พระนางจามเทวี ปฐมกษัตรี ศรีหริภุญไชย

 

          ย้อนกลับไปสู่อดีตราว ,๓๐๐ ปีเศษ แผ่นดินลำพูนมีอีกนามว่า "หริภุญไชยนคร" มีฐานะเป็นรัฐอิสระแถบลุ่มแม่น้ำปิง ที่แยกตัวไปจากรัฐละโว้หรือลวปุระ แถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีอายุอยู่ในช่วงประวัติศาสตร์อันเลือนรางของอารยธรรมทวารวดีตอนต้น ในแว่นแคว้นที่ชื่อว่า สุวรรณภูมิ 

          ช่วงนั้น นาม พระนางจามเทวี ปรากฏ เจิดจรัสชัดแจ้งว่าทรงเป็นกษัตริย์ไทยยุคแรกๆ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นยุคสมัยที่ดินแดนนี้มีกลุ่มชนในตระกูลออสโตรเอเชียติก (มอญ ขอม ลัวะ) เป็นประชากรหลัก อันเป็นที่มาของคำถามที่มักได้ยินกันบ่อยครั้งว่า พระนางจามเทวีควรมีเชื้อสายชาติพันธุ์ใด มอญ ขอม ลัวะ จาม ชวา หรืออินเดีย 

          ปัญหามีอยู่ว่า พระราชประวัติของพระนางจามเทวีที่เราทราบกันนั้น ล้วนเป็นเรื่องราวที่มาจากคำบอกเล่ากันปากต่อปากหรือที่เรียกว่า "มุขปาฐะ" โดยที่ยังไม่สามารถสรุปข้อเท็จจริงได้แน่ชัดนัก เพราะตำนานที่เขียนขึ้นนั้นมีมากมายหลายฉบับ แต่ละฉบับมีข้อความและการระบุปีพุทธศักราชไม่ตรงกัน 

          ข้อสำคัญตำนานเอกสารเหล่านี้ล้วนแต่งขึ้นภายหลังเหตุการณ์จริง ห่างไกลจากรัชสมัยของพระนางจามเทวีนานถึง ๗๐๐-๘๐๐ ปี กล่าวคือฉบับเก่าสุดเขียนขึ้นเมื่อราว ๕๐๐ ปีเศษมานี่เอง และบางฉบับก็เพิ่งแต่งขึ้นในยุคสมัยของเรานั่นเอง

 

 

 

ปริศนานามจามเทวี 

          นักวิชาการหลายท่านลงความเห็นว่า "จาม" อาจไม่ใช่ชื่อเฉพาะ หากแต่เป็นตำแหน่งของ "นางพญาแม่เมือง" ในภาษามอญโบราณพบคำว่า "จฺยาม" (Cyam) แปลว่า "มกรหรือจระเข้" อันอาจหมายถึง "ผู้มากับสายน้ำ" เหตุเพราะการเดินทางจากละโว้มายังหริภุญไชยของพระนางจามเทวีนั้นต้องเสด็จขึ้นมาทางชลมารค หรืออีกนัยหนึ่ง "มกร" อาจเป็นสัญลักษณ์ของ "อำนาจ" แห่งกษัตริย์ 

          ส่วนภาษาล้านนายุคต่อมา "จาม" (อ่าน "จ๋าม" แบบพื้นเมือง) แปลว่า "การรบพุ่ง" อาจหมายถึง "นักรบที่เป็นกษัตริย์" ได้เช่นเดียวกัน เหตุเพราะพระนางจามเทวีกว่าจะได้นั่งเมืองต้องแสดงวีรกรรมฉกาจกล้าในการรบไม่แพ้ชาย 

          บ้างว่า "จาม" หมายถึง ดอกจำปา การตั้งนามของสตรีในอดีตก็นิยมนำชื่อดอกไม้มาใช้บ่อยครั้ง เช่น มะลิวัลย์ มณฑา ปทุมวดี ฯลฯ 

          จิตร ภูมิศักดิ์ นักคิดนักเขียนชื่อดังด้านนิรุกติศาสตร์เสนอว่า "จาม" คือคำเดียวกับคำว่า "ศยาม/สยาม/สาม" เนื่องจากตำนานมูลศาสนา ระบุว่าพระนางจามเทวีถูกกษัตริย์ละโว้ส่งไปปกครองแว่นแคว้นที่ชื่อว่า "สยามเทศะ" หรือ ศยามประเทศ อันเป็นอีกชื่อหนึ่งของ หริภุญไชยนคร ดังนั้นคำว่า สยาม/สาม/ฉาม เป็นรากศัพท์ของคำว่า "จาม" 

          ในขณะที่ตำนานพื้นเมืองลำพูนหลายฉบับ กลับบอกว่า นามเดิมของพระนางคือ "วี" แปลว่า "พัด" เนื่องจากตอนที่ต้องไปเป็นธิดาบุญธรรมของฤๅษี ฤๅษีใช้พัด (วี) ช้อนตัวเด็กน้อยมาจากใบบัวที่ล่องลอยมาตามกระแสน้ำ เหตุที่นกคาบนางมาจากเศรษฐีอินตา พระนางจามเทวี จึงมีนามเดิมในวัยเด็กว่า "หญิงวี" หรือ "จำตือวี" ตือ คือ การถือ ก่อนที่จะแผลงมาเป็น จามเทวี 

          ประเด็นชื่อ "จาม" นี้ยังไม่มีข้อสรุป ต้องค่อยๆ สืบค้นกันต่อไปอย่างลุ่มลึก และต้องอย่าเพิ่งด่วนตัดสิน

  

 

 

 

ปริศนาเรื่องชาติกำเนิด 

          ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องชาติกำเนิดและแหล่งกำเนิดของพระนางจามเทวีนั้นยังไม่เป็นที่ยุติ ตำนานหลวงหลายฉบับ อาทิ ชินกาลมาลีปกรณ์ จามเทวีวงศ์ มูลศาสนา ฯลฯ ซึ่งรจนาโดยพระภิกษุล้านนาราว ๕๐๐ ปีที่แล้วกล่าวสั้นๆ ว่าพระนางเป็นพระราชธิดาของพระเจ้ากรุงละโว้ 

          ละโว้ ขณะนั้นเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมทวารวดี ประชากรส่วนใหญ่มีเชื้อสายมอญ (ยังไม่ใช่ขอม ซึ่งเพิ่งเคลื่อนย้ายมาสู่ลำน้ำเจ้าพระยาช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕ หลังยุคพระนางจามเทวี ศตวรรษ) และอาจผสมกับชาติพันธุ์ชนชั้นปกครองอื่นๆ อาทิ ชวา อินเดีย จามปา เนื่องจากในอดีตนิยมส่งมอบราชธิดาจากอาณาจักรหนึ่งถวายให้อาณาจักรหนึ่งเพื่อผูกสัมพันธ์ทางการเมือง 

          ทว่าตำนานพื้นเมืองเขียนโดยปราชญ์ท้องถิ่นชาวมอญในลำพูนหลายร้อยปีมาแล้วเช่นกัน กลับเชื่อว่าพระนางจามเทวีเป็นชาวเม็ง (เม็ง เป็นภาษาที่ชาวลำพูนใช้เรียกคนมอญ) มีบิดาชื่อเศรษฐีอินตา มารดาชื่อนางอุสา พระนางจามเทวีเกิดที่บ้านบ่อคาว (ปัจจุบันคือบริเวณเวียงเกาะกลาง ตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน) ซึ่งบริเวณนี้ยังเหลือร่องรอยหลักฐานของ "เนินบ้านเศรษฐีอินตา" ซึ่งชาวมอญในพื้นที่เชื่อว่าเป็นบิดาที่แท้จริงของพระนาง ก่อนที่จะไปเป็นพระราชธิดาบุญธรรมของพระเจ้ากรุงละโว้           

          ตำนานพื้นเมืองบรรยายต่อไปอีกว่า บิดามารดาของพระนางมีปัญหาหย่าร้างกัน ไม่มีผู้ดูแลพระนาง พระอินทร์บันดาลให้พญานกใหญ่คาบเด็กหญิงไปตกอยู่ในสระบัว ( ปัจจุบันคือบริเวณหนองบัว ใกล้ดอยติ) ฤๅษีวาสุเทพ (สุเทวฤๅษี) จึงเก็บมาเลี้ยง ตั้งชื่อว่า "หญิงวี" เมื่อเติบโตได้ร่ำเรียนศิลปวิทยาการกับฤๅษีวาสุเทพ ซึ่งต่อมาถูกติฉินนินทาว่าอยู่กันสองต่อสองกับเด็กสาว (ทำให้ภูเขาที่ฤๅษีสิงสถิตพำนักมีชื่อว่า "ดอยติ") จึงได้อธิษฐานจิตให้ "หญิงวี" นั่งบนใบบัวล่องลอยไปกับกระแสน้ำแม่ระมิงค์พร้อมกับกากวานร (ลิงดำ) จำนวน ๒๘ ตัว ในที่สุดหญิงวีจึงได้ไปอยู่ในราชสำนักกรุงละโว้ฐานะพระธิดาบุญธรรม อันเป็นคำตอบที่ว่า ทำไมในที่สุดพระนางจามเทวีจำต้องกลับคืนสู่มาตุภูมินครหริภุญไชยอีกครั้งในยามที่แผ่นดินระส่ำระสาย 

          เรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐีอินตาและพระนางจามเทวีในส่วนนี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆ ทั้งสิ้น นอกเสียจากว่ามีการพบซากโบราณสถานชื่อ "เนินบ้านเศรษฐีอินตา" ในชุมชนบ้านบ่อคาว เวียงเกาะกลาง ประชากรยังคงเป็นชาวมอญที่เชื่อว่าพวกตนเป็น "เม็งคบุตร" ดั้งเดิมที่สืบทอดมาจากมอญหริภุญไชยกลุ่มสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ในจังหวัดลำพูน 

          คติชนวิทยาหน้านี้เป็นเรื่องราวที่ไม่เพียงแต่มีสีสันเท่านั้น ทว่ายังน่าศึกษาค้นคว้า ว่าจะมีความจริง-เท็จประการใด เพราะจวบจนปัจจุบันก็ยังไม่มีใครกล้าสรุปเรื่องชาติกำเนิดของพระนางจามเทวีได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ แม้การศึกษาหลักฐานด้านโบราณคดีก็ยังมิอาจช่วยให้ประวัติศาสตร์อันคลุมเครือและมืดมนหน้านี้คลี่คลายลงได้ 

          บทบาทของพระนางจามเทวี ที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับนครหริภุญไชย เริ่มขึ้นเมื่อตอนฤๅษีวาสุเทพ (นักวิชาการเชื่อว่าวาสุเทพเป็นนักพรตชาวอินเดีย แต่ชาวพื้นเมืองเชียงใหม่ลำพูน เชื่อว่าเป็นชาวลัวะ) ได้สร้างเมืองแถบลำพูนปัจจุบันเสร็จ ปรากฏว่าเมืองนี้ขาดผู้นำที่ทรงทศพิธราชธรรม ฤๅษีวาสุเทพจึงส่งทูตนำสาส์นมาปรึกษาเพื่อนฤๅษีที่ละโว้ นาม "สุกกทันตะ" ฤๅษีสุกกทันตะแนะนำว่าสมควรอัญเชิญพระนางจามเทวีไปปกครองเมืองหริภุญไชยเพราะเป็นสตรีที่เก่งกล้าทั้งศาสตร์และศิลป์ พระเจ้าจักรพรรดิราช กษัตริย์กรุงละโว้ ทรงเห็นด้วย และมีพระราชานุญาตให้พระนางจามเทวีซึ่งกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ ได้ เดือน เดินทางไปครองนครหริภุญไชย ในระหว่างนั้นขอให้ฤๅษีสุกกทันตะร่วมเดินทางไปส่งด้วย        

 

  

 

 

เส้นทางเสด็จ เดือนทางชลมารค 

          นักวิชาการมักมองภาพลักษณ์ของพระนางจามเทวีว่า เป็นผู้นำพระพุทธศาสนามาสถาปนา ดินแดนภาคเหนือเป็นบุคคลแรกๆ เนื่องจากทรงเดินทางมาเป็นคณะใหญ่ มีทั้งบรรพชิตและฆราวาส รวมแล้วประมาณกว่า ,๐๐๐ คน ในตำนานจำแนกกลุ่มคนออกเป็นหมวดหมู่ และใส่ตัวเลขประกอบทุกหมวดว่า ๕๐๐ เพื่อให้เห็นจำนวนปริมาณที่มากมายมหาศาลดังนี้ 

          พระมหาเถระที่ทรงปิฎก ๕๐๐ รูป หมู่ปะขาวที่ตั้งอยู่ในเบญจศีล ๕๐๐ คน บัณฑิต ๕๐๐ คน หมู่ช่างแกะสลัก ๕๐๐ คนช่างแก้วแหวน ๕๐๐ คน พ่อเลี้ยง ๕๐๐ คน แม่เลี้ยง ๕๐๐ คนหมู่หมอโหรา ๕๐๐ คน หมอยา ๕๐๐ คน ช่างเงิน ๕๐๐ คน ช่างทอง ๕๐๐ คน ช่างเหล็ก ๕๐๐ คน ช่างเขียน ๕๐๐ คน และหมู่ช่างจิปาถะอีก ๕๐๐ คน 

          การเดินทางโดยชลมารคนี้ ทรงขึ้นมาจากแม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำเจ้าพระยา สู่น้ำแม่ปิง (พิงคนที) อย่างช้าๆ ค่อยๆ ช่วยกันสร้างบ้านแปลงเมืองเผยแผ่พระพุทธศาสนามาตลอดเส้นทาง จึงใช้เวลาเดินทางถึง เดือน ระหว่างที่ยังมิได้เสด็จถึงนครหริภุญไชยนั้น พระนางได้ทรงศีลและฉลองพระองค์ขาวตลอด โดยได้หยุดพัก ตำบลต่างๆ ตามรายทาง ตัวอย่างเช่น 

          เมืองบางประบาง ว่ากันว่าควรเป็นปากบางหมื่นหาญ ใกล้ปากน้ำพุทราเวลานี้ แต่ก็มีข้อสันนิษฐานใหม่ว่า อาจหมายถึงอำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี หรือไม่เมื่อพิจารณาจากชื่อเดิมนครสวรรค์เคยชื่อ "พระบาง" 

          เมืองคันธิกะ ผู้รู้เคยสันนิษฐานว่าคือเมืองนครสวรรค์ แต่ไม่บอกว่าคือส่วนไหนของอำเภอใดในนครสวรรค์ จากการลงพื้นที่ เชื่อว่าอาจเป็นแหล่งโบราณคดี บ้านโคกไม้เดน ตำบลท่าน้ำอ้อย อำเภอพยุหะคีรี 

          เมืองเทพบุรี มีการตั้งเมืองที่นี่ สันนิษฐานว่าคือ บ้านโคน หรือวังพระธาตุ จากการลงพื้นที่น่าจะหมายถึงนครไตรตรึงส์ (ตรัยตรังษ์) ซึ่งยังเหลือร่องรอยพระพุทธรูปทวารวดีในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร 

          ตำบลบ้านตาก พระนางจามเทวีทรงมีรับสั่งให้พระพี่เลี้ยงและข้าราชบริพารนำสิ่งของทั้งหลายอันเปียกชุ่มน้ำขึ้นตาก จึงเรียกสถานที่นี้ต่อมาว่า บ้านตาก คือ บริเวณวัดพระบรมธาตุบ้านตาก จุดเดียวกัน 

          ตำบลสามเงา เป็นที่รวมน้ำแม่วังต่อกับแม่ระมิงค์ รี้พล ทั้งหลายพากันง่วงเหงาอยู่ พระนางเองก็ดูเหงาๆ ไป จึงได้เรียกว่า จามเหงา หรือ ยามเหงา บ้างอธิบายว่า "สามเงา" หมายถึงพระนางจามเทวีเหม่อมองเห็นเงาคนสามคน (ลูกแฝดในท้องอีกสอง) พระนางจามเทวีโปรดให้สร้างวัดขึ้นแห่งหนึ่ง ประดิษฐานพระพุทธรูปและพระสาวกให้คนทั้งหลายสักการบูชา ที่นั้นจึงได้ชื่อเวลาต่อมาว่า พุทธสมาคม (แผลงมาจากพุทธสรณาคมณ์) 

          ตำบลหนึ่งมีแก่งน้ำ มีหน้าผาชะโงกเงื้อมลงปรกแม่น้ำที่นั่นนางกำนัลคนหนึ่งเสียชีวิต พระนางจามเทวีจึงพระราชทานเพลิงศพและฝังอัฐิไว้ ต่อมาพระนางเสด็จลงสรง ทรงเสี่ยงสัตยาธิฐานว่า "ข้าน้อยจักนำพระศาสนาและราชประเพณีไปประดิษฐานยังแว่นแคว้นนครหริกุญไชยในครั้งนี้ หากเจริญรุ่งเรืองดังมโนรถอันมุ่งหมาย ขอเทพยดาจงดลบันดาลให้มีน้ำไหลหลั่งลงมาจากเงื้อมผานี้ให้ข้าน้อยได้สรงสรีระในกาลบัดนี้เถิด" พอสิ้นคำอธิษฐาน ก็บังเกิดเหตุอัศจรรย์มีอุทกธาราโปรยปรายหลั่งไหลตกลงมาจากเงื้อมผานั้นให้พระนางได้สรงสนานเป็นที่สำราญพระหฤทัย สถานที่นั้นจึงได้ปรากฏชื่อต่อมาว่า ผาอาบนาง ยังมีน้ำตกโปรยจากผาลงมาในลำน้ำจนถึงทุกวันนี้ 

          เมืองแก่งสร้อยนครคีรี หลังจากผ่านเกาะแก่งเชี่ยวกรากมายาวนาน ทรงยั้งพัก หาดแก่งสร้อย และสร้างวัดขึ้น เมืองแห่งนี้ 

          เมืองร้างแห่งหนึ่ง ที่นี่พระนางจามเทวีทรงให้หยุดกระบวนเรือพักแรม ปรากฏว่า..มีเต่าจำนวนมากมายมารบกวนคน สถานที่นั้นจึงเรียกว่า ดอยเต่า 

          ตำบลหนึ่ง มีชื่อว่า บ้านโทรคาม เป็นรมณียสถานอันพอพระทัยนัก พระนางโปรดฯ ให้พักแรมอยู่ ที่นี้ และทรงสร้างพระสถูปขึ้นพระองค์หนึ่ง ประทานพระนามว่า วิปะสิทธิเจดีย์ เมื่อสร้างเสร็จได้มีพิธีฉลองและกระทำการสักการบูชาเป็นอันมาก 

          บ้านท่าเชียงทอง มีชาวบ้านหญิงชายพากันออกมาคอยรับเสด็จจำนวนมาก พระนางจึงทรงมีรับสั่งถามคนทั้งหลายนั้นว่า "ดูกร ชาวพ่อชาวแม่ทั้งหลาย แต่นี้ถึงนครหริภุญไชย ยังประมาณทางมากน้อยเท่าไร" คนเหล่านั้นตอบว่า "ข้าแต่มหาราชเทวีเป็นเจ้า แต่นี้ถึงนครหริภุญไชยนั้น ข้าทั้งหลายได้ยินมาว่าหนึ่งโยชน์แล" ด้วยเหตุดังกล่าว สถานที่นี้จึงได้ชื่อต่อมาว่าเมืองฮอด

 

 

 

 

สร้างพระเจ้าค่าคิง (พระพุทธรูปสูงเท่าตัวผู้สร้าง) วัดกู่ละมัก 

          ขณะที่กระบวนเสด็จของพระนางจามเทวีมาถึง "ท่าเชียงทอง" อันเป็นเขตชานเมืองก่อนถึงนครหริภุญไชย พระนางจามเทวีได้หยุดพักกระบวนเรือ และสร้างเมืองเล็กแห่งหนึ่งขึ้นบริเวณนอกเมือง เพื่อตั้งค่ายประทับแรม ทรงเห็นว่าไม่ควรรีบร้อนเข้าไปในเมืองเกรงประชาชนผู้คนจะแตกตื่น โหราจารย์ ได้ถวายความเห็นให้ทรงเสี่ยงธนูดูตามประเพณีก่อนที่จะเสด็จเข้าสู่นครหริภุญไชย จึงโปรดให้นายขมังธนูน้าวคันศรส่งลูกธนูไปทางทิศเหนือด้วยกำลังแรง ลูกธนูไปตกอยู่ สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งจักถือว่าเป็นชัยภูมิอันเหมาะสม พระสงฆ์ทั้งหลายจึงถวายพระพรว่าพระนางควรจักหยั่งรากพระพุทธศาสนาลง ที่นั้นเป็นปฐมบท 

          เมื่อพวกนายธนูได้ยิงเข้าไปแล้ว จุดที่ลูกธนูตกห่างออกไปจากท่าเชียงทองราว โยชน์ครึ่ง พระนางจามเทวีโปรดให้ก่อพระอารามขึ้น พร้อมด้วยพระมหาเจดีย์ วัดนี้จึงมีชื่อว่า "วัดกู่ละปัก" (หมายถึงลูกธนูของชาวลัวะ-ชาวเม็งเรียกโดยรวมว่าพวก "ละ" มาตกปักอยู่) ต่อมาแผลงเป็น "กู่ละมัก" ที่แห่งนี้พระนางจามเทวีโปรดให้หล่อพระพุทธรูปขนาดเท่าความสูงจริงของพระนาง (ภาษาล้านนายุคปัจจุบันเรียก "พระเจ้าค่าคิง" พระเจ้าคือพระพุทธรูป ค่า คือเท่า หรือเทียม คิง แปลว่า ตน) บรรจุไว้ในซุ้มจระนำของพระบรมธาตุ 

          ก่อนออกเดินทางจากลวปุระ พระนางจามเทวีได้รับมอบพระพุทธรูปสำคัญ องค์จากพระเจ้ากรุงละโว้ ให้นำติดตัวไปด้วย คือ พระแก้วขาว (พระเสตังคมณี) กับ พระสิกขีปฏิมาศิลาดำ ตำนานระบุว่าพระนางจามเทวีได้ถวาย "พระสิกขีปฏิมาศิลาดำ" ประดิษฐานไว้ในพระอารามที่ทรงสร้างขึ้นที่กู่ละมักแห่งนี้ 

          พระนางจามเทวีทรงสถาปนาเมืองเล็กแห่งนี้ขึ้นเป็นพลับพลาชั่วคราว ประกอบด้วยพระราชนิเวศน์เรือนหลวงสำหรับเสด็จประทับ รวมทั้งที่พักคณะผู้ติดตามทั้งหมด พระนางและปวงเสนาประชาราษฏร์ที่ติดตามต่างอาศัยอยู่ในเมืองเล็กนั้นด้วยความสุขสบายรื่นรมย์ สถานที่ดังกล่าวจึงได้ชื่อว่า "รมยคาม" และคนทั้งหลายเรียกกันสืบมาว่า บ้านละมัก หรือรมณียารามจากนั้นพระนางจามเทวีก็เสด็จต่อไปนั่งเมืองยังนครหริภุญไชย

 

 

 

พระนางจามเทวีทรง "นั่งเมือง" 

          จากนั้นฤๅษีสุกกทันตะได้เดินทางล่วงหน้าไปยังนครหริภุญไชยเพื่อแจ้งข่าวการเสด็จมาถึง ฤๅษีวาสุเทพรวมทั้งไพร่บ้านพลเมืองทั้งหลายพอทราบข่าวก็พากันตกแต่งพลับพลารับเสด็จไว้ทางทิศตะวันออก (ใกล้บริเวณวัดพระธาตุหริภุญไชย ซึ่งมีแม่น้ำกวงไหลผ่านด้านหน้า) อันเป็นสถานที่ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเคยเสด็จประทับตรัสพุทธพยากรณ์มาแต่ก่อน และสองข้างถนนที่จะเสด็จพระดำเนินมาประดับประดาด้วยราชวัติฉัตรธงบุปผชาติต่างๆ จากนั้นฤๅษีวาสุเทพจึงนำชาวเมืองเชิญเครื่องสักการบูชาไปเฝ้าเตรียมรับเสด็จตั้งแต่ชานเมืองด้วยความปีติอย่างยิ่ง ไม่ช้ากระบวนเสด็จของพระนางจามเทวีก็มาถึงโดยทางสถลมารค พระฤๅษีทั้งสองได้กราบบังคมทูลขอให้พระนางจามเทวีสละเพศนักพรตกลับมาฉลองพระองค์ในชุดกษัตริย์และขอให้ทรงเสวยราชย์ยังพระนครแห่งนี้ จากนั้นจึงแห่แหนพระนางจามเทวีไปยังพลับพลา 

          ที่นั่นได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ฤๅษีวาสุเทพอัญเชิญพระนางจามเทวีเสด็จขึ้นประทับบนกองสุวรรณอาสน์ (บัลลังก์ทอง) เพื่อทรงสรงน้ำมูรธาภิเษก วันที่เสด็จขึ้นเสวยสิริราชสมบัตินั้น ตำนานชินกาลมาลีปกรณ์ระบุว่า ตรงกับวันขึ้น ค่ำ เดือน เหนือ (เดือนทางล้านนานับเร็วล่วงหน้าไปก่อนทางภาคกลาง เดือน ดังนั้นจะอยู่ในราวเดือนธันวาคม) ปี .. ๑๒๐๔ แต่ตำนานท้องถิ่นระบุว่าเป็นวันขึ้น ค่ำ เดือน ปีมะเมีย พุทธศักราช ๑๒๐๒ ขณะพระชนมายุได้ ๒๖ พรรษา ในตำนานท้องถิ่นยังมีการระบุพระนามในพระสุพรรณบัฏว่า 

          "พระนางเจ้าจามเทวี บรมราชนารี ศรีสุริยวงศ์ องค์บดินทร์ ปิ่นธานีหริภุญไชย" 

          การเดินทางมาของพระนางจามเทวีเป็นการสร้างความรุ่งเรืองและเป็นปึกแผ่นให้กับดินแดนทางภาคเหนือเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพระพุทธศาสนา พระนางจามเทวีได้ทรงดำรงพระองค์เยี่ยง"ธรรมมิกราชา"ทรงอุปถัมภ์การพระศาสนาอย่างเข้มแข็ง มีการสร้างวัดถวายพระภิกษุจำนวนนับพันแห่ง ทรงนำระบอบการบริหารบ้านเมืองตามอย่างวัฒนธรรมละโว้หรือทวารวดีซึ่งสืบทอดคติจากอินเดียมาใช้ และข้อสำคัญทรงประสานชนพื้นเมืองชาติพันธุ์ต่างๆ ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบเรียบร้อยภายในอาณาจักรหริภุญไชย แม้ว่าในช่วงแรกของการครองราชย์จักต้องเผชิญหน้ากับความไม่พอใจของชาวลัวะเจ้าถิ่นเดิม ดังที่รู้จักกันดีในตำนานเรื่อง ขุนหลวงวิลังคะ นั้นเอง

 

เรื่อง : ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ
ภาพ : วิศาล น้ำค้าง / อภินันท์ บัวหภักดี
 

Hits: 358