ผ้าทอกลุ่มไท-ครั่ง อัตลักษณ์ลวดลายและสีสัน

สะดุดตาสะดุดใจ ลวดลาย และสีสัน ... จนอยากรู้จักที่มาของผ้าทอสดใส ... “กลุ่มไท-ครั่ง” ที่ทำให้คนรักผ้าทออย่างเราคลั่ง   

 ผ้าทอกลุ่มไท-ครั่ง

อัตลักษณ์ลวดลายและสีสัน

 

          การค้นคว้าเรื่องสิ่งทอของประเทศไทยนั้น ค่อยๆมีความก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับด้วยความใส่ใจค้นคว้าของนักวิชาการต่างประเทศและนักวิชาการไทย ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อย่างไรก็ดี ยังมีองค์ความรู้หลายเรื่องที่ต้องค้นคว้าเพิ่มเติม เช่น ผ้าทอของกลุ่มไท-ครั่ง ยังมีคำถามว่า กลุ่มชนนี้คือใคร อยู่ที่ไหน แยกกลุ่มย่อยอย่างไร และมีอัตลักษณ์ของลวดลายและสีสันของผ้าทออย่างไรบ้าง

          กลุ่มไท-ครั่งเป็นกลุ่มวัฒนธรรมหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์เผ่าไท ที่ใช้ภาษาไท-ลาว เดิมกลุ่มนี้มีถิ่นฐานเก่าก่อนอยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง ได้พลัดถิ่นเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยเหตุผลจากการสงครามในช่วงเวลาต่างๆ กัน โดยในปัจจุบันได้อาศัยอยู่ในบริเวณภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ในจังหวัดต่างๆ เช่น ชัยนาท อุทัยธานี สุพรรณบุรี นครปฐม พิจิตร นครสวรรค์ พิษณุโลก และกำแพงเพชร เป็นต้น

          การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของกลุ่มไท-ครั่งนั้น นักมานุษยวิทยาหลายท่านสรุปเป็นข้อสันนิษฐานได้ว่า ได้อพยพมาสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งแรกในสมัยกรุงธนบุรี ด้วยสาเหตุที่เมืองเวียงจันทน์ละเมิดพระราชอำนาจและเขตแดน ไล่ล่าเข้ามาประหารพระวอปิตา หรือ พระวรปิตา หรือ พระวอพระตา ซึ่งถวายตัวเป็นข้าขอบขัณฑสีมาของกรุงธนบุรี อีกทั้งเจ้าสุริยวงศ์แห่งหลวงพระบางก็ฟ้องต่อไทยว่าพระเจ้าสิริบุญสารแห่งเวียงจันทน์เป็นใจกับพม่า กองทัพไทยนำโดยเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับพระยาสุรสีห์ จึงได้เข้ายึดเมืองจำปาศักดิ์ของเจ้าไชยกุมารในปี .. ๒๓๒๑ (.. ๑๗๗๘) และได้ขึ้นไปตีเมืองเวียงจันทน์ โดยกองทัพหลวงพระบางอาสาเข้าตีเมืองเวียงจันทน์ช่วยทางด้านเหนือ กองทัพไทยตีเมืองเวียงจันทน์แตกในวันจันทร์ เดือน ๑๐ แรม ค่ำ ปีกุน (ปี .. ๒๓๒๒) และได้กวาดต้อนเชื้อพระวงศ์เช่น เจ้านันทเสน เจ้าอุปราช นางแก้วยอดฟ้ากัลยาณีศรีกษัตริย์ พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ เสนาข้าราชการผู้ใหญ่ สาวสนมนอกในทั้งปวงและประชาราษฎรครัวเวียงจันทน์ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามายังกรุงธนบุรี

 

   

 

          กล่าวกันว่าในครั้งนั้น ครัวเวียงจันทน์ ที่ต้องอพยพลงมามีจำนวนหลายหมื่นคน พร้อมด้วยพระแก้วมรกตและพระบาง จึงมีพระบรมราชโองการให้ครัวลาวหลายหมื่นไปตั้งบ้านเรือนที่จังหวัดสระบุรี เอาลงไปกรุงเทพฯ เฉพาะพวกที่เป็นเชื้อกษัตริย์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ (สิลา วีระวงส์, ๒๕๔๐ : ๑๔๗-๑๕๑) คงให้ท้าวสุโพ ซึ่งเป็นขุนนางลาวเป็นผู้ดูแลบ้านเมืองต่อไป ตั้งแต่เมืองเวียงจันทน์และเมืองจำปาศักดิ์ตกเป็นของไทย เมืองหลวงพระบางก็ได้เข้ามาสวามิภักดิ์ อาณาจักรล้านช้างจึงตกเป็นประเทศราชของไทยอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่บัดนั้น (สุวิมล วัลย์เครือ และชนิดา ตั้งถาวรสิริกุล, ๒๕๓๖ : ๑๑-๑๒)

          ต่อมาครั้งที่สองเกิดขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ปรากฏหลักฐานการอพยพโยกย้ายของกลุ่มไท-ครั่ง อีกในสมัยรัชกาลที่ (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) เมื่อปี .. ๒๓๕๘ เจ้าเมืองเวียงจันทน์ได้ส่งครัวลาวเมืองภูคัง หรือ เมืองพุกรางลงมาถวาย (บังอร ปิยะพันธ์, ๒๕๓๙: ๔๗-๔๘) และการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานของกลุ่มไท-ครั่ง ครั้งสำคัญเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) เนื่องจากเจ้าอนุวงศ์แห่งเมืองเวียงจันทน์ก่อการกบฏขึ้นในปี .. ๒๓๖๙ การปราบกบฏเมืองเวียงจันทน์ในครั้งนั้น เป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่การอพยพครั้งยิ่งใหญ่ของชาวเวียงจันทน์และหัวเมืองใกล้เคียงมาสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประมาณว่ามีจำนวน ๘๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ กว่าคนเลยทีเดียว (สุวิมล วัลย์เครือและ ชนิดา ตั้งถาวรสิริกุล, ๒๕๓๖: ๑๔-๑๖)

          จากการลงพื้นที่วิจัยพบว่า กลุ่มชุมชนไท-ครั่งปัจจุบันได้สืบเชื้อสายมาเป็นรุ่นที่ - แล้ว อีกทั้งหลายหมู่บ้านได้มีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานเพื่อหาที่ทำกินใหม่หรือโยกย้ายเมื่อมีประชากรมากขึ้น จึงอาจเป็นการยากที่จะย้อนกลับไปหาข้อสรุปที่ชัดเจนว่าบรรพบุรุษของแต่ละหมู่บ้านได้อพยพมาจากที่ใด และ เมื่อไร เอกสารโบราณในชุมชนที่หลงเหลือ มีเพียงตำรายา ตำรากฎหมาย เท่านั้น 

          หากเคยมีการศึกษาข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พอจะสรุปได้ว่ากลุ่มไท-ครั่ง มีการเรียกขานกลุ่มตัวเองเป็นลาวคำว่าลาวนั้นคงเป็นการเรียกขานที่แสดงถึงการแบ่งแยกกลุ่มชาติพันธุ์และวัฒนธรรมออกจากชาวสยาม ชาวจีน ชาวมอญ และคงด้วยชาวไทยกลุ่มนี้ได้อพยพมาจากดินแดนส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรลาว โดยมีคำเรียกขานที่แตกต่างกันออกไปเป็น กลุ่มใหญ่คือ ) ลาวครั่ง ) ลาวเวียง ) ลาวกา ) ลาวซี เฉพาะคำว่าลาวครั่งมีการตั้งข้อสันนิษฐานกันไว้ ประการคือ ประการแรก สันนิษฐานว่าเป็นการเรียกตามชื่อถิ่นฐานเดิมที่อยู่ในเขตเทือกเขาภูคัง จึงเรียกว่าลาวคัง ลาวคั่ง หรือ ลาวครั่งโดยคาดกันว่าคำว่าคังมาจากภูคังและต่อมาคำว่าคังก็เพี้ยนมาเป็นคั่งหรือครั่งในที่สุด 

          ประการต่อมา สันนิษฐานว่าในสมัยที่พลัดถิ่นมาสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ต้องประสพกับสภาวะขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง แม้กระทั่งเครื่องมือหากิน จึงต้องเลี้ยงครั่งสำหรับย้อมผ้า เพราะไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไร จึงทำให้ถูกเรียกว่าลาวขี้ครั่งหรือลาวครั่ง” (ชนัญ วงศ์วิภาค, ๒๕๓๒: )

          สำหรับสำเนียงภาษาพูดของกลุ่มที่เรียกว่าลาวครั่งนั้น สุวิมล วัลย์เครือและชนิดา ตั้งถาวรสิริกุล ได้เสนอไว้ในปี .. ๒๕๓๖ ว่าลาวครั่งมักจะมีคำว่าก้อลา” (บางครั้งออกสำเนียงเป็นก๊ะ ล่ะ”) ต่อท้ายประโยคในภาษาพูด หมู่บ้านที่เรียกตัวเองว่าลาวครั่งได้แก่ หมู่บ้านกุดจอก กิ่งอำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท และหมู่บ้านโคกหม้อ อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี เป็นต้น โดยชุมชนเหล่านี้มีเรื่องเล่าจากบรรพบุรุษรุ่นปู่ รุ่นทวดว่ากลุ่มของตนย้ายมาจากเมืองหลวงพระบาง

          ส่วนคำว่าลาวเวียงนั้นเป็นคำเรียกตัวเองที่ทุกหมู่บ้านในกลุ่มนี้ได้ให้ข้อมูลตรงกันว่า คำว่าลาวเวียงนั้นเป็นคำย่อที่มาจากชื่อถิ่นฐานเดิมคือ เมืองเวียงจันทน์แห่งลุ่มแม่น้ำโขง บางหมู่บ้านเล่าว่าคนรุ่นปู่รุ่นทวดเคยบอกว่า ได้อพยพกันมาพร้อมกับพระแก้วมรกตและพระบาง สมัยเขารบกันด้วยดาบด้วยช้างด้วยม้า

          กลุ่มที่เรียกตัวเองว่าลาวเวียงได้แก่ ชุมชนในหลายหมู่บ้านในเขตของ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เป็นต้น สันนิษฐานได้ว่ากลุ่มนี้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในสมัยกรุงธนบุรี เพราะมาพร้อมกับพระแก้วและพระบาง

          คำว่าลาวกานั้นเป็นการเรียกขาน กลุ่มที่ชอบพูดสำเนียงเสียงดัง คล้ายกาและมักใช้คำลงท้ายประโยคว่าละกาทั้งนี้กลุ่มชนนั้นจะไม่เรียกตัวเองว่าลาวกาแต่เรียกตัวเองว่าลาวเวียงการที่กลุ่มนี้ถูกเรียกว่าอย่างนี้นั้น เป็นการดูถูกจากหมู่บ้านข้างเคียงที่เป็นลาวเวียงเหมือนกันแต่ใช้สำเนียงพูดนุ่มนวลกว่า หมู่บ้านที่ถูกเรียกว่าลาวกาได้แก่ หมู่บ้านทัพหลวง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เป็นต้น

          และคำว่าลาวซีหรือลาวขี้ซีนั้นเป็นคำกล่าวเรียกที่มีที่มาจากคำว่าขี้ซีหมายถึงขี้ชันเนื่องจากในอดีตกลุ่มนี้นิยมประกอบอาชีพหาขี้ชันที่ใช้ยาอุดท้องเรือ ซึ่งเป็นยางไม้ที่ได้จากต้นรังเพื่อนำไปขายเลี้ยงชีพ จึงถูกเรียกขานว่าลาวซีโดยบรรพบุรุษเล่าสืบต่อกันมาว่าสืบเชื้อสายจากหลวงพระบาง (สมจิตร ภาเรือง, นาง, สัมภาษณ์เมื่อ .. ๒๕๔๓ และ .. ๒๕๕๑) หมู่บ้านที่ถูกเรียกว่าลาวซีได้แก่ หมู่บ้านทุ่งก้านเหลือง ตำบลป่าสะแก อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี

 

 

          เราทราบข้อมูลเกี่ยวกับชาติพันธุ์นี้ในประเทศลาวเพิ่มเติมจากหนังสือวิชาการเรื่องLao-Tai Textiles : The Textiles of Xam Nuea and Muang Phuan” ของ Patricia Cheesman ว่ากลุ่มชาติพันธุ์นี้ เป็นชนกลุ่มหนึ่งในเมืองพวนโดยมีถิ่นฐานอยู่ที่เทือกเขาภูคังซึ่งอ้างหลักฐานซากปรักหักพังของเจดีย์ องค์ในพื้นที่ ที่สร้างไว้ประมาณปี .. ๑๓๔๕ (.. ๑๘๘๘) กลุ่มนี้ถูกเรียกในลาวว่าไท-คั่ง” (Tai-Khang) และถูกเรียกขานในไทยว่าลาว-ครั่ง” (Lao Khrang) (Cheesman, Patricia, ๒๐๐๔: ๒๘๓)

          จากการศึกษาข้อมูลของด้านภาษาศาสตร์ของประเทศลาวพบว่า คำว่าคั่งในภาษาลาวจะไม่มีอักษรตัวแต่มีความหมายตรงกับคำว่าครั่งในภาษาไทยกลาง

          กลุ่มชนย่อยของชาวไท-ครั่งทั้งหมดนี้ แม้จะมีสำเนียงของภาษาพูดจะเพี้ยนกันไปบ้าง และอพยพจากลุ่มแม่น้ำโขง ลงมาสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน แต่ทุกกลุ่มล้วนมีภาษาเขียนมีวัฒนธรรมประเพณีและโดยเฉพาะรูปแบบสิ่งทอที่คล้ายคลึงกันมาก

          ลักษณะสังคมของกลุ่มไท-ครั่ง (ลาวครั่ง, ลาวเวียง, ลาวกา, ลาวซี) นั้นดั้งเดิมเป็นสังคมเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาตัวเองในการจัดหาปัจจัยสี่

ในการดำรงชีวิตของครอบครัว โดยมีการจัดแบ่งหน้าที่ในวิถีชีวิตระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง เป็นวัฒนธรรมแบบหญิงทอผ้า ชายจักสานช่วยกันทำมาหากิน โดยในอดีตหญิงสาวทุกคนจะต้องมีความสามารถในการทอผ้า เนื่องจากเป็นคุณสมบัติของกุลสตรีที่ดีงามและมีความพร้อมในการออกเรือน ผู้เฒ่าผู้แก่ได้ให้ข้อมูลในการวิจัยว่า..ในสมัยก่อนที่ตนเป็นหนุ่มเป็นสาว มีการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ปลูกฝ้ายไว้เป็นวัตถุดิบในการทอผ้า เพื่อทอเป็นเครื่องนุ่งห่มไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนฝ่ายชายจะต้องมีความสามารถในการจักสาน เพื่อทำเครื่องมือในการทำมาหากิน และจะต้องผ่านการบวชเรียนในพระพุทธศาสนาจึงจะถือว่ามีความพร้อมในการออกเรือนเช่นเดียวกัน (สิทธิชัย สมานชาติ, ๒๕๔๑: ๕๗)

 

 

          ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือในพิธีการกินดอง (แต่งงาน) ของกลุ่มไท-ครั่ง (ลาวครั่ง, ลาวเวียง, ลาวกา, ลาวซี) จะมีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะคือการใช้ไม้กำพัน (Cloth Beam) ซึ่งเป็นไม้สำหรับม้วนเก็บผ้า ที่ทอเสร็จจากเครือเส้นยืน ซึ่งจะอยู่ด้านผู้นั่งทอของเครื่องทอผ้า นำมาใช้เป็นคานหาบพานขวัญ (บายศรี) ของฝ่ายเจ้าบ่าวที่นำมาเพื่อประกอบพิธีสู่ขวัญบ่าวสาวโดยมีความเชื่อว่า คู่บ่าวสาวจะรักใคร่กันกลมเกลียว แนบแน่น ดั่งเส้นด้ายที่สานทอเป็นผืนผ้าม้วนอยู่ในไม้กำพัน

          การแต่งกายในโอกาสงานกินดอง (แต่งงาน) นั้น เจ้าบ่าวจะนุ่งผ้าเขยเป็นผ้ามัดหมี่โจงกระเบน ที่ใช้สีแดงครั่งเป็นสีหลัก มีลายแถบสีเขียวเป็นแนวยาวขนานขอบผ้า ซึ่งสันนิษฐานว่าแถบสีเขียวนี้เป็นส่วนที่น่าจะได้รับแบบอย่างมาจากผ้ามัดหมี่ปะโตลา (Patola) ของอินเดีย โดยอาจถ่ายรับผ่านแบบผ้ามัดหมี่ของเขมรมาอีกทอดหนึ่ง ส่วนลวดลายมัดหมี่ของไท-ครั่งที่สำรวจพบในผ้าเขยได้แก่ลายขอนาค” “ลายโคมและลายย่อมุมสิบสองเป็นต้น

          ด้วยกระแสแฟชั่นตะวันตก ทำให้ในปัจจุบันผ้าโจงกระเบนมัดหมี่ผ้าเขยไม่ได้ใช้กันนานมากแล้ว บางหมู่บ้านยังมีผ้าโบราณให้ศึกษา หลายหมู่บ้านคนรุ่นหนุ่มสาวก็ไม่เคยมีโอกาสได้เห็น เหลือไว้เพียงคำเล่าขานของผู้เฒ่าผู้แก่เท่านั้น

          ส่วนอัตลักษณ์ลวดลายและสีสันผ้าและเครื่องแต่งกายของฝ่ายหญิงนั้น จะสังเกตได้จากผ้าซิ่นที่ใช้นุ่ง ในวิถีชีวิตและพิธีกรรมของผู้หญิงกลุ่มไท-ครั่ง (ลาวครั่ง, ลาวเวียง, ลาวกา, ลาวซี) โดยเกือบทั้งหมดจะเป็นผ้าซิ่นที่ส่วนเชิงผ้าซิ่น (ตีนซิ่น) จะทอตกแต่งด้วยเทคนิคจกซึ่งในกลุ่มวัฒนธรรมไท-ยวนในภาคเหนือนั้นจะเรียกผ้าซิ่นลักษณะนี้ว่าผ้าซิ่นตีนจกแต่สำหรับกลุ่มไท-ครั่ง (ลาวครั่ง, ลาวเวียง, ลาวกา, ลาวซี) จะไม่เรียกว่า ผ้าซิ่นตีนจก แต่จะเรียกขานแยกชนิดตามลักษณะของส่วนตัวซิ่นเป็นสำคัญ เพราะทุกผืนจะต่อตีนจก แต่ลวดลายตัวซิ่นจะแตกต่างกัน โดยมีชื่อเรียกขานหลากหลายแตกต่างกันเช่นผ้าซิ่นมูก” “ผ้าซิ่นดอก” “ผ้าซิ่นดอกดาว” “ผ้าซิ่นก่าน” “ผ้าซิ่นสิบสิ้ว” “ผ้าซิ่นหมี่โลด” “ผ้าซิ่นหมี่ตา” “ผ้าซิ่นหมี่น้อยเป็นต้น  โดยสีสันผ้าซิ่นส่วนใหญ่ก็จะเน้นสีแดงครั่งเป็นสีหลักโดยเฉพาะผ้าที่สร้างลวดลายด้วยเทคนิคการมัดหมี่ส่วนผ้าที่ทอลวดลายด้วยเทคนิคจกหรือขิดจะนิยมใช้สีตัดกันร้อนแรง ไม่นิยมสีเอกรงค์

 

   

 

          สำหรับสีสันส่วนเชิงผ้าซิ่น (ตีนซิ่น) นั้นสามารถเป็นอวัจนภาษาในการบ่งบอกสถานภาพช่วงวัยหรืออายุของผู้นุ่งผ้าซิ่น ดังงานวิจัยของ กมลา กองสุขและคณะ ปี ..๒๕๓๖ เรื่องผ้าจก กรณีศึกษาหมู่บ้านกุดจอกได้สรุปว่า คนวัยสาวจะใช้ผ้าตีนจกพื้นสีแดงคนวัยสูงอายุจะใช้ผ้าตีนจกพื้นสีดำ” (กมลา

กองสุขและคณะ, 2536) โดยได้ข้อสังเกตจากการลงพื้นที่สำรวจระบบการทอผ้าด้วยเทคนิคจก” (ทอเสริมเส้นพุ่งพิเศษแบบไม่ต่อเนื่อง) ของผ้าทอไท-ครั่ง พบว่าทุกชุมชนจะมีระบบการทอแบบเดียวกันคือ จะทอตีนซิ่นแบบสองตะเข็บ ซึ่งทอเป็นผ้าหน้ากว้างเท่ากับขนาดความกว้างของตัวซิ่น โดยทอใช้การผูกปมเส้นพุ่งพิเศษด้านบน ต้องใช้กระจกส่องดูด้านหน้าผ้าที่อยู่ด้านล่าง (ระบบกลับหัวกลับหาง/ upside down) ซึ่งทอเป็นผ้าหน้ากว้างเท่ากับขนาดความกว้างของตัวซิ่น โดยทอให้เหมือนกันสองผืนแล้วนำมาเย็บต่อข้างเป็นสองตะเข็บ ซึ่งเป็นจุดแตกต่างจากการทอตีนจกไท-ยวน

          กลุ่มไท-ครั่ง (ลาวครั่ง, ลาวเวียง, ลาวกา, ลาวซี) ทุกครัวเรือนนับถือศาสนาพุทธ จะจัดแบ่งการดำเนินชีวิตออกเป็น ส่วนคือส่วนเฮ็ดกิ๋นและส่วนเฮ็ดทานไว้อย่างประสานกลมกลืน นอกจากจะทอผ้าเพื่อประโยชน์ในชีวิตตนเองและครอบครัวแล้ว ยังมีการทอผ้าเพื่อสร้างสิ่งทอในพระพุทธศาสนาถวายเป็นพุทธบูชาอันได้แก่ ธง (ตุง) ผ้าอาสนะ ผ้าคลุมหัวนาค ผ้าห่อคัมภีร์ ผ้าม่านกั้นผนัง ผ้าม่านติดธรรมาสน์ หมอนเท้า หมอนน้อย เป็นต้น (สิทธิชัย สมานชาติ, ๒๕๔๑: ๕๗-๕๘) จากการศึกษาตัวอย่างผ้าเหล่านี้ พบว่ามีการจัดองค์ประกอบสีสันและลวดลาย คล้ายคลึงกับสีสันและลวดลายเครื่องแต่งกาย เน้นสีตัดกันรุนแรง สีแดง-สีเขียว สีดำ-สีขาว โดยมีสีเหลืองเป็นส่วนประกอบ สำหรับลวดลายที่โดดเด่นและพบมากคือลายนาคมีทั้ง พญานาคขนาดใหญ่ นาคขนาดกลาง และนาคขนาดเล็ก ทั้งยังมีการสร้างสรรค์ลายละเอียดลวดลายส่วนหัวนาคต่างๆกันอย่างงดงาม เราสามารถสันนิษฐานได้ว่าลวดลายนาคนี้มีความเกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา และอาจสื่อถึงแม่น้ำโขงที่ทอดตัวยาวดั่งพญานาค ที่แทนสัญลักษณ์ลุ่มแม่น้ำโขงอันเป็นถิ่นฐานเดิมของชาวไท-ครั่ง (ลาวครั่ง, ลาวเวียง, ลาวกา, ลาวซี) ก่อนที่จะเลื่อนไหลมาอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

          สำหรับลวดลายผ้าตีนจกของผ้าทอไท-ครั่ง นั้นสามารถแบ่งโครงสร้างลวดลายออกได้เป็น หมวดใหญ่ๆ คือ () โครงสร้างลายแบบหน่วยเป็นการทอผ้าลายจกที่จัดองค์ประกอบที่ประกบกันสองด้านให้เป็นหน่วย (ทางไท-ยวนในล้านนาจะเรียกว่าลายโคม”) ซึ่งสามารถทอซ้อนชั้นลวดลายต่างๆ เป็นหลายชั้นได้ ภายใต้โครงสร้างหน่วย ซึ่งการเก็บตะกอลายจะเก็บเพียงครึ่งดอกแล้วใช้ตะกอเดิมทอไล่ย้อนไป () โครงสร้างลายแบบเอี้ยเป็นการทอผ้าลายจกที่จัดองค์ประกอบในโครงสร้างหยักฟันปลา มองไกลๆ คล้ายลายการขดไปมาของพญานาค ซึ่งการเก็บตะกอลายจะเก็บเต็มลาย โดยสามารถทอซ้อนชั้นลวดลายต่างๆ ได้มากชั้นกว่าแบบแรก สำหรับการเรียกชื่อลวดลายจะเรียกลายหลักต่อด้วยลายประกอบ เช่น ลายขอขื่อซ้อนขอกำ ลายขอกำซ้อนปีกไก่ ฯลฯ ที่น่าสนใจคือ ลายจบท้ายนั้นมักนิยมทอประกบทั้งด้านบนและด้านล่างด้วยลายขอระฆังหรือบางชุมชนเรียกว่าลายสร้อยสาเป็นต้น

          จากการศึกษาและสำรวจผ้าโบราณในทุกกลุ่ม ทั้งลาวครั่ง, ลาวเวียง, ลาวกา, และลาวซี พบว่าในทุกกลุ่มจะใช้ผ้าที่ย้อมจากสีแดงครั่งเป็นสีหลักเหมือนกัน มีแนวการจัดองค์ประกอบลวดลายและสีเหมือนกัน ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานใหม่ขึ้นมาในใจว่า ลักษณะสีสันของผ้าอาจเป็นที่มาของการเรียกขานกลุ่มนี้ทั้งหมดว่าไท-ครั่ง” / ลาวครั่งก็เป็นได้และเพื่อความสมบูรณ์ของข้อมูลประวัติศาสตร์ในอนาคตเราคงจะต้องมีการไปศึกษาวิจัยในพื้นที่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งยังมีชุมชนกลุ่มวัฒนธรรมนี้บางส่วนอาศัยอยู่

          ข้อมูลการวิจัยด้านผ้าต่างๆ เหล่านี้ ช่วยให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ที่มาของกลุ่มวัฒนธรรมไท-ครั่ง ความเข้าใจในอัตลักษณ์ลวดลายและสีสันของผ้าทอไท-ครั่ง จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้บริโภคที่จะได้เข้าใจและเปิดใจสุนทรียภาพที่แตกต่างจากกลุ่มวัฒนธรรมอื่นๆ ทั้งยังเป็นประโยชน์ในการพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์

ผ้าทอต่อไปในอนาคต ด้วยการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมมาประยุกต์ใช้งาน เสริมสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP : หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์) การมีผู้สืบทอด มรดกทางวัฒนธรรมทางภูมิปัญญา (Intangible Cultural Heritage) ก็จะเป็นความพร้อมของตัวชี้วัดในการเสนอขอขึ้นทะเบียนในระดับ UNESCO ต่อไปในอนาคตอันใกล้

          สุดท้ายนี้เราอาจถ่ายทอดภาพรวมของอัตลักษณ์ผ้าทอไท-ครั่งเป็นบทกวีสั้นๆ ได้ว่า

 

“…แสงแดดจ้าแห่งฤดูร้อนสาดส่อง

ผ้าทอไท-ครั่งสีแดงครั่งโดดเด่น

แลดูมองเห็นมาแต่ไกล    

นิยมใช้สีสันสดใสและใช้สีตรงข้ามตัดกัน

แข่งขันความรุนแรงสีแดง..สีเขียว

สีขาวสีดำสีเหลืองแจ่ม

ลายโตเด่นชัดมองเห็นถนัดตา

สลับสีอย่างอิสระดูไร้แบบแผนแต่ได้สมดุล

เป็นแนวศิลปะที่สื่อเสน่ห์อันบริสุทธิ์

แสดงความเป็นเนื้อแท้ของธรรมชาติ

คือเอกลักษณ์พิเศษของผ้าทอไท-ครั่ง…”

Hits: 1337