แคน เสียงของลมหายใจและจิตวิญญาณลูกอีสาน

     เสียงแคนดังขึ้นคราใด หัวใจคนไกลบ้านเต้นแรง ท่วงทำนองที่ติดตรึงจิตวิญญาณลูกอีสานทุกคนไม่ว่าจะไปอยู่แห่งไหน เสียงแคนเป็นทั้งเพื่อนคลายเหงา ปลุกเร้าให้สู้ และปลอบประโลมให้ชุ่มชื่น ทุกตัวโน้ตหวานล้ำเสมือนนำความทรงจำของบ้านเกิดลอยล่องมาอยู่ตรงหน้า

    มนต์เสน่ห์เสียงแคน

     แคน เป็นเครื่องดนตรีที่มีความพิเศษทั้งรูปทรง วัสดุที่ใช้และลักษณะของเสียง ถ้าดูจากภายนอก ตัวแคนหรือที่เรียกว่า กู่แคน ทำจากไม้ไผ่น้อย หรือไม้อ้อ (ซึ่งหายากแล้วปัจจุบันใช้ไม้เหี้ยน้อยแทน) ขนาดเท่านิ้วมือมาเป็นลูกแคน ยาวลดหลั่นกันตามลำดับ ถ้าเป็นแคนน้อย (ยาวหนึ่งศอกหนึ่งคืบ ยาวสองศอก และยาวสองศอก หนึ่งคืบ) และแคนใหญ่ (ยาวสามศอก ยาวสามศอกหนึ่งคืบ สี่ศอก และสี่ศอกหนึ่งคืบ) บ้างก็เคยพบที่ยาวถึงหกศอก ถ้ามีลูกแคน คู่ ก็เรียก แคนเจ็ด ๘ คู่ ก็เรียก แคนแปด กู่แคนจะประกอบเข้ากับเต้าแคนซึ่งเป็นส่วนสำหรับเป่า ทำจากไม้ตะเคียน ไม้ประดู่หรือไม้น้ำเกลี้ยง แล้วใช้ขี้ผึ้งหรือชันโรงผนึกติดกันและปิดทั้งข้างบนและข้างล่างเต้าเพื่อไม่ให้ลมรั่วออก แล้วยังมีลิ้นแคน รูแพว และรูนับเสียง ข้างในของแต่ละลำลูกแคนประกอบด้วยลิ้นแคนหนึ่งอัน เท่ากับหนึ่งเสียง

    องจันทร์ ศรไชย หมอแคนแห่งเมืองอุบล ผู้ที่เติบโตและอยู่กับแคนมากว่า ๗๐ ปี เล่าว่า “เวลาเป่าแคน ก็คือ การหายใจผ่านแคน ผู้ที่ฝึกใหม่จะต้องฝึกตั้งแต่การสูดหายใจเข้าและปล่อยลมหายใจออกผ่านเต้าแคนให้เกิดเสียง และต้องฝึกทำให้เป็นจังหวะสม่ำเสมอ เมื่อทำได้จึงค่อยฝึกเล่นเป็นเพลง เสียงแคนยังพิเศษมากตรงที่ตัวโน้ตตัวเดียว ถ้าเป่าจะออกเป็นเสียงคู่ หรือจะเลือกปิดรูให้ออกเสียงเดี่ยวก็ได้”

     ตามหลักสากล แคนเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าจัดอยู่ในกลุ่มเครื่องลม (Wind Instrument) ชนิดที่มีลิ้นเสียงอิสระ เสียงแคนเกิดจากการเป่า และการดูดกระแสลมผ่านลิ้นโลหะที่ฝังอยู่ในรูบากข้างลำท่อ[1] และใช้นิ้วมือทั้งสองข้างปิดเปิดรูนับเพื่อควบคุมระดับเสียง

     แม้จะมีลิ้นโลหะแต่เสียงก็มีความนุ่มนวลจากวัสดุกำทอนเสียงที่เป็นไม้ อีกทั้งเสียงเป่าที่ออกมาเป็นเสียงคู่ทำให้เสียงแคนมีมิติมากขึ้น ยิ่งต้นกำเนิดของเสียงมาจากลมหายใจ ของผู้เป่าด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ทุกตัวโน้ต ทุกท่วงทำนองเสมือนมีชีวิตมีจิตวิญญาณ นี่คือมนต์เสน่ห์ของเครื่องเป่าที่เรียกว่าแคน

     ลายแคนบอกเล่าชีวิต สะท้อนจิตวิญญาณ

    แคนเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่ชาวอีสานและคนสองฝั่งโขงเล่นกันมาช้านาน พลบค่ำหลังเลิกงานไร่ ๆงานนา หนุ่ม ๆ ก็มักถือแคนไปเป่าเลาะบ้านสาว หรือบางบ้านก็นั่งพักผ่อน พูดคุยกัน และเล่นแคนไปด้วย ใครผ่านมาก็จะชวนมาร่วมวงเล่นกันสนุกสนาน ท่วงทำนองของการบรรเลงเพลงแคนที่เรียกกันว่า ลายแคน จึงมักเป็นการเลียนเสียงธรรมชาติ หรือสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวัน วิถีเช่นนี้ทำให้เสียงแคนกลายเป็นสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงคนอีสานกับบ้านเกิด

    ลายแคนที่จัดเป็นลายครู มีจังหวะกระชับ ลีลา ท่วงทำนองไพเราะที่คนเป่าแคนทุกคนต้องเป่าลายนี้ให้ได้ก่อนจะก้าวไปลายอื่น ๆ คือ ลายสุดสะแนน คำว่าสะแนน สันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากคำอีสานว่า “สายแนน” หมายถึง ต้นตอ หรือสายใย เช่น เชื่อว่าคนที่เคยเกิดเป็นพ่อแม่ลูกกันในอดีต ชาตินี้ได้เกิดมาเป็นอีก ก็จะเรียกว่าคนเกิดตามสาย “แนน” จึงว่าใครได้ฟังลายนี้แล้วมักคิดถึงบ้านเกิด คิดถึงพ่อแม่พี่น้อง อีสานว่า “เกิดความออนซอนขึ้นมาอย่างที่สุด” นั่นเพราะคิดหวนสายแนนหรือสายใยของเขานั่นเอง

    ลายแคนมีมากมาย แบ่งเป็นกลุ่มลายแคนทางสั้นที่จังหวะเร็ว แสดงถึงอารมณ์สนุกสนานรื่นเริง และกลุ่มลายแคนทางยาว จังหวะช้าแสดงอารมณ์เศร้าและเหงา ครูทองจันทร์เล่าว่า “ลายแคนส่วนใหญ่ใช้เสียงธรรมชาติมาเป็นต้นแบบในการเล่น เช่น ลมพัดพร้าว ลมพัดไผ่ หรือวัวขึ้นภู ก็เป็นเสียงกระดึงที่คอวัวเวลาเดินดัง กึงกัง กึงกัง ลายสาวหยิกแม่ ก็มีที่มาจากเวลาตกเย็น สาว ๆ ลงข่วง (เข็นฝ้าย) ผู้บ่าวเป่าแคนเลาะบ้าน เสียงเพราะ สาวจึงสะกิดแม่ให้ฟัง ส่วนลายลำเต้ยจังหวะจะคึกคักมาก ลายลำยาวจังหวะช้าไว้ใช้ในการไหว้ครู”

    แต่เดิมการเล่นแคนส่วนใหญ่จะเป่าแคนอย่างเดียว อาจประกอบจังหวะด้วยการตบมือ หรือใช้กรับ กลอง ฉิ่ง ฉาบ[2] หรือเล่นร่วมกับการลำกลอน โดยแคนจะเป็นเครื่องดนตรีที่ให้จังหวะแก่หมอลำหรือผู้ที่ขับร้องกลอนนั้น ปัจจุบันนี้แคนมาเล่นผสมกับเครื่องดนตรีพื้นเมืองอื่น ๆ เช่น พิณ ซอ โหวด หรือโปงลาง หรือเล่นร่วมเครื่องดนตรีสากลอย่างกลอง กีตาร์ไฟฟ้าในวงดนตรี เช่น ลำซิ่ง ได้ด้วย

     เรื่องเล่าปรัมปราว่าด้วยแคน

     “เฮ็ดจั่งได๋นอ จั่งสิได้ฟังเสียงอันไพเราะ ม่วนชื่นจับใจอย่างนี้ตลอดไป ครั้นสิคอยเฝ้า ฟังเสียงนกในถิ่นของมัน ก็เป็นแดนดงแสนกันดาร อาหารก็หายาก หมากไม้ก็บ่มี เฮาสิต้องคิดทำเครื่องบังเกิดเสียง ให้มีเสียงเสนาะ ไพเราะออนซอนจับใจดุจดังเสียงนกกรวิกนี้ให้จงได้”

     ส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าปรัมปรากล่าวถึงกำเนิดของแคน ว่าหญิงหม้ายผู้หนึ่งหลงใหลในเสียงนกกรวิกหรือการเวก จึงพยายามหาวิธีสร้างเครื่องดนตรีเลียนเสียงนก และได้ไปตัดไม้ไผ่น้อยชนิดหนึ่งมาลองประดิษฐ์เป็นเครื่องเป่า เห็นว่าเข้าที จึงแก้ไขดัดแปลงจนได้เสียงและท่วงทำนองไพเราะแล้ว นำไปถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล เพลงแรกยังไม่ดีนัก จึงเป่าซ้ำอีกหลายเพลงจนถึงเพลงสุดท้าย พระองค์จึงชมว่า “เทื่อนี่ แค่นแด่” (ครั้งนี้ดีขึ้นหน่อย) เมื่อหญิงหม้ายถามว่าจะเรียกเครื่องดนตรีนี้ว่าอย่างไร พระองค์จึงให้เรียกชื่อว่า “แคน”[3]

     บ้างก็เชื่อว่าน่าจะมาจากชื่อไม้ตะเคียนที่ชาวอีสานเรียก “ไม้แคน” เพราะนำไม้นี้มาทำเต้าแคน บ้างตั้งข้อสังเกต เหตุที่เชื่อว่าหญิงหม้ายเป็นผู้สร้างนั้น ดูจากส่วนประกอบสำคัญของแคนคือ ปากเป่ารูปร่างเป็นกระเปาะคล้ายเต้านมของสตรี ซึ่งเรียกว่า “เต้าแคน” และลักษณะนามของแคนก็ใช้คำว่า “เต้า” และเสียงไพเราะอ่อนหวานของแคนที่บ้างก็ว่าคล้ายเสียงร้องของนกการเวก บ้างก็ว่าคล้ายเสียงของหญิงหม้ายผู้ว้าเหว่เดียวดาย

     หมอแคน ผู้ถ่ายทอดลมหายใจแห่งแคน

    ผู้ที่ชำนาญในการเป่าแคน เรียกว่า หมอแคน คนเป็นหมอแคนได้นั้นไม่ใช่เพียงแค่เป่าแคนได้เท่านั้น แต่ต้องช่ำชองลายแคน มีพื้นฐานการใช้ลมเป่าแบบทั้งสั้นและยาว ต้องมุ่งมั่นฝึกฝน พัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะเล่นให้เพราะมากกว่าการเป่าในระดับพื้นฐานต้องสังเกตและสร้างสรรค์ลีลาการเป่าที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองได้ด้วย จากประสบการณ์ของครูทองจันทร์ ศรไชย ที่เป็นหมอแคนอายุ ๗๐ ที่ยังขึ้นเวทีเป่าได้ไม่แพ้หมอแคนหนุ่ม เล่าว่า “หมอแคนส่วนใหญ่ ๖๐-๗๐ ถ้าฟันหมดก็เล่นไม่ได้แล้ว เพราะฟันกับลิ้นทำงานประสานกันเป็นตัวกำหนด เหมือนกับการผิวปาก ถ้าไม่มีฟันก็กักลมยาก การเป่าแคนต้องมี หนึ่งสมอง เป็นตัวส่ง คือ คิดว่าจะเล่นแบบไหนอย่างไรให้เพราะ สอง ลมเป็นตัวกำหนด เป่าออกและสูบเข้าต้องให้เสียงเสมอกัน ตอนฝึก ต้องฝึกลมให้ได้ก่อนถึงมาเรียนตัวโน้ต และสาม คือ นิ้ว เป็นตัวเดิน ถ้าลมกับนิ้วไม่ประสานกันก็ไม่เพราะ แม้จะท่องโน้ตได้ แต่ถ้าลำใส่แคนไม่เป็น ก็เล่นไม่ได้”

    สมบัติ สิมหล้า หมอแคนวัย ๕๓ ปี จากมหาสารคาม เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่าเป่าแคนได้ไพเราะมากแม้ดวงตาจะบอดสนิททั้งสองข้าง เด็กชายสมบัติเริ่มหัดเป่าแคนตั้งแต่ ๖ ขวบ พ่อเป็นหมอแคนเป็นครูคนแรก และสมบัติก็ฝึกฝนมาเรื่อย ๆ กับครูหลายคน ครั้งที่มารู้จักกับหมอแคนทองจันทร์ เล่ากันว่าแม้จะเป่าแคนให้ฟังก็ยังเป่าตามได้ไม่ดี ครูทองจันทร์จึงใช้วิธีนำปลอกมือมาถักเข้ากับมือของตนและให้มือของสมบัติทาบ มัดติดกัน จนกระทั่งเป่าได้ในที่สุด

    ฝีมือเดี่ยวแคนของสมบัติเป็นที่รู้จักทั่วประเทศจากเวทีประกวดและรายการโทรทัศน์ และเคยได้รับเชิญให้แสดงดนตรีร่วมกับนักดนตรีระดับแนวหน้าของเมืองไทย อย่างวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra: TPO) หรือการไปแสดงต่างประเทศ เช่นเดียวกับครูทองจันทร์ที่ยืนยันว่า การเป็นหมอแคนสร้างชีวิตให้ประสบความสำเร็จ เลี้ยงดูครอบครัวได้ แคนได้พาไปเปิดโลกกว้าง “แต่ก่อนคนว่าเป็นวณิพก ผมได้ใช้วิชาเป่าแคนนี่ไปถึงเมืองนอก มีรถขับ มีบ้านได้ก็เพราะแคน เป็นอาชีพที่ภูมิใจ”

     หมอแคนรุ่นใหม่หัวใจรักษ์ศิลป์

    มนต์เสน่ห์เสียงแคนที่มีทั้งท่วงทำนองแว่วหวานและท่วงทำนองเร้าใจผสมผสานลีลาอันสนุกสนานยังคงดึงดูดคนยุคใหม่ด้วย อย่างเช่น “อ้น แคนเขียว” คือตัวอย่างของหมอแคนรุ่นใหม่ที่นำศิลปะการเล่นแบบพื้นบ้านดั้งเดิมมาผสมผสานเข้ากับดนตรีสากล ปัจจุบันแคนยังไม่หายไปจากหัวใจลูกอีสานรุ่นใหม่ ดูได้จากต้นปีที่ผ่านมา การประกวด “เดี่ยวแคน” ในงานเทศกาลไหมนานาชาติ ประเพณีผูกเสี่ยวและงานกาชาดจังหวัดขอนแก่น เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้หมอแคนรุ่นเล็กอย่าง “เด็กชายภานุวัฒน์ ศรีชุม” ซึ่งเริ่มเป่าแคนมาตั้งแต่อายุ ๘ ขวบ หรือแม้กระทั่งหมอแคนหญิงหนึ่งเดียวบนเวที คือ “นางสาวมุกดา ทองโคตร” สาววัย ๒๔ ปี ผู้ชื่นชอบเสียงดนตรีพื้นเมือง และหัดเป่าแคนตั้งแต่อายุ ๑๑ ปี เพราะได้ยินตากับปู่เป่าแคนที่บ้าน แม้ว่าหมอแคนหญิงอาจจะไม่สามารถออกลีลาท่าทางได้เท่าหมอแคนผู้ชาย แต่การเป่าแคนด้วยท่วงทำนองที่ไพเราะ ก็สามารถจับใจผู้ฟังได้ไม่แพ้หมอแคนผู้ชายเลย

    การส่งต่อภูมิปัญญาของชาวอีสานจากรุ่นต่อรุ่น ทำให้ทุกวันนี้เราจึงเห็นหมอแคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา แคนกลายเป็นเครื่องดนตรีที่เป็นจิตวิญญาณของดนตรีพื้นบ้านอีสาน เพราะเสียงแคนไม่ได้เป็นเสียงของเครื่องดนตรี แต่ทั้งเสียงแคนและตัวแคนคือวิถีชีวิต คือจิตวิญญาณของลูกอีสานทุกคน เป็นสายใยที่ผูกพันร้อยรัดความเป็นหนึ่งเดียวกัน ยามใดที่เสียงแคนดังขึ้นกลางงาน ไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นคนอีสาน หัวใจจะถูกปลุกเร้า เลือดในกายจะเต้นเร่าให้ขยับแขนขา ความอบอุ่นของบ้านเกิดส่งผ่านเสียงเพลงให้ชีวิตกลับชื่นบานอีกครั้ง

 


 

เรื่อง : สงวนศรี ตรีเทพประติมา
ภาพ : สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

Hits: 1317