมชน ต่อจากเด็กก็เป็นทีมของผู้สูงอายุ ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นการแข่งชักเย่อที่ได้ทั้งอารมณ์ร่วมของผู้ชม ความสนุกสนานและความอบอุ่นไปพร้อม ๆ ถัดจากนั้นก็เป็นการแข่งขันจริงจัง ซึ่งเป็นทีมของผู้คนในชุมชนชาวตะปอนที่ส่งเข้าแข่งขัน แบ่งเป็นประเภทชายและหญิง โดยคัดผู้แพ้ออกจนเหลือทีมสุดท้ายที่เป็นทีมชนะเลิศของปี

            เมื่อได้มาสัมผัสกับการเล่นชักเย่อเกวียนพระบาทของชุมชนชาวตะปอนที่วัดตะปอนใหญ่ ทำให้คลายสงสัยว่าเหตุใดการละเล่นนี้ยังคงได้รับความนิยมจากชาวบ้านในชุมชนและดำเนินต่อเนื่องมาเนิ่นนาน ด้วยเพราะเป็นการละเล่นที่ผูกร้อยอยู่กับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชนอย่างแนบแน่น

            การจัดให้เป็นการเล่นปิดท้ายเทศกาลสงกรานต์ดูเหมือนเป็นสิ่งที่พอเหมาะพอดี เริ่มจากในช่วงสายที่ชาวบ้านนำอาหารมาร่วมกันทำบุญที่วัดหลังจากที่เสร็จสิ้นพิธีทางสงฆ์ ในช่วงบ่ายเมื่อเต็มสุขกับการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษญาติมิตรที่ล่วงลับแล้ว ก็เป็นการรดน้ำสงฆ์ เราได้เห็นรอยยิ้มของผู้คน ต่อด้วยการรดน้ำขอพรผู้สูงอายุผู้ใหญ่ในชุมชน ก็ได้เห็นความรักความอบอุ่น จากนั้นผู้คนจะไปรวมตัวกันที่ลานแข่งขันชักเย่อด้วยความเต็มอิ่มในหัวใจ สนุกสนานกับการละเล่นอย่างเต็มที่ แม้แต่เราเองที่มาจากต่างบ้านต่างถิ่นก็ยังได้รับความสุขสดชื่นนี้ไปด้วย

            การเล่นชักเย่อเกวียนพระบาทจึงไม่ได้เป็นการเล่นเพื่อความสนุกสนานเพียงประการเดียวเท่านั้น หากยังมีมิติทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชนที่สอดผสานหลอมรวมอยู่อย่างแนบแน่น

 

 

เรื่องและภาพ : ทรงยศ กมลทวิกุล  

 

Hits: 862