ครามสกล

ครามสกล

ครามสกล มนต์เสน่ห์แห่งผ้าย้อมคราม

ครามสกล

มนต์เสน่ห์แห่งผ้าย้อมคราม

             บ่อยครั้งที่ฉันต้องคอยตอบคำถามเกี่ยวกับผ้าย้อมครามสกลนคร  ผ้าย้อมครามคืออะไร .. ใช่ครามแบบเดียวกันกับที่ใช้แช่ผ้าขาวให้มีความสดใสนั้น ใช่หรือเปล่า .. ต้นครามเป็นยังไง ... เราได้สีครามจากส่วนไหนของต้นคราม .. สีตกหรือไม่ .. และทำไมผ้าย้อมครามถึงมีราคาแพง .. ใช่สิ .. ภาพผ้าย้อมครามในจิตนาการของผู้คนในยุคนี้ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ทั้ง ที่การทำผ้าย้อมครามเป็นสิ่งที่ผูกพันกับชีวิตของผู้คนมายาวนาน

 

            นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ สีเคมีสังเคราะห์ได้ถูกนำมาใช้ในระบบอุตสาหกรรมการย้อมผ้า ด้วยความสมบูรณ์แบบทั้งด้านความสวยงาม คงทน ราคาถูก ทำให้สีสังเคราะห์เข้ามาทดแทน

จนแทบจะไม่เหลือที่ให้กับสีย้อมธรรมชาติเลย การใช้สีเคมียังขยายตัวมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันที่ผู้คนเริ่มตระหนักว่า ในความสมบูรณ์แบบของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ กลับมีอีกมุมหนึ่งซึ่งเป็นการทำลาย กว่าจะมาเป็นสินค้าที่สวยงาม ในกระบวนการผลิตกลับสร้างสิ่งที่บั่นทอนและทำลายธรรมชาติ ความง่าย และความสะดวกกลับทำให้มูลค่าของสิ่งของนั้นๆ ลดลงไป

            ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผ้าย้อมครามซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทั้งวัตถุดิบและกระบวนการผลิตเป็นธรรมชาติ จึงกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกระแสความนิยม นอกจากความเป็นธรรมชาติผ้าย้อมครามสกลนครยังเป็นสินค้าทางวัฒนธรรม มีขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อนละเอียดอ่อนแฝงไว้ด้วยภูมิปัญญาอันล้ำค่า ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น  ทำให้เรื่องราวของผ้าย้อมครามเป็นที่น่าสนใจ

            การทำผ้าย้อมครามของจังหวัดสกลนครมีมานาน ถึงแม้จะมีบางช่วงที่ความนิยมอาจลดลงไปตามกระแสความเปลี่ยนแปลง แต่วัฒนธรรมการปลูกคราม ย้อมคราม ทอผ้าครามนี้ไม่เคยห่างหายไปจากวิถีชีวิตของผู้คนในแถบนี้เลยเป็นเพราะอะไร หรือจะเป็นเพราะเหตุผลนี้ที่ฉันเคยได้ยิน คุณยายพูดบ่อยๆ ว่า ใส่ผ้าครามแล้ว สบายผิว ไม่ร้อน ไม่เหม็นเหงื่อ ซึ่งตอนหลังฉันได้อ่านงานวิจัยสมัยใหม่ จึงรู้ว่าผ้าย้อมครามมีคุณสมบัติป้องกันแสงยูวี และมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ ฉันจึงได้เข้าใจสิ่งที่คุณยายเคยบอกไว้ในวันนั้น แต่ประสบการณ์เกี่ยวกับผ้าย้อมครามในยุคคุณแม่ฉันกลับแตกต่าง คุณแม่เป็นผู้หญิงที่เกิดในยุคที่สีเคมีสังเคราะห์ได้เข้ามามีบทบาทอย่างรุนแรง คุณแม่เคยเล่าให้ฟังว่า คุณแม่ถึงขั้นร้องไห้เวลาที่คุณยายให้ใส่ผ้าถุงย้อมครามในวันพิเศษหรือเทศกาลต่างๆ ถึงแม้ว่าผ้านั้นจะสวยงามและทำจากความตั้งใจของคุณยาย แต่ทว่า...ชุดกระโปรงบานลายดอกแบบแม่ทองกวาว คือ แฟชั่นที่ผู้หญิงในโลกของคุณแม่ทุกคนใฝ่ฝัน และฉันคิดว่า  วัฒนธรรมการใช้ผ้าสมัยใหม่ ได้กินเวลาล่วงเลยมาถึงยุคของฉันด้วย ในวัยเด็กฉันและเพื่อนแทบจะไม่มีใครได้ใช้ผ้าย้อมครามเลย ไม่มีผ้าย้อมครามในวิถีการดำเนินชีวิตของพวกเรา  “ครามที่พวกเรารับรู้กัน คือ เกล็ดสีฟ้าที่เอาไว้ใช้สำหรับแช่ผ้าขาวในขั้นตอนสุดท้ายของการซัก

 

เพื่อให้ผ้าขาวดูกระจ่างใส แต่บ่อยครั้งเราก็จะเห็นว่ามีมือใหม่ แทนที่จะได้ใส่เสื้อขาวสดใส ก็เป็นเสื้อสีฟ้าแจ่ม จึงเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นเสื้อนักเรียนของเพื่อนๆ มีเฉดสีขาวคราม ที่แตกต่างกันไป ตามความเชี่ยวชาญ ในการลงครามของแต่ละคนนั่นเอง ถึงแม้วันนี้ การลงครามแบบนั้นจะไม่มีแล้ว เพราะสารดังกล่าว ได้ถูกผสมลงไปในผงซักฟอก เรียบร้อยแล้ว แต่ความเข้าใจที่ผิดๆ เกี่ยวกับผ้าย้อมคราม ก็ยังคงทิ้งร่องรอย มาถึงปัจจุบัน

 

 

การทำผ้าย้อมครามสกลนคร พวกเราจะเริ่มตั้งแต่ปลูกต้นคราม (Indiqofera Tinctoria) ซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่ว ตามปกติคนทำคราม จะเริ่มปลูกครามกันในช่วงต้นฤดูฝน ก่อนฤดูการทำนา และเราจะเริ่มเก็บเกี่ยวครามกันในช่วงปลายฝน การทำครามจะจบก่อนฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นความลงตัวของการจัดการเวลาในวิถีคนทำครามในจังหวัดเรา

            การปลูกและการดูแลเป็นเรื่องไม่ยาก แต่การที่จะเก็บให้ได้เนื้อครามที่มีคุณภาพเป็นเรื่องไม่ง่าย การเก็บเกี่ยวครามครั้งแรกของบางคนอาจไมได้เนื้อครามเลย ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่คนทำครามครั้งแรก จะต้องมีประสบการณ์เททิ้ง

            ในกระบวนการผลิตผ้าย้อมครามที่จะเล่าต่อไปนี้ อาจเป็นการตอบคำถามของใครหลายๆ คนได้ว่า ทำไมผ้าย้อมครามถึงมีราคาแพง

            การทำผ้าย้อมครามตามในแบบที่ฉันจะเล่า จะขอแบ่งเป็น ขั้นตอนหลักๆ คือ ขั้นตอนแรก จะเป็นการทำเนื้อคราม เพื่อให้เป็นวัตถุดิบในการย้อม ขั้นตอนที่ เป็นกระบวนการย้อม เริ่มตั้งแต่การเตรียมน้ำย้อม ซึ่งพวกเราเรียกว่าการก่อหม้อนิลจนกระทั่งย้อมฝ้ายเป็นผ้าสีน้ำเงินคราม เพื่อนำไปสู่การทอเป็นผ้า หรือแปรรูปต่อไป

            ขั้นตอนการทำเนื้อคราม เมื่ออายุครามประมาณ - เดือน สิ่งที่เราต้องทำคือ เม็ดสีน้ำเงินคราม หรือสีคราม หรืออินดิโก้ (Indigo) แต่อินดิโก้ที่เรากำลังจะเก็บนี้ ไม่ใช่อินดิโก้ที่เป็นสีน้ำเงินทั่วไป แต่จะเป็นเม็ดสีน้ำเงินจากธรรมชาติที่มีความเป็นสีน้ำเงินจริงจังมากไม่มีแม้แต่เฉดสีอื่นมาปน

            สารต้นกำเนิดสีน้ำเงินนี้อยู่ที่ใบของต้นคราม ใบครามมีสีเขียวจึงเป็นที่แน่นอนว่า สีครามไม่ได้เกิดในขณะที่อยู่ในใบสีจะเกิดเมื่อเรานำใบครามรวมทั้งต้นมาแช่น้ำค้างคืน ในวันรุ่งขึ้นเราจะพบว่าน้ำใสๆ ที่ใช้แช่ต้นครามค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกต และกลายเป็นสีน้ำเงินในที่สุด เม็ดสีน้ำเงินที่ลอยอยู่ในน้ำนี้เอง ที่เป็นเม็ดสีที่เราต้องการ แต่มันมีขนาดเล็กมาก การที่จะเก็บเม็ดสีนี้มาใช้ประโยชน์ พวกเราจึงใช้ปูนขาวหรือปูนแดงตีกวนลงไปให้เม็ดสีนั้นเกาะและตกตะกอน ให้เราได้กรองเอาเนื้อคราม และเก็บไว้ใช้ในขั้นตอนต่อไป

            เนื้อครามที่ดี จะมีสีน้ำเงินเข้ม มีความมันวาว เป็นครีมเนื้อละเอียด ไม่มีเศษใบครามหรือสิ่งอื่นเจือปน เนื้อครามที่มีสีน้ำเงินปนเทา หมายถึง การใส่ปูนในขั้นตอนการกวนครามมากเกินไป หรือบางครั้งเกิดจากใช้ต้นครามอ่อน อายุยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยว ขั้นตอนการทำเนื้อครามมีความสำคัญมาก   สำหรับฉันแล้วเห็นว่าคุณภาพวัตถุดิบที่ดีเท่านั้นที่จะทำให้ได้ผ้าย้อมครามคุณภาพดี การย้อมจะทำภายใต้น้ำย้อม เพราะเมื่อครามที่อยู่ในรูปสีเหลือง มาสัมผัสกับอากาศ ครามจะถูกเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินทันที เมื่อนำผ้ามาล้างน้ำ เม็ดสีครามที่เกาะอยู่ภายนอกเส้นใยจะถูกล้างออกจนหมด สีน้ำเงินที่เราเห็นบนผ้าย้อมครามจึงเป็นสีที่ถูกบรรจุอยู่ภายในเส้นใย จะไม่หลุดจากการซักล้างทั่วๆไป อันนี้จึงเป็นคำอธิบายที่ว่า ทำไมผ้าย้อมครามด้วยวิธีนี้ จึงสีไม่ตก

            เมื่อก่อนเนื้อครามในหมู่บ้านก็แบ่งปันกันใช้ ราวๆ ปี  ๒๕๕๖ ที่ฉันเริ่มฝึกย้อมครามใหม่ๆ นั้น ยังเห็นบ่อยๆ ว่า ตามใต้ถุนบ้านในชุมชนจะมีปี๊บบรรจุครามวางทิ้งไว้ ไม่มีใครให้ความสนใจมากนัก ผิดกับเวลานี้ ที่ปี๊บครามจะถูกจัดเก็บไว้อย่างดี เพราะแต่ละปี๊บมีมูลค่า - พันบาทเลยทีเดียว การปลูกครามบนพื้นที่  - งานข้างๆ บ้านก็สามารถทำเงินได้หลายหมื่นบาทต่อปี

            เนื้อครามที่ได้สามารถเก็บไว้ใช้ได้หลายปี หากต้องการย้อมผ้าก็จะนำเนื้อครามนี้ไปก่อหม้อนิล ครามที่อยู่ในรูปสีน้ำเงินจะไม่สามารถย้อมผ้าได้การก่อหม้อนิล” (เป็นภาษาอิสานใช้เรียก ภาชนะที่มีส่วนผสมน้ำย้อมคราม) จะเป็นการหมักให้สีครามเปลี่ยนไปอยู่ในรูปที่พร้อมย้อม การย้อมจำเป็นต้องรอ ให้น้ำย้อมมีสีเหลือง จึงจะย้อมผ้าติดดี สีไม่ตก ในแวดวงการทำคราม เราจะมีศัพท์ที่เป็นอันรู้และเข้าใจตรงกัน  เช่น หม้อนิลสุข หม้อนิลหนี หม้อนิลตาย ซึ่งล้วนแต่เป็นศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับความมีชีวิต การดูแลเลี้ยงดูหม้อย้อมจึงเป็นความใส่ใจ ที่ต้องคอยสังเกต หม้อนิลแต่ละหม้อมีบุคลิก

ที่แตกต่างกัน ให้เฉดสีและกลิ่นที่แตกต่างกัน แต่ละที่จะมีสูตรการก่อหม้อที่มีความเฉพาะ แต่โดยทั่วไปมีองค์ประกอบหลัก คล้ายกัน เช่น เนื้อคราม ปูนแดง น้ำขี้เถ้า น้ำมะขามเปียก น้ำตาล บางสูตรจะมีกล้วย

มีเหล้า ซึ่งแล้วแต่สูตรที่บอกต่อกันมา ทุกขั้นตอนมีเคล็ดลับ แม้แต่ขี้เถ้าก็ยังมีรายละเอียดว่า ต้นไม้ชนิดไหน เมื่อนำมาเผาแล้วจะได้น้ำขี้เถ้าคุณภาพดี เช่น เหง้ากล้วย ต้นขี้เหล็ก ต้นผักโขม เมื่อนำมาเผาจะให้

ขี้เถ้าคุณภาพดีเหมาะแก่การย้อมคราม ในครั้งแรกที่ฉันฟังจากคนทำครามเล่า ฉันก็ว่ามันเป็นเรื่องง่าย มีขั้นตอนไม่ซับซ้อน ตอนหลังพอได้มาลองทำจริงๆ ถึงได้รู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด ทุกขั้นตอนล้วนแต่ต้องอาศัยประสบการณ์ มันก็เหมือนกับการทำอาหาร ที่แม้จะได้สูตรมาเหมือนกัน วัตถุดิบเหมือนกัน ผลที่ได้กลับแตกต่างกันอยู่ที่น้ำมือของแต่ละคน

            ในบางหมู่บ้านมีความเชื่อว่า หากมีใครในหมู่บ้านเสียชีวิต  มีงานศพในหมู่บ้าน หม้อนิลก็จะหนีตามไปด้วย จึงเป็นข้อปฏิบัติที่จะตัดกิ่งไม้ที่มีหนามไปวางไว้บนปากหม้อ ป้องกันไม่ให้วิญญาณของหม้อนิลหนีหายไปพร้อมกับคนตาย

            เพราะการดูแลหม้อย้อมเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความช่างสังเกต จึงทำให้เกิดเป็นความเชื่อต่างๆ (ภาษาอิสาน เรียกว่า ข้อคะลำ) อีกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการห้ามผู้หญิงที่อยู่ในช่วงมีระดู มาดูแลหม้อย้อม คนย้อมต้องไม่ใช้น้ำหอม  เพราะหากผิดกลิ่นแม่ครามจะหนีไป

            คุณแม่เล่าว่า คุณยายนั้นจะมีบริเวณที่เป็นส่วนตัวในการวางหม้อนิล บริเวณนั้นห้ามใครที่ไม่ได้รับอนุญาต กรายเข้าไปใกล้ แม้แต่แม่ของฉันซึ่งเป็นลูกสาวคนเดียวในเวลานั้น ก็ยังไม่มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้การทำครามของคุณยายเลย บางทีอาจเป็นได้ว่า ข้อคะลำนี้เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้มีการใช้ผ้าย้อมครามลดลง ความไม่รู้ ความไม่กระจ่างในกระบวนการทำคราม จึงทำให้เกิดข้อวิตกกังวล ปิดกั้น และเป็นอุปสรรคในการสานต่อทางวัฒนธรรมการทำผ้าย้อมครามในห้วงเวลานั้น

            ตัวฉันเองแทบจะไม่ได้รับการถ่ายทอดเรื่องผ้าครามจากแม่เลย อาจเคยได้ยินคุณแม่เล่าถึงการทำครามของคุณยายเพียงไม่กี่ครั้ง ในมุมมองของแม่การทำครามเป็นเรื่องยุ่งยาก  คุณแม่ไม่ชอบกลิ่นหมักคราม และคนทำครามก็มือดำ  ประสบการณ์ของคุณแม่นั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่น่าประทับใจ

            ชีวิตในวัยเด็กของฉันเติบโตมาในครอบครัวข้าราชการ และต่อมาคุณพ่อได้ผันตัวเองไปทำงานการเมือง เป็นจุดเริ่มต้นให้ฉันลงไปคลุกคลีใกล้ชิดชุมชน การศึกษาในสายวิทยาศาสตร์ประสบการณ์การเป็นนักวิจัย ทำให้การรับรู้ในเรื่องผ้าย้อมคราม ของฉันนั้นอาจแตกต่างออกไป

            คำบอกเล่าจากชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหม้อนิลหนี หม้อนิลตาย หม้อนิลสุก ที่คนในชุมชนเชื่อว่าเป็นเรื่องของจิตวิญญาณของหม้อนิล ฉันกลับเห็นเป็นความมีชีวิตของสิ่งเล็กๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เพราะจุลินทรีย์ตัวเล็ก จะมีการกินอาหาร ขับถ่าย คนเลี้ยงครามจำต้องคอยใส่ใจดูแล เมื่อถึงเวลาย้อมก็ต้องย้อม ย้อมเสร็จก็ต้องเติมอาหาร และควบคุมความเป็นกรดด่างในหม้อย้อมให้เหมาะสม

            คุณแม่เล่าว่าคุณยายต้องเก็บครามแต่เช้าตรู่ หากทิ้งไว้สาย สีครามที่ได้จะไม่งาม มาวันนี้เราอธิบายได้ว่า เพราะสารต้นกำเนิด (Indican) ที่จะให้เกิดสีคราม มีอยู่ในกระบวนการหายใจ ซึ่งเกิดในเวลากลางคืน เมื่อใดที่ใบสัมผัสแสงอาทิตย์  สารต้นกำเนิดครามจะเปลี่ยนไปเป็นสารอื่น  ยิ่งเก็บเกี่ยวครามสายเท่าใด ก็จะได้สีครามน้อยเท่านั้น ถึงแม้คนในชุมชนไม่ได้มีเหตุผลอธิบายว่า ทำไม? เพราะอะไร? แต่องค์ความรู้ที่ส่งต่อกันมาหลายชั่วรุ่น ก็ล้วนแต่ถูกต้อง เป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ฉันเคยแม้กระทั่งมี พี เอช มิเตอร์ คอยวัดความเป็นกรด-ด่าง ในหม้อย้อม แต่กลับพบว่า หม้อนิลของฉัน มีน้ำย้อมที่คุณภาพไม่ดีเท่าของคุณยายในชุมชน ซึ่งไม่ต้องอาศัยองค์ความรู้ในทางวิทยาศาสตร์เลย

            องค์ความรู้ทางภูมิปัญญา คือสิ่งที่ล้ำค่า คำบอกเล่าจากคนในชุมชน ซึ่งเป็นเจ้าของภูมิปัญญา ในมุมมองของฉันที่มีต่อผ้าผืนสีน้ำเงิน บนกี่ทอผ้า จึงแตกต่างออกไปจากเดิม ฉันเห็นว่ามันมีเรื่องราวซ่อนอยู่  ฉันมองเห็นความมีชีวิตของผ้าผืนนั้น คงไม่ต่างอะไรกับที่คนทำคราม มองเห็นความมีชีวิตของหม้อนิล ภายใต้น้ำย้อมสีน้ำเงินมันมีความเป็นชีวิตในนั้น

            กว่าจะมาเป็นผ้าครามผืนงาม จากเมล็ดพันธุ์ครามสู่ดิน เป็นต้นคราม จากใบเล็กสีเขียว ก็ปรับเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกต เขียวอมฟ้า และเป็นสีครามในที่สุด วัฏจักรของการเปลี่ยนแปลง คือ มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ มันเป็นสัจธรรมที่เกิดขึ้นให้เราเห็น  แล้วยังมีเรื่องราวดีๆ ของผู้คนสอดประสานกัน เป็นธรรมชาติของสีคราม ธรรมชาติของคนคราม คือ มนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรม

            สกลนครเป็นพื้นที่ ที่มีความหลากหลายในเรื่องวัฒนธรรม วิธีการทำผ้าย้อมครามของที่นี่ เป็นวิถีแห่งภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และหากชุมชนนั้น นำวัฒนธรรมไปแปลงเป็นสินค้าสร้างรายได้เลี้ยงผู้คนด้วยแล้ว วัฒนธรรมนั้นจะอยู่คู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

            นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ที่รัฐบาลไทยได้เริ่มมีนโยบายหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) จากวันนั้นทำให้สินค้าทางวัฒนธรรมจากแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศไทย ได้ถูกรื้อขึ้นมาพัฒนาอีกครั้ง

            ผ้าย้อมครามก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์โอทอป ของจังหวัดสกลนคร แม้ว่าการทำผ้าย้อมครามในพื้นที่นี้จะมีมายาวนาน แต่ทว่ามันไม่ได้เกิดการสร้างรายได้สู่ชุมชน อย่างเป็นกอบเป็นกำ ในวันนั้นมีกลุ่มผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย ผ้าย้อมครามยังไม่เป็นที่นิยม ราคาไม่สูงพอที่จะสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิต มูลค่าของผ้าย้อมครามไม่สอดคล้องกับคุณค่าที่แท้จริง ความพยายามของชาวสกลนคร ที่ต้องการผลักดันให้ผ้าย้อมครามเป็นสินค้าประจำจังหวัด จึงมีมาอย่างต่อเนื่องครามสกลเป็นจุดเล็กๆ ที่มีส่วนในการจุดประกายการรื้อวัฒนธรรมการทำผ้าย้อมครามครั้งใหญ่ของจังหวัดสกลนคร แนวทางการทำงานของครามสกลถูกขับเคลื่อนด้วยความตั้งใจที่อยากจะเห็นชุมชนสามารถสร้างรายได้จากความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม 

 

 

            ผ้าย้อมครามของจังหวัดเรา เป็นผลิตภัณฑ์ที่เสมือนศูนย์รวมความภาคภูมิใจของผู้คนในจังหวัด ความภูมิใจเกิดขึ้นตั้งแต่ผู้ทำคราม ผู้ส่งเสริม แม้กระทั่งผู้ซื้อเอง ก็รู้สึกภาคภูมิใจ ที่มีส่วนในการช่วยรักษาวัฒนธรรมนี้ไว้ วันนี้เป็นที่ประจักษ์ว่า สกลนครเป็นแหล่งผลิตผ้าย้อมคราม ที่มีศักยภาพทั้งแง่คุณภาพ และปริมาณ เรามีไลน์ผลิตชุมชนที่ใหญ่มาก กระจายอยู่เต็มพื้นที่  วันนี้การขยายตัวเป็นไปในทุกมิติ จำนวนกลุ่มผู้ผลิตเพิ่มขึ้น จากเดิมคนทำคราม มักจะเป็นคนในชุมชน กลุ่มคนสูงอายุ มาวันนี้มีเด็กรุ่นใหม่จำนวนมาก ที่เข้ามามีบทบาททั้งในเรื่องการผลิต แปรรูป และเข้ามาทำการตลาด อุปสงค์ อุปทานของผ้าย้อมครามถูกกระตุ้น ความมีชีวิตชีวาเกิดขึ้นอีกครั้ง

            ในปี ๒๕๖๑ สภาหัตถศิลป์โลก (World crafts council) ขึ้นทะเบียนรับรองให้จังหวัดสกลนคร เป็นนครหัตถศิลป์โลก เจ้าแห่งครามธรรมชาติ และอีกประการหนึ่ง ผ้าย้อมครามธรรมชาติ ยังถูกขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI: Geographical indication) ของจังหวัดสกลนคร

            คุณค่าและเรื่องราวของผ้าย้อมคราม เป็นจุดเริ่มให้เกิดแรงบันดาลใจ ความเป็นคนสกลนครโดยกำเนิด ทำให้เกิดความมุ่งมั่น ซึ่งจะทำให้งานอันเป็นวัฒนธรรมของชุมชนออกสู่สากล  เพื่อเป็นช่องทางสร้างรายได้ สร้างความภาคภูมิใจให้ชุมชน ฉันเริ่มครามสกล ด้วยงานรวบรวมข้อมูลจากชุมชนเป็นเวลาเกือบ ปี ทำให้เห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนและผ้าคราม ซึ่งในแต่ละชุมชนจะมีความโดดเด่น เป็นอัตลักษณ์ชัดเจน  ด้วยภูมิประเทศของจังหวัดเรามีความหลากหลาย ทั้งภูเขา ที่ราบ และลุ่มน้ำ อัตลักษณ์ทางผ้ายอมครามก็อิงไปตามสภาพภูมิศาสตร์และผู้คน เสมือนมีอักษรจารึกเรื่องราวต่างๆ กลิ่นอายของวัฒนธรรมแทรกซึมอยู่ในผ้าผืนนั้น

            แนวคิดในระยะแรก ฉันเพียงต้องการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับผ้าย้อมคราม เพราะการไม่มีช่องทางจำหน่ายที่แน่นอน ทำให้บางครั้งคนทอผ้า ต้องขายผลิตภัณฑ์ในมูลค่าที่ไม่คู่ควรกับคุณค่าที่แท้จริง การขายควรควบคู่ไปกับการสร้างการรับรู้ให้แก่ผู้บริโภค ด้วยแนวคิดนี้ ครามสกล จึงมีพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ เพื่อให้ทุกคนที่มาที่นี่ ได้มากกว่าการมาซื้อผ้า กิจกรรมเวิร์คช็อปที่เราจัดขึ้น เป็นการสร้างความเข้าใจเบื้องต้น ผ่านกิจกรรมที่สนุก สะดวก เหมาะกับวิถีคนปัจจุบัน ที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา

            แหล่งเรียนรู้ครามสกลได้ให้อะไรมากกว่าที่คิด  ผู้คนที่มาที่นี่ นอกจากจะได้อุดหนุนสินค้าดีๆ จากชุมชน ได้สัมผัสวิถีการทำผ้าคราม ที่ครามสกลเรายังมีโอกาส ได้ทำหน้าที่ เสมือนจุดเชื่อมโยงของคนในแวดวงคราม การได้มาพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแนวคิด ทำให้เกิดการพัฒนา นอกจากองค์ความรู้แล้ว สิ่งที่ผู้คนจะได้รับจากเรา คือ แรงบันดาลใจ ในการที่จะไปสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนของตนเอง 

            ฉันเชื่อว่า วัฒนธรรมมีอยู่ในทุกๆ ที่ แต่ประโยชน์ของวัฒนธรรมจะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อคนในชุมชน มองเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมตนเอง

Hits: 954