“กระจับปี่”หนึ่งในเครื่องดนตรีตระกูลพิณ แห่งอุษาคเนย์

            กว่าจะเป็นดนตรีไทยทุกวันนี้ บรรพชนในแผ่นดินที่เรียกว่าอุษาคเนย์หรือ Southeast Asia อันหมายรวมถึงพื้นที่ในภาคพื้นทวีปแผ่นดินใหญ่ ภาคพื้นกลุ่มเกาะและคาบสมุทร ปัจจุบันเรียกขานชื่อประเทศเขตแดนว่า ไทย เขมร ลาว เวียดนาม พม่า อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น แต่ก่อนไม่ได้แบ่งแยกชื่อเสียงเรียงนาม ไม่ได้แยกแยะว่าใครเป็นใคร ต่างกันขนาดไหน ล้วนแล้วแต่เป็นญาติพี่น้องกัน ได้ร่วมกันพัฒนา ผสมผสาน แลกรับ ปรับเปลี่ยน และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมการดนตรี การละเล่น ขับร้องฟ้อนรำ จนกลายเป็นแบบแผนที่มีความงดงาม มีขนบธรรมเนียมประเพณีระบบความเชื่อที่หลากหลาย และมีเอกลักษณ์ที่สะท้อนถึงตัวตนของผู้คนเจ้าของพื้นที่นั้นๆ เสียงเพลงดนตรีหล่อเลี้ยงชีวิตให้ผู้คนในอุษาคเนย์มีความสุขเรื่อยมาทุกยุคทุกสมัย

 

กระจับปี่เป็นพิณชนิดหนึ่งอะไรคือพิณ

            เครื่องดนตรีที่นับได้ว่าแพร่หลายที่สุดชนิดหนึ่งของอุษาเคนย์คือ พิณ  ซึ่งมีใช้กันอยู่หลายชาติหลายภาษา เรียกชื่อกันไปต่างๆ นานา เช่น กัมพูชา เรียกว่าจาเป็ยหรือจับเป็ย (ดองแวง)” นอกจากนี้ ยังมีพิณของลาว ที่เรียกกะจับปี่, “ติ่ง, “พิณ, พิณเวียดนาม ที่เรียกด่านงึ้ด, “ด่านทีบา”  “ด่านได๋, “ด่านเซ็น, พิณของอินโดนีเซีย ที่เรียกฮาซาปิ, พิณของฟิลิปปินส์ เรียกคุดยาปิ, อีกด้วย

            พิณถูกจัดประเภทอยู่ในตระกูล เครื่องสาย (string instrument) มีจำนวนสายตั้งแต่สายเดียวขึ้นไปจนหลายสิบสาย ทำจากเส้นใยธรรมชาติหรือเส้นใยสังเคราะห์ก็ได้ มีความหนาบางสั้นยาวที่แตกต่างกันไป ขึงสายอยู่ระหว่างจุดสองจุดที่ควบคุมความตึงหย่อนของสาย มีลูกบิดปรับความตึงหย่อนและหลักที่ผูกสายเอาไว้ สายเดินทางพาดผ่านลำตัว body ของพิณและตำแหน่ง bridge ที่สามารถใช้นิ้วกดทดระยะความสั้นยาวของสายได้ สร้างเสียงโดยการทำให้สายสั่นสะเทือนด้วยวิธีการหลายอย่าง อาทิ การดันสาย การดึงสาย การหน่วงสาย การเขี่ยสาย การตีกระทบสาย เป็นต้น

            พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฉบับ .. ๒๕๕๔ อธิบายว่าพิณเป็นคำนาม หมายถึงชื่อเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง มีสายสําหรับดีด ไม่ใช่คำไทยมาแต่เดิม แต่ขอยืมคำว่า วีณา จากวัฒนธรรมอินเดียมาใช้ (.. วีณา) และในเล่มเดียวกัน อธิบายคำว่ากระจับปี่หมายถึง พิณ สาย

            ในทางดนตรีวิทยา (musicology) มีคำที่เรียกพิณหลายคำ ได้แก่  Monochord, Lute, Harp, Lyre และ Zither แปลรวมว่าพิณทั้งนั้น แต่รูปร่างลักษณะแตกต่างกันไป ในส่วนของกระจับปี่ เป็นพิณ Lute ประเภทที่เรียกว่า long-necked lute หรือ พิณคอยาว ซึ่งสังเกตได้จากส่วนลำคอหรือลำตัวของกระจับปี่มีความยาวและหนา บนลำคอเป็นที่ตั้งของนมหรือ fret ที่แบ่งระยะความยาวของสายออกเป็นอัตราส่วนตามบันไดเสียง (scale)

 

ลักษณะของกระจับปี่  วิธีการสร้างเสียง

            ในทางกายภาพ กระจับปี่ถูกออกแบบให้เป็นพิณขนาดยาวใหญ่ ทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้สัก ไม้ขนุน ไม้ประดู่ ไม้พยุง มีกล่องเสียงที่เรียกว่ากะโหลกเป็นรูปกลมรีแบนทั้งหน้าหลัง มีความหนาประมาณ ซม. ด้านหน้ายาวประมาณ ๔๔ ซม. กว้างประมาณ ๔๐ ซม. ตรงด้านหน้ากะโหลกมีแผ่นไม้บางๆ ทำเป็นหย่องค้ำสายให้ตึงขึ้น มีการทำคอหรือคันทวนเรียวยาวประมาณ ๑๓๘ ซม. ตอนปลายคอหรือคันทวนมีลักษณะแบนและบานปลายผายโค้งออกไปในแบบหางปลา ถ้าวัดรวมทั้งคอ/คันทวนและตัวกะโหลก จะมีความยาวประมาณ ๑๘๐ ซม. มีลูกบิดสำหรับขึ้นสาย อัน มีนมจัดระยะห่างของตัวโน้ต ๑๑ นม กระจับปี่ที่นิยมของไทยมีสาย สาย แต่รวบเสียงสองสายเป็นหนึ่งเสียงคู่กัน

            วิธีการสร้างเสียง เวลาบรรเลง ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ของมือขวา จับไม้ดีดผลัก

เขี่ยสายให้เกิดเสียง แล้วใช้นิ้วมือซ้าย กดไปตามระยะร่องของนม เป็นตัวโน้ตต่างๆ เทคนิคการควบคุมไม้ดีด มีการดีดทีละเสียงไล่เรียงกัน เรียกว่าเก็บและดีดรัวให้เสียงโน้ตตัวเดียวกันสั่นสะเทือนติดต่อกันยาวๆ เรียกว่ากรอนอกจากนี้จะมีการสร้างเสียงกระทบควบสามตัวโน้ต เรียกว่าสะบัดและ มีการรูดสาย, “กล้ำเสียง, “ครั่นเสียงในบางโอกาส

            น้ำเสียงกระจับปี่ ตามอุดมคติของนักดนตรีไทยสายราชสำนัก จะมีความสุภาพ นุ่มนวล เสียงทุ้มต่ำ ไม่แข็งกระด้าง เป็นฐานเสียงที่คอยรองรับหรืออุ้มเสียงของผู้ขับร้องหรือเครื่องดนตรีอื่นๆ ที่นำมาประสมวง

 

 กระจับปี่ในประวัติศาสตร์ ดนตรีไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา

            ดนตรีไทยมีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่โบราณกาลถึงปัจจุบัน การสืบค้นร่องรอยของอดีตทางดนตรีไทยสามารถศึกษาได้จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายประเภทไม่ว่าจะเป็นหลักศิลาจารึก รูปปูนปั้นตามโบราณสถาน  พงศาวดาร มีการกล่าวถึงดนตรีไทยสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ปรากฏในจารึกโบราณหลายชิ้นด้วยกัน

            สมัยพระมหาธรรมราชาที่ (พญาลิไท) .. ๑๙๒๐ คราวที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท เขาสมุนกูฎ มีจารึกไว้ว่า “…เสียงขันหมาก ขันพลู บูชา อีกด้วย ดุริยพาทย์ พิณ ฆ้อง กลอง เสียงดั่งลื้น ดั่งดินจะถล่มอันไสร้…” ส่วนข้อความในหลักศิลาจารึก หลักที่ มีว่า  “… ดํบงคํกลอย (กลอง) ด้วยเสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลื้อน เสียงขับ..”

            ในหนังสือไตรภูมิพระร่วงกล่าวสรรเสริญในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราช มีว่าเสียงนั้นดังเพราะหนักหนา และเพราะกว่าเสียงพาทย์เสียงพิณ ฆ้อง กลองแตรสังข์ ฟังเสียงกลองใหญ่  กลองรวม กลองเล็ก และฉิ่งแฉ่ง บัณเฑาะว์ เสนาะวังเวง ลางคนตีกลองตีพาทย์ฆ้องกรับ สัพพทุกสิ่ง ลางจำพวกดีดพิณ และสีซอพุงตอ  และกันฉิ่งริงรำจับระบำเต้นเล่นสารพนักคุณทั้งหลาย สัพพดุริยดนตรีอยู่ครื้นเครง

            การประสมวงของสุโขทัยนั้นมีการบรรเลงพิณ วงขับไม้ ปี่พาทย์เครื่องห้า วงเครื่องประโคม ส่วนเพลงไทยสมัยกรุงสุโขทัยไม่มีหลักฐานระบุไว้อย่างชัดเจน

            ดนตรีไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้นส่วนหนึ่งวิวัฒนาการมาจากสมัยสุโขทัย และมาจากการผสมผสานแลกรับปรับเปลี่ยนกับวัฒนธรรมชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เข้ามาข้องเกี่ยวในเชิงการเมืองเศรษฐกิจสังคม ไม่ว่าจะเป็นมอญ เขมร ลาว ญวน จีน แขกอิสลาม แขกฮินดู แม้กระทั่งชนเผ่า พื้นเมืองทั่วไป บทบาทหน้าที่ของดนตรีเป็นทั้งสื่อประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ประกอบการแสดงนาฏศิลป์ โขน หนังใหญ่ และเป็นสื่อบันเทิงที่ใช้ขับกล่อมจิตใจผู้ฟังการศึกษาหลักฐานเกี่ยวกับวงดนตรีไทยในสมัยอยุธยานั้น นอกจากเอกสารการเดินทางจดหมายเหตุของลาลูแบร์ เอกอัครราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศสซึ่งได้เข้ามาเจริญพระราชไมตรี กรุงสยาม เมื่อ .. ๒๒๓๐ สมัยปลายรัชกาลพระนารายณ์มหาราช หรือวรรณคดีบางเล่มที่กวีอยุธยารจนาขึ้น เช่น บุณโณวาทคำฉันท์ ลิลิตยวนพ่าย เป็นต้น  

            เครื่องดนตรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีครบถ้วนทั้งดีดสีตีเป่า ในบางยุคสมัยประชาชนใฝ่ใจเล่นดนตรีกันมาก เช่นการกล่าวถึงในกฏมณเฑียรบาลสมัยพระบรมไตรโลกนาถ (.. ๑๙๙๑-๒๐๓๑) ความว่า “…ห้ามร้องเพลงเรือเป่าขลุ่ย เป่าปี่ สีซอ ดีดกระจับปี่ ดีดจะเข้ ตีโทนทับในเขตพระราชฐานแสดงให้เห็นได้ว่าชาวอยุธยาครั้งนั้นมีความสนใจในเครื่องสายเป็นอย่างมาก และวงดนตรีที่ได้รับความนิยมอีกประเภทคือมโหรี ซึ่งมีซอสามสาย กระจับปี่ โทน รำมะนา ขลุ่ย กรับพวง และผู้ขับร้องลำนำ มีการผูกคำกลอนเป็นบทมโหรีใช้ร้องส่งกันมาก

            ขอพระเดชาภูวนาถ พระบาทปกเกล้าเกศี ข้าผู้จำเรียงเครื่องมโหรี ซอกรับกระจับปี่รำมะนาโทนขลุ่ยฉิ่งฉาบระนาดฆ้องประลองเพลงขับกล่อมพร้อมหน้าจงเจริญศรีสวัสดิ์ทุกเวลาให้ปรีชาชาญเชี่ยวในเชิงพิณฯ

                  (เพลงยาวไหว้ครูมโหรี ครั้งกรุงศรีอยุธยา)

   นางขับขานเสียงแจ้ว    พึงใจ

ตามเพลงกลอนกลใน     ภาพพร้อง

มโหรีบรรเลงไฉน          ซอพาทย์

ทับกระจับปี่ก้อง           เร่งเร้ารัญจวนฯ

                    (จินดามณี กรุงศรีอยุธยา)

            ตั้งแต่สุโขทัย เรื่อยมาจนกรุงศรีอยุธยา จนเข้าสู่กรุงรัตนโกสินทร์ เรื่องราวของกระจับปี่มีปรากฏมาในเอกสารและความทรงจำเชิงคติชนวิทยาโดยตลอด หลักฐานสำคัญมักปรากฏในงานจิตรกรรมฝาผนัง อาทิ ในพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร จิตรกรรมฝาผนังวิหารพระนอนตรงเบื้องพระเศียรพระพุทธไสยาสน์ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นต้น

 

กระจับปี่ในวงมโหรีโบราณ

            สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า วงมโหรีโบราณ เกิดจากการประสมเครื่องดนตรีในวงขับไม้ กับวงบรรเลงพิณเข้าด้วยกัน

            วงขับไม้ประกอบด้วยคนซอสามสายดำเนินทำนองคลอคนร้อง คนไกวบัณเฑาะว์ ส่วนวงบรรเลงพิณเป็นการบรรเลงกระจับปี่หรือพิณเพียะ/พิณน้ำเต้า คลอเคล้าไปกับผู้ร้องลำนำ วงดนตรีทั้งสองแบบมีหลักฐานอยู่ในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี

            ต่อมาได้เกิดการรวมเครื่องดนตรีจากทั้งวงขับไม้และบรรเลงพิณเข้าด้วยกัน เกิดเป็นวงดนตรีที่เรียกว่ามโหรีวงดนตรียุคแรกเริ่มจะประกอบไปด้วยนักดนตรี คน มีคนขับร้องลำนำและตีกรับพวงให้จังหวะคนหนึ่ง คนสีซอสามสายคนหนึ่ง คนดีดกระจับปี่คนหนึ่ง และคนตีโทนให้จังหวะอีกคนหนึ่ง เรียกเป็นชื่อวงตามจำนวนคนว่ามโหรีเครื่องสี่เป็นการประสมวงอย่างเล็กๆ ที่ใช้ขับกล่อมให้ความบันเทิงในราชสำนัก โดยที่ผู้เล่นจะเป็นเพศหญิง ซึ่งต่างจากปี่พาทย์ที่ใช้ผู้ชายเล่นประกอบพิธีกรรมหรือประกอบการแสดงโขนละคร ในสมัยอยุธยาตอนปลาย มีหลักฐานจิตรกรรมฝาผนังตามวัดและลวดลายเขียนรดน้ำตามตู้หนังสือธรรมแสดงให้เห็นว่า วงมโหรีมี คน คือมีผู้เป่าขลุ่ยและตีรำมะนาเพิ่มเข้ามาในวงจึงกลายเป็นมโหรีเครื่องหก

            บทเพลงที่วงมโหรีโบราณนิยมใช้บรรเลง เป็นเพลงเกร็ดสองชั้นที่มีเนื้อร้องกำกับในเชิงกวีโวหาร และเพลงตับที่เรียบเรียงเป็นชุดเพื่อการเล่าเรื่องอย่างเพลิดเพลิน บทบาทสำคัญคือการขับร้องถ่ายทอดเนื้อหาของเพลงให้ได้อารมณ์ความรู้สึกที่ถูกต้อง เสียงของวงมโหรีมีความอ่อนหวานนุ่มนวล ตัวอย่างบทเพลงมโหรี เช่น ตับต้นเพลงฉิ่ง ตับนางนาค พัดชา มหาชัย สระสม พระทอง คำหวาน เป็นต้น

             บทเพลงที่นิยมบรรเลงด้วยกระจับปี่แต่เดิมจะเป็นเพลงสองชั้นสั้นๆ ที่มีทำนองเรียบง่าย จังหวะปานกลาง เป็นส่วนมาก อาทิ นางนาค พัดชา ลีลากระทุ่ม สรรเสริญพระจันทร์ มหาไชย สระสม นาคเกี่ยวพระสุเมรุ พระทอง ถอยหลังเข้าคลอง อังคารสี่บทปะตงโอด ปะตงพัน อรชร ลำไป เนียรปาตี จันดิน ก้านต่อดอก เป็นต้น เคยมีการรวบรวมรายชื่อเพลงในตำรามโหรีครั้งกรุงเก่าไว้และยังมีเพลงยาวตำรามโหรีสมัยรัชกาลที่ ตกทอดมาอีกด้วย (อานันท์ นาคคง, ๒๕๓๘ : ๘๐) เมื่อพิจารณาจากเพลงขับเรื่องซอมโหรี ก็จะระบุชื่อเพลงโบราณถึง ๑๙๒ เพลง เพลงบางเพลงก็ยังคงปรากฏใช้บรรเลงในปัจจุบัน แต่บางเพลงก็คงเหลือเพียงชื่อเพลงและบทขับร้องที่ไม่สามารถสืบค้นทำนองเพลงเหล่านั้นได้อีก

            ครั้นถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีการนำเอาเครื่องปี่พาทย์ย่อส่วนเข้ามาประสม คือระนาดไม้และระนาดแก้ว จึงกลายเป็นวงมโหรีเครื่องแปดและต่อมาเกิดการนำจะเข้ไปแทนที่กระจับปี่ซึ่งให้เสียงเบาและดีดยากกว่า ส่วนกรับพวงที่กำกับจังหวะพร้อมทั้งการขับร้องมาตั้งแต่ต้นก็หันไปใช้ฉิ่งซึ่งดังชัดเจนกว่า และในที่สุด ก็เพิ่มระนาดทุ้ม ฆ้องวง ซอด้วง ซออู้ เข้ามาในวง จนกลายเป็นรูปแบบของวงมโหรีที่นิยมในยุคปัจจุบัน

            เมื่อวงมโหรีในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการเพิ่มเครื่องดนตรีขึ้นอีกหลายชิ้นเพื่อขยายวงให้มีเครื่องดนตรีมากขึ้น กระจับปี่ที่มีน้ำหนักมากและมีเสียงเบาจึงถูกเครื่องดนตรีอื่นๆ กลบเสียงจนไม่ได้ยินเสียงกระจับปี่ในวงดนตรี โดยเฉพาะเมื่อมีการนำจะเข้เข้ามาร่วมบรรเลงในวงมโหรีเครื่องสายต่างๆ จะเข้นั้นเป็นเครื่องดีดที่มีความคล่องตัวสูงกว่า วางกับพื้น ดีดได้สะดวก มีการพัฒนาเทคนิคการสร้างเสียงและเพลงฝึกมือจนผู้ดีดสามารถบรรเลงได้อย่างคล่องแคล่ว ที่สำคัญคือมีเสียงดังกว่ากระจับปี่ เมื่อนำมาบรรเลงในวงเดียวกัน จึงทำให้กระจับปี่ลดอำนาจลงไป และอาจเป็นเพราะความประณีตในการผลิต ซึ่งหาช่างฝีมือที่สร้างกระจับปี่เก่งๆ ได้ยาก ทำให้ความนิยมของกระจับปี่จำกัดมาก แต่อย่างไรก็ตาม กระจับปี่ก็ยังไม่ถึงกับหายสาบสูญไปจากสังคมไทยเสียทีเดียว

 

กระจับปี่ในสังคมไทยใหม่

            หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สถานภาพของศิลปะในราชสำนักถูกโอนถ่ายไปสู่อำนาจของรัฐ เกิดการรื้อฟื้นเครื่องดนตรีโบราณมารับใช้สังคมใหม่กันหลายวาระ แต่ที่ถือว่าเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญและมีผลต่อการสืบต่อความรู้ทั้งด้านการสร้างเครื่องดนตรีกระจับปี่ การสร้างศิลปินกระจับปี่รุ่นใหม่ และการสร้างบทเพลงใหม่ที่นอกเหนือไปจากเพลงมโหรี นั่นคือ ช่วง .. ๒๕๑๐ มีการผลิตงานสร้างสรรค์ที่เรียกว่าระบำโบราณคดีขึ้นใหม่ โดยกรมศิลปากร ภายใต้การอำนวยการของนายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดี โดยมีครูมนตรี ตราโมท เป็นผู้ประพันธ์เพลงและออกแบบการประสมวงเครื่องดนตรีในระบำโบราณคดียุคต่างๆ เป็นเหตุให้กระจับปี่ถูกนำกลับมาใช้งานอีกครั้งหนึ่ง บทเพลงที่่มีเสียงกระจับปี่อยู่ด้วย คือ ระบำสุโขทัย ระบำลพบุรี ระบำศรีวิชัย บรรเลงโดยนักดนตรีไทยรุ่นใหม่ของกรมศิลปากร เช่น ปกรณ์ รอดช้างเผื่อน จีรพล เพชรสม มีการออกแบบเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายให้สมสมัยประวัติศาสตร์ มีการเผยแพร่สู่สาธรณชน อย่างจริงจัง ซึ่งมีผลให้ภาพลักษณ์ของกระจับปี่และเครื่องดนตรีโบราณอื่นๆ กลับมาเป็นที่รู้จักกันใหม่ นอกจากนี้ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีรายการโทรทัศน์ของศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ชื่อดร.อุทิศ แนะดนตรีไทยได้นำผู้บรรเลงกระจับปี่ที่มีฝีมือยอดเยี่ยมชื่อ ครูลิ้ม ชีวะสวัสดิ์ แสดงบทเพลงหลากหลายผ่านสื่อโทรทัศน์ บันทึกเสียงกระจับปี่ในฐานะสินค้าเพลงทั้งเพลงเดี่ยวชั้นสูงและเพลงที่บรรเลงร่วมกับเครื่องดนตรีอื่นๆ ออกเผยแพร่ในสื่อวิทยุในนามของ ... พัฒนศิลป์การดนตรีและการละคร กลายเป็นเสียงที่ผู้คนในสังคมใหม่คุ้นเคยเช่นกัน

            นอกจากนี้ บทบาทของกระจับปี่ ยังไปปรากฏในการรับรู้ของกลุ่มนิสิตนักศึกษา ปัญญาชน ในยุคการเมืองเดือนตุลา โดยเฉพาะการที่สุจิตต์ วงษ์เทศ ซึ่งมีความสนใจในเครื่องดนตรีโบราณชิ้นนี้ นำกระจับปี่ไปประสมวงกับเครื่องดนตรีอื่นๆ ของคนหนุ่มสาวหัวก้าวหน้า ใช้ชื่อวงดนตรีว่าเจ้าพระยาและต้นกล้านำบทกวีของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ สุจิตต์ วงษ์เทศ มาเป็นวัตถุดิบหลักในการแสดงออกทางความคิดเห็นทางการเมือง ก็ทำให้กระจับปี่เป็นที่รู้จัก และส่งผลต่อมาที่วงดนตรีรุ่นใหม่หลังจากนั้น คือวงกอไผ่ ที่มักใช้กระจับปี่เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงคอนเสิร์ต

            ปัจจุบัน สถานภาพของกระจับปี่ กลับมาเป็นที่สนใจในสังคมดนตรีไทยที่เน้นการสื่อสารผ่านโซเซียลมีเดีย คนหนุ่มสาวที่เป็นผลผลิตของมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง หันมาเล่นกระจับปี่อย่างจริงจัง มีการอัพโหลดผลงานขึ้นแสดงตัวตนในยูทูปและเฟซบุคเป็นระยะ โดยเฉพาะกลุ่มนักดนตรีที่ใช้ชื่อว่าวิเศษดนตรีนำโดยณัฐพันธุ์ นุชอำพันธ์ มีผลงานออกสู่ผู้ชมในโซเชียลมีเดียมากที่สุดและมีจำนวนผู้สนใจติดตามผลงานมากที่สุด นักดีดกระจับปี่คนอื่นๆ ที่มีผลงานสู่สาธารณะ เช่น ประสาร วงศ์วิโรจน์รักษ์ วงกอไผ่, อภิชัย พงษ์ลือเลิศกรมศิลปากร, โกญจนาท วิบูลย์เพ็ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น ส่วนช่างทำกระจับปี่รุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงอยู่ในท้องตลาดเครื่องดนตรีไทย ได้แก่ ช่างบุญรัตน์ ทิพยรัตน์ .เชียงใหม่ช่างจักรี มงคล กรุงเทพมหานคร ช่างวรรณรัชต์ ศุภสกุลดำรง พระนครศรีอยุธยา ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีนักดนตรีร่วมสมัยที่ทดลองพัฒนากระจับปี่ขึ้นเป็นเครื่องดนตรีแนวเวิลด์มิวสิคเล่นกับวงดนตรีสากลอย่างจริงจัง คือ พงษ์พรหม สนิทวงศ์ อยุธยา พัฒนาจำนวนเส้นสายกระจับปี่ คุณภาพสาย การจัดแบ่งระยะนมกระจับปี่ ตลอดจนวงจรไฟฟ้าที่นำมาขยายเสียงของกระจับปี่เมื่อบรรเลงในเวทีดนตรีร่วมสมัย

            อย่างไรก็ตาม วันนี้ยังไม่อาจเรียกได้ว่า กระจับปี่จะอยู่ในสังคมไทยได้อย่างจริงจัง คำตอบของการนี้ยังอยู่ที่คำว่าการศึกษา เพราะการค้นคว้าเรื่องกระจับปี่ยังเป็นการศึกษานอกระบบมากกว่าในระบบข้อมูลเรื่องกระจับปี่ เป็นเรื่องแลกเปลี่ยนกันในโซเซียลมีเดียมากกว่าตำราของรัฐ (ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากสมัยที่อธิบายกันในอดีตเท่าไร ยังคงวนเวียนกับเรื่องที่มาเชิงภาษาและบทกวีที่ลอกกันมาทุกยุคสมัย) แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้คนที่สนใจในเรื่องกระจับปี่ก็เป็นเพียงชนกลุ่มน้อย เมื่อเทียบ กับผู้สนใจเครื่องดนตรีประเภทอื่นๆ ไม่มีแหล่งเรียนรู้ในระดับมัธยมศึกษาหรืออุดมศึกษาที่เปิดพื้นที่ให้กระจับปี่โดยเฉพาะ ไม่มีผู้ชำนาญการทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ ไม่มีการส่งเสริมการศึกษาวิจัยอย่างเป็นจริงจัง ไม่ว่าจะพัฒนานักวิจัย ทุนวิจัย หรือการสร้างสรรค์งานวิจัยเชิงทดลองขึ้นมาเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับกระจับปี่ รวมทั้งจุดที่น่าเสียดายคือ กระจับปี่ฝั่งไทย มีโอกาสที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือญาติพิณคอยาวในโลกกว้างน้อยมาก มิเพียงแต่การแลกเปลี่ยนกับจับเป็ยในฝั่งกัมพูชาเท่านั้น

  

เรื่อง : อานันท์ นาคคง คณะดุริยางคศาสตร์ .ศิลปากร
ภาพ : จุริน ต่างประภา

 

Hits: 923