พระพุทธสิหิงค์ งามจริงด้วยศรัทธา

            วันกลางสัปดาห์ในเมืองท่องเที่ยวชื่อดังอย่างเชียงใหม่ อากาศด้านนอกกำลังระอุอ้าว ทว่าภายในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ กลับสงบเย็นอย่างน่าประหลาดใจ นอกจากนักท่องเที่ยวชาวเอเชีย พ่ออุ๊ยกับลูกชายที่หลังจากก้มกราบพระพุทธสิหิงค์ก็ค่อย ๆ กระเถิบถอยออกมานั่งมององค์พระอย่างอิ่มเอม อาจเป็นดังที่ตำนานกล่าวไว้ พระพุทธสิหิงค์นั้นเมื่อเห็นแล้วก่อให้เกิดความภิรมย์ใจเหมือนได้เห็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์จริง

            วิหารลายคำยังคงรักษาแบบแผนดั้งเดิมของวิหารในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ นั่นคือ รูปแบบของอาคารที่มีมณฑปเชื่อมต่ออยู่ที่ส่วนท้ายของวิหาร ลักษณะของห้องท้ายวิหารซึ่งประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์มีบรรยากาศคล้ายดังสรวงสวรรค์ อันเกิดจากการใช้ลวดลายสีแดงและทอง หรือที่เรียกว่า ลายคำ ประดับบนผนังด้านหลัง รวมทั้งส่วนโครงหลังคา ซึ่งสีดังกล่าวสื่อแสดงถึงความขลังและศักดิ์สิทธิ์ ด้วยเหตุนี้ลายคำที่นี่จึงได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามที่สุดของล้านนา ไม่น่าแปลกใจเลยหากใครสักคนปรารถนาเพียงนั่งนิ่ง ๆ คล้ายตกอยู่ในภวังค์ยามได้เฝ้ามองพระพุทธรูปเบื้องหน้า

            พระพุทธสิหิงค์นอกจากเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ ยังนับเป็นพระพุทธรูปสำคัญของประเทศไทย ปรากฏอยู่ด้วยกัน ๓ องค์ ได้แก่ องค์ที่ ๑ ประดิษฐานในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร อยู่ในศิลปะล้านนาที่เรียกว่า แบบสิงห์หนึ่ง หรือแบบเชียงแสนสิงห์หนึ่ง อายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ องค์ที่ ๒ ประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ประทับนั่งขัดสมาธิราบ จัดอยู่ในศิลปะล้านนาที่เรียกว่า แบบเชียงแสนสิงห์สอง ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย น่าจะมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ และองค์ที่ ๓ ประดิษฐานในหอพระพุทธสิหิงค์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร พระวรกายอวบอ้วน หรือที่นิยมเรียกว่าแบบขนมต้ม จัดอยู่ในช่วงสมัยอยุธยา สกุลช่างนครศรีธรรมราช กำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒

            ตำนานความเป็นมาของพระพุทธสิหิงค์เล่าไว้ว่าสร้างขึ้นในลังกาเมื่อปี พ.ศ. ๗๐๐ กษัตริย์ของกรุงสุโขทัยส่งราชทูตไปทูลขอต่อพระเจ้ากรุงสิงหล พระองค์จึงได้ส่งพระพุทธสิหิงค์มาที่นครศรีธรรมราช หลังจากนั้นพระเจ้ากรุงสุโขทัยจึงอัญเชิญมายังสุโขทัย และต่อมาได้มีการอัญเชิญไปยังเมืองต่าง ๆ ที่สำคัญ คือ ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร ก่อนจะขึ้นมาสู่ดินแดนล้านนา

             พระพุทธสิหิงค์ปรากฏอยู่ในตำนานของชาวล้านนาหลายฉบับ ที่สำคัญได้แก่ ชินกาลมาลีปกรณ์ แต่งโดยพระรัตนปัญญาเถระ และตำนานพระพุทธสิหิงค์ แต่งโดยพระโพธิรังสีแห่งสำนักป่าแดงหลวง ทั้งนี้ อาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี กรมศิลปากร เชื่อว่า พระโพธิรังสีแต่งตำนานเรื่องนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับปมขัดแย้งระหว่างสงฆ์ ๒ ฝ่าย คือ สำนักป่าแดงหลวง ที่สืบศาสนาจากลังกาโดยตรง กับสำนักสวนดอกจากสุโขทัย โดยทั้ง ๒ ฝ่ายต่างก็อ้างว่าสำนักของตนสืบวงศ์มาจากลังกาและมีความบริสุทธิ์กว่าอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ในเวลานั้นสำนักป่าแดงหลวงกำลังตกต่ำเพราะไม่ได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์เหมือนสำนักสวนดอก พระโพธิรังสีจึงนำพระพุทธสิหิงค์มาเป็นสัญลักษณ์เพื่อยืนยันว่าสำนักของท่านนั้นเป็นของจริงแท้และบริสุทธิ์ หากไม่ได้รับการยอมรับ พระพุทธศาสนาจากลังกาแท้อย่างสำนักของท่านก็จะหมดไป โดยสื่อนัยเป็นคำพยากรณ์ตอนท้ายตำนานว่า ท้ายที่สุดพระพุทธสิหิงค์จะถูกอัญเชิญกลับไปลังกา สื่อถึงการสิ้นสุดพระพุทธศาสนาอันบริสุทธิ์ในเมืองเชียงใหม่

            ครั้นต่อมาเมื่อสำนักป่าแดงหลวงได้รับการยอมรับมากขึ้น จึงก่อให้เกิดกระแสการจำลองพระพุทธสิหิงค์ หรือพระสิงห์ขึ้นอย่างกว้างขวาง รวมทั้งยังแพร่หลายไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ด้วย ปรากฏการณ์เช่นนี้ รศ. พิริยะ ไกรฤกษ์ ศาสตราจารย์พิเศษ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า เป็นคติธรรมเนียมมาแต่โบราณ ที่นิยมจำลองแบบพระพุทธรูปองค์สำคัญเพื่อจำลองเอาความศักดิ์สิทธิ์มาไว้ในชุมชนของตน

           

            อย่างไรก็ตามการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ในตำนานของชาวล้านนานั้น เกิดขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าแสนเมืองมา ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ โดยท้าวมหาพรหม เจ้าเมืองเชียงราย เป็นผู้อัญเชิญมาจากเมืองกำแพงเพชร บางตำนานกล่าวว่า ท้าวมหาพรหมยกทัพไปตีเมืองกำแพงเพชร และได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์และพระแก้วมรกตมายังล้านนา โดยได้ถวายพระพุทธสิหิงค์แด่พระเจ้าแสนเมืองมา เพื่อประดิษฐานในเมืองเชียงใหม่ แล้วนำพระแก้วมรกตไปยังเมืองเชียงราย ภายหลังท้าวมหาพรหมได้ทูลขอพระพุทธสิหิงค์จากเมืองเชียงใหม่เพื่อนำไปจำลองแบบที่เกาะดอนแท่น เมืองเชียงแสน เมื่อท้าวมหาพรหมสิ้นชีพ พระเจ้าแสนเมืองมาจึงไปอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์กลับมายังเมืองเชียงใหม่ โดยประดิษฐานที่วัดลีเชียงพระ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระสิงห์ตามนามของพระพุทธสิหิงค์

            แต่บางตำนานก็ว่าหลังจากท้าวมหาพรหมแย่งชิงพระราชสมบัติจากพระเจ้าแสนเมืองมาไม่สำเร็จ ก็หนีไปประทับอยู่ที่เมืองกำแพงเพชร ภายหลังเมื่อสนิทสนมกับเชื้อพระวงศ์ ได้ทูลขอพระพุทธรูปสำคัญ ๒ องค์ คือ พระแก้วมรกตและพระพุทธสิหิงค์ ต่อมาจึงอัญเชิญไปยังล้านนา โดยถวายพระพุทธสิหิงค์แด่พระเจ้าแสนเมืองมาเพื่อขออภัยโทษ ซึ่งท้าวมหาพรหมก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษให้กลับขึ้นไปเป็นเจ้าเมืองเชียงรายตามเดิม พร้อมกับอัญเชิญพระแก้วมรกตขึ้นไปยังเมืองเชียงรายด้วย

            ศาสตราจารย์ ดร. ศักดิ์ชัย สายสิงห์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร สรุปใจความสำคัญจากตำนานได้ว่า ผู้ที่มีบทบาทสำคัญเกี่ยวข้องกับการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มายังล้านนาคือท้าวมหาพรหม และพระพุทธสิหิงค์ได้มาประดิษฐานที่วัดพระสิงห์ เมืองเชียงใหม่ ในรัชสมัยพระเจ้าแสนเมืองมา ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐

             อย่างไรก็ตามหากเป็นจริงดังตำนานที่กล่าวว่าพระพุทธสิหิงค์สร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๗๐๐ ย่อมหมายความว่า พระพุทธสิหิงค์มีอายุเก่าแก่ถึง ๑,๘๐๐ ปีมาแล้ว ทว่า สุรชัย จงจิตงาม อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า หลังจากนักวิชาการศึกษารูปแบบพุทธศิลป์กลับพบว่า พระพุทธสิหิงค์ไม่ได้มีอายุเก่าแก่ตามที่ตำนานระบุไว้ เพราะเป็นพุทธศิลป์ล้านนาที่น่าจะสร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ส่วนเหตุที่ตำนานระบุว่าสร้างขึ้นในลังกาและมีอายุเก่าแก่เกินความจริงไปนั้น ก็น่าจะเพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้กับพระพุทธสิหิงค์นั่นเอง

            สอดคล้องกับศาสตราจารย์ ดร. ศักดิ์ชัยซึ่งเชื่อว่า ทั้งตำนานและการสร้างพระพุทธสิหิงค์ รวมทั้งพระแก้วมรกต เกิดขึ้นในสมัยของท้าวมหาพรหมนี้เอง โดยตั้งสมมติฐานว่าท้าวมหาพรหมน่าจะเป็นผู้สร้างพระพุทธรูปสำคัญทั้งสอง โดยได้ถวายพระพุทธสิหิงค์แด่พระเจ้าแสนเมืองมาเพื่อเป็นการขอพระราชทานอภัยโทษจนได้กลับไปเป็นเจ้าเมืองเชียงรายตามเดิม

            หลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า พระพุทธสิหิงค์ เมืองเชียงใหม่ สร้างขึ้นในล้านนาและสร้างขึ้นตามตำนาน คือ เรื่องของรูปแบบศิลปกรรมที่จัดว่าเป็นพระพุทธรูปแบบเชียงแสนสิงห์หนึ่ง ในศิลปะล้านนาระยะที่ ๒ มีอายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ลักษณะทางพุทธศิลป์เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชร พระวรกายอวบอ้วน พระพักตร์กลม ทรงแย้มพระโอษฐ์ พระหนุเป็นปม ขมวดพระเกศาใหญ่ ยอดอุษณีษะเป็นลูกแก้วคล้ายดอกบัวตูม ชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน ลักษณะสำคัญที่แตกต่างจากศิลปะปาละ พุกาม และหริภุญไชย คือ ชายผ้าที่หน้าตักแยกออกเป็น ๒ ชาย ในขณะที่ศิลปะทั้ง ๓ สมัยดังกล่าวจะเป็นรูปครึ่งวงกลมคล้ายพัด ลักษณะเช่นนี้เป็นรูปแบบของศิลปะปาละที่ล้านนาน่าจะรับต่อมาจากพุกามของพม่า

 

             อย่างไรก็ตามส่วนพระเศียรเดิมของพระพุทธสิหิงค์เมืองเชียงใหม่นั้น ถูกตัดไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๕ ปัจจุบันคือพระเศียรที่หล่อขึ้นใหม่ เกี่ยวกับการถูกตัดพระเศียรนี้มีปรากฏหลักฐานในบันทึกที่ ยอร์ช เซเดส์ แปลหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์เป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งมีภาพลายเส้นของเดิมปรากฏอยู่ด้วย น่าเสียดายที่ลายเส้นดังกล่าวเป็นเพียงภาพร่างคร่าว ๆ ไม่สามารถยืนยันถึงรูปแบบดั้งเดิมได้ แต่ศาสตราจารย์ ดร. ศักดิ์ชัยสันนิษฐานว่า พระพักตร์เดิมของพระพุทธสิหิงค์คงมีขนาดและรูปทรงใกล้เคียงกับพระพุทธรูปปางมารวิชัยแบบสิงห์หนึ่งที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เนื่องจากเคยประดิษฐานอยู่ในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ เช่นเดียวกับพระพุทธสิหิงค์ น่าจะเป็นฝีมือช่างเดียวกันและหล่อขึ้นในคราวเดียวกัน

 พระพุทธสิหิงค์ กรุงเทพฯ

            พระพุทธสิหิงค์อีกองค์หนึ่งประดิษฐานอยู่ที่กรุงเทพฯ ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตามประวัติกล่าวว่า สมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทอัญเชิญมาจากเมืองเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๘ ศาสตราจารย์ ดร. ศักดิ์ชัยพิจารณาประกอบตำนานที่กล่าวว่า พระพุทธสิหิงค์อัญเชิญมาจากลังกาก็พบว่า พระพุทธสิหิงค์องค์นี้ตรงกับตำนานมากที่สุด เพราะในศิลปะลังกานิยมพระพุทธรูปปางสมาธิและประทับนั่งขัดสมาธิราบ ทว่าลักษณะทางพุทธศิลป์ไม่ใช่ศิลปะลังกา แต่เป็นศิลปะที่สร้างขึ้นในประเทศไทย รวมทั้งมีข้อสันนิษฐานที่ต่างกันอยู่ ๒ แนวความคิดว่าเป็นศิลปะสุโขทัย หรือศิลปะล้านนา

            พระพุทธสิหิงค์องค์นี้เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ประทับนั่งขัดสมาธิราบ ต่างจากพระพุทธสิหิงค์อีก ๒ องค์ที่เป็นปางมารวิชัยและประทับนั่งขัดสมาธิเพชร มีพระพักตร์รูปไข่ ขมวดพระเกศาเล็ก พระรัศมีเป็นเปลว พระขนงโก่ง แย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย แนวพระโอษฐ์เป็นเส้นตรง ไม่หยักโค้งเป็นคลื่นแบบพระพุทธรูปสุโขทัย พระวรกายบอบบาง ไม่อวบอ้วนแบบพระพุทธรูปสิงห์หนึ่ง สังฆาฏิเป็นแผ่นใหญ่และยาวลงมาจดขอบสบง

            ลักษณะทางพุทธศิลป์เช่นนี้ ศาสตราจารย์ ดร. ศักดิ์ชัยให้ความเห็นว่าใกล้เคียงอย่างมากกับพระพุทธรูปล้านนาในกลุ่มที่มีอิทธิพลของศิลปะสุโขทัยที่เรียกว่า พระพุทธรูปแบบสิงห์สอง แต่มีส่วนที่ต่างจากพระพุทธรูปสุโขทัยประการสำคัญคือ ลักษณะพระพักตร์ สัดส่วนของพระวรกายพระพุทธรูปสุโขทัยจะสูงกว่า มีพระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก ลักษณะพระโอษฐ์พระพุทธรูปสุโขทัยจะเป็นคลื่น และลักษณะที่สำคัญที่สุด ได้แก่ สังฆาฏิที่เป็นแผ่นใหญ่และลงมาจดขอบสบงเช่นนี้ ไม่พบในศิลปะสุโขทัย ลักษณะของพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยสังฆาฏิจะเป็นแผ่นเล็ก ๆ ยาวลงมาจดพระนาภี ส่วนปลายคล้ายเขี้ยวตะขาบ ปรากฏในพระพุทธรูปแบบเชียงแสนสิงห์สองในศิลปะล้านนาที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอยุธยา ที่ปรากฏในล้านนาช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เปรียบเทียบได้กับพระเจ้าเก้าตื้อ วัดสวนดอก เมืองเชียงใหม่

            ศาสตราจารย์ ดร. ศักดิ์ชัยให้ทัศนะว่า พระพุทธสิหิงค์ที่ประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ กรุงเทพฯ อาจจัดเป็นพระพุทธรูปในศิลปะล้านนาแบบเชียงแสนสิงห์สอง มีอายุราว ๆ กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ไม่ใช่พระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากลังกา และไม่น่าจะจัดไว้ในศิลปะสุโขทัยตามที่เข้าใจกันแต่เดิม

 พระพุทธสิหิงค์ เมืองนครศรีธรรมราช

            พระพุทธสิหิงค์องค์นี้ประดิษฐานที่หอพระพุทธสิหิงค์ กลางเมืองนครศรีธรรมราช จัดเป็นพระพุทธรูปในสกุลช่างนครศรีธรรมราช มีลักษณะทางพุทธศิลป์คือ เป็นพระพุทธรูปแบบขัดสมาธิเพชร ขมวดพระเกศาปานกลาง พระรัศมีเป็นดอกบัวตูม พระพักตร์กลมป้อม พระขนงโก่ง พระเนตรเหลือบลงต่ำ แย้มสรวลแบบพระพุทธรูปสิงห์หนึ่งในศิลปะล้านนา พระวรกายอวบอ้วนจนกลมป้อมที่มักเรียกว่า แบบขนมต้ม พระอุระนูน ชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน มีการเล่นชายผ้าสังฆาฏิซ้อนหลายชั้น อันเป็นลักษณะพิเศษของสกุลช่างนี้ ที่เหมือนกับพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรในศิลปะอยุธยา

            ศาสตราจารย์ ดร. ศักดิ์ชัยมองว่า จากตำนานพระพุทธสิหิงค์และรูปแบบพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรในศิลปะอยุธยาได้ส่งต่ออิทธิพลไปยังนครศรีธรรมราช จึงมีพระพุทธสิหิงค์และพระพุทธรูปแบบขัดสมาธิเพชรเกิดขึ้นในดินแดนใต้ โดยมีลักษณะรูปแบบสอดคล้องกันอย่างมากกับศิลปะอยุธยา พระพุทธรูปแบบนี้ของสกุลช่างนครศรีธรรมราชกำหนดอายุว่าน่าจะอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๒ และยังนิยมสร้างอย่างแพร่หลายต่อเนื่องมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๓

            ขณะเดียวกันก็ยังเห็นว่าพระพุทธสิหิงค์เกิดขึ้นเริ่มแรกในดินแดนล้านนา จากนั้นสุโขทัย อยุธยา นครศรีธรรมราช และเมืองต่าง ๆ ที่กล่าวถึงในตำนาน จึงสร้างพระพุทธรูปขึ้นตามตำนานให้มีลักษณะแบบเดียวกับพระพุทธสิหิงค์ของชาวล้านนา ซึ่งตรงกันข้ามกับตำนานพระพุทธสิหิงค์ที่กล่าวว่า เริ่มต้นมาจากทางนครศรีธรรมราช แล้วจึงเคลื่อนย้ายขึ้นไปทางเหนือ

             ก่อนหน้านั้นมักมีคำถามว่าพระพุทธสิหิงค์องค์ไหนที่จริงแท้ กระทั่งอาจารย์พิเศษต้องออกมายืนยันว่า ทุกองค์ล้วนเป็นองค์จริง ไม่ได้สร้างที่ลังกา แต่สร้างขึ้นด้วยศรัทธาในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย

            ล่วงเข้าบ่าย ชายหนุ่มประคองผู้เป็นพ่อออกมาจากวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ ตะกร้าที่ถือมาด้วยว่างเปล่า เพราะดอกไม้ ธูปเทียน ถูกนำไปวางถวายต่อหน้าพระพุทธสิหิงค์แล้ว และแม้ว่าเราจะออกมาอยู่ด้านนอกวิหารลายคำ แต่เมื่อหันกลับไป พระพุทธรูปที่สง่างามองค์นี้ก็ยังมองเห็นอยู่อย่างเรืองรองด้านท้ายวิหาร ราวกับประทับลอยอยู่บนทิพย์วิมาน

เรื่อง : กุลธิดา สืบหล้า
ภาพ : ยอด เนตรสุวรรณ และ เกศแก้ว ศิริวัฒน์

Hits: 1618