ตำนานสินไซ

ตำนานสินไซ

ภาษาปลังสังสินไซ วรรณกรรมเพชรยอดมงกุฎ แห่งอุษาคเนย์

 อินก็ ใส่ชื่อน้อย      ในเลกลานคำ

ชื่อว่า สังสินไซ        โลกลือลิดทีก้า

บทประพันธ์ข้างต้นเป็นการกล่าวถึงชื่อของตัวละครเอกที่พระอินทร์เป็นผู้ตั้งให้ และได้กลายเป็นที่มาของชื่อวรรณคดีเพชรน้ำหนึ่งเรื่องสังสินไซโดยท้าวปางคำ วรรณกรรมเรื่องนี้มีเนื้อหาครบรสทั้งการผจญภัยและชิงรักหักสวาท ผ่านแกนหลักของเรื่อง ธรรมะย่อมชนะอธรรม โดยตัวละครเอกคือ ท้าวสินไซ (เป็นคน) ท้าวสังข์ทอง (เป็นหอยสังข์) และท้าวสีโห (เป็นช้าง) ซึ่งเกิดมามีลักษณะไม่เหมือนมนุษย์ปกติ จึงถูกใส่ร้ายและเนรเทศออกจากเมือง ต่อมาได้ไปตามหาอาที่ถูกยักษ์ลักพาตัวไปกลับคืนมาให้พระราชบิดาเพื่อพิสูจน์ตนเอง สังสินไซต้องฟันฝ่าด่านต่างๆ ทั้ง มีด่านงูซวง ด่านยักษ์วรุณ ด่านพญาฉัททันต์ ด่านยักษ์ ตน ด่านนางยักษ์ขินี ด่านนางยักษ์อัสมุขี ด่านต้นกาลพฤกษ์ และด่านนางกินรี

            ที่จริงแล้ววรรณกรรมเรื่องนี้ในประเทศไทย ภาคกลางและภาคใต้รู้จักในชื่อสังข์ศิลป์ชัยภาคเหนือรู้จักในชื่อสังข์สิงห์ธนูชัย และสำหรับภาคอีสานเรียกว่าสินไซหรือสังสินไซและหากมองให้ไกลตัวออกไปอีกหน่อยจะพบสังคทาในอาณาจักรที่เคยรุ่งเรืองอย่างมอญเสียงสิลเจยหรือสังข์ศรชัยที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา และสินไซหรือสังสินไซในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เช่นนี้แล้ว หากจะเรียกว่าสังสินไซเป็นวรรณกรรมแห่งอุษาคเนย์ก็เห็นจะไม่ผิดจากนี้

 

  

 

            สำหรับประเทศไทยแล้ว ภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่พบร่องรอยวรรณกรรมสังสินไซมากกว่าภูมิภาคอื่น เป็นต้นว่า

            นิยมวาดเป็นภาพจิตรกรรมบนผนังโบสถ์ เรียกเป็นภาษาพื้นถิ่นว่าฮูปแต้มเป็นที่นิยมด้วยเชื่อว่าเป็นชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้า สามารถพบกระจายตัวตั้งแต่อีสานเหนือถึงอีสานใต้ เช่น จังหวัดนครพนม เลย ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานี มีทั้งลักษณะลายเส้นด้วยฝีมือช่างพื้นบ้านและช่างพื้นบ้านที่รับอิทธิพลช่างหลวง

            โดยมากมักวาดในตอนเดินดง ซึ่งสินไซจะต้องใช้คุณธรรมในการฟันฝ่าด่านทั้ง ด่าน จึงจะถึงจุดหมายได้ แต่พบว่า วัดไชยศรี บ้านสาวัตถี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เป็นสถานที่ที่ฮูปแต้มสินไซมีความสมบูรณ์ที่สุด คือวาดได้ครบทุกตอนทั้งภาคที่ และภาคที่ ฮูปแต้มสินไซบนผนังสิมยังได้ทำหน้าที่เป็นสื่อการเรียนรู้ให้กับสตรีในอดีต ที่ไม่ได้ร่ำเรียนเขียนอ่านได้มีโอกาสศึกษาเรื่องฮีตคองผ่านทางฮูปแต้ม

            พบในการละเล่นขับลำ เรียกว่าหมอลำสินไซหรือหมอลำกกขาขาวเนื่องจากผู้ลำจะสวมกางเกงขาสั้นเหนือเข่า และสวมหมวกเพราะเริ่มการแสดงมาตั้งแต่ยุคมาลานำไทย โดยคณะแรกที่นำวรรณกรรมเรื่องนี้มาแสดง คือคณะหมอลำพ่อบุญตา ประพันธ์ศิลป์ ได้นำเอาเรื่องสังสินไซที่ปริวรรตโดยจินดา ดวงใจ มาอ้างอิงบทในการแสดง

            การแสดงหนังตะลุงอีสาน หรือ หนังประโมทัย ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากการแสดงหนังตะลุง นายหนังจะใช้แผ่นหนังโคมาวาด ตัด และทาสีให้เป็นตัวละครในเรื่องสังสินไซ ที่นิยมแสดงเรื่องนี้ เพราะไม่เพียงเป็นเรื่องชิงรักหักสวาท หากยังมีคติสอนใจด้วย

            ดอกลายบนผืนผ้า คือการทอลวดลายเรื่องสินไซลงบน ผืนผ้า เช่นลายสีโห ลายหอยสังข์ เป็นต้น

            สถานที่ เช่น วัดถ้ำสุมณฑาภาวนา วัดถ้ำเหวสินธุ์ชัย ปราสาทสังข์ศิลป์ชัย และหมู่บ้านเป็งจาล ซึ่งเชื่อว่าเป็นสถานที่เกี่ยวข้องกับตำนาน

            เพราะเหตุใดวรรณกรรมเรื่องนี้จึงปรากฎอยู่ในวัฒนธรรมด้านต่างๆ ของอีสานมากถึงเพียงนี้ ก่อนอื่นต้องกล่าวถึงประวัติ

ของวรรณกรรมเสียก่อน

            สันนิษฐานว่า วรรณกรรมเรื่องสังสินไซกำเนิดขึ้นในช่วงการสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ (พุทธศักราช ๒๐๒๐) ในสมัยของพระเจ้าติโลกราชแห่งเชียงใหม่ จึงมีการรวบรวมพระสงฆ์จากมอญ พม่า กัมพูชา ลาว และไทยตอนล่าง ขึ้นไปชำระพระไตรปิฎก ซึ่งปัญญาสชาดกก็เกิดขึ้นในช่วงการสังคายนาครั้งที่ นี้เอง และเชื่อว่าสังสินไซเป็นหนึ่งในชาดก ๕๐ ชาติ

            แต่กระนั้นมหาสิลา วีระวงส์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์สองฝั่งโขง ได้กล่าวถึงกำเนิดของวรรณกรรมเรื่องนี้ว่า ได้เคยตรวจสอบปัญญาสชาดกรวมทั้งชาดกนอกนิบาตอื่นๆ ที่แต่งขึ้นในสมัยนั้นก็ไม่พบว่ามีเนื้อเรื่องของสังสินไซ แม้ว่าจะมีเรื่องที่ชื่อคล้ายกันอย่าง กุศราชชาดก ก็ตาม จึงสันนิษฐานว่าอาจแต่งขึ้นเพื่อสรรเสริญพระมหากษัตริย์ที่เก่งกล้าดั่งพระพุทธเจ้ามาเกิด

            เมื่อพิจารณาเดือนและปีเกิดของนางสุมณฑาตามเนื้อเรื่องว่าเกิดเดือนสัตตะพีค ปีกาบสะง้า (เดือน ปีมะเมีย) แรม ค่ำ วันอาทิตย์ ตอนสาย จุลศักราช ๖๑๔ ปราชญ์สองฝั่งโขงจึงสันนิษฐานว่าอาจจะแต่งจากประวัติของพระเจ้ามังรายแห่งเชียงแสน ซึ่งเกิดปีจุลศักราช ๖๑๑ ว่าปีเกิดนั้นสอดคล้องเป็นพี่น้องกันตามท้องเรื่อง

            วรรณกรรมเรื่องสังสินไซแม้จะเป็นเรื่องเล่ามุขปาฐะที่เล่าสืบต่อกันมาแต่ก็มีการนำไปปริวรรตหลายครั้ง แต่ฉบับที่มีความไพเราะและมีผู้สนใจศึกษามากที่สุดคือฉบับที่ประพันธ์โดยท้าวปางคำ ซึ่งแม้จะได้รับความนิยม แต่กลับไม่มีผู้ใดทราบว่าที่แท้แล้วท้าวปางคำคือใคร นักวิชาการหลายท่านรวมถึงมหาสิลา จึงคาดว่าอาจจะเป็นนักปราชญ์จากสังคมชั้นสูงในสมัยนั้น

            เดิมเข้าใจว่าอาจจะเป็นพระเจ้าปราสาททอง เพราะตีความจากคำว่าปาง” (ปรางค์) หมายถึง ปราสาท และคำหมายถึง ทอง แต่ก็มีอ้างอิงจากพงศาวดารของนครจำปาสัก ซึ่งมีการกล่าวถึงท้าวปางคำว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าสุริยวงศาแห่งเมืองหนองบัวลำภู ว่าได้มีการผิดผีกับนางเพา บุตรสาวเจ้าเมืองจำปาสัก นำไปสู่กฎหมายเรื่องหญิงที่ตั้งครรภ์โดยมิได้สมรส ทำให้ต้องจัดหาเครื่องพลีกรรมถวายอารักษ์หลักเมือง แต่ในประวัติศาสตร์ก็กล่าวถึงเพียงเท่านั้น

            นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการบางท่าน เช่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กัญญา บุรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ได้ให้ความเห็นว่า บางทีคำว่าปางคำ อาจหมายถึงยุคทองในการสร้างสรรค์วรรณกรรมล้านช้าง เนื่องจากความสงบสุขของบ้านเมืองก็เป็นไปได้ แต่โดยสรุปแล้วก็ยังไม่มีความกระจ่างว่าท้าวปางคำที่แท้คือใคร เนื่องจากไม่ได้ระบุปีที่เขียนไว้ จึงทำให้ยากต่อการสืบค้น

            ในส่วนของการถ่ายเทวรรณกรรมเข้าสู่ภาคอีสานนั้น ผศ.ดร. ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ ได้สันนิษฐานเส้นทางไว้ว่า จากล้านนาแพร่เข้าสู่ล้านช้างหลวงพระบาง และถ่ายทอดไปสู่เวียงจันทน์โดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช จากนั้นส่งต่อไปสู่

ภาคอีสานซึ่งสมัยนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านช้างผ่านทางสำนักเรียน

            โดยจากเวียงจันทน์ ข้ามแม่น้ำโขงมาอีสานเหนือ เช่น ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม

            จากสะหวันนะเขต สู่หนองลำจัน ข้ามฝั่งมายังจังหวัดนครพนม สกลนคร และมุกดาหาร

            จากปากเซ จำปาสัก เมืองโขง กระจายมายังอีสานใต้ เช่น จังหวัดอุบลราชธานี ศรีษะเกษ และสุรินทร์ เป็นต้น

 

 

คุณค่าของวรรณกรรม

            ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าสังสินไซไม่ใช่เพียงวรรณคดีที่มีงดงามทางภาษาเท่านั้น หากยังมีคุณค่าทั้งทางโลกและทางธรรมด้วยเป็นต้นว่า

            ด้านประวัติศาสตร์ แม้ว่าเนื้อหาของเรื่องจะแทรกความอัศจรรย์เหนือจริงของตัวละครต่างๆ แต่ฉากที่บรรยายถึงเมือง เช่น นครเป็งจาล ที่ว่า

            “บัดนี้ยังมีนักคะเลดล้ำ           ซั้นซื่อเป็งจาน

            นิคมคน                           คั่งเพ็งพอตื้อ

            เซียงหลวงล้น                     ลุงลังล้านย่าน

            น้ำแผ่ล้อม                         ละวังต้ายซั่วตา

            ฮุ่งค่ำเซ้า                          ซาวเทดเทียวสะเพา

            อุดมโดย                           ดั่งเดียววะดึงฟ้า

            ซึ่งลักษณะเมืองเป็งจานดังที่ปรากฏในบทประพันธ์นี้ นักวิชาการหลายท่านได้ลงความเห็นว่ามีลักษณะคล้ายกับนครเวียงจันทน์ในอดีต โดยอ้างจากบันทึกของบาทหลวงมารินีและเลอริชา นักสอนศาสนาคริสต์ชาวยุโรปที่เข้ามาเวียงจันทน์ในช่วงพุทธศักราช ๒๑๘๕๒๑๙๐ แต่โดยส่วนตัวแล้ว ข้าพเจ้ากลับไม่เห็นด้วยว่าในบทประพันธ์นั้นจะเป็นนครเวียงจันทน์ เนื่องจากในบทประพันธ์กล่าวถึงเรือสำเภาบรรทุกสินค้าของชาวต่างประเทศ ซึ่งลาวไม่มีปากแม่น้ำเป็นทางออกสู่ทะเล จึงคาดว่าอาจจะเป็นกรุงศรีอยุธยา หรือรัฐมอญ มากกว่า

            ด้านฮีตคอง ประเพณี นอกจากคำสอนในพุทธศาสนาแล้ว บริบทของวรรณกรรมยังได้กล่าวถึงฮีตคอง ประเพณีของท้องถิ่นเอาไว้หลายตอน เช่น ตอนนาคะยุทธกรรม เมื่อสินไซสามารถเอาชนะวรุณนาคได้ พญานาคยอมแพ้และขอให้สินไซสั่งสอนเกี่ยวกับจารีต ฮีตคองในการปกครองบ้านเมือง เพื่อให้เกิดความสงบสุข ดังว่า

            “คองใด ดูผิดแท้                  มุนตีต้านอย่า

            ให้ค่อยคิด ควี่ม้าง                เอาก้ำหลายนั้นเนอ

            คำนี้ทุกที่แท้                                   มิใช่เดียว เฮาพะเอย

            ปุนดั่งหลัวหลาย                   จุดไฟเกียมกว้าง

            อันหนึ่งหลิงหาน้อย    อนตาย บังเกิด ก่อดี

            ให้รีบม้างเมื่อน้อย                 ยายั้งย่ำเสีย

            หมายความว่าสิ่งใดที่เห็นว่าผิดแต่คณะมนตรีเสนอให้ฟังเสียงส่วนมากเพราะทุกสิ่งไม่ใช่เราผู้เดียวตัดสิน เหมือนไฟกองใหญ่ ให้ริบเชื้อไฟเสียก่อนจะลุกลาม นอกจากแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในสังคม วรรณกรรมเรื่องนี้ยังสอดแทรกประเพณี การเกิด การบวช การแต่งงานและการตาย

            ด้านเศรษฐกิจ ผู้ประพันธ์ได้สะท้อนภาพความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของเมืองเป็งจานและเมืองจำปา ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนสินค้ากันทั้งค่ำเช้า แสดงให้เห็นถึงความสงบร่มเย็นไร้ศึกสงคราม เปรียบเทียบได้กับรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช

            ด้านการเมืองการปกครอง ผู้ประพันธ์ได้สอดแทรกแนวความคิดเกี่ยวกับหลักทางรัฐศาสตร์ (politic science) ในการบริหารประเทศรูปแบบที่เรียกว่าพฤกษาธิปไตยเปรียบพสกนิกรเป็นราก เสนาอำมาตย์เป็นลำต้น พนักงานชั้นผู้น้อยเป็นกิ่งก้านสาขา ส่วนพระราชาเป็นยอดไม้ ถึงฤดูกาลก็เป็นหมากผล ซึ่งหากระบบรากไม่มั่นคงแล้ว ลำต้นต้องตายแน่นอน นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงหลักธรรมในการปกครองด้วย เช่น ราชสังคหวัตถุ ทศพิธราชธรรม จักรวรรดิวัตร และคอง ๑๔

            ด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในวรรณคดีโบราณส่วนใหญ่มักพรรณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ในวรรณกรรมเรื่องนี้ปรากฏมากในตอนที่สินไซเดินดง และ ตอนพญากุศราชออกตามหานางสุมณฑาผู้เป็นน้องสาวไปถึงเมืองจำปา มีทั้งชื่อสัตว์ต่างๆ ทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก ชนิดของพรรณไม้ แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังแฝงเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติอีกด้วย เช่น ตอนที่นางเมขลาห้ามศึกระหว่างกุมภัณฑ์และสินไซ โดยขอให้ไปสู้กันที่ใหม่เพราะทำให้สัตว์ใหญ่น้อยล้มตาย เป็นต้น

 

การนำไปประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน

            เดิมวรรณกรรมเรื่องนี้เล่าต่อกันมาแบบมุขปาฐะ แล้วจึงจารบันทึกลงในหนังสือผูก แล้วถ่ายทอดต่อๆ กันมา พระสงฆ์จะนำมาอ่านเทศน์เพื่อสั่งสอนศีลธรรมดังที่ปรากฏในเรื่องในวันพระหรืองานบุญ หากบ้านใดมีหนังสือผูกเรื่องนี้จะเก็บไว้บนหิ้งพระไม่นำมาวางระเกะระกะ แล้วในวันพระผู้อาวุโสของครอบครัวจะนำมาอ่านให้ลูกหลานฟังสั่งสอนให้มีคุณธรรม กล้าหาญ กตัญญู และเสียสละ อย่างสินไซ เป็นเรื่องที่เด็กๆ ชอบกันมาก

            สำหรับการนำมาใช้ในปัจจุบันนั้นระหว่างที่ค้นหาข้าพเจ้าได้พบวาทะที่ชวนให้รู้สึกฮึกเหิมอยู่ประโยคหนึ่ง

            “ซาวหนุ่มจ่งเป็นดั่งนกอินทรี ที่บ่หวั่นกัวต่อพะยุลมแรง จ่งกายเป็นสินไซของยุกสะไหมพวกเฮา

            นั่นเป็นวาทะของท่านประธานไกรสอน พมวิหาน อดีตประธานประเทศ แห่ง สปป.ลาว ที่ต้องการให้หนุ่มสาวชาวลาวมีความกตัญญู เสียสละ กล้าหาญ และอดทน เหมือนดั่งท้าวสินไซพระเอกในวรรณคดี ซึ่งอุดมการณ์เช่นนี้จะเป็นคุณสมบัติที่นำไปสู่การสร้างชาติ

            และไม่เพียงเท่านี้ ประเทศเพื่อนบ้านของเรายังบรรจุวรรณคดีเรื่องนี้เข้าไว้ในหลักสูตรการศึกษา และเลือกใช้ตัวพระเอก สินไซ ยิงศรขึ้นไปจุดไฟบนกระถางคบเพลิงกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ ๒๕ อีกด้วย จวบจนปัจจุบันยังให้ความสำคัญทั้งทางตรงในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่มีกฎหมายรองรับ และทางอ้อมในการนำไปปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับยุคสมัยไม่น่าเบื่อ โดยกลุ่มสืบทอดมรดกล้านช้าง (Lanxang Heritage Reservation Group)

            จากต่างประเทศย้อนกลับมาดูภายในประเทศบ้าง พบว่าในหนังสือแบบเรียนวิชาภาษาไทยของชั้นประถมศึกษาปีที่ เล่ม พุทธศักราช ๒๕๒๑ ได้นำคุณธรรมจากวรรณกรรมเรื่องนี้มาสอนใจเด็กให้มีความปรองดองในครอบครัวผ่านตัวละคร มานี มานะ

            และพบว่านับตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๔๙ เป็นต้นมา จังหวัดขอนแก่นได้นำแนวคิดสินไซกับการพัฒนาเมืองมาใช้เป็นยุทธศาสตร์เพื่อปลูกฝังสำนึกรักท้องถิ่น และให้เยาวชนมีความกตัญญู กล้าหาญ เสียสละ และพอเพียง โดยมี

ฝ่ายวิชาการอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมมือกับชาวชุมชนหมู่บ้านสาวัตถี และเครือข่ายเทศบาล โดยมีวัดไชยศรีเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้

            จากการเดินทางเก็บข้อมูลข้าพเจ้าจึงได้เห็นว่า สังสินไซไม่ได้เป็นเพียงนิทานมุขปาฐะที่มีเนื้อหาสั่งสอนศีลธรรมเท่านั้น แต่ยังเชื่อกันว่าเป็นชาติหนึ่งขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนข้าพเจ้าเองก็อดย้อนมองดูตัวไม่ได้ว่าภายในจิตใจของข้าพเจ้ามีความเป็นสินไซซุกซ่อนอยู่บ้างหรือไม่

 

อ้างอิง

- ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์. (๒๕๕๘). สินไซ : การประยุกต์ใช้ทุนวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาชุมชนสองฝั่งโขงในกระแสโลกาภิวัฒน์ (Sinxay : Application of culture capital for community development of Thai and Lao in globalization) วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

- นัทธ์หทัย วนาเฉลิม. (๒๕๕๘). สะกดรอยสินไซ. พิมพ์ครั้งที่ . อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. กรุงเทพมหานคร. ๑๔๙ หน้า.

- มหาสิลา วีระวง. สังสินไซ คำกลอนคู่ร้อยแก้ว เล่ม . (๒๕๑๓). พะไซ กราฟฟิก. จำนวน ,ooo เล่ม. พิมพ์ครั้งที่ . นครหลวงเวียงจันทร์. สปป.ลาว.

- มหาสิลา วีระวง. สังสินไซ คำกลอนคู่ร้อยแก้ว เล่ม . (๒๕๓๔). พะไซ กราฟฟิก. จำนวน ,oo เล่ม. พิมพ์ครั้งที่ . นครหลวงเวียงจันทร์. สปป.ลาว.

- โครงการฐานข้อมูลศิลปะการแสดงหมอลำ สำนักวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่นwww.morlum.kku.ac.th/home.php.

 

Hits: 8669