หัวโขน ศิลปะชั้นสูงแห่งอุษาคเนย์

     เสียงขับร้องร่ายท่วงทำนองไปตามเนื้อหาวรรณคดีเก่าแก่ เครื่องดนตรีวงปี่พาย์โหมบรรเลง ขณะที่ความเคลื่อนไหวของกลุ่มตัวละครในชุดปักเลื่อมลายวิจิตรอ่อนช้อยนั้นค่อย ๆ สะกดนำพาผู้ชมให้ติดตามไปในนาฏศิลป์ชั้นสูงหลายแขนงที่หลอมรวมอยู่ในการแสดงโขน

     สีหน้าและแววตาของนักแสดงโขนถูกพรางซ่อนภายใต้ “หัวโขน” งานประณีตศิลป์ชิ้นสำคัญที่เป็นเสมือนเอกลักษณ์อันดับต้น ๆ ที่คนนึกถึงหากพูดถึงโขน ซึ่งเต็มไปด้วยความงดงามละเอียดอ่อน มีขั้นตอนการทำหลาหลาย รวมไปถึงชั้นเชิงของช่างที่สะท้อนความชำนาญ เคล็ดลับ และรูปแบบทางวัฒนธรรมลงในงานหัตถศิลป์อันมีค่าอย่างวิจิตรบรรจง

     หัวโขนเป็นงานศิลปะชั้นสูงที่ใช้สำหรับสวมครอบศีรษะ ปิดบังส่วนหน้าของนักแสดงโขนอย่างมิดชิด ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยความประณีตเช่นเดียวกับชุดโขนหรือเครื่องแต่งกายโบราณอื่น ๆ ตามแบบของช่างไทย มีลักษณะคล้ายหน้ากาก ทว่าแตกต่างตรงที่สร้างจำลองรูปใบหน้าและส่วนศีรษะทั้งหมด เจาะรูตรงนัยน์ตาให้ตรงกับผู้สวมใส่ ลงสี เขียนลาย ประดับประดาให้สื่อถึงตัวละครต่าง ๆ โดยเชื่อมร้อยอยู่กับวรรณกรรมของแดนดินตะวันออกที่สืบทอดมาแต่โบราณอย่างรามเกียรติ์ แบ่งเป็นหัวโขนตัวพระ ตัวยักษ์ ตัวเทวดา ตัววานรและสัตว์อื่น ๆ ที่ทั้งหมดล้วนสร้างขึ้นด้วยเชิงช่างโบราณตามเอกลักษณ์ที่ถูกต้องและสมบูรณ์ของศิลปะไทย

     สำหรับช่างทำหัวโขน พวกเขาสืบทอดงานช่างโบราณแขนงนี้มาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ตกทอดกันมาในลักษณะครูสอนศิษย์ก่อนจะเป็นแบบแผนในสถาบันศิลปะไทยต่าง ๆ เช่นในปัจจุบัน มีการค้นพบหัวโนพระครูและหัวโขนทศกัณฐ์ในพระคลังหลวงของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์[1] ทำให้สันนิษฐานได้ว่าการทำหัวโขนของไทยน่าจะเริ่มต้นนสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและเจริญรุ่งเรืองอย่างมากในสมัยพระบาสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว อันถือเป็นยุคทองของวรรณกรรมและนาฏศิลป์ไทย

     กระบวนการและแบบแผนของช่างทำหัวโขนเริ่มจากการเตรียมหุ่นและแม่แบบ สมัยโบราณมักใช้ดินเหนียวเพื่อปั้นขึ้นรูป ปั้นใบหน้าหุ่น ช่างจะปั้นดินเหนียวและเผาไฟให้สุก ใช้ไม้กลึงโกลนขึ้นรูป ในปัจจุบันอาจใช้การทำหุ่นต้นแบบด้วยปูนปลาสเตอร์หรือปูนซีเมนต์แทน เมื่อได้รูปหุ่นต่าง ๆ ตามต้องการ ช่างจะเริ่มปิดหุ่นโดยใช้กระดาษสา กระดาษข่อย ปิดทับกันหลายชั้นให้หนาจนเป็นรูปร่างหุ่นตัวที่ต้องการ จากนั้นจึงบรรจงใช้มีดปลายแหลมกรีดเปิดหัหุ่นแล้วถอดแบบที่พอกกระดาษนั้นออกจากแบบที่ขึ้นรูป หัวโขนที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างเรียกกันว่า กะโหลก ขั้นตอนต่อจากนี้เองที่ทักษะการปั้นของช่างทำหัวโขนจะเพิ่มเติมลงเป็นส่วนคิ้ว ตา จมูก ปาก จนเด่นชัดเห็นว่าเป็นตัวพระ ยักษ์ หรือตัวละครประเภทไหน ว่ากันว่าช่างทำหัวโขนเก่ง ๆ มักปั้นให้หุ่นโขนแสดงอารมณ์ทางใบหน้าตามแต่ประเภทในขั้นตอนนี้ สำหรับหรับหุ่นตัวนางที่มีหัวชาหรือมงกุฎ ช่างทำหัวโขนจะขึ้นรูปเป็นทรงกระบอกด้านบนกะโหลกเป็นชั้น ๆ เป็นจอมสำหรับสวมยอดมงกุฎต่าง ๆ เช่น ยอดชัย ยอดบัด ยอดทรงน้ำเต้า 

     ความละเอียดในเชิงช่างของช่างทำหัวโขนแยกย่อยไปสู่การทำลวดลายประดับหัวโขน ตัวลายต่าง ๆ ที่นำมาติดประดับ ช่างจะนำตัวรัก น้ำเกลี้ยงชัน มาผสมเคล้าให้เข้ากัน ตั้งไฟอ่อนและเคี่ยวจนงวด ก่อนนำลงไปกดในแม่พิมพ์ เช่น ลายกระจัง เรียกชิ้นส่วนลายนี้ว่า “รักตีลาย”

     งานทำหัวโขนผสานรวมงานช่างโบราณหลากแขนงไว้ในหัตถศิลป์อันงามสง่า การลงรัก ปิดทอง ประดับกระจกสีถูกรังสรรค์ขึ้นในขั้นตอนต่อมา ทองคำเปลว กระจก หรือพลอยอันเต็มไปด้วยแวววามและงดงามถูกติดประดับในตัรักตีลาย เมื่อประกอบกันขึ้นแล้ว ทักษะงานจากมือนับเป็นขั้นตอนแห่งความงามลำดับท้าย ๆ ที่ช่างทำหัวโขนจะใช้ความประณีตอย่างที่สุด พวกเขาถี่ถ้วนในการลงสีและเขียนลายส่วนละเอียดลงบนใบหน้าตัวละครแต่ละตัว ลายไทย ลายกระหนก ที่ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษถูกวาดเป็นเส้นสาย แต่เดิมช่างทำหัวโขนนิยมใช้สีฝุ่นผสมกาวกระถิน หรือมะขวิดที่ให้คุณสมบัติสดใส ขาวนวล สีแต่ละโทนเต็มไปด้วยแบบแผนอันเกี่ยวเนื่องกับชาติเชื้อเผ่าพงศ์ของตัวละครโขนแต่ละตัว เป็นงานประเพณีนิยมที่ช่างทำหัวโขนแต่ละสำนักล้วนจดจำได้ขึ้นใจ

     หัวโขนที่รังสรรค์ขึ้นถูกจำแนกประเภทไว้คร่าว ๆ ตามลักษณะของตัวละคร เกี่ยวโยงอยู่กับคติทางวรรณกรรมและความเชื่อในเรื่องเทพปรกณัมของโลกตะวันออก อย่างพงศ์พระนารายณ์ พงศ์กษัตริย์แห่งอโยธยา พรหมพงศ์ หรืออสูรพงศ์ ทวยเทพต่าง ๆ อย่างพระพรหม พระอิศว พระนารายณ์ เทวดา ฤษี รวมไปถึงตัวละครต่าง ๆ ในวรรณคดีรามเกียรต์ เช่น พระราม พระลักษมณ์ หนุมาน สุครีพ พาลี ที่แตกต่างกันทั้งโทนสีของหน้า ลายประดับ หรืออารมณ์ต่าง ๆ แม้จะเป็นตัวละครตัวเดียวกัน

     เช่นนั้นเองการจำแนกประเภทต่าง ๆ ของหัวโขนที่อยู่ในขนบโบราณ ช่างทำหัวโขนต่างต้องจดจำ แยกแยะ และดำเนินตามเชิงช่างโบราณ โดยมักแยกประเภทหัวโขนออกโดยข้อกำหนดต่าง ๆ เช่น ตามประเภทใบหน้า คือ หน้ามนุษย์ หน้าเทวดา และหน้าอมนุษย์ ความแตกต่างกันที่รับรู้ได้ของช่างตกทอดอยู่ในส่วนเล็กส่วนน้อย อย่างบริเวณหู ดวงตา จมูก หรือปาก ที่มีลักษณะกลาง ๆ ไม่เหมือนใบหน้าตัวมนุษย์ ส่วนตัวอมนุษย์ เช่น ยักษ์หรือลิง ช่างทำหัวโขนมักต้องอ่านวรรรณคดีจนละเอียด เพื่อให้เข้าใจถึงบุคลิกต่าง ๆ ของตัวละคร เช่น ความดุร้ายโกรธง่ายของทศกัณฐ์ ส่งผลให้หน้าตาถมึงทึง หากเป็นพิเภกที่เป็นยักษ์ดี มีนิสัยไม่ดุร้าย การเขียนสีใบหน้าจึงไม่เน้นอารมณ์กราดเกรี้ยวเท่าไรนัก นอกจากนี้ยังมีการแยกประเภทหัวโขนอื่น ๆ ที่ช่างทำหัวโขนนิยม เช่น การแยกตามมงกุฎยอด ตามสีกายและเครื่องแต่งตัว ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและข้อกำหนดปลีกย่อยอันถือเป็นขนบโบราณที่ช่างทำหัวโขนล้วนยึดถือ

     หัวโขนที่เสร็จสิ้นทุกขั้นตอน ผ่านมือช่างทำหัวโขนอันแสนประณีต หลังจากถูกสวมใส่และใช้ในการแสดงแล้ว การเก็บรักษาหัวโขนนั้นยังแทรกอยู่ด้วยศิลปะอันละเอียดอ่อนของที่เก็บหัวโขนที่เรียกกันว่า “ลุ้ง” ซึ่งเป็นภาชนะสำหรับเก็บรักษาหัวโขนโดยเฉพาะ แต่เดิมเป็นเครื่องจักสานที่ลงรักปิดทองอย่างวิจิตรงดงาม มีรูปร่างเป็นทรงกระบอกสั้น ๆ ภายในตรงกึ่งกลางมี “ทวน” หรือหลักเตี้ย เป็นไม้แป้นกลมมีเสาเป็นหลักขนาดพอดีกับหัวโขนสำหรับวางไว้ไม่ให้ล้ม

     หัวโขนสะท้อนถึงความหลากหลายของศิลปะเชิงช่างที่หลอมรวมอยู่ในตัวช่างทำหัวโขนแต่ละคน ทั้งงานปั้น งานเขียนลายไทย งานลงสี จนถึงงานประณีตศิลป์อื่น ๆ หัวโขนจึงเป็นที่ประกอบรวมงานชั้นเชิงช่างอันวิจิตร

     เมื่อยามที่เสียงขับร้องร่ายทำนองเสนาะ วงปี่พาย์โหมบรรเลง ใบหน้าของหัวโขนแต่ละตัวขยับโยกไหวไปตามเนื้อเรื่องและการเร้าอารมณ์ของบทที่ถูกถ่ายทอด

     มันอาจเป็นห้วงยามที่งานช่างโบราณที่หลอมรวมจากสองมือและหัวใจของช่างทำหัวโขนได้ถ่ายทอดความเป็นหนึ่งในนาฏยศิลป์ชั้นสูงไว้อย่างงดงาม เปี่ยมค่า และเต็มไปด้วยความเก่าแก่อันน่าหวงแหนรักษา

 

 

เรื่อง : ฐากูร โกมารกุล ณ นค
ภาพ : สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

Hits: 1872