บาตรบ้านบาตร

            “บาตร” กับ “บิณฑบาต”  เขียนต่างกันตรงที่คำหลังไม่มี ร เพราะ บิณฑบาต มาจาก บิณฑ (ข้าว) + บาต (ตก) แปลตรงตัวได้ว่า ข้าวตก  (คำไทยที่ใช้ “บาต” ประกอบอีกคำหนึ่ง คือ อุกกาบาต หมายถึงดาวตกหรือผีพุ่งไต้ โดยนัยก็คือไฟที่ตกจากฟ้า) แต่จะว่า “บิณฑบาต” ไม่เกี่ยวข้องกับ “บาตร” นั้นไม่ได้ เพราะภาชนะที่ภิกษุใช้รับอาหารตามพุทธบัญญัตินั้นเรียกว่า “บาตร”

 

บาตรข้าว บาตรน้ำมนตร์

            พระพุทธองค์กำหนดให้สงฆ์มีเครื่องใช้ประจำตัวแปดอย่าง รวมเรียกว่า “อัฐบริขาร” มีบาตรเป็นส่วนหนึ่ง พระวินัยในพระไตรปิฎกแจกแจงละเอียดว่า ภิกษุมีบาตรได้เพียงหนึ่งใบ หากได้บาตรใหม่มาจะเก็บไว้ มากกว่าหนึ่งใบเกิน ๑๐ วันไม่ได้  ภิกษุจะเปลี่ยนบาตรใหม่ได้ก็เมื่อบาตรเดิมร้าวเกิน ๑๐ นิ้วฟุต (รอยเดียวหรือหลายรอยรวมกันก็ได้) หรือบาตรทะลุขนาดเม็ดข้าวสุกลอดออกได้

            นอกจากนี้ยังระบุอีกว่าบาตรต้องทำจากดินเผาหรือเหล็กรมดำเท่านั้น  ขนาดของบาตรมีสามลักษณะ “อย่างใหญ่ จุข้าวสุกแห่งข้าวสารกึ่งอาฬหกะ อย่างกลาง จุข้าวสุกแห่งข้าวสารนาฬีหนึ่ง อย่างเล็ก จุข้าวสุกแห่งข้าวสารปัตถะหนึ่ง”  มาตราที่อ้างถึงนี้เป็นภาษาบาลี  ๒ ปัตถะ = ๑ นาฬี (ทะนาน) ๔ นาฬี = ๑ อาฬหกะ สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่คุ้นหูชาวไทย  ทุกวันนี้จึงอนุโลมให้สงฆ์ไทยใช้บาตรสเตนเลส ขนาด ๗๑๑ นิ้วฟุต

ส่วนบาตรน้ำมนตร์อย่างที่มีเรื่องเล่ากันมาว่าเจ้าคุณเสนาบดีในรัชกาลที่ ๕ ผู้หนึ่ง ตื่นเช้ามาต้องล้างหน้าจากน้ำในบาตรสามใบ นํ้านี้ “แช่ด้วยใบเงิน ใบทอง ใบนาก ใบหมากผู้ ใบหมากเมีย ลูบหน้าไปเสกคาถาไป สีฟันไป สวดมนต์ไปจนหมดนํ้า”  นั้น  ภาชนะชนิดนี้อาจคล้ายโถมีฝาปิด พิจารณาแล้วน่าจะไม่ได้ทำด้วยดินเผาหรือเหล็กรมดำ และคงเป็นของใช้ที่ได้อิทธิพลลัทธิพราหมณ์เข้ามาผสม จึงขอพักไว้ไม่กล่าวถึงในที่นี้

 


อำนาจบาตรใหญ่–คว่ำบาตร

            มีเรื่องซุบซิบข้างรั้วข้างวังแต่ครั้งรัชกาลที่ ๔๕ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงษ์ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ เห็นพฤติกรรมของภิกษุทั่วไปแล้วไม่ค่อยศรัทธา จึงหาวิธีกลั่นแกล้งอยู่เสมอ เรื่องหนึ่งที่จดจำกันกว้างขวางก็คือ สั่งมหาดเล็กให้ “ต้มข้าวต้มถวายบิณฑบาต”  

  ปรกติภิกษุผู้ออกบิณฑบาตในยามเช้าส่วนใหญ่จะอุ้มบาตร มีบ้างที่สะพายบาตรโดยมีถลกบาตร  แต่ไม่ว่ากรณีไหน หากต้องรับบาตรด้วยข้าวต้มร้อนๆ ยิ่งเป็นบาตรเหล็กด้วยแล้ว คงสร้างความปวดแสบและความบาดหมางระหว่างภิกษุกับฆราวาสคู่กรณีเป็นอนันต์  กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าในกรมคงมีบารมีอยู่พอควร จึงแสดง “อำนาจบาตรใหญ่” ได้โดยไม่เป็นคดีความ  

ในอีกทางหนึ่ง เรื่องแกล้งพระสงฆ์เช่นนี้ก็ไม่ตรงกับความผิดร้ายแรงแปดข้อที่มุ่งร้ายต่อพระรัตนตรัย อันพระวินัยปิฎกอนุญาตให้ภิกษุมีมติลงโทษอุบาสกอุบาสิกาด้วยการ “คว่ำบาตร” คือไม่รับอาหารหรือของถวายจากผู้นั้น เพื่อให้ผู้กระทำสำนึกผิด (ต่อมา “คว่ำบาตร” นิยมใช้เป็นศัพท์ในวงการค้าระหว่างประเทศ โดยแปลจาก boycott  หมายถึงการยุติความสัมพันธ์หรือไม่ติดต่อคบหาด้วยในทางใดทางหนึ่ง)

 

ถลกบาตร ตลกบาตร หรือสลกบาตร

            บาตรที่ถูกต้องตามพุทธบัญญัตินั้นมีก้นมน ตั้งวางไม่ได้หากไม่มีเชิงบาตร (ฐานรอง) ปรกติบาตรจะมีฝาปิดเสมอ  เมื่อสงฆ์นำบาตรติดตัวก็จะมีถุงใส่เรียกว่า ถลกบาตร ถุงดังกล่าวแยกเป็นสองส่วน คือ สายโยก สำหรับคล้องบ่า และ ตะเครียว เป็นถุงถักด้วยเชือก ด้าย หรือไหมตาโปร่งๆ มีหูรูด  อุบาสิกามักนิยมถักถลกบาตรสลับสีถวายพระในงานบวช

เดิมราชบัณฑิตยสถานกำหนดให้เขียน “ถลกบาตร”  แต่เมื่อเห็นว่าคนเรียก “ตลกบาตร” คล่องกว่ามาก ท่านจึงยอมให้ใช้ได้ทั้งสองคำ  (ตะเครียว และ ตะเคียว ก็เช่นกัน)

            ส่วนคำว่า “สลกบาตร” ที่ผู้เดินทางขึ้นเหนือด้วยรถยนต์มักสังเกตเห็นจากป้ายบอกชื่อสี่แยกแห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชรนั้น เล่ากันว่านานมาแล้วมีพระสงฆ์จากถิ่นอื่นมาลืมถลกบาตรไว้ เมื่อชาวชุมชนนำไปคืนและพระทราบว่าถิ่นนี้ยังไม่มีชื่อ จึงตั้งให้ว่า “ถลกบาตร” แล้วเพี้ยนมาเป็น “สลกบาตร” จนปัจจุบัน  แต่ก็มีการสันนิษฐานในอีกทางหนึ่งด้วยว่าชื่อสถานที่นี้อาจเพี้ยนมาจากภาษาเขมรว่า สรุกบาตร ซึ่งแปลว่า “หมู่บ้านบาตร”

 

บาตรแตก สนิมบาตร

            ตามวัดต่างๆ มักพบบาตรร้าวหรือแตกซุกอยู่ตามมุมอับ รกร้าง ในทางไสยศาสตร์มนตร์ดำ บาตรแตกนับว่ามีอาถรรพณ์ บ้านใดที่ทะเลาะเบาะแว้งกันเสมอหรือร้านค้าที่ค้าขายไม่ขึ้นโดยไม่มีเหตุอันควร มักสงสัยกันว่าอาจมีการนำบาตรแตกที่ผ่านการลงคาถาอาคมมาฝังไว้  หลายรายพบหลักฐานยืนยันความเชื่อ เจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งในเขตตลิ่งชันเคยเล่าให้ฟังพร้อมยืนยันว่าจริง ทุกวันนี้ก็มีคนมาหาบาตรแตกตามวัดต่างๆ เสมอ แต่ท่านเตือนว่าไม่ใช่ทางที่ถูกที่ควร เพราะอวิชชาด้านมืดนี้มีโอกาสสะท้อนกลับเข้าตัวสูงมาก

            ในอีกทาง บาตรเหล็กเป็นสนิมง่าย ไม่กี่ปีมานี้เคยมีข่าวว่าพระสงฆ์ในศรีลังกาป่วยไข้ด้วยการบริโภคอาหารจากบาตรเหล็กกันทั่วประเทศ ต้องขอรับบริจาคบาตรสเตนเลสจากประเทศไทยเพราะคุณภาพดีกว่า มีผู้ศรัทธาบอกบุญต่อๆ กันจนส่งไปถวายได้หลายพันใบ เรื่องนี้เกิดขึ้นที่รัฐฉานของเมียนมาเมื่อเร็วๆ นี้ด้วยเช่นกัน

 

 

พิธีไหว้พ่อปู่ครูบาตร

            สายวันพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๘ บ้านบาตรมีสีสันแปลกต่างจากทุกวัน  ลูกหลานที่ออกไปอยู่ถิ่นอื่นกลับมาเยือนให้ญาติพี่น้องได้เห็นหน้า นักศึกษา สื่อมวลชน และผู้สังเกตการณ์ต่างมุ่งหน้ามาเก็บข้อมูล-บันทึกภาพ เนื่องในพิธีไหว้พ่อปู่ครูบาตรประจำปี

            มีรูปปั้น “พ่อปู่บ้านบาตร” อยู่ในศาลดั้งเดิมที่ชาวชุมชนเคารพนับถือ ใกล้กันมีเตาสูบเก่าแก่  แต่ศาลเดิมมีบริเวณไม่มากนัก จึงได้ตั้งศาลอีกแห่งขึ้นเป็นศาลกลางบ้าน วันนี้ศาลทั้งสองแห่งมีเครื่องเซ่นที่แต่ละบ้านนำมาถวายวางแน่นขนัด ไม่มีพิธีทำบุญเลี้ยงพระ กำหนดการต่างๆ จึงยืดหยุ่นตามสมควร โดยในตอนสาย คณะละครชาตรีจะเริ่มไหว้ครูและรำถวายมือที่ศาลกลางบ้าน จากนั้นจะไปรำถวายตามแต่ละบ้านที่จัดเครื่องเซ่นไหว้เตาสูบหรือศาลพระภูมิ บางบ้านนำเครื่องมือที่ใช้ในการทำบาตรมาเซ่นไหว้ บ้างนำพวงมาลัยคล้องที่กะล่อน (แท่งเหล็กสำหรับรองบาตรขณะตี)  ฯลฯ นับเป็นการไหว้ครู ไหว้เครื่องมือประกอบอาชีพ ตามขนบช่างดั้งเดิมที่สืบทอดมายาวนาน

การทำบาตรด้วยวิธีโบราณอันเป็นเคล็ดวิชาของชาวบ้านบาตรนั้น รู้จักกันว่าเป็น “บาตรเหล็กบ่ม” คือขึ้นรูปด้วยแผ่นเหล็กแปดชิ้น บ่มด้วยถ่านนับสิบชั่วโมง และต้องบ่มซ้ำอีกรอบ เมื่อเนื้อเหล็กสุกได้ที่ก็จะมีสีอมม่วงเป็นประกาย ไม่เกิดสนิม (บางคนอธิบายว่าการบ่มคือการลดความเงาดังที่พระวินัยห้ามภิกษุใช้ของงาม) เคาะแล้วมีเสียงดังกังวานคล้ายเสียงระฆัง

ครั้นเริ่มมีโรงงานผลิตบาตรสเตนเลสที่เรียกกันว่า “บาตรปั๊ม” เข้ามาแทนที่  การผลิตบาตรที่บ้านบาตรก็ค่อยๆ สูญหายลงจนแทบจะหมดสิ้น ก่อนจะพลิกฟื้นกลับมาอีกครั้งในฐานะงานฝีมือเมื่อราว ๒๐ ปีก่อน และกลายเป็นของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ตลอดจนเป็นงานทรงคุณค่าที่ผู้ศรัทธาว่าจ้างเพื่อนำถวายพระผู้ใหญ่ ราคาของบาตรทำมือจึงสูงกว่า “บาตรปั๊ม” หลายเท่า

  

         

บ้านบาตรวันนี้

                สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติประกาศเมื่อปี ๒๕๕๗ ว่า วัดในประเทศไทยมีใกล้ ๔ หมื่นวัด ส่วนพระภิกษุ-สามเณรมีร่วม ๓.๕ แสนรูป หากนับแค่ว่าพระสงฆ์หนึ่งรูปใช้บาตรหนึ่งใบ กำลังการผลิตบาตรของชาวชุมชนบ้านบาตรจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเพียงพอต่อการใช้งาน ชวนให้คิดย้อนไปว่า แต่เดิมมาแม้จำนวนวัดและพระสงฆ์จะน้อยกว่านี้ แต่สัดส่วนของการใช้บาตรก็น่ามากกว่ากำลังผลิต  บ้านบาตรอาจไม่ใช่ชุมชนเดียวที่ผลิตบาตร ทั้งชื่อบ้านบาตรก็ยังมีปรากฏอยู่ในถิ่นอื่น

            ร้านสังฆภัณฑ์ย่านเสาชิงช้า มักจำหน่ายบาตรสเ ตนเลสทั้งชุด คือ บาตร ฝาบาตร ถลกบาตร และเชิงบาตร   ส่วนที่ชุมชนบ้านบาตรนั้นแม้จะผลิตเฉพาะบาตร ก็ยังมีผู้สนใจมาเยือนไม่เว้นวัน นอกจากผู้สั่งทำบาตรแบบดั้งเดิมและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่นิยมบาตรขนาดเล็ก (ขอบ ๓ นิ้วฟุตขึ้นไป) ซึ่งเป็นลูกค้าหลักแล้ว นักเรียนนักศึกษา นักวิชาการ สื่อมวลชน หรือผู้มีหน้าที่การงานเกี่ยวข้องก็มาเที่ยวชมหรือขอความรู้อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรีเสมอกัน  เพราะหัวใจของชาวบ้านบาตรไม่ได้มุ่งผลิตสินค้าเพื่อขาย สิ่งต่างๆ จึงปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

ชุมชนบ้านบาตรทุกวันนี้มีอยู่ราว ๑๕๐ หลังคาเรือน หากเดินเข้าไปในชุมชนบ้านบาตร จะพบเห็นการทำบาตรในขั้นตอนต่างๆ อยู่ทั่วชุมชน ตั้งแต่ตีขอบ ขึ้นรูป เชื่อม (แล่นบาตร) ขึ้นลาย  ตีเรียงเม็ด ฯลฯ ทุกขั้นตอนเกิดจากช่างที่ผ่านอายุงานมาหลายสิบปี ส่วนใหญ่จะรับจ้างทำเฉพาะด้าน โดยส่งให้ร้านจำหน่ายบาตรในชุมชนห้าราย  คือ ๑. นางมยุรี (ช่างไก่) เสือเสริมศรี ๒. นายหิรัญ เสือเสริมศรี  ๓. นางอารีย์ สายรัดทอง ๔. นางกฤษณา แสงไชย  และ ๕. นายสมศักดิ์ บัพชาติ

เมื่อ ๔๐ กว่าปีก่อน ภิญโญ กมลาภรณ์ เคยบันทึกสภาพการทำงานของชาวบ้านบาตรไว้ในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท เรื่อง การศึกษาลักษณะชุมชนบ้านบาตร อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย จังหวัดกรุงเทพมหานคร  ว่า

ในการทำบาตรนั้น ต้องอาศัยแรงงานซึ่งกันและกัน เนื่องจากขั้นตอนในการทำบาตรมีมาก หากจะทำคนเดียวเสียหมด โดยที่ไม่ต้องให้คนอื่นช่วยเหลือก็เห็นจะสำเร็จลุล่วงไปได้ยาก หรือก็ช้าไม่ทันการ ฉะนั้น การทำบาตรจึงต้องมีผู้ทำหลายหน้าที่ เช่น คนตัดเหล็ก คนประกอบเป็นรูปบาตร คนเชื่อม คนตี คนเคาะ คนขัด คนทาน้ำมัน ฯลฯ คนทำบาตรแต่ละคนสามารถทำได้หลายหน้าที่ เช่น เคาะ ตี ตะไบ ขัด เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย หรือแม้แต่เด็ก ก็สามารถทำหน้าที่เหล่านี้ได้  สำหรับความชำนาญขึ้นอยู่กับการผ่านงานมามากน้อยแค่ไหน ถ้าหากครอบครัวไหนที่ทำบาตร แต่มีแรงงานไม่พอก็สามารถจ้างคนงานทำบาตรมาทำงานแต่ละหน้าที่ได้

หากทุกวันนี้ การทำบาตรที่บ้านบาตรส่วนใหญ่ลดรูปลงเป็นการทำของที่ระลึกหรือการสาธิต ขั้นตอนต่างๆ จึงอาจปรับเปลี่ยนหรือประยุกต์ตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่งานที่ทำขึ้นได้ตามลำพัง ทุกขั้นตอนเป็นผลงานที่ต้องอาศัยหลายคนมีส่วนร่วมประกอบขึ้นด้วยความอุตสาหะและพิถีพิถัน  ที่น่าห่วงอยู่บ้างก็คือ ช่างฝีมือเกือบทั้งหมดอายุเลยวัย ๕๐ ปีแล้ว  บางขั้นตอนยังหาผู้สืบทอดไม่ง่ายนัก  อนึ่ง ควรบันทึกไว้ด้วยว่า เพียงภายในปี ๒๕๕๗ ช่างทำบาตรรุ่นใหญ่ได้จากไปในเวลาไล่เลี่ยกันถึงสามคน คือ นายชนะชัย อาจสีแดง นายสนับ แดงน้อย และนายอำพร ทะนานทอง

หลายคนที่ได้มาเยือนบ้านบาตรมักกล่าวตรงกันว่าเมื่อได้มาเห็นขั้นตอนการผลิตงานหัตถกรรมนี้ด้วยตัวเองแล้ว ประทับใจและภาคภูมิใจที่บ้านเมืองเรายังคงสืบทอดศิลปะนี้ไว้ในแผ่นดิน นับเป็นชุมชนตัวอย่างที่เปิดรับผู้มาเยือนอยู่ทุกวัน

 

เรื่อง: วิชญดา ทองแดง
ภาพ: ประเวช ตันตราภิรมย์

Hits: 510