กะลา มหัศจรรย์เสกสรรค์เป็นซออู้

          ซออู้ เป็นเครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องสี จัดอยู่ในตระกูล two-stringed vertical fiddle ซึ่งมีคันชัก(bow) แทรกอยู่ระหว่างสาย และมีกะลามะพร้าวรูปทรงพิเศษปิดหน้าด้วยหนังแผ่นบาง เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดเสียงสั่นสะเทือน ซออู้ มีโครงสร้างและลักษณะการผลิตพ้องกับตรัวอู (Tro Ou) ของกัมพูชา ด่านเก๋า (dan gao) ของเวียดนาม และเย่หู (Yehu) ของจีนตอนใต้และไต้หวัน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีกล่องเสียงที่ทำมาจากกะลามะพร้าวทั้งสิ้น สำหรับชื่อเรียกซออู้ เป็นคำเรียกถิ่นของคนไท-ลาว บ่งบอกถึงสุ้มเสียงทุ้มนุ่มนวลที่เกิดจากการบรรเลง         

          ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าซออู้เริ่มเกิดมีในสยามตั้งแต่เมื่อไหร่ หากแต่มีอยู่ในวรรณคดีโบราณ ซออู้เป็นซอที่นิยมใช้ในสังคมชาวบ้านมากกว่าราชสำนักซึ่งให้ความสำคัญกับซอสามสายอันมีกะลามะพร้าวรูปทรงพิเศษเป็นส่วนประกอบเช่นกัน

          ในช่วงเวลาสองร้อยกว่าปีของยุครัตนโกสินทร์นี้ ซออู้ มีบทบาทอยู่ในวงเครื่องสาย, เครื่องสายผสม, ปี่พาทย์ไม้นวม, ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์, การแสดงประกอบการเชิดหุ่นกระบอกในบทบรรยายความ, การร้องเพลงพื้นบ้าน เพลงแอ่วเคล้าซอซึ่งมักจะใช้ซออู้สีด้นเคล้ากับการขับร้อง รวมไปถึงการใช้ซออู้บรรเลงประกอบการร้องแหล่ในการทำขวัญหรือเพลงลูกทุ่งไทย

แหล่งมะพร้าวซอ ที่สมุทรสงคราม

          สมุทรสงครามเป็นจังหวัดเล็กที่สุดของเมืองไทย แต่มีของดีที่น่าภูมิใจ นั่นคือเป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์ของมะพร้าวมายาวนานหลายร้อยปี สวนมะพร้าวในสมุทรสงครามกระจายอยู่ในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอบางคณฑี และอำเภออัมพวา

          ในจำนวนมะพร้าวหลากสายพันธุ์ ที่นี่มีมะพร้าวพันธุ์พิเศษ เรียกว่ามะพร้าวซอคือเมื่อปอกเปลือกแล้ว จะพบกะลามะพร้าวที่มีพูที่กลมมน นูนคล้ายนมสตรี หรือรูปหน้าของช้างที่ลอยโดดเด่น เรียกว่ามวยพราหมณ์บ้างหัวช้างบ้าง

          กะลามะพร้าวเป็นเปลือกส่วนแข็งที่ห่อหุ้มเนื้อมะพร้าวและน้ำมะพร้าวเอาไว้ ได้ถูกช่างนำมาดัดแปลงเป็นกล่องเสียง (sound box หรือ resonating chamber) ของซออู้ ทำหน้าที่เป็นกระพุ้งเสียง (Concave) มีคุณสมบัติให้คลื่นเสียงสะท้อนกลับขึ้นด้านหน้าซอและกระจายเสียงออกตามรูร่องที่เจาะเอาไว้ ให้เสียงกำธร (resonance) ที่กังวานไพเราะ มีคลื่นเสียงที่ก้องสะท้อน (Reverberation) มีเสียงทุ้มดื่มด่ำสะเทือนใจอันเป็นเอกลักษณ์ของซออู้

          อันที่จริง ซอสามารถใช้กะลามะพร้าวแบบใดก็ได้มาเป็นวัตถุดิบในการผลิต แต่ในความนิยมของนักดนตรีไทย มักจะใช้กะลามะพร้าวรูปทรงพิเศษนี้ มาเป็นหลักในการสร้างกล่องเสียงของซอ และเมื่อทำการฉลุลวดลายเพิ่มเติมให้งดงาม นำมาประกอบเข้ากับชิ้นส่วนอื่นๆ จนเป็นซอแล้ว ยิ่งทำให้สุนทรียภาพของการบรรเลง การเสพความงดงามมีมากขึ้น

          ด้วยคตินิยมที่แพร่หลายในหมู่นักดนตรีไทยเช่นนี้ ในที่สุดก็ทำให้เกิดการอนุรักษ์พันธ์มะพร้าวพิเศษนี้ไว้ และนำมาสร้างเป็นเครื่องดนตรีทั้งซออู้และซอสามสาย มีวิธีการปลูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม หาทางกำจัดด้วงหรือหนูกระรอกที่นิยมมาเจาะยอดมะพร้าวใบอ่อนและลูกมะพร้าวเมื่อยังเล็ก เมื่อมะพร้าวโตให้ผล ก็มีการคัดเลือกกันอย่างประณีต นำมาคว้านเนื้อ ตากแห้ง รักษาอย่างดี เป็นกะลามะพร้าวที่มีราคาสูง แม้ว่าจะยังไม่ได้ผ่านการแกะลาย และจะมีราคาสูงขึ้นไปอีกเมื่อผ่านฝีมือของช่างแกะลายที่มีชื่อเสียงและนำไปประกอบชิ้นส่วนเข้ากับวัสดุที่เป็นคันซอ

          ทุกวันนี้มีผู้นิยมสะสมซออู้ที่เกิดจากกะลาสวนมะพร้าวซอในสมุทรสงครามและผ่านงานฝีมือช่างชั้นเยี่ยมกันมากมายหลายร้อยหลายพันราย

 

 

ลวดลายบนกะลาซอ        

          การแกะลายกะลาซออู้ เพื่อเป็นช่องทางระบายเสียงของซอและเพื่อประดับตกแต่งความงาม เป็นงานหัตถกรรมที่ต้องอาศัยความรู้ร่วมกันระหว่างการออกแบบลวดลาย การใช้เครื่องมือแกะสลักเซาะร่องลงบนผิวของกะลา รวมทั้งความรู้ในเชิงอุโฆษวิทยาว่าด้วยคุณภาพเสียง การเรียกขานภูมิปัญญานี้ จะใช้คำงานช่างแกะกะลาซอหรืองานช่างแกะกะโหลกซอก็ได้

          ลวดลายที่ใช้แกะกะลาซอ เป็นส่วนเสริมให้เครื่องดนตรีมีความงดงาม นอกเหนือไปจากกระแสเสียงที่ไม่มีผลอันใดเลยจากฝีมือการแกะสลักฉลุลวดลาย เพราะในความเป็นจริง หากเจาะร่องรูเสียงที่สามารถระบายอากาศได้ถูกต้องกับกายภาพ มีองค์ความรู้ในกรรมวิธีการขึ้นหน้าหนังซอ (หนังลูกวัวหรือหนังแพะฟอกบาง) และองค์ความรู้ในการบังคับควบคุมความยืดหยุ่นของหนังที่รับส่งขยายแรงสั่นสะเทือนระหว่างคันชักกับสายซอได้แล้ว ลวดลายวิจิตรก็แทบจะเป็นส่วนเกิน หากแต่ว่า ช่างทำซออู้ มีภูมิปัญญาที่จะผนวกเอาศาสตร์ของเสียงกับความงามของศิลปะการแกะสลักฉลุลวดลายอันวิจิตรงดงามเข้าด้วยกัน ซออู้ จึงกลายเป็นเครื่องดนตรีที่ให้ทั้งความสวยงามและความไพเราะของเสียงซอแตกต่างไปจากศิลปะการประดิษฐ์เครื่องดนตรีไทยทั่วไป

          ลวดลายของกะลาซอที่นิยมกันในอดีต เป็นลายง่ายๆ ได้แก่ ลายกนกพื้นฐาน ลายประจำยาม ลายเถาวัลย์ ลายใบเทศ ลายดอก พุดตาน ลายดอกจอก ต่อมาได้พัฒนาขึ้นอย่างซับซ้อน อวดชั้นเชิงของการออกแบบ การแกะสลักและความสามารถในการใช้เครื่องมือต่างๆ ของช่าง

          ปัจจุบันนี้ ลายที่นิยมกันคือ ลายสัตว์หิมพานต์ประเภทครุฑ พญานาค ราชสีห์ คชสาร หงส์ กินรี ลายหนุมาน ลายยักษ์ ลายพระรามโก่งศร ลายพระนารายณ์ทรงครุฑ ลายพระพิฆเนศวร ลายนางเงือก ลายนางฟ้า ลายเทวดา ลายเทพพนม ลายราหูอมจันทร์ ลายป่าหิมพานต์ ลายดอกไม้วิจิตร และลายอักษรย่อต่างๆ ที่เป็นชื่อนามสกุลหรือสัญลักษณ์อื่นๆ ที่ต้องการสื่อสารออกไป

 

วิชาช่างแกะกะลาซอ

          งานช่างแกะกะลาซอ เป็นงานศิลปหัตถกรรม เดิมสืบทอดกันในกลุ่มนักดนตรีไทยที่เล่นเครื่องสายที่มีวิสัยเชิงงานช่างทำเครื่องดนตรีและอยู่ในพื้นที่ที่มีมะพร้าวพันธุ์พิเศษ (มะพร้าวซอ) หรือพื้นที่อื่นๆ ในเครือข่าย ใช้เครื่องมือง่ายๆ ในการกลึงคันซอ-การขึ้นหน้าหนังซอ-การแกะสลักฉลุลวดลายกะลาซอและการทำคันชัก-สายซอ รูปร่างของงานหัตถกรรมชาวบ้านมีความเรียบง่าย ต่อมาได้ขยายเป็นงานเชิงพานิชย์ งานผลิตเครื่องดนตรีที่ใช้เครื่องมือที่ผสมผสานเทคโนโลยีกลไกต่างๆ เข้าไป รวมทั้งการพัฒนา

เครื่องมือในการแกะสลักฉลุลวดลายให้มีความคมและละเอียดมาก บางกรณีก็ใช้การแก้ไขจุดบกพร่องทางกายภาพของตัวกะลาธรรมชาติเป็นกะลาดัดแปลงโดยการพอกความหนา เพิ่มเติมปริมาตรความนูน มีการดัดกะลาด้วยน้ำยาเคมี และการย้อมสีให้มีความสวยงามเป็นที่ต้องตาต้องใจผู้ชมผู้เล่น อย่างไรก็ตาม งานแกะสลักฉลุลวดลายของกะลามะพร้าว ยังคงเป็นงานที่ใช้พลังงานมนุษย์และประสบการณ์ฝีมือของช่างเป็นเรื่องสำคัญ

ซึ่งมีขั้นตอนในการออกแบบลวดลายและการแกะสลักฉลุลวดลายที่แตกต่างกันไปตามกลุ่มช่างในพื้นที่ต่างๆ

 

กลวิธีการผลิตงานช่างแกะกะลาซอ

          หากไม่นับเรื่องการขึ้นหน้าหนังซอ การกลึงคันทวน ลูกบิด การทำคันชัก ซึ่งต่างก็มีความสัมพันธ์กับกะลาซอทั้งสิ้น ก็จะเห็นขั้นตอนหลักของการแกะกะลาซอ สามารถแบ่งได้เป็น

          ) การคัดเลือกกะลามะพร้าวที่ได้ขนาดสัดส่วนความงามที่เหมาะสม รอบอกของมะพร้าวซอที่นิยมกัน จะมีเส้นรอบวงวัดได้ ตั้งแต่ ๔๔ นิ้วขึ้นไปจนถึงประมาณ ๕๔ นิ้ว ยิ่งรอบอกใหญ่ ยิ่งมีผลต่อการสร้างเสียงสะท้อนของซอ มีขนาดความหนาของกะลาประมาณ ๓๐-๔๐ มิลลิเมตร ซึ่งความหนาบางของกะลาจะมีผลต่อการแกะคว้านให้สวยงามได้เพียงไร กะลาที่หนาจะแกะลายได้ลึกและค่อนข้างทนต่อการกระทบกระแทก มะพร้าวที่ใช้เป็นลูกมะพร้าวมีอายุที่เติบโตอยู่กับต้นมะพร้าวในราว  เดือนถึง ปี นำมาปอกเปลือก ผ่า ขูด เปลือกนอกออกแต่ยังเหลือเส้นใยเอาไว้บ้าง ใช้ช้อนคว้านขูดเนื้อมะพร้าวภายในออกจนเกลี้ยงเกลา ตากกะลาจนแห้ง ทาด้วยน้ำยาวานิชเคลือบผิว ช่างบางคนจะเก็บกะลาเอาไว้ข้ามปี โดยมีเทคนิคการเก็บไว้ในที่มืด แห้ง ให้กะลาปรับตัวประมาณ เดือน แล้วจึงนำออกมาแขวนไว้ในพื้นที่อากาศถ่ายเทแต่ไม่โดนแดดอีกประมาณ เดือน เมื่อได้เวลาก็จะนำมาขัดเส้นใยออก เตรียมที่จะร่างลงเส้นลวดลายต่อไป

          ) ใช้ดินสอเขียนลายต้นแบบลงบนกระดาษขาวบาง ผูกลายให้อยู่ในพื้นที่วงกลม ใช้วงเวียนเหล็กในการคำนวนพูนูนของมะพร้าวและวงขอบลาย ปริมาตรการผูกลายขึ้นอยู่กับการคำนวณขนาดของพูมะพร้าวด้านที่จะนำมาแกะ โดยต้องให้ความสำคัญกับร่องเสียงที่จะระบายคลื่นความสั่นสะเทือนออกมา โดยไม่ถี่

เกินไปจนไม่สามารถแกะลายได้ และไม่โล่งเกินไปจนเสียงไม่สามารถสะท้อนการกำธรกระทบมุมที่เป็นจุดตัดของคลื่นมุมต่างๆ ภายในกะลาได้ เมื่อเขียนลงบนกระดาษเรียบร้อยก็นำวงกลมนั้นมาปะกาวติดลงบนพูที่จะทำการแกะสลักฉลุลาย ในบางกรณี ช่างอาจจะไม่ใช้กระดาษลายต้นแบบ แต่จะร่างเส้นดินสอลงไปสดๆ บนช่วงกลมนูนของมะพร้าวเลยตามความชำนาญ

          ) ขั้นตอนของการแกะสลัก จะแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ของช่าง บางคนจะฉลุร่องเสียงก่อนเป็นจำนวนน้อย เพื่อทดลองว่าเสียงจะดีไหม จึงค่อยเติมปริมาณร่องเสียงต่อไป ช่างบางคนจะลงมือแกะลายขอบวงกลมก่อน แล้วจึงแกะภายใน ช่างบางคนจะแกะภายในก่อน ให้ภาพงานที่เด่นที่สุดปรากฏเป็นหลักแล้วค่อยจัดการกับพื้นที่ส่วนอื่นๆ นอกจากนี้ การแกะร่องเสียง ช่างบางคนจะแกะให้องศาลายเฉียงขึ้นด้านบนเล็กน้อย ไม่ตรงขนานกับหนังที่ขึ้นหน้า แต่บางคนก็นิยมแกะลายให้ตรงตรงหน้าหนังที่ขึ้นไว้ ซึ่งมีผลต่อเสียงที่เกิดจากการกำธรเสียงทั้งสองแบบ

          งานเสริมนอกจากนี้คือการลงสี ย้อมสีกะลา ปรับเปลี่ยนจากกะลาด่าง (ศัพท์ช่างเรียกว่ากะลาไข่นกกะทา) เป็นกะลาสีเดียวเพื่อทำให้ลายคมขึ้น แก้ไขปกปิดรอยตำหนิหรือทาสีทับร่องรอยเชื้อราในกะลา การพอกกาวให้กะลามีความเรียบเนียนและต่อกรอบไม้ขุดเสริมส่วนหน้าให้ขอบกะลายาวขึ้นเพื่อใช้ขึ้นหน้าหนัง

          ขั้นตอนเสริมความงามที่สำคัญอีกส่วนคือการทาน้ำมันชักเงาเคลือบลายให้เงางามทั่วกะลาซอ หรือในบางกรณีช่างก็ขัดผิวกะลาด้วยผงอิฐป่นและใบตองแห้งจนเรียบสวยเป็นมันโดยไม่ต้องทาน้ำมันเคลือบ บางกรณีช่างรุ่นใหม่จะใช้สเปรย์พ่นเกลี่ยให้ผิวกะลาเรียบเนียนสวยและพ่นตามร่องที่แกะลายซึ่งสเปรย์จะไม่จับตัวเหมือนน้ำมันชักเงา

          จากนั้น จึงนำกะลาที่แกะสลักฉลุลวดลายเสร็จ ไปขึ้นหน้าหนังซอ ซึ่งเป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่งที่สำคัญมากในการกำหนดคุณลักษณะของเสียงซอร่วมกับพื้นที่ส่วนลวดลายนั้น

 

 

ช่างแกะกะลาซอ

          บุคคลสำคัญที่เปรียบได้ดั่งเทพผู้รังสรรค์ความงาม ช่างแกะสลักฉลุลวดลายกะลาซอ เป็นอาชีพที่มีความโดดเด่นในกลุ่มช่างดีดสีตีเป่า เพราะต้องใช้ทักษะความชำนาญอย่างยิ่ง ในการปรับเปลี่ยนให้กะลามะพร้าวธรรมดากลายมาเป็นงานนฤมิตรกรรมงามวิจิตร แม้ไม่ได้เปล่งเสียงซอออกมา ก็ยังเป็นที่ประทับใจผู้พบเห็น งานแกะกะลาเป็นงานที่อาจจะเรียกว่าทั้งปิดทองหลังพระและงานศิลปะอวดสังคมได้ในขณะเดียวกัน ที่เรียกว่าปิดทองหลังพระนั้นเนื่องด้วยเมื่อซออู้ใช้สีเข้าวงนั้น ลวดลายของกะลาจะหันหนีสายตาผู้ชมไปด้านหลังเวที สิ่งที่ประจักษ์คือน้ำเสียงซอและฝีมือของนักดนตรีที่บรรเลงเป็นหลัก ยิ่งการประสมวงดนตรีที่มีเครื่องดนตรีหลายเครื่องเข้ามาร่วมกันในกติกาของเครื่องสาย มโหรี วงเครื่องสายปี่ชวา วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ตำแหน่งพิกัดของคนสีซออู้ก็ยิ่งถูกจำกัดมากขึ้น การที่จะเห็นลายซอนั้น ก็ต่อเมื่อไม่ได้บรรเลงแล้ว เอาซออู้มาพิจารณากันใกล้ๆ จึงจะเห็นว่ากะลาซอแต่ละใบนั้นงดงามเพียงไร เมื่อนั้นชื่อเสียงเรียงนามของช่างก็จะถูกยกขึ้นมากล่าวในเชิงสรรเสริญกัน

          ช่างที่มีชื่อเสียงอยู่ในสังคมดนตรีไทยปัจจุบัน ได้แก่ ช่างหลอ, ช่างจรูญ ชมชื่น, ช่างชัย, ช่างฟ้าลั่น, ช่างป้อน, ช่างสำรวย เป็นต้น ส่วนใหญ่จะเอ่ยชื่อเล่นของช่าง โดยไม่ใช้ชื่อนามสกุลจริง หรือสมญาของช่าง เป็นชื่อที่รู้จักกันในวงการนักดนตรีที่สะสมกะลาซอ ในจำนวนช่างปัจจุบัน ช่างจรูญ ชมชื่น ได้ชื่อว่าเป็นช่างที่มีทักษะในการแกะกะลาซอที่ยอดเยี่ยมมากและมีพลังความคิดสร้างสรรค์สูงมาก ผลงานเป็นที่สนใจในท้องตลาดและนักสะสมมากที่สุดคนหนึ่ง

          พื้นที่ที่เป็นการผลิตงานแกะซอของช่างจะสัมพันธ์กับบ้านช่างทำเครื่องดนตรีซึ่งมิใช่แต่ซออู้เท่านั้น ยังมีซอด้วง ซอสามสาย และเครื่องดนตรีอื่นๆ รวมอยู่ด้วย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ในระดับอุตสาหกรรมครัวเรือน มีอยู่หลายแหล่งด้วยกัน ผู้ที่ต้องการครอบครองกะลาซอประเภทงานวิจิตรและกำหนดรูปแบบลวดลายได้ (อาจเทียบได้กับคำว่าตามสั่ง” Custom made) จะไปเสาะหาตามบ้านช่างโดยตรง ต่อรองราคากันโดยตรง

          . พื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ช่างสมพร (หลอ) เกตุแก้ว บ้านพญาซอ ช่างสว่าง จันทกูล ช่างชัญญะ สัตยดิษฐ์ช่างประสิทธิ์-ช่างประเสริฐ ทัศนากร

          . พื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ช่างป้อน บางพลี

          . พื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา บ้านช่างซอมาโนช บางปะกง มีงานของช่างจรูญ ช่างฟ้าลั่น

          . พื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร ช่างจักรี มงคล ช่างวาคภัฏ ศรีวรพจน์

          . พื้นที่จังหวัดเลย ช่างเล็ก บ้านครูเล็กแกะลายกะลา เชียงคาน

          ส่วนในระดับอุตสาหกรรมที่เป็นโรงงานผลิตเครื่องดนตรีไทย โรงงานเหล่านี้จะรับเอางานแกะกะลาซอของช่างไปประกอบเข้ากับคันทวนซอ คันชักซอ และอื่นๆ ได้แก่ โรงงานภมรรุ่งโรจน์ หนองแขม กรุงเทพมหานคร โรงงานสมชัยดนตรีไทย สาขากาญจนบุรีและสาขาวัดยางสุทธาราม สามแยกไฟฉาย กรุงเทพมหานคร โรงงานดุริยางค์ไทย บางพลี สมุทรปราการ โรงงานบ้านซอบางปะกง ฉะเชิงเทรา บ้านช่างมาโนช ผุดผ่อง มีงานของช่างจรูญ ช่างฟ้าลั่น และโรงงานสายเอกชลบุรี โรงงานคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่ผลิตผลงานสวยเนี๊ยบเฉียบขาด ที่ปรากฏเป็นภาพอยู่ในสารคดีนี้เป็นต้น

ภาพสะท้อนสังคมไทยในคุณค่าของกะลาซอ

          งานช่างทำซออู้ เป็นเครื่องสะท้อนถึงความเข้มแข็งของสังคมดนตรีไทยที่ยังคงให้ความสำคัญกับงานประณีตศิลป์ งานหัตถศิลป์ และดุริยางคศิลป์ ได้เห็นพัฒนาการของการสร้างสรรค์ที่ช่างไทยได้หาวิธีการที่จะทำให้ซออู้ได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญชิ้นหนึ่ง แต่สิ่งที่น่าคิดคือในส่วนบริบทสังคมไทยนอกเหนือจากดนตรีไทยออกไปนั้น ยังคงเป็นสิ่งที่น่าห่วงใย จากความไม่รู้คุณค่าของตัวผลงาน การไม่ตระหนักถึงความจำเป็นในการยกย่องวิชาช่างของคนไทย และปัญหาในเชิงบทบาทของดนตรีไทยเองที่ไม่สัมพันธ์กับสังคมสมัยใหม่ต่อไป

          คุณค่าในงานช่างฝีมือแกะสลักฉลุลวดลายกะลาหรือกะโหลกซออู้ นอกจากจะมีคุณค่าในเชิงศิลปะโดยตรงแล้ว ยังสะท้อนถึงภูมิปัญญาของคนไทยที่มีต่อมะพร้าวซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี คนไทยมีความผูกพันกับมะพร้าวในวิถีชีวิตประจำวันหลายอย่างด้วยกัน นับตั้งแต่การนำมาบริโภค ปรุงอาหารคาวหวาน การนำส่วนต่างๆ ของมะพร้าวมาใช้ในกิจกรรมสังคม งานพิธีต่างๆ เช่น พิธีลงเสาเอก พิธีแห่ขันหมาก พิธีบวงสรวง งานบุญต่างๆ กระทั่งงานศพ และดัดแปลงเป็นงานศิลปะประดิษฐ์ได้หลากหลาย ถ้าจะพูดถึงประโยชน์ของมะพร้าวโดยละเอียดเราจะพบว่าทุกส่วนของต้นมะพร้าวสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ดังนั้นมิติของการคิดดัดแปลงกะลามะพร้าวเป็นเครื่องดนตรี ทั้งซออู้ ซอสามสาย กระทั่งสะล้อและเปี๊ยะที่เป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนา ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ยืนยันความผูกพันและองค์ความรู้ของคนไทยกับมะพร้าวได้อย่างดียิ่ง 

 

เรื่อง : อานันท์ นาคคง
ภาพ : อภินันท์ บัวหภักดี

Hits: 478