จิตวิญญาณกับลมหายใจสำนักปี่พาทย์

 

         “เสียงระนาดเอกคือ เสียงที่ผมได้ยินมาตั้งเเต่ยังไม่ได้ลืมตาดูโลก เหตุเพราะว่า ในช่วงเช้ามืดของทุกๆ วันนั้น คุณพ่อของผมที่จัดว่าเป็นนักระนาดเอกมือหนึ่งในยุค .. ๒๕๐๐ และมีฉายาว่าระนาดน้ำค้างหรือนามของท่านก็คือครูสุพจน์ โตสง่าท่านจะต้องตื่นขึ้นมาในตอนเช้ามืด เพื่อฝึก ..ไล่ระนาด .. ในทุก วัน จึงไม่เเปลกอะไรนักที่ตัวผมเองนั้น จะได้ยินเสียงระนาดเอก...ที่บรรเลงโดยคุณพ่อมาตั้งเเต่ยังอยู่ในท้องแม่ หรือจะเรียกว่าเกิดมาพร้อมกับเสียงระนาดในวงปี่พาทย์ก็ไม่ผิด  

          ผมเติบโตขึ้นมาท่ามกลางเสียงของวงปี่พาทย์ ทุกๆ วัน ผมเห็นลูกศิษย์ของคุณพ่อลุกขึ้นมาไล่ระนาดตอนเช้ามืด พอตอนสายทุกคนจะช่วยกันประกอบอาหารเเละรับประทานไปพร้อมๆ กัน หลังจากนั้นก็เริ่มต่อเพลงซ้อมเพลงกันไปจนบ่าย เเล้วก็จะพักผ่อน พอเข้าช่วงบ่ายเเก่ๆ ได้เวลาเริ่มหุงหาและรับประทานอาหารเย็น ช่วงค่ำเริ่มซ้อมกันเป็นวง ปรับเพลงที่ต่อกันมาในตอนกลางวัน ทำเเบบนี้อยู่เป็นประจำในทุกๆ วัน เว้นเเต่ในวันที่ต้องออกไปแสดงตามงานต่างๆ 

          สิ่งหนึ่งที่ผมได้เห็นคุณพ่อกระทำในตอนเช้าทุกๆ วัน ก็คือ ท่านจะต้องจุดธูปไหว้พระเเละไหว้ครูที่อยู่บนหิ้ง ซึ่งจะมีศีรษะพ่อเเก่เเละตะโพนที่เก่ามาก ที่บูชาสืบทอดต่อๆ กันมาตั้งเเต่สมัยปู่ทวด ซึ่งคุณปู่ทวดอุทัยของผมนั้นเป็นชาวบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เเละได้ย้ายถิ่นฐานมาปักหลักที่เมืองหลวง หลังวัดบวรนิเวศวิหาร ตั้งเเต่สมัยรัชกาลที่ คุณปู่ของผมนั้นเป็นคนเจ้าระเบียบเเละดุมาก ในตอนนั้นคุณพ่อผมมักจะบอกทุกๆ คนเสมอว่าพวกเอ็งดีนะ ไม่เคยโดนไม้ตีระนาดฟาดหัวเหมือนกับข้าซึ่งหมายความว่า ถ้าใครต่อเพลงโดยคุณปู่ตีให้ฟังเป็นครั้งที่ แล้วยังจำเพลงวรรคนั้นไม่ได้ ก็จะต้องโดนคุณปู่ใช้ไม้ตีระนาดฟาดไปที่ศีรษะ ซึ่งก็ไม่เว้นเเม้เเต่คุณพ่อที่เป็นลูกชายเเท้ๆ ของท่าน คุณพ่อของผมท่านเป็นคนใจดี ไม่เคยดุหรือตีลูกศิษย์ เเต่จะชอบใช้วาจาพูดสั่งสอนเหล่าบรรดาลูกศิษย์ของท่านแทนเป็นประจำ 

 

          สำนักปี่พาทย์โตสง่า ได้อพยพถิ่นฐานไปอยู่เเถวพหลโยธินซอย อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และในปี .. ๒๕๒๔ ได้ย้ายไปอยู่ในสวนจำปาเเถวหนองเเขม ใกล้ๆ กับวัดราษฎร์บำรุง ซึ่งเป็นวัดที่คุณพ่อของผมนั้นมีความสนิทสนม ด้วยนับถืออยู่กับท่านพระครูปัญญาภิสิฐ หรืออาจารย์หรั่งเเห่งวัดราษฎร์บำรุง โดยมารับงานเเสดงปี่พาทย์ที่วัดเเห่งนี้อยู่เป็นประจำ เรียกได้ว่าผูกขาดอยู่คณะเดียว ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากคุณปู่พุ่ม โตสง่า ที่ท่านนั้นมีความสนิทสนมกับวัดบวรนิเวศวิหาร ปัจจุบันนี้ สำนักปี่พาทย์โตสง่า ได้ย้ายมาอยู่ที่ซอยหมวกน้อยอุทิศ ถนนเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งใต้ ไม่ไกลไปจากวัดราษฎร์บำรุงมากนัก 

          .. ๒๕๓๖ เมื่อคุณพ่อได้เสียชีวิตลง ผมจึงต้องเป็นผู้ควบคุมสำนักอย่างเต็มตัว หรือเรียกว่ากลายเป็นเจ้าสำนักปี่พาทย์โตสง่า ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นกันมาอย่างยาวนาน มีทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ใหม่อยู่ในสำนัก รวมๆ กันเเล้ว กว่า ๓๐ ชีวิต ซึ่งตามธรรมเนียมเจ้าสำนักจะต้องเป็นผู้ดูเเลเเละจัดการค่าใช้จ่ายต่างๆ ทุกอย่าง ซึ่งตรงนี้เเสดงให้เห็นว่าเจ้าสำนักปี่พาทย์ทุกคนจะต้องมีความเสียสละ มีจิตใจที่โอบอ้อมอารี และต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องดนตรีทุกๆ ด้าน เพื่อให้สำนักปี่พาทย์ของตัวเองนั้นดำรงอยู่และสืบทอดต่อๆ กันไป ส่วนลูกศิษย์หรือเด็กๆ ที่อยู่ในสำนักทุกคน ต้องกินและนอนอยู่ในสำนัก เพื่อฝึกฝนดนตรีปี่พาทย์ด้วยจิตวิญญาณและความมุ่งมั่นของตัวเขาเอง โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆ ส่วนมือระนาดเอกทุกคนจะต้องตื่นเช้ามืด เพื่อไล่ระนาดฝึกฝนตัวเองเหมือนกับตัวผมในวัยเด็ก รวมถึงศิษย์คนอื่นๆ ก็ต้องฝึกซ้อมรวมวงทั้งในตอนกลางวันเเละกลางคืน เพื่อออกทำการเเสดงปี่พาทย์ตามงานต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นวงปี่พาทย์มอญในงานศพ 

          แต่ในยุคปัจจุบัน เมื่อวงปี่พาทย์ทุกคณะประสบปัญหางานเเสดงลดน้อยลง ทำให้นักดนตรีปี่พาทย์หันไปประกอบอาชีพอื่นๆ ไม่มีใครอยากให้ลูกหลานมายึดอาชีพนักดนตรีปี่พาทย์เหมือนอย่างในยุคก่อน  อีกทั้งมีการเรียนการสอนดนตรีไทยตั้งเเต่ชั้นประถมจนไปถึงระดับอุดมศึกษาตามสถาบันต่างๆ ซึ่งจบไปสามารถประกอบอาชีพรับราชการครูสอนดนตรี หรือเป็นนักดนตรีประจำตามหน่วยงานของรัฐ เช่น กองดุริยางค์ เหล่าทัพ จึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเข้ามาอยู่ในสำนักปี่พาทย์ 

          แม้ว่าผมนั้นพยายามดำเนินวิถีชีวิตของสำนักปี่พาทย์เหมือนเเบบในยุคก่อน โดยมิได้เปลี่ยนแปลงอะไร เเต่สิ่งที่เริ่มเปลี่ยนไปตามกาลเวลา นั่นก็คือเด็กในสำนักที่เริ่มลดน้อยลงไปเหลืออยู่ไม่ถึง ๑๐ ชีวิต ที่ยังใช้ชีวิตกินนอนและฝึกซ้อมกันแบบเดิม นอกนั้นที่เหลือก็จะมาเรียนตอนเช้าเเล้วผู้ปกครองก็จะมารับกลับบ้านในตอนเย็น ถ้าเป็นเเบบนี้อีกต่อไปสำนักปี่พาทย์โตสง่าของผมก็จะอาจจะกลายเป็นโรงเรียนสอนดนตรีไทยเเบบธรรมดาทั่วไป ที่เรามักจะเห็นกันตามห้างสรรพสินค้าหรือสถาบันดนตรีต่างๆ ที่มีเด็กมาเรียนพอหมดชั่วโมงเรียนก็จะกลับไปบ้านนั่นเอง 

          กาลเวลาผ่านไป...สรรพสิ่งในโลกนั้นย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วยสำนักปี่พาทย์ที่มีชื่อเสียงหลายสำนัก สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ จากรุ่นสู่รุ่นเหมือนกับตระกูลของผม ค่อยๆ หายกันไปทีละสำนัก จนเกือบจะหมดสิ้นไปในยุคนี้ เหมือนกับสำนักปี่พาทย์ของครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ พระยาเสนาะดุริยางค์ ฯลฯ การได้ใช้ชีวิตตั้งเเต่เกิดอยู่ในสำนักปี่พาทย์ แน่นอนที่สุด..ผมคงไม่ยอมให้สำนักปี่พาทย์โตสง่า ซึ่งเป็นสำนักปี่พาทย์แบบโบราณนั้น ล่มสลายสูญหายไปจากโลกนี้อย่างเเน่นอน ตราบใดที่ควันธูปเเละกลิ่นธูปนั้น คือสิ่งหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของนักดนตรีปี่พาทย์ สำนักปี่พาทย์โตสง่า ก็ยังคงจะต้องดำเนินต่อไปข้างหน้าจนกว่าลมหายใจสุดท้ายของผมจะหมดสิ้นไป

 

 

รู้จักวงปี่พาทย์

          สำหรับคนรุ่นใหม่อาจจะนึกภาพไม่ออกว่าวงปี่พาทย์เป็นอย่างไร จึงขอทำความเข้าใจก่อนว่า เครื่องดนตรีไทยของเราทั้งหมดนั้น เเบ่งออกได้เป็น ประเภท ตามลักษณะของวิธีที่ทำให้เกิดเสียง ประกอบไปด้วยประเภท ดีด สี ตี เเละเป่า ถ้าพูดถึงวงดนตรีไทย สามารถเเบ่งออกได้เป็น วง คือ 

          วงปี่พาทย์ วงเครื่องสาย และวงมโหรี ซึ่งก็เเน่นอนทั้ง วงนี้จะมีเครื่องดนตรีประเภทต่างๆ ทั้ง ประเภท คือ ดีด สี ตี เเละเป่า รวมอยู่ในวงที่แตกต่างกันออกไป 

          วงปี่พาทย์เป็นวงดนตรีที่ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีประเภทเป่าและตี เป็นหลัก ดังนั้นเครื่องดนตรีของวงปี่พาทย์ได้เเก่จำพวกระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ตะโพน กลองทัด เเละที่ขาดไม่ได้ก็คือเครื่องดนตรีประเภทเป่าในตระกูลปี่ เช่น ปี่ใน ปี่นอก หรือปี่ชวา  

          ส่วนวงเครื่องสายนั้นประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีประเภทดีดเเละประเภทสี เป็นหลัก เช่น จะเข้ ซอด้วง ซออู้ เเละจะมีเครื่องเป่าตระกูลขลุ่ย เข้ามาร่วมด้วย 

          ส่วนวงมโหรีนั้นเป็นการรวมเครื่องดนตรีทุกๆ ประเภททั้ง ดีด สี ตี เป่า อยู่ในวงทั้งหมด หรือจะกล่าวว่าวงมโหรีนั้นเป็นการรวมวงปี่พาทย์กับวงเครื่องสายเข้าด้วยกันก็ได้ 

          เเต่วงดนตรีไทยทั้งหมดนี้ วงปี่พาทย์นั้นจัดเป็นวงดนตรีไทยที่มีการนำไปใช้เเสดงตามงานต่างๆ มากที่สุด เช่น งาน มงคลเเบบงานบวชนาค งานขึ้นบ้านใหม่ หรือจะใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่นงานวางศิลาฤกษ์ ฉลองพัดยศ เทศน์มหาชาติ รวมถึงใช้ประกอบการเเสดงการละเล่นต่างๆ เช่น โขน ละคร ลิเก และหนังใหญ่ เป็นต้น เเละสำคัญที่สุดก็คือ  การประกอบพระราชพิธีหลวงต่างๆ ในพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์

 

 วงปี่พาทย์จะมีอยู่ด้วยกันหลาย ประเภท ได้แก่ 

          . วงปี่พาทย์เครื่องห้า เป็นวงปี่พาทย์ที่เป็นวงหลัก มีจำนวนเครื่องดนตรีน้อยชิ้นที่สุด ได้แก่ ปี่ใน ระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ กลองทัด ตะโพน ฉิ่ง (ในบางกรณีอาจใช้ฉาบกรับ โหม่งด้วย) 

          . วงปี่พาทย์เครื่องคู่ เหมือนวงปี่พาทย์เครื่องห้า แต่เพิ่มระนาดทุ้มกับฆ้องวงเล็ก และนำเอาปี่นอก ซึ่งใช้ในการบรรเลงปี่พาทย์สำหรับการแสดงหนังใหญ่สมัยโบราณมารวมอยู่ด้วย (บางทีอาจใช้กรับหรือใช้กลองแขกแทน) 

          . วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ เป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ ที่เพิ่มระนาดเอกเหล็กและระนาดทุ้มเหล็กเข้าไป บางวงก็เพิ่มกลองทัดเข้าไปอีก  

          . วงปี่พาทย์นางหงส์ เรียกตามชื่อเพลงนางหงส์ที่ใช้บรรเลงในงานศพของสามัญชน เป็นวงปี่พาทย์ธรรมดา แต่เมื่อนำไปใช้ประโคมในงานศพ จะตัดปี่ใน ตะโพน และกลองทัดออกไป ใช้ปี่ชวาแทนปี่ใน ใช้กลองมลายูแทนตะโพนและกลองทัด ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยม เพราะได้หันมานิยมวงปี่พาทย์มอญแทน 

          . วงปี่พาทย์มอญ ประกอบด้วยเครื่องดนตรีที่ได้อิทธิพลมาจากมอญ เช่น ฆ้องมอญ ปี่มอญ ตะโพนมอญ และเปิงมางคอก 

          . วงปี่พาทย์ชาตรี เป็นวงดนตรีโบราณ ใช้บรรเลงประกอบการแสดงโนราชาตรี และหนังตะลุงทางภาคใต้ของไทย หรือที่เรียกว่าวงปี่พาทย์เครื่องเบาประกอบด้วยเครื่องดนตรีดังนี้ ปี่ โทนชาตรี กลองชาตรี (กลองตุ๊ก) ฆ้องคู่ ฉิ่ง กรับไม้ 

          . วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ เป็นวงปี่พาทย์ประสมชนิดหนึ่ง ตั้งตามชื่อโรงละครดึกดำบรรพ์ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงคัดเลือกเครื่องดนตรีที่มีเสียงทุ้มนุ่มนวลประสมเข้าด้วยกัน ให้เหมาะสมกับการแสดงละครดึกดำบรรพ์ คือ ระนาดเอก (ใช้ไม้นวม) ระนาดทุ้ม ระนาดทุ้มเหล็ก ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องหุ่ย ขลุ่ยเพียงออ ตะโพน ฉิ่ง ซออู้ ขลุ่ยอู้ กระจับปี่ ได้รับความนิยมมากในช่วงรัชกาลที่   

          . วงปี่พาทย์เสภา เป็นวงปี่พาทย์ซึ่งใช้กลองสองหน้ากำกับจังหวะหน้าทับแทนตะโพนและกลองทัด เริ่มนำมาบรรเลงร่วมกับการเล่นเสภาในสมัยรัชกาลที่

 

 ไหว้ครูปี่พาทย์

           วงปี่พาทย์นั้นมีตะโพนเป็นสัญลักษณ์ของวง และนักดนตรีปี่พาทย์ทุกๆ คนจะถูกสอนว่า ตะโพนนั้นเป็นตัวเเทนของพระปรคนธรรพเทพเจ้าเเห่งดนตรีไทย ดังนั้น นักดนตรีปี่พาทย์จะมีพิธีกรรมที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งคือพิธีไหว้ครูหรือพิธีไหว้ครูปี่พาทย์หรือพิธีไหว้ครูดนตรีไทยเป็นพิธีกรรมที่กระทำสืบเนื่องติดต่อกันมาอย่างยาวนาน จากรุ่นสู่รุ่น มาหลายร้อยปี ซึ่งโดยความจริงเเล้ว นักดนตรีในวงเครื่องสายรวมถึงเครื่องดนตรีของวงเครื่องสายนั้น ก็สามารถจะมาร่วมเข้าพิธีไหว้ครูกับวงปี่พาทย์ได้ เหตุเพราะว่าวงเครื่องสายนั้นก็มี พระปัญจะสีขร เป็นเทพเจ้าที่จัดเป็นสัญลักษณ์ของวงเครื่องสายอยู่ด้วย แต่ถ้าจะถามว่าทำไมวงเครื่องสายถึงไม่มีพิธีไหว้ครูเป็นพิธีกรรมของตัวเองบ้าง ก็คงเป็นเพราะเหตุว่า วงเครื่องสายในสมัยโบราณกาลนั้นจะมีเเต่สุภาพสตรีมาเล่นกัน หรือกล่าวอย่างง่ายๆ ว่า วงเครื่องสายนั้นเป็นวงดนตรีสำหรับผู้หญิง ดังนั้น ในเรื่องพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งต้องเป็นเรื่องของผู้ชาย จึงเหมือนกับพิธีกรรมอื่นๆ เช่นพิธีของสงฆ์หรือพิธีของพราหมณ์ ซึ่งผู้หญิงนั้นจะไม่มีส่วนร่วมอยู่ในพิธีกรรมเช่นนี้อยู่ก่อนเเล้ว 

          ในส่วนพิธีไหว้ครูของวงปี่พาทย์หรืออาจจะกล่าวว่าพิธีไหว้ครูของดนตรีไทยนั้น จะต้องมีผู้นำการอ่านโองการไหว้ครูนุ่งขาวห่มขาวมาเป็นผู้กล่าวนำหรือจะเรียกกันง่ายๆ ตามสมัยนิยมก็คือเจ้าพิธีนั่นเอง เเละผู้นำการอ่านโองการไหว้ครูดนตรีไทยนั้น จะต้องมีคุณสมบัติที่อยู่ในเกณฑ์ของโบราณ เช่น ต้องผ่านการเป็นนักดนตรีปี่พาทย์ในชั้นสูงสุด ก็คือสามารถที่จะบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ที่จัดเป็นเพลงชั้นสูงหรือเพลงครูต่างๆ ได้ทุกเพลง ซึ่งก็เเน่นอนว่า กว่าที่ทุกคนจะมาถึงจุดนี้ได้ ก็จะต้องต่อเพลงเเละร่ำเรียนต่อเนื่องกันมาแล้วอย่างยาวนาน ที่สำคัญคือจะต้องบวชเป็นพระเสียก่อนที่จะมาเรียนเพลงหน้าพาทย์ขั้นสูงสุดได้ ต่อจากนั้น เเล้วจะต้องเข้าร่วมบรรเลงประกอบพิธีไหว้ครูให้อยู่ในวัยอันสมควรก่อนถึงจะก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำการอ่านโองการไหว้ครูหรือเจ้าพิธีได้นั่นเอง เเต่มันก็ยังไม่เพียงเท่านั้น ก่อนที่จะก้าวขึ้นไปเป็นผู้อ่านโองการไหว้ครูได้นั้น จะต้องทำพิธีการรับมอบโองการไหว้ครูหรือรับมอบตำราที่ใช้ในการไหว้ครู จากครูผู้อาวุโสที่อ่านโองการเสียก่อน จึงจะก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำการอ่านโองการไหว้ครูดนตรีไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ จึงจะเห็นได้ว่านักดนตรีปี่พาทย์ทุกคนนั้น ก็ไม่สามารถที่จะก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำอ่านโองการหรือเป็นเจ้าพิธีกันได้ทุกคน 

          ส่วนขั้นตอนในพิธีการไหว้ครูนั้น ผู้เข้าร่วมพิธีจะต้องมานั่งอยู่ด้านหลัง เเละกล่าวคำไหว้ครูตามผู้นำอ่านโองการโดยเบื้องหน้าของปรัมพิธีไหว้ครูนั้น จะต้องมีเครื่องดนตรีไทยต่างๆ หรือศีรษะครูเเละเทพต่างๆ มาตั้งวางเรียงรายจัดให้สวยงามเเละมีเครื่องสังเวยเช่นหัวหมู เป็ด ไก่ เครื่องกระยาบวช รวมถึงขนมหวานมงคล ผลไม้ตามฤดูกาล เเละที่ขาดไม่ได้ก็คือบายศรีเเละพวงมาลัยดอกไม้ นำมาจัดวางเรียงไว้ข้างหน้า เพื่อเตรียมเข้าพิธีถวายเครื่องสังเวยนั่นเอง โดยหลังจากพิธีกรไหว้ครู หรือผู้นำอ่านโองการได้กล่าวคำเชิญบรมครูเเละเทพยดาต่างๆ มาพร้อมเพรียงกันเเล้ว ก็จะเริ่มพิธีการถวายเครื่องสังเวยที่วางอยู่ด้านหน้า และหลังจากลาเครื่องสังเวยที่ถวายเเล้ว ก็จะเข้าสู่พิธีกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ พิธีประสิทธิ์ประสาทวิชาการเรียนดนตรีปี่พาทย์ที่เรียกว่าพิธีการจับมือนั่นเอง  

 

          พิธีการจับมือนั้น ถือเป็นการเริ่มประสิทธิ์ประสาทวิชาให้กับผู้ที่จะเริ่มเรียนดนตรีไทย ด้วยผู้เรียนจะต้องเข้าไปนั่งอยู่ข้างในวงฆ้องวงใหญ่เเละพิธีกรกล่าวนำไหว้ครูจะอ้อมมาจับมือผู้เรียนจากด้านหลัง พร้อมตีลงไปบนลูกฆ้องใน ทำนอง เพลงสาธุการ ครั้ง จึงจะเป็นอันว่าผู้ที่เข้าร่วมพิธีการจับมือนั้น เป็นนักดนตรีไทยได้โดยสมบูรณ์แบบ และสามารถที่จะฝึกฝนร่ำเรียนได้ตามประเพณีนั่นเอง 

          ซึ่งพิธีการจับมือเพลงสาธุการนั้น  ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กๆ หรือเยาวชนที่พึ่งเข้าร่วมฝึกหัดการเรียนวิชาดนตรีไทย ส่วนผู้ที่มีวัยสูงขึ้นมาก็จะเข้าพิธีจับมือในการเรียนเพลงหน้าพาทย์ที่สูงขึ้นไปอีก จนถึงขั้นสุดท้ายทุกคนจะต้องเข้าพิธีจับมือเพลงองค์พระพิราพซึ่งถือว่าเป็นจุดสูงสุดของนักดนตรีปี่พาทย์ 

          ส่วนบุคคลที่ไม่ได้เข้าร่วมพิธีจับมือ มีอยู่ จำพวก คือ พวกที่ได้ร่ำเรียนวิชาปี่พาทย์ไปจนถึงจุดสูงสุดเเล้ว เเละอีกพวกก็คือพวกที่ไม่ได้คิดจะเรียนเพลงหน้าพาทย์จนไปถึงชั้นสูงสุด เเต่ทุกๆ คนก็จะเข้าร่วมพิธีเจิมหน้าผากเเละรดน้ำมนต์ในตอนท้ายของพิธีไหว้ครู เพื่อเป็นการปัดเป่าเสนียดจัญไรและอัปมงคลต่างๆ ให้ออกไปจากตัวนั่นเอง 

          ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้  พิธีไหว้ครูดนตรีไทยนั้น จะทำให้นักดนตรีไทยทุกคนที่ได้เข้าร่วมพิธีมีจิตใจที่ฮึกเหิม รวมถึง มีมานะที่จะร่ำเรียนวิชาให้สูงขึ้นต่อไป เเละในทางอ้อมนั้นยังเชื่อว่า เป็นการได้กล่าวขอขมาต่อบรมครูเเละทวยเทพทั้งหลาย ที่ได้เคยล่วงเกินในการกระทำบางอย่าง เช่น การเดินข้ามเครื่องดนตรี หรือกล่าวคำสบประมาทพลาดพลั้งไป ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม โดยทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเสริมสร้างศิริมงคลให้กับตนนั่นเอง ดังนั้นเเล้วนักดนตรีไทยทุกคนจึงไม่มีผู้ใดปฏิเสธการเข้าร่วมพิธีไหว้ครูในทุกๆ ปี อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งนั้นแล

 

 

 

เรื่อง : ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า
ภาพ : อภินันท์ บัวหภักดี/ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า

Hits: 342