ลำตัดในรูปหนังสือ

ประวัติลำตัด

     ลำตัดเกิดในเมืองไทยตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ดังที่ผู้เขียนเขียนไปแล้วในหนังสือชื่อ เพลงนอกศตวรรษ (พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๑) กับหนังสือชื่อ สารานุกรมเพลงพื้นบ้านภาคกลาง (พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๘)

     โดยสรุปคือเป็นการเล่นที่กลายมาจากการสวดสรรเสริญพระเจ้าของศาสนาอิสลาม คนไทยนำมาดัดแปลงเป็นลิเก (เล่นเป็นเรื่องเป็นราวแบบจักรๆ วงศ์ๆ) กับลำตัด (เล่นโต้ตอบกันด้วยโวหาร) เครื่องดนตรีสำคัญที่ใช้ในวงลิเกคือปี่พาทย์  ส่วนเครื่องดนตรีของลำตัดคือรำมะนา ซึ่งลูกหนึ่งๆ ราคาแพงถึงหมื่นสองหมื่นบาท หรือมากกว่านั้น

     สมัยก่อนคนเล่นลำตัดมีแต่ผู้ชาย  ยุค ๒๔๖๐ (สมัยรัชกาลที่ ๖) มีการประชันวง ชายทั้งสองฝ่ายมักว่ากันแรงๆ  จนเกิดการต่อยตีกันวุ่นวาย ทางการต้องห้ามไม่ให้ประชันไปพักหนึ่ง  ต่อมาผู้หญิงก็หัดเล่นลำตัด และเริ่มมีวงลำตัดชายคู่ หญิงคู่  จนประมาณ พ.ศ. ๒๔๗๙ จึงเปลี่ยนเป็นชายคู่หนึ่ง ร้องแก้กับหญิงอีกคู่หนึ่ง  แล้วพัฒนามาอย่างที่เห็นในยุคปัจจุบัน คือหญิง ๓–๔ คน ชาย ๓–๔ คน ร้องโต้ตอบกัน 

      อนึ่ง ในยุค ๒๔๗๐ ควรสังเกตว่ามีการบันทึกลำตัดลงแผ่นเสียงจำหน่ายหลายแผ่น  ห้างที่จัดทำเรื่องนี้ได้แก่ห้างรัตนมาลาของนายชัย บำรุงตระกูล  (รื้อตึกทิ้งสร้างเป็นห้างดิโอลด์สยามในปัจจุบัน) ถ้าท่านดูบัญชีรายชื่อเพลงที่พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ (ดูหนังสือ พ่อค้าชาวสยาม โดย เอนก นาวิกมูล หน้า ๗๔) จะเห็นว่ามีลำตัด ๑๒ แผ่น เช่นลำตัดเรื่องทุกข์ร้อน-หนาว ลำตัดแขกปนไทย ลำตัดต่อกลอนชมต้นไม้ ลำตัดผู้ชายว่าแก้กัน  ผู้ร้องลำตัดอัดแผ่นเสียงชุดนี้ ได้แก่นายสะโอด นอกนั้นยังมีสวัสดิ์, ชิ้น, เชื่อม, ละม้าย แต่ไม่ได้ระบุเพศ ทำให้ไม่ทราบว่าหญิงหรือชาย

 

ลำตัดในหนังสือพิมพ์

     ในยุค ๒๔๖๐–๒๔๗๐ มีการเขียนลำตัดลงหนังสือพิมพ์ค่อนขอดข้าราชการที่โกงกิน หรือลำตัดว่าด้วยโจรผู้ร้าย ฆาตกรรม และข่าวดังๆ เป็นเล่ม หลายเรื่องหลายตอน   หนังสือพิมพ์ที่ลงลำตัดเหล่านี้ ได้แก่ บางกอกการเมือง  กับ เกราะเหล็ก ซึ่งบรรณาธิการเป็นคนเดียวกัน แต่ต่างวาระ คือนายเสม สุมานันท์ ผู้ใช้นามปากกาเวลาแต่งลำตัดว่า  “แก่นเพชร”

      นักเขียนลำตัดที่ฝีปากดุเด็ดเผ็ดร้อนไม่แพ้ “แก่นเพชร” คือ  “วงศ์เฉวียง” หรือ เฉวียง เศวตะทัต  และ “เสือเตี้ย” หรือ เปล่ง โกมลจันทร์ (ดูหนังสือ วิสาสะ เล่ม ๒ โดย สถิต เสมานิล)  ทั้งสามคนนี้ได้บันทึกเหตุการณ์บ้านเมืองและสังคมในรูปลำตัดได้อย่างน่าอ่านมาก

 

ลำตัดในรูปหนังสือเล่ม

     ทางด้านหนังสือเล่มซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เขียนอยากเน้น  เพราะมีหนังสือลำตัดอยู่จำนวนหนึ่ง พบว่ายุค ๒๔๖๐–๒๔๗๐   นั้น มีผู้พิมพ์ลำตัดขนาดหนังสือโรงพิมพ์วัดเกาะกันหลายเจ้า เช่นโรงพิมพ์ห้างสมุด (สำนักพิมพ์) เขษมพานิช นายปรีดี โรงพิมพ์เฮงหลี สะพานดำ  นางสาวศรีจันทร์  นายนรินทร์  รจนาธิเศร์ พญาลอ โรงพิมพ์ราษฎร์เจริญ(โรงพิมพ์วัดเกาะ –พบที่เป็นลำตัดไม่มาก) ช. เพ็ชรพล ย. พงเสวต  สนาน เพียรพานิช ฯลฯ  

     ให้สังเกตว่า ชื่อเจ้าของหรือผู้พิมพ์เหล่านี้ ระบุตัวตนชัดเจนบ้าง ไม่ชัดเจนบ้าง บางทีก็กำกับแค่ว่าเป็นเจ้าของ  หรือผู้พิมพ์ แบบหลวมๆ เท่านั้น

 

นักเขียนลำตัด

     ส่วนนักเขียนลำตัดเล่ม ได้แก่ผู้ใช้นามแฝงว่า “หะยีเขียด” ซึ่งแต่งลำตัดไว้หลายเล่มมาก  พลายนรินทร์ แต่งลำตัดหลายเล่มเช่นกัน  (สงสัยว่าจะใช่ นรินทร์  รจนาธิเศร์ หรือไม่) พลายบัว เสือสมิง เสือโย่ง วงศ์อินทร์ เสือสมิงรณขัณฑ์ บังสะโอด  

     จนถึง พ.ศ. ๒๔๙๑ และ ๒๔๙๒ จึงมีลำตัดเล่มหนึ่งคือ ศรีทนนชัย ลงชื่อผู้แต่งว่า หะยีกบ หาญผจญ นับเป็นยุคท้ายๆ ที่มีการแต่งลำตัดเล่มจำหน่าย

     จากการนำหนังสือลำตัดมาสำรวจดู พบว่าหะยีเขียดกับพลายนรินทร์ เขียนลำตัดมากกว่าคนอื่นๆ

 

ผลงานของหะยีเขียด

     ผลงานลำตัดของหะยีเขียด เรียงตามลำดับปีพิมพ์ ได้แก่  

     ๒๔๖๘ อีทองเลื่อนที่หักคอน้องผัว (พิมพ์ครั้งที่ ๔ ตั้ง ๕,๐๐๐ เล่ม แสดงว่าขายดีมาก) ปีศาจอีทองเลื่อน

     ๒๔๖๙ อีสาวทองลิ่มใจร้ายที่ฆ่าเด็กหญิงอำภรตาย อ้ายบุญเพ็ง เจ้าแห่งผู้ร้ายหีบเหล็ก (สามเล่มจบ) เรื่องนี้มาจากเหตุการณ์ พ.ศ. ๒๔๖๑ คราวนายบุญเพ็งฆ่านางปริกแล้วเอาใส่หีบเหล็กไปทิ้งน้ำ แต่หีบศพลอยขึ้นมา จนนายบุญเพ็งถูกจับได้ และถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการตัดคอเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔

     อาร์แซนลูแปงเมืองไทย ว่าด้วยนายภักดีนาถ (จีน) อดีตข้าราชการ สมคบกับนายฮกเซ่งขี้ยาและพวกอีกหลายคน ปีนเพดานพระที่นั่งในพระบรมมหาราชวัง ลักพระราชทรัพย์อันล้ำค่าพวกเพชรพลอย เครื่องประดับจำนวนหลายรายการ   ต่อมาทั้งหมดถูกจับได้ เพราะเมียนายฮกเซ่ง (มีสองคน) เอาเครื่องเพชรมาอวดเพื่อน   ต่อมานายภักดีนาถ (จีน) ถูกตัดสินจำคุก ๑๕ ปีฐานหัวหน้า แต่ลดโทษเหลือ ๑๒ ปี   อ้ายฮกเซ่งตัวการใหญ่ ถูกจำคุก ๒๑ ปี นอกนั้นก็โดนคนละ ๙ ปีหรือมากน้อยกว่านั้น แล้วแต่การกระทำหนักเบา

     อ้ายฮกเซ่งแหกคุก เป็นลำตัดอีกเล่มหนึ่ง กล่าวถึงนายฮกเซ่งเมื่อถูกจับแล้ว กลับปีนห้องขังหนีไปได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องวุ่นวายออกตามล่ากันอุตลุต  อ้ายฮกเซ่งหนีไปสิงห์บุรี ลพบุรี ตำรวจปลอมตัวเป็นชาวนาติดตามไปจนพบ และจับตัวได้ที่บ้านเดี่ยวหลังหนึ่ง เป็นอันว่าฮกเซ่งต้องถูกขังอีกครั้ง  (ชีวิตนักย่องเบาทั้งหมดหลังจากถูกขังแล้วเป็นอย่างไรไม่ทราบ ไม่มีใครนำมาเล่าต่อ)

     ต่อไปเป็นเรื่อง นางกิมไล้รูปงามที่เอาหอกตอกหน้าผัวตาย  ความลึกลับของสถานเปรมรัตน์ ถนนหลานหลวง ของนางส้มลิ้ม กับหมอพร  รับรักษาโรค เช่นริดสีดวง ด้วยรังสีไวโอเลต ต่อมาเกิดเหตุหมอพรใช้อุบายข่มขืนเด็กหญิงสวาสดิ์ที่ไปเอายา หมอพรจึงต้องขึ้นศาล และต้องรอรับคำตัดสินโทษต่อไป

     ๒๔๗๐ เรื่องอ้ายเสือย้อยใจยักษ์ (พิมพ์ซ้ำ ๒๔๗๒)

     ๒๔๗๑ เรื่องตำรวจใจเด็ด  ปีศาจบุญศรี (นำไปพิมพ์ซ้ำในปี ๒๔๙๒)

     ๒๔๗๒ หญิงใจยักษ์ฆ่าลูกในไส้ตายอย่างทุเรศ ประหารชีวิตอ้ายกีใจร้าย ผัวเก่าผัวใหม่

     ๒๔๗๓ บ๋อยพาลฆ่าเพราะอยากเล่นปลาสลิด

           

ผลงานของพลายนรินทร์

     ฝ่ายพลายนรินทร์  ผลงานก็ใช่ย่อยเหมือนกัน บางเรื่องจะเห็นว่าใช้หัวข้อและข่าวที่มหาชนกำลังสนใจ เช่นเรื่องลักพระราชทรัพย์ในพระบรมมหาราชวัง เป็นต้น

     ๒๔๖๘ อ้ายก้านผู้วิเศษ จอมโจรหนองโดน สระบุรี ลพบุรี ที่ต่อสู้กับกองตำรวจอย่างทรหดอดทน อ้ายก้าน คดีค้าฝิ่นเถื่อนที่ต่อสู้แลยิง ร.ต.อ. ขุนตระเวนรักษาตาย ลำตัดประชันระหว่างพลายนรินทร์ล้วงตับพระยานนทิเสน ว่าแก้อย่างละห้อย (พระยานนทิเสน แม็ก เศียรเสวี โกงรางวัลลอตเตอรีเสือป่า จนต้องติดคุก)

     ๒๔๖๙ คดีลักพระราชทรัพย์ในพระบรมมหาราชวัง (ราวห้าเล่มจบ) อ้ายลูกฆ่าพ่อ พิพากษาตัดสินพระยานนทิเสนคดีขี้ฉ้อกลางเมือง ฆาตกรรมถ่วงกระสอบ เจ้าคุณรามฯ ไปนอกกรุง ฆ่ากำนันนนท์บุรี แทงฅอผู้หญิงตาย ตำรวจพิฆาฏทหารเรือ เหตุอุกฉกรรจ์อันสยดสยอง ณ จังหวัดธนบุรี

     (ลำตัดหลังปี ๒๔๖๙ ของพลายนรินทร์ยังหาไม่พบ)

     ขณะนี้ยังหาประวัติหะยีเขียดและพลายนรินทร์ไม่ได้  

     ลำตัดเป็นเพลงพื้นบ้านที่น่าสนใจมาก เพราะมีอายุเกินร้อยปี มีรายละเอียดให้ต้องศึกษาอีกมาก แต่ในโลกปัจจุบันลำตัดก็เหมือนเพลงพื้นบ้านอื่นๆที่มีคนว่าจ้างไปร้องตามงานน้อยลง  การเก็บเนื้อหาและทำนองดีๆ จากลำตัดจึงเป็นสิ่งที่ทั้งราชการและนักวิชาการต้องรีบจัดการอย่างประมาทมิได้

 

 เรื่อง : เอนก นาวิกมูล

Hits: 206