ผ้าขาวม้าอกาลิโก

เป็นอีกปีที่กาลเวลาเคลื่อนผ่านสู่ศักราชใหม่ และยังคงได้รับผ้าทอลายตารางเป็นของขวัญ

     แกะกล่องผลิตภัณฑ์ใบสวย ที่พับทบอยู่ข้างในมองผิวเผินก็ใช่ผ้าขาวม้า เมื่อคลี่ออกจึงชัดแจ้งว่าเป็นเสื้อคลุมกันลมหนาวทรงแขนค้างคาว

     ลีลาของผ้าขาวม้าศักราชนี้ไม่เพียงอวดโฉมกันที่รูปทรง “แพรผืน” เชยๆ ที่คนรุ่นลุงป้า-ตายายใช้เป็นวิถีชีวิตเท่านั้น  ยังผาดโผนสู่ “ข้าวของเครื่องใช้” ชิกๆ ให้วัยรุ่นยุคใหม่นำมาใช้ได้อย่างไม่ขัดเขิน

     ที่น่าอัศจรรย์คือ รูปลักษณะเท่านั้นที่แปรเปลี่ยน แต่สิ่งสำคัญในศาสตร์แห่งสีสัน-ศิลป์แห่งลายผ้าที่เกิดจากแรงมือและหัวใจสร้างสรรค์พัฒนาอย่างต่อเนื่องยังคงอยู่ทุกกระเบียด

     เป็นเสน่ห์-ที่ทำให้ผ้าขาวม้าข้ามผ่านยุคสมัยมาได้อย่างสุขุมและเปี่ยมค่า

     อย่าถามเลยว่าเวลานี้ที่บ้านมีกี่ “ผืน” นับว่ากี่ “อย่าง” น่าจะถูกต้องกว่า

 

ผ้าขาวม้าของชนด้ามขวาน

     จำเป็นต้องเล่าว่า “ผ้าขาวม้า” ไม่ใช่ “สมบัติส่วนตัว” ของชาติไทย

     แม้ชื่อเรียกยังไม่ใช่คำไทยแท้ด้วยซ้ำ ส่วนจะมาจากคำว่า “กามาร์บันด์" (kamarband) ในภาษาเปอร์เซีย โดย “กามาร์” หมายถึงเอว “บันด์” หมายถึงรัดหรือคาด (กามาร์+บันด์=ผ้าคาดเอว) ซึ่งเป็นคำเดียวกับที่ใช้เรียกผ้าจีบอย่างกว้างที่ผู้ชายใช้คาดเอวในภาษาฮินดีไหม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด

     เพราะแม้แต่ภาษามลายูก็เรียกผ้าพันเอวว่า "กามาร์บัน" (kamarban) ไม่มีตัว “d” และภาษาอังกฤษก็เรียกผ้ารัดเอวในชุดทักซิโด้ด้วยคำที่ออกเสียงคล้ายกันว่า "คัมเมอร์บันด์" (cummerbund) ยังมีบางตำราอ้างว่าน่าจะเพี้ยนจาก "กามา" (kamar) ในภาษาอิหร่านซึ่งใช้สื่อสารกันในประเทศสเปนด้วย

     แต่ไม่ว่าอย่างไร สำเนียงที่คล้ายคลึงในความหมายเดียวกันก็ถือเป็นรหัสร่วมวัฒนธรรมได้

     บ้านเรา-ภาคกลางเรียก “ผ้าขาวม้า” ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ในภาคอื่นอาจเรียกด้วยภาษาถิ่นเขา เช่น ภาคเหนือเรียก “ผ้าตาโก้ง” ภาคอีสานเรียก “แพรขาวม้า” หรือภาคใต้เรียก “ผ้าขาว” “ผ้าผลัด” ฯลฯ

     มีผู้สันนิษฐานว่าคนไทยเริ่มใช้ผ้าขาวม้ากันตั้งแต่หลายร้อยปีมาแล้ว โดยเห็นชาวไทยใหญ่ใช้โพกศีรษะก่อนจึงนำมาพลิกแพลงเป็น “ผ้าเคียนเอว” เวลาเดินทางไกลก็ดัดแปลงมาห่ออาวุธ เก็บสัมภาระแทนย่าม มัดของแทนเชือก ปูรองนั่ง-นอน ม้วนหนุนแทนหมอน นุ่งอาบน้ำ เช็ดร่างกาย ปัดฝุ่น-แมลง ซับเลือดแทนผ้าพันแผล ฯลฯ จนกลายเป็นว่าชาวไทยใหญ่เห็นเราใช้ประโยชน์หลากหลายจึงทำตามอย่าง

     ยังมีร่องรอยจากจิตรกรรมในสมุดภาพไตรภูมิสมัยกรุงศรีอยุธยา (ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๒) ปรากฏการแต่งกายของชายอโยธยาที่ใช้ผ้าขาวม้าพาดบ่า คาดพุง ทั้งคล้องคอตลบห้อยชายผ้าทั้งสองข้างไว้ด้านหลัง

     ยิ่งเมื่อเข้าสู่ยุครัตนโกสินทร์ (พุทธศักราช ๒๓๒๕–ปัจจุบัน) ผ้าขาวม้าไม่ได้ถูกจำกัดการใช้เพียงชายอีกแล้ว ผู้หญิงก็รู้จักนำมาใช้สอย คลุมหัวบังแดดบังลม เป็นผ้าคลุมกันเปื้อน ผ้านุ่งกระโจมอก แม่ลูกอ่อนใช้ผูกเปลแกว่งไกวหรือใช้เป็นผ้าอ้อมให้ทารกก็มี เก่าแล้วยังดัดแปลงเป็นของเล่นให้เด็กๆ กระทั่งขาดก็ยังใช้ทำความสะอาดเครื่องใช้ เป็นผ้าขี้ริ้วปัดฝุ่นถูเรือน เป็นพรมเช็ดเท้าไม่รู้จบ

     มากกว่าประโยชน์ใช้สอย ผ้าขาวม้ายังแสดงร่องรอยความเชื่อที่ชาวบ้านมีต่อผืนผ้าด้วย อย่างในพิธีขึ้นบ้านใหม่ก็มักใช้ผูกเสาเอกแขวนไว้ที่ขื่อ ป้องกันเสนียดจัญไร ขับไล่ขโมยลักวัว ควาย เป็ด ไก่ บ้างใช้ปัดข้าวในนา เชื่อว่าไล่นก หนู แมลง เพลี้ยกระโดดไม่ให้ทำลายข้าว หรือแม้แต่เป็นสมบัติตกทอดก็มีอย่างชาวสุรินทร์จะมีผ้าขาวม้าประจำตระกูลเมื่อสิ้นบุญผู้อาวุโสก็มักจะมอบต่อเป็นมรดกแก่ลูกหลาน ฯลฯ

     ว่ากันตามจริง ถึงวันนี้จะรู้ว่ากำเนิดผ้าขาวม้ามาจากชาติไหนคงไม่สำคัญแล้ว

     เพราะการอยู่ร่วมแผ่นดินไทยมานานหลายร้อยปี ผูกรัดหัวใจคนไทยไปเรียบร้อยแล้ว

 

สรรค์เส้นเป็นผ้าผืน

     ฝ้าย ไหม ด้ายสังเคราะห์ คือหัวใจของผ้าขาวม้า

     แม้อายุการใช้งานจะมากน้อยกี่ปีขึ้นอยู่กับวิธีใช้สอย แต่มูลค่าย่อมต่างตามวัสดุ ผ้าที่ทอด้วยเส้นไหมคุณภาพดีจะมีราคาสูงที่สุด จึงนิยมใช้อย่างทะนุถนอมคลุมบ่า-พาดไหล่

     คุณค่าจากนั้น คือนานาสีสันและลวดลายที่เรียงร้อยลงผืนผ้า ซึ่งแม้บ้านเราจะผลิตกันแทบทุกภาค แต่ “ขนาดตาราง” และ “จำนวนสี” ของด้ายทอก็แสดงอัตลักษณ์ตามถิ่น

     อย่างภาคกลางนิยมทอลายตารางใหญ่เหมือนกัน  ครั้นแยกทีละจังหวัดยังพบรายละเอียดต่างกันไป เช่น ชาวพระนครศรีอยุธยานิยมทอเป็นผืนเล็กแคบ ใช้ด้ายสองสีทอสลับด้าน ให้ปลายด้านยาวทั้งสองข้างเป็นลายริ้วสลับสี  ชาวนครสวรรค์นิยมใช้ฝ้ายและสีด้ายตัดกัน ชาวกาญจนบุรีใช้ด้ายสี่สีทอสลับกัน ชาวชัยนาทนิยมทอด้วยไหมประดิษฐ์ (เส้นใยจากฝ้ายผสมโทเร) และนิยมทอเป็นลายสกอตต์ ลายทาง หรือลายสี่เหลี่ยม  ที่ขึ้นชื่อคือของตำบลเนินขาม เรียกว่า ผ้าขาวม้าห้าสี(แดง เหลือง ส้ม เขียว ขาว), ชาวลพบุรี (โดยเฉพาะอำเภอบ้านหมี่ ผลิตกันมากจนนับเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดของประเทศ) นิยมทอด้วยใยสังเคราะห์ ลวดลายไส้ปลาไหลกับลายตาม่อง ส่วนชาวราชบุรีนิยมทอลายหมากรุกกับลายตาปลา เป็นต้น

     ที่ภาคอีสานนิยมทอลายตารางเล็กด้วย “กี่กระตุก” และทอยาวคราวละ ๒๐–๓๐  เมตร ค่อยตัดแบ่งผืนละ ๑ วา คนอีสานบางถิ่นจึงเหมาเรียกผ้าขาวม้าว่า “แพรวา” (มาจากคำว่าผ้า และความยาวของผ้า) แพรขาวม้าของอีสานนิยมทอเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสคล้ายตารางหมากรุก โดดเด่นที่ลายไส้ปลาไหลกับลายเครือลิ้นแลน, ชาวศรีสะเกษนิยมทอด้วยฝ้าย (โอกาสพิเศษจึงใช้ไหม) ปรกติใช้ด้ายสองสามสีขัดเป็นลายตารางหมากรุก ชาวสุรินทร์ (โดยเฉพาะในอำเภอเขวาสินรินทร์) นิยมทอลายตารางสีแดง-ดำ หรือเขียวเข้ม ชาวมหาสารคาม (โดยเฉพาะบ้านหนองหิน) นิยมทอด้วยมือและใช้สีธรรมชาติ  ชาวขอนแก่นนิยมทอลายหมี่กงอันเก่าแก่ วิจิตรตาด้วยการผสมผสานสีม่วง-แดง-เขียว และทอแบบสามตะกอให้เนื้อผ้าหนาแน่น ชาวอุดรธานี (โดยเฉพาะชุมชนดอนอีไข) นิยมทอลายขัดพื้น ด้วยด้ายสีขาว-ดำ เป็นต้น

     ภาคเหนือจะนิยมทอด้วยฝ้าย ย้อมสีด้ายจากเปลือกไม้กลัด ประดู่ มะเกลือ ใบสัก เป็นต้น และทอลายตารางหมากรุกโดยเพิ่มเทคนิคการ “จก” ลวดลายสัตว์บนชายผ้า เรียกว่า ผ้าขาวม้ามีเชิง ชาวแพร่นิยมจกลายนก ช้าง ม้า ฯลฯ ส่วนชาวน่านนิยมจกลายสัตว์และเพิ่มลายเจดีย์กับลายยกดอกบ้าง สมัยก่อนนิยมทอสีแดง-ดำ ปัจจุบันนิยมทอสีเขียว ฟ้า หรือน้ำตาล

     ส่วนภาคใต้จะมีเอกลักษณ์ที่แปลกตากว่าใคร โดยเฉพาะแบบดั้งเดิมจะเป็นผ้าขาวม้าสีแดงทั้งผืน ไม่มีลาย ปัจจุบันแหล่งทอผ้าขาวม้าขึ้นชื่ออยู่ที่ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา เมื่อก่อนนิยมทอด้วยฝ้ายที่ปลูก-ปั่นเอง แต่เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ฝนตกชุกตลอดปีทำให้ฝ้ายขึ้นราง่ายจึงเปลี่ยนมาใช้ใยสังเคราะห์ แต่ยังคงเอกลักษณ์การปั่น-ทอมือด้วยกี่ ทำให้ได้ผ้าเนื้อแน่น หนานิ่ม ลายเรียบ และจะทอด้วยด้ายสองสี เช่น ขาว-แดง, ขาว-แดงแซมดำ หรือขาว-แดงแซมเหลือง (เรียกว่าลายราชวัตร) แบบสองตะกอ จนถึง ๑๐ ตะกอก็มี โดยเหยียบตะกอแยกเส้นยืนขึ้นลงทำให้เกิดลายตารางขนาดเล็กๆ ซ้อนกัน

     เมื่อเส้นใยสารพัดสีร้อยเรียงลวดลายจนงามเต็มผืนกว้าง ๒ ศอก ยาว ๓-๔ ศอกแล้ว ก่อนนำไปใช้สอยก็เพียงเย็บริมอีกครั้ง คราวนี้จะใช้สมบุกสมบันอย่างไรชายผ้าสวยๆ จะไม่ลุ่ยง่ายๆ อีก

 

ชนบทจรดแคทวอล์ก

     อยู่ๆ ผืนผ้าเชยๆ ก็กลายเป็นสินค้าอินเทรนด์นานัป

     เมื่อคนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของดีพื้นบ้าน และตัดสินใจพาผ้าขาวม้าเข้าเมือง

     โดยต่อยอดสีสัน ลวดลาย จับเอกลักษณ์ลายตารางมาผสมผสานกับรองเท้า ตุ๊กตา หมอนรองคอ หมวก กล่องทิชชู กระเป๋า ปกสมุดบันทึก เคสแท็บเล็ต-สมาร์ตโฟน พวงกุญแจ เสื้อผ้า ชุดที่นอน ฯลฯ เกิดเป็นคอลเล็กชันร่วมสมัยอวดสายตานานาชาติ ภายใต้ธุรกิจติดแบรนด์ดังอย่าง “Pakamian” ของจังหวัดราชบุรี  ศิลาภรณ์ของจังหวัดมหาสารคาม หรือ “บุษบา” (BUSABA) ที่มีสาขาอยู่ในหลายจังหวัด เป็นต้น

     นับไม่ถ้วนครั้งที่ผ้าขาวม้าปรากฏบนแคทวอล์ก อวดกลิ่นอายตะวันออกให้ฝูงชนหลงเสน่ห์

     เมื่อปี ๒๕๕๓ บริษัทเซ็นทรัล คอนเทนท์ จำกัด ร่วมกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดงาน "ลีลาศิลปาชีพ 904 ณ สยามพารากอน" ขึ้น มีการแสดงแฟชั่นชุด "ผ้าขาวม้า ออน แคทวอล์ก" จากเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์ของร้านศิลปาชีพ 904 ที่ผ่านดีไซน์มาอย่างโฉบเฉี่ยว นับเป็นหนึ่งในครั้งสำคัญของการเปิดมุมมองใหม่ให้คนหลากวัยหลายระดับชั้นสังคมได้สัมผัสอีก “รสนิยม” ทางเลือก ก่อนที่ปี ๕๕ จะผุดเวทีประกวด Future Park Young Designer 2012 ประชันชุดลำลองสำหรับแม่-ลูกภายใต้คอนเซ็ปต์ แฟชั่นผ้าขาวม้าไทย สู่ดีไซน์แฟชั่นโลกครั้งนั้นมีผ้าขาวม้าคุณภาพมากถึง ๒๑๕ ผลงานจากทั่วประเทศเข้าร่วมชิงถ้วยพระราชทาน

     แล้วล่าสุดปี ๒๕๕๗ ก็เกิดปรากฏการณ์ชิกๆ ให้คนเมืองฮิตใช้ผ้าขาวม้าอีก

     เมื่อกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดงาน "สงกรานต์เมษาผ้าขาวม้ารวมไทย อีสาน โฮแซว" ใจกลางสยามสแควร์ ให้ชาวไทย-ต่างชาติได้สัมผัสอารมณ์ไทยโดยมีผ้าขาวม้าเป็นตัวเอก ทั้งยังมีประกวดแฟชั่นเชิงอนุรักษ์ในงาน "สงกรานต์เมษา ผ้าขาวม้าสไตล์ ครั้งที่ ๒" ภายใต้แนวคิด "อีสานนีสต้า" ระดับอุดมศึกษา ชิงทุนการศึกษารวมนับแสนบาท ที่ฮือฮาสุดๆ คือการเดินแฟชั่นโชว์ผ้าขาวม้าสไตล์โดยดาราดัง "ฮั่น-เดอะสตาร์" และ "พีค-ภัทรศยา" จากผ้าขาวม้าของห้องเสื้อหรูในสยามสแควร์

     แล้วไม่กี่เดือนถัดมา หมวกผ้าขาวม้าของกลุ่มเกษตรกรที่บุกเข้าเมืองหลวงเพื่อประท้วงรัฐบาลเกี่ยวกับการประกันราคาข้าว ก็ทำคนเมืองตื่นตะลึงในภูมิปัญญาแบบท้องทุ่งอีก เมื่อพวกเขานำผ้าทั้งผืนมาพับ-มัด-เหน็บอย่างง่าย กลายเป็นหมวกทรงสามเหลี่ยมอย่างเท่ กันแดดกลางวันแล้วยังคลี่ห่มกายได้ยามกลางคืน  เวลานั้นหมวกผ้าขาวม้าของกลุ่มชาวนากลายเป็นแฟชั่นแจ้งเกิดในเมืองกรุงที่ผู้ชุมนุมบนถนนราชดำเนินแห่ทำตาม-ซื้อใส่ เดินสวนกันบนถนนแคทวอล์กของจริงที่มีนางแบบ-นายแบบเป็นคนธรรมดาๆ 

     ขณะพิมพ์บทความนี้ บางจังหวะยังสลับไปเสิร์ชอินเทอร์เน็ตเข้าเว็บไซต์ช็อปปิ้ง มองหาสินค้าจากผ้าขาวม้าสีหวานประดับโต๊ะทำงานได้ เตรียมส่งให้เพื่อนสนิทเป็นของขวัญในโอกาสพิเศษบ้าง

     ยุคนี้มันง่ายขนาดว่า แค่คลิกสั่งซื้อ-โอนเงินออนไลน์ ก็รอรับ “แฟชั่นอกาลิโก” ที่บ้านได้แล้ว

 

เรื่อง : สุชาดา ลิมป์
ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง

 

Hits: 220