ลิเก...มหรสพขวัญใจชาวบ้าน

          เมื่อเอ่ยถึงลิเกหรือยี่เก ภาพจำของทุกคนคง ปรากฏเป็นการแสดงประเภทหนึ่งที่อยู่คู่สังคมไทยมาช้านาน ผูกพันใกล้ชิดกับชาวบ้านร้านตลาด พบได้ตามงานวัด งานศพ งานบวช หรืองานรื่นเริงบันเทิงต่างๆ นักแสดงสวมชุดหรูหราปักเลื่อมวิบวับแพรวพราว ตั้งแต่ศีรษะลงมาจนถึงสวมถุงเท้าสีขาวอันเป็นเอกลักษณ์ แต่งหน้าเข้มจัดทั้งชายและหญิง มีทั้งบทพูด การร้อง และการรำอย่างอ่อนช้อยงดงาม สอดคล้องไปกับท่วงทำนองดนตรีประกอบที่คุ้นเคย ส่วนเรื่องราวที่แสดงมีทั้งร่วมสมัยเรื่องแต่งขึ้นใหม่ และเรื่องในวรรณคดีแต่ดัดแปลงบทพูดให้เข้ากับยุค ที่ขาดไม่ได้คือมุกตลกขบขันที่บางคราก็แทรกสลับด้วยเรื่องสองแง่สองง่าม พอเรียกเสียงหัวเราะและดึงดูดให้คนดูเฝ้าติดตาม

          อะไรทำให้ลิเกคงยืนหยัดและยังได้รับความนิยม ไม่ถูกกลืนหายไปในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยสื่อบันเทิงซึ่งสามารถหาชมทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้ได้อย่างรวดเร็ว เพียงปลายนิ้วสัมผัส

          เปิดฉาก

            รอยยิ้มเสียงหัวเราะตลอดจนแววตาจดจ่อของบรรดาผู้ชมที่ อินไปกับการแสดงบทต่างๆ ทั้งสนุก ซาบซึ้ง ขบขัน เศร้าสร้อย จากฝีมือการแสดงของลิเกคณะศรราม น้ำเพชร เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าเสน่ห์ของลิเกยังมิได้จางคลายลงแต่อย่างใด และลิเกเด็กรุ่นใหม่คณะนี้นับเป็นหนึ่งในผู้สืบทอดศิลปะการแสดงลิเกที่ถือกำเนิดมาราวร้อยกว่าปี

            ย้อนกลับไปราวปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งมีบันทึกถึงการแสดงลิเกในยุคแรก มาจนปัจจุบันพัฒนาการของลิเกแบ่งได้ ๖ ยุค คือ ลิเกสวดแขก ลิเกออกภาษา ลิเกทรงเครื่อง ลิเกลูกบท ลิเกเพชร และลิเกลอยฟ้า ซึ่งในงานศึกษาวิจัยเรื่อง ลิเกในประเทศไทยของ ผศ.ดร. อนุกูล โรจนสุขสมบูรณ์ รองคณบดีฝ่ายวิจัย บัณฑิตศึกษาและกิจการนิสิต คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ระบุว่า ลิเกได้รับการผสมผสานเป็นแม่แบบครั้งแรกคือมาจากละครรำและมีรากฐานเดิมมาจากราชสำนัก แต่มีพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องของระยะเวลาและการถ่ายทอดท่ารำที่มีความหลากหลายขึ้นในปัจจุบัน

            จากการผสมผสานก่อเกิดเป็นการแสดงที่มีรูปแบบเฉพาะตัว เข้าถึงผู้ชมได้ง่าย และเป็นต้นทางของรูปแบบการแสดงลิเกในปัจจุบัน ในสมัยของพระยาเพชรปาณี (ตรี) ผู้ก่อตั้งวิกลิเกแห่งแรกของไทย และเป็นผู้คิดเครื่องแต่งกายลิเกให้หรูหราขึ้นกว่าเดิม โดยนำเครื่องแต่งกายข้าราชการในสมัยรัชกาลที่ ๕ มาดัดแปลง สวมเครื่องยอดที่เรียกว่า ปันจุเหร็ดยอด สวมเสื้อเยียรบับ นุ่งผ้ายก สวมถุงเท้าขาว ประดับนพรัตน์ราชวราภรณ์กำมะลอ ใส่สังวาล แพรสายสะพาย และโบว์แพรที่บ่า เป็นต้น จึงเรียกกันว่า ลิเกทรงเครื่อง

 

            การพลิกเครื่องแต่งกายมาเป็นเช่นนี้ พระยาเพชรปาณีทูลสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพครั้งที่เสด็จทอดพระเนตรลิเกที่วิกพระยาเพชรปาณีเมื่อปี ๒๔๔๐ ด้วยเหตุผลที่ว่า แต่งอย่างนั้นผู้หญิงเห็นว่าสวย มักติดใจชอบไปดู มีผู้หญิงไปดูมาก พวกผู้ชายก็มักพากันไปดูผู้หญิง การตั้งโรงยี่เกเป็นข้อสำคัญอยู่ที่อยากให้มีคนชอบไปดูมาก จึงต้องคิดแต่งตัวยี่เกไปทางนั้น” 

            นอกจากนี้ท่านยังรู้ใจคนดูอีกด้วยว่า คนที่ชอบดูยี่เกไม่เอาใจใส่ในการขับร้องฟ้อนรำหรือเพลงปี่พาทย์ ชอบแต่ ๓ อย่าง คือ ให้แต่งตัวสวย ให้เล่นขบขัน กับเล่นให้เร็วทันใจ ถ้าฝืนความนิยม คนก็ไม่ชอบดู

            นอกจากเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกายแล้ว ยังแสดงเป็นเรื่องแบบละคร ประกอบท่ารำอีกเล็กน้อย ดำเนินเรื่องเร็ว แทรกเรื่องตลกขบขัน เป็นที่ถูกใจชาวบ้าน จนเกิดวิกลิเกอีกหลายแห่งในสมัยนั้น

 

ลิเกในยุคเชื่อผู้นำชาติพ้นภัย

            เมื่อจะเป็นลิเกในยุค เชื่อผู้นำชาติพ้นภัยสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับระบบใหม่ เพราะมีพระราชกฤษฎีกากำหนดวัฒนธรรมทางศิลปกรรมเกี่ยวกับการแสดงละคร พ.. ๒๔๘๕ แบ่งการละครของไทยออกเป็น ๓ ประการ คือ อุปรากร นาฏกรรม และนาฏดนตรี ลิเกถูกสั่งห้ามเพราะไม่เหมาะกับวัฒนธรรมไทยในสมัยนั้น ทำให้ลิเกจำต้องเปลี่ยนการเรียกชื่อมาเป็นนาฏดนตรี บรรดาลิเกทั้งหลายต้องสอบผ่านเกี่ยวกับความรู้ด้านนาฏศิลป์ที่จัดสอบโดยกรมศิลปากรเพื่อออกบัตรประจำตัวเทียบเท่าศิลปิน และผู้มีบัตรเท่านั้นจึงมีสิทธิ์เล่นลิเกเป็นอาชีพได้ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในยุคนี้ คือ การใช้ชายจริงหญิงแท้ในการแสดง

 

แม่ยก-แฟนคลับ

            อีกหนึ่งกลุ่มผู้ชมสำคัญที่อยู่คู่กับคณะลิเกเสมอมา คือ แม่ยก ผู้เป็นทั้งกำลังใจและสนับสนุน รายได้พิเศษสำหรับคนลิเก ที่คอยติดตามคณะลิเกในดวงใจไปทุกหนแห่งที่เปิดการแสดงชนิดติดขอบเวที นอกจากจะให้พวงมาลัยหรือให้ดอกไม้เป็นน้ำใจแล้ว บางคนอาจจะให้ในรูปแบบทรัพย์สินเงินทอง โดยทำเป็นพวงมาลัยติดแบงก์ เมื่อจะมอบให้นักแสดงก็จะเย็บเข้ากับเสื้อผ้าของนักแสดงลิเก จะเป็นพวงใหญ่พวงเล็กขนาดใดก็ขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ของแม่ยกเป็นสำคัญ แม่ยกบางรายผูกพันเหนียวแน่นชนิดตามดูตามเชียร์กันเป็นสิบๆ ปีจนนับถือกันเป็นญาติสนิทกับนักแสดงลิเกไปเลยก็มี

          นอกจากแม่ยกแล้วทุกวันนี้ยังมีกลุ่มแฟนคลับที่ติดตามลิเกในสื่ออย่างเฟซบุ๊ก บางกลุ่มยังจัดทำเว็บไซต์ของกลุ่มแฟนคลับด้วยกันเองเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนอัพเดตข่าวสารกันเพื่อรวมตัวกันไปชมลิเก

 

จากรุ่นสู่รุ่น ถึงลิเกเด็กเงินล้าน

            หากกล่าวถึงคณะลิเกชื่อดังของไทยในอดีต หนึ่งในนั้นคือ คณะหอมหวล ซึ่งเป็นคณะใหญ่ มีผู้แสดงมากและขยายการแสดงออกไปอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ เมื่อยกคณะเข้ามาแสดงในกรุงเทพฯ โดยเปิดแสดงอยู่ที่วิกเก่าตลาดยอดบางลำพู ปรากฏว่าคนดูลิเกกันแน่นวิกทุกคืน ความโด่งดังทำให้ลิเกหอมหวลต้องแยกคณะกันไปแสดงทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวม ๙ คณะ นอกจากนี้ยังมีบรรดาลูกศิษย์ของหอมหวลแยกออกไปตั้งคณะลิเกถึง ๓๕ คณะ โดยมีชื่อต่อท้ายว่า คณะศิษย์หอมหวล และมีชื่อเสียงจนถึงปัจจุบัน

            ครั้นถึงยุคที่ลิเกต้องแข่งขันกับเพลงลูกทุ่งและวงดนตรีทำให้ลิเกมีการปรับตัวให้ทันสมัย เพิ่มเวทีให้ใหญ่ขึ้นรวมทั้งใช้เครื่องเสียงให้ดังเท่าวงดนตรีลูกทุ่ง เรียกว่า เวทีลอยฟ้า กลายเป็นลิเกคอนเสิร์ต ลิเกรุ่นนี้ที่รู้จักกันดี คือ พระเอกดังอย่าง ไชยา มิตรชัย ซึ่งเติบโตจากครอบครัวที่เล่นลิเกมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย เริ่มแสดงลิเกเมื่อตอนอายุ ๑๐ ขวบ ในนามคณะลิเกเด็กกำพร้า วัดสระแก้ว จนมีชื่อเสียงโด่งดังเพราะเป็นคณะลิเกเด็กในยุคนั้นก่อนแยกมาตั้งคณะลิเกของตนเอง ควบคู่ไปกับการเป็นนักแสดงและนักร้องลูกทุ่ง ลิเกเงินล้านชื่อดังอีกคนคือ กุ้ง สุธิราช วงศ์เทวัญ กับ คณะทวีป-ชัยณรงค์ วงศ์เทวัญ พระเอกลิเกคนนี้เริ่มเล่นลิเกมาตั้งแต่อายุ ๑๓ ปีมาจนปัจจุบันก็ ๒๐ กว่าปีแล้ว ขณะที่ผู้ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงว่าเป็นลิเกเด็กเงินล้านในยุคโซเชียลมีเดียกำลังเบ่งบาน อย่างศรราม แห่งคณะศรราม น้ำเพชร นั้นลงเล่นครั้งแรกในวัย ๔ ปี ในบทตัวตลก ก่อนจะมารับบทพระเอกเต็มตัวเมื่ออายุได้ ๖ ปี และยังคงเล่นลิเกเรื่อยมาจนปัจจุบันในวัย ๑๙ ปี (.. ๒๕๕๙) สำหรับคณะศรราม น้ำเพชร เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นคณะลิเกเด็กที่แม้วันนี้พวกเขาเติบโตเป็นหนุ่มสาวก็ยังคงแสดงอยู่ ทั้งยังมีลิเกเด็กๆ เข้ามาร่วมแสดงอย่างต่อเนื่อง

 

          การเกิดขึ้นใหม่ของคณะลิเกที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น สะท้อนให้เห็นว่าความนิยมในการดูมหรสพประเภทนี้ยังไม่เสื่อมคลาย ดังจะเห็นได้ว่านอกจากนั่งชมการแสดงกันติดเวทีแล้ว ที่ผ่านมายังติดตามลิเกได้จากทางวิทยุ วิดีโอ วีซีดี และทางเคเบิ้ลทีวี จนกระทั่งเข้าสู่กระแสสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก youtube สิ่งเหล่านี้ทำให้การพัฒนาลิเกเกิดการตื่นตัวไม่หยุดยั้ง

            เพียงปลายนิ้วสัมผัส youtube ก็จะนำพาเข้าสู่โลกลิเกออนไลน์ โลกที่เชื่อมต่อผู้ชมกับคณะลิเกเข้าไว้ด้วยกัน คุณสามารถค้นหาคณะลิเกที่ชื่นชอบและชมการแสดงได้ครั้งแล้วครั้งเล่าเท่าที่พอใจ

 ขอขอบคุณ คณะลิเก ศรราม น้ำเพชร

 

 

เรื่อง : กนกวรรณ โสภณฯ  
ภาพ : สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

Hits: 506