ประโคมย่ำยาม ท่วงทำนองประกอบพระอิสริยยศ

            เสียงประโคมมโหระทึกดังกึกก้อง วงสังข์แตรประโคม “เพลงสำหรับบท” ตามด้วยวงปี่ไฉนกลองชนะประโคม “เพลงพญาโศกลอยลม” สลับกับเพลงบรรเลงจากวงปี่พาทย์นางหงส์เครื่องใหญ่ แม้จะเป็นภาพที่ไม่คุ้นตาและท่วงทำนองที่ไม่คุ้นหู แต่ในช่วงเวลาแห่งความเศร้าโศกที่ผ่านมา หลายคนคงให้ความสนใจโบราณราชประเพณีนี้ผ่านทางจอโทรทัศน์ นับเนื่องจากตลอดระยะเวลา ๑๐๐ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ เป็นต้นมา ในระหว่างพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งขั้นตอนการประโคมดนตรีที่เรียกว่า ประโคมย่ำยามนับว่าเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ในพระราชพิธีครั้งสำคัญนี้ 

ถอดความหมายประโคมย่ำยาม

            หากจะกล่าวถึงความหมายของ ประโคมย่ำยามก็จำเป็นต้องแยกคำออกเป็น ประโคม” “ย่ำและ ยาม

            “ประโคมหมายถึง การบรรเลงดนตรีเพื่อเป็นสัญญาณในพิธีบางอย่างเพื่อสักการบูชาหรือยกย่อง ย่ำหมายถึง การตีกลองหรือฆ้องถี่ ๆ หลายครั้งเพื่อบอกเวลา ส่วน ยามคือ ชื่อส่วนแห่งวัน ยามหนึ่งมี ๓ ชั่วโมง หนึ่งวัน จึงเท่ากับ ๘ ยาม

            เมื่อนำทั้ง ๓ คำมารวมกัน ประโคมย่ำยามจึงหมายถึง การบรรเลงดนตรีเพื่อการสักการบูชาและเป็นสัญญาณแจ้งให้ทราบถึงเวลาที่จะต้องปฏิบัติงาน โดยมีระยะห่างกันครั้งละ ๓ ชั่วโมง เริ่มประโคมครั้งที่ ๑ ตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐ นาฬิกา จวบจนถึงเวลา ๐๓.๐๐ นาฬิกา เป็นการประโคมครั้งที่ ๘ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของรอบวัน โบราณเรียกว่า ประโคมตลอดทั้งคืนทั้งวัน” 

ความเป็นมา

            แต่เริ่มเดิมทีการประโคมย่ำยามเป็นพระราชประเพณีโบราณในพระบรมมหาราชวัง เปรียบเสมือน เครื่องประกอบพระอิสริยยศซึ่งได้มีระเบียบกำหนดไว้เป็นแบบแผนตามโบราณราชประเพณีว่า “...ประกอบด้วยเครื่องสูง พระกลด บังสูรย์ พัดโบก บังแทรก พุ่มไม้เงิน พุ่มไม้ทอง พรั่งพร้อมด้วยเครื่องประโคม เช่น สังข์ แตร ปี่ กลองชนะ...ทั้งยังเป็นเครื่องบอกเวลาแก่เจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ สันนิษฐานว่ารับรูปแบบการย่ำยามในวัฒนธรรมอินเดียมาแต่โบราณ

            ในยามปกติจะเรียกการประโคมย่ำยามว่า ตีขานยามเพื่อใช้ในการบอกเวลา ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอนาฬิกาเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนหน้าพระคลังแสง ชั้นล่างแขวนระฆังหล่อโลหะสีแดง มีพนักงานตีระฆังบอกเวลา เมื่อพนักงานตีระฆังจบ พนักงานประโคมเป่าแตรงอน ๒ นาย แตรฝรั่ง ๒ นาย ย่ำมโหระทึก ๑ นาย

            ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้รื้อหอนาฬิกาและพระคลังแสง เพื่อใช้พื้นที่ก่อสร้างพระที่นั่งบรมพิมาน ได้ย้ายระฆังมาแขวนที่ซุ้มป้อมยามประตูเหล็กเพชร ตรงประตูทางเข้า โดยมีทหารรักษาวังเป็นผู้ตีระฆัง ส่วนพนักงานเครื่องสูงทำหน้าที่ประโคมย่ำยาม

            ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระประชวร และประทับรักษาพระองค์ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เสนาบดีวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ระงับการตีระฆังและการประโคมย่ำยามตั้งแต่นั้นมา ยังคงไว้แต่ประเพณีประโคมย่ำยามพระบรมศพและพระศพ

จวบจนปัจจุบันในงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็ยังคงรูปแบบการประโคมย่ำยามตามแบบโบราณราชประเพณี ทั้งยังนำวงปี่พาทย์นางหงส์เครื่องใหญ่มาประโคมร่วมกับวงเครื่องสูงของสำนักพระราชวังด้วย 

 

ผู้ทำหน้าที่ส่งสัญญาณ

            แต่เดิมดนตรีที่ใช้ประโคมย่ำยามมีเฉพาะวงสังข์แตรและวงปี่ไฉน กลองชนะ อยู่ในงานเครื่องสูงของสำนักพระราชวัง ต่อมาจึงมีการนำปี่พาทย์นางหงส์ ซึ่งแต่เดิมเป็นวงที่บรรเลงในงานศพสามัญชนมาบรรเลงในพิธีหลวง โดยมีขึ้นครั้งแรกในงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชประสงค์ให้นำวงปี่พาทย์นางหงส์เครื่องคู่ของกรมศิลปากรเข้ามาร่วมประโคมย่ำยามควบคู่กับวงประโคมของงานเครื่องสูง แต่ครั้งล่าสุดนี้เนื่องจากเป็นพระบรมศพของพระเจ้าแผ่นดิน จึงเพิ่มจากวงปี่พาทย์นางหงส์เครื่องคู่ เป็นวงปี่พาทย์นางหงส์เครื่องใหญ่เพื่อให้สมพระเกียรติ

            ดังนั้นผู้ทำหน้าที่ประโคมย่ำยามจึงประกอบด้วย วงประโคมของงานเครื่องสูง ของสำนักพระราชวัง แบ่งเป็น ๒ วง ย่อย คือ วงสังข์แตร ประกอบด้วย สังข์ แตรงอน และแตรฝรั่ง และ วงปี่ไฉนกลองชนะ ประกอบด้วย ปี่ไฉน เปิงมาง กลองชนะแดงลายทอง และ วงปี่พาทย์นางหงส์ ของกลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ใช้วงปี่พาทย์นางหงส์เครื่องใหญ่ ประกอบด้วย ปี่ชวา ระนาดเอก ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้ม ระนาดทุ้มเหล็ก ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก กลองทัด และฉิ่ง

            เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในวงประโคมของสำนักพระราชวัง เรียกว่า เจ้าพนักงานเช่น เจ้าพนักงานประโคมมโหระทึก เจ้าพนักงานจ่าปี่ เจ้าพนักงานจ่าเปิง ส่วนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในวงประโคมของกรมศิลปากร เรียกว่า นักดนตรีมีชื่อเรียกตามตำแหน่งว่า ดุริยางคศิลปินซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทั้ง ๒ ส่วนมีเครื่องแต่งกายแตกต่างกัน

            หากเป็นเจ้าพนักงานจะแต่งกายด้วยชุดสีแดงตามโบราณราชประเพณี ลักษณะเหมือนกันทั้งในงานพระราชพิธีมงคลหรือพระราชพิธีอวมงคล โดยมีรายละเอียดปลีกย่อยของชุดไปตามบทบาทหน้าที่ คือ วงสังข์แตร เจ้าพนักงานสวมหมวกปัสตูแดงรูปกรวยปลายพู่ขาว เสื้อปัสตูแดง แขนบานขลิบลูกไม้ใบข้าว กางเกงปัสตูแดงขลิบเหลือง รองเท้าดำ

            เจ้าพนักงานมโหระทึก จ่าปีและจ่ากลอง สวมหมวกทรงประพาสโหมดเทศยอดบัวตูม เสื้อเข้มขาบไหม กางเกงมัสหรู่ไหม เข้มขัดแถบทองหัวครุฑ รองเท้าดำ

            เจ้าพนักงานจ่ากลองชนะ สวมหมวกกลีบลำดวนปัสตูแดงขลิบเหลือง เสื้อปัสตูแดง กางเกงปัสตูแดงขลิบเหลือง รองเท้าดำ

            ส่วนดุริยางคศิลปิน ของกรมศิลปากร มีทั้งการแต่งกายเครื่องแบบเต็มยศ ไว้ทุกข์ เครื่องแบบครึ่งยศ ไว้ทุกข์ หรือเครื่องแบบปกติขาว ไว้ทุกข์ ขึ้นอยู่กับหมายกำหนดการในแต่ละวัน 

รูปแบบการประโคมย่ำยาม

            บุญตา เขียนทองกุล นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการพิเศษ กลุ่มวิจัยและพัฒนาการสังคีต สำนักการสังคีต ผู้ศึกษาดนตรีในพระราชพิธี กล่าวว่า แต่โบราณการบอกเวลาของการประโคมย่ำยามใช้คำว่า “... ให้ประโคมกลางวัน ๓ เวลา กลางคืน ๓ เวลานั่นคือย่ำรุ่ง ย่ำเที่ยง ย่ำค่ำ ยามหนึ่ง สองยามและสามยาม แต่ในสมัยต่อมามีแบ่งเวลาที่ชัดเจนขึ้น คือ ให้ประโคมทุกยาม โดย ๑ ยามมีระยะห่างกัน ๓ ชั่วโมง ในหนึ่งวันประโคม ๘ ครั้ง หากแต่จำนวนครั้งที่ประโคมในแต่ละวันอาจจะปรับเปลี่ยนตามสภาพสังคม ด้วยสมัยก่อนยังไม่มีเครื่องบอกเวลา การประโคมย่ำยามจึงจำเป็นต้องกระทำทุกยาม เพื่อเป็นการให้สัญญาณบอกเวลา

            ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะกับสภาพสังคม อาทิ ในงานพระราชพิธีสวดพระอภิธรรมพระบรมศพหรือพระศพ มีกำหนด ๑๐๐ วันอาจจะให้งดการประโคมย่ำยามบางเวลาหรือบางยาม ดังเช่น การประโคมย่ำยามในงานพระราชพิธีสวดอภิธรรมพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กำหนดการประโคมย่ำยามวันละ ๗ ครั้ง งดประโคมย่ำยามเวลา ๐๓.๐๐ นาฬิกา งานพระราชพิธีสวดพระอภิธรรมพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กำหนดประโคมย่ำยามวันละ ๖ ครั้ง งดประโคมย่ำยามเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา และเวลา ๐๓.๐๐ นาฬิกา สำหรับงานพระราชพิธีสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กำหนดให้ประโคมวันละ ๖ ครั้ง งดประโคมย่ำยามเวลา ๒๔.๐๐ นาฬิกา และเวลา ๐๓.๐๐ นาฬิกา

            ส่วนรูปแบบของการประโคมย่ำยามในสมัยอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศพบว่ามีการประโคมดนตรีกับนางร้องไห้ “...แล้วจึ่งกะเกณฑ์ให้พระสนมกำนัลทั้งปวงมานั่งห้อมล้อมพระบรมศพแล้ว ก็ร้องไห้เป็นเวลานาทีเป็นอันมาก แล้วจึงให้ประโคมฆ้องกลองแตรสังข์และมโหรีพิณพาทย์อยู่ทุกเวลา...

            ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้กล่าวถึงรูปแบบการประโคมว่า “...นางร้องไห้อยู่บนพระที่นั่ง ชาวประโคมอยู่ชั้นล่างของพระที่นั่ง นางร้องไห้นั้นร้องกลับไปกลับมา และหยุดพร้อมกับวงประโคม...

            ประเพณีนางร้องไห้มีครั้งสุดท้ายในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกประเพณีนี้ด้วยไม่ต้องพระราชนิยมส่วนพระองค์ตั้งแต่นั้นสืบมา 

ขั้นตอนการประโคมย่ำยาม

            การประโคมย่ำยามจะประโคมตามลำดับ เริ่มจากวงเครื่องสูง คือ วงสังข์แตร ประโคม เพลงสำหรับบทเสมือนเป็นสัญญาณแจ้งเริ่มต้นหรือเสร็จสิ้นลงแล้ว ควบคู่ไปกับกลองมโหระทึกที่ประโคมอย่างต่อเนื่อง ต่อด้วยวงปี่ไฉนกลองชนะ ประโคมเพลง พญาโศกลอยลมซึ่งทำนองเพลงมีสำเนียงโศกเศร้าโหยหวน สมชื่อเพลง ซึ่งอาจารย์บุญตาเสริมว่า ทำนองเพลงที่เป่าสันนิษฐานว่ามีทำนองคล้ายกับทำนองขับร้องของนางร้องไห้ในประเพณีนางร้องไห้ โดยจะประโคมสลับเช่นนี้ ๒ ครั้ง และวงสังข์แตรจะประโคมอีกครั้ง ก่อนที่วงปี่พาทย์นางหงส์จะประโคม เพลงเรื่องนางหงส์ซึ่งโบราณจารย์ได้นำเพลงอัตรา ๒ ชั้น กับเพลงฉิ่งที่มีสำนวนใกล้เคียงกันมาเรียงร้อยผูกให้เป็นเพลงเรื่องมีจำนวน ๕ เพลง ประกอบด้วย เพลงพราหมณ์เก็บหัวแหวน เพลงสาวสอดแหวน เพลงกระบอกทอง เพลงคู่แมลงวันทอง และเพลงแมลงวันทอง เมื่อบรรเลงจบตามลำดับจึงถือว่าเสร็จการประโคมย่ำยาม ๑ ครั้ง

            ทุกช่วงจังหวะของการประโคมย่ำยามไม่เพียงแต่บ่งบอกช่วงเวลา หากดนตรีที่บรรเลงยงได้สื่อสารถึงความรู้สึกอันโศกเศร้า เป็นเสียงที่สะท้อนถึงจิตใจของประชาชนในห้วงยามแห่งการสูญเสียพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่ง

 

เรื่อง : อรอุมา ศิลป์วัฒนานุกูล
ภาพ : กองบรรณาธิการ และ บุญตา เขียนทองกุล

Hits: 824