รองเง็ง มรดกวัฒนธรรม ไทย–มลายู

ขาดไม่ได้นะจ๊ะ ! จะต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง งานมงคล หรืองานรื่นเริง ต้องมี รองเง็ง การแสดงพื้นบ้านในกลุ่มชาติพันธุ์มลายูที่มีอัตลักษณ์ และได้รับความนิยมแพร่หลาย

     รองเง็ง ศิลปะการแสดงพื้นบ้านในกลุ่มชาติพันธุ์มลายู ที่สื่อถึงการเกี้ยวพาราสีกันระหว่างหนุ่มสาว นิยมแพร่หลายในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ตลอดจนในประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ถือเป็นวัฒนธรรมร่วมทางด้านการแสดงพื้นบ้านในภาคพื้นคาบสมุทรมลายูที่นิยมแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน โดยแต่ละพื้นที่มีรูปแบบการแสดงที่มีอัตลักษณ์เฉพาะ ซึ่งขึ้นอยู่กับบริบท ค่านิยม และสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ ในอดีตรองเง็งเป็นสื่อพื้นบ้าน เพื่อให้กลุ่มคนหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม ได้ร่วมปฏิสัมพันธ์ จึงสะท้อนสู่รูปแบบการแสดงที่มีกลิ่นอายของความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เช่น เครื่องดนตรี ท่วงทำนองเพลง การแต่งกาย ท่วงท่าการแสดง และวรรณกรรม ซึ่งในอดีตการละเล่นรองเง็งมีองค์ประกอบ ๓ ส่วน 

    คือ นักดนตรี นักแสดง และผู้ขับกลอน หรือบทปันตุน (Puntun) ซึ่งเป็นบทกวีมลายูโบราณ ที่บอกเล่าถึงวิถีชีวิต ธรรมชาติ และความรัก เป็นบทกลอนที่หนุ่มสาวใช้ร้องโต้ตอบกัน พร้อมการบรรเลงดนตรี และการเต้นรองเง็ง ซึ่งผู้ชมสามารถที่จะเข้ามาร่วมร้อง ร่วมเต้นหรือร่วมร่ายรำด้วยได้ 

    ดังปรากฎหลักฐานในบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อรัตนโกสินทรศก ๑๑๕ เรื่อง “ระยะทางเที่ยวชวากว่าสองเดือน” เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ขณะพระองค์เสด็จตำบลจิสรูปัง เมืองการุต โดยมีเนื้อความว่า

    ออกไปเดินต่อไปดูเขาเล่น “รองเกง” กันเป็นหมู่แรกสองวง ทีหลังแยกออกเป็น ๓ วง มีผู้หญิงวงละ ๓ คน มีพิณพาทย์สำรับหนึ่ง คือ รนาทราง ๑ ซอคัน ๑ ฆ้องราง ๑ ฆ้องใบใหญ่ ๑ บ้าง ๒ ใบบ้าง กลองรูปร่างเหมือนกลองชนะแต่อ้วนกว่าสักหน่อยหนึ่ง มีสองหน้าเล็กๆ อัน ๑ ผู้หญิงร้องรับพิณพาทย์ ผู้ชายเข้ารำเป็นคู่ แต่ผลัดเปลี่ยนกัน ดูท่าทางเป็นหนีไล่กันอย่างไรอยู่ ผู้หญิงไม่ใคร่จะรำเป็นแต่ร้องมากกว่า แต่ผู้ชายรำคล้ายๆ ท่าค้างคาวกินผักบุ้ง ที่ตลกรำมีตะเกียงปักอยู่กลางดวงหนึ่ง รำเวียนไปรอบๆ ตะเกียง พอรัวกลองผู้ชายเข้าไปจูบผู้หญิงๆ ก็นิ่งเฉย ไม่เห็นบิดเบือนปัดป้องอันใด (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. ๒๕๕๕ : ๑๐๗) 

     จากบทพระราชนิพนธ์ดังกล่าวทำให้เข้าใจถึงลักษณะของการแสดงรองเง็งในอดีต และปรากฏหลักฐานของการแสดงรองเง็งในคาบสมุทรมลายูมาตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ ๕ จากนั้นการแสดงรองเง็งก็ได้รับความนิยม และแพร่หลายเข้าสู่พื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย 

    ประเภทของรองเง็ง 

    สำหรับรองเง็งในประเทศไทย นักวิชาการสรุปรูปแบบการแสดงออกเป็น ๓ ประเภท คือ 

    ๑. รองเง็งราชสำนัก นิยมแสดงกันในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็นการบรรเลงดนตรีประกอบการแสดง ไม่มีการขับร้อง แต่จะมีความหลากหลายเรื่องเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดง 

    ๒. รองเง็งชาวเล นิยมแสดงกันในกลุ่มชาวเลอูรักลาโว้ย ซึ่งอาศัยอยู่ในแถบพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน โดยเฉพาะพื้นที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และเกาะสิเหร่ จังหวัดภูเก็ต เป็นการแสดงที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมการแสดงแบบดั้งเดิม คือ มีการร้องโดยใช้บทปันตุนภาษามลายู การเต้น-รำ และการบรรเลงดนตรี 

    ๓. รองเง็งตันหยง นิยมแสดงกันในกลุ่มชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน ตั้งแต่จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล เป็นการแสดงที่คลี่คลายมาจากรองเง็งชาวเล แต่มีการปรับเปลี่ยนเรื่องภาษาที่ใช้ในการขับร้อง จากภาษามลายูเป็นภาษาถิ่นใต้ 

    ซึ่งในพื้นที่เมืองปัตตานีสมัยการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๓๙-๒๔๔๙ พระยาพิพิธเสนามาตยาธิบดี เจ้าเมืองยะหริ่ง ประสงค์ให้ข้าราชบริพารที่เป็นหญิงสาวฝึกเต้นรองเง็ง เพื่อใช้สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองหรือเทศกาลงานรื่นเริงต่างๆ จากนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ และสงครามมหาเอเชียบูรพา พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๔๘๘ นับเป็นจุดที่ทำให้เจ้าเมืองเสื่อมอำนาจ ส่งผลให้การแสดงรองเง็งเสื่อมความนิยมลง 

    ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ขุนจารุวิเศษศึกษากร ศึกษาธิการจังหวัดปัตตานีในขณะนั้น ท่านมีแนวคิดในการสืบสานด้วยเกรงว่า รองเง็ง อาจสูญหายไปจากเมืองปัตตานี จึงรื้อฟื้นการแสดงรองเง็งแบบดั้งเดิมขึ้นอีกครั้ง พร้อมยังมีการปรับปรุงท่าเต้นรองเง็งขึ้นใหม่โดยมีเค้าโครงจากของเดิม พร้อมทั้งนำท่านาฏศิลป์ไทยมาประยุกต์ แต่ไม่ปรากฏมีการร้องปันตุนโต้ตอบกัน เพราะขาดช่วงในการสืบสาน และผู้ที่มีปฏิภาณไหวพริบในการร้องและด้นกลอนสดนั้นหาได้ยาก 

    โดยกำหนดให้เป็นท่าเต้นมาตรฐาน ประมาณ ๑๐ เพลง ได้แก่ เพลงลาฆูดูวอ เลนัง ปูโจ๊ะปีซัง มะอีนังลามา มะอีนังชวา อาเนาะดิดิ๊ จินตาซายัง โดนนังซายัง มาสแมเราะห์ และบุหงารำไป เพื่อใช้เป็นแบบแผนในการถ่ายทอดที่ฝึกหัดได้ง่าย และสามารถนำไปถ่ายทอดแก่บุคคลอื่นที่สนใจได้ บทบาทของท่านขุนจารุวิเศษศึกษากร นอกเหนือจากการรื้อฟื้นการแสดงรองเง็ง ท่านยังได้เขียนข้อสันนิษฐาน และความหมายของคำว่า “รองเง็ง” ไว้ด้วยว่า 

    คำว่ารองเง็งไม่ใช่คำในภาษามลายู และไม่ทราบว่าเป็นภาษาใด แต่สันนิษฐานว่าคงมาจากเสียงของเครื่องดนตรีใช้บรรเลงนั่นเอง ซึ่งแต่ก่อนมีกลองรำมะนากับฆ้อง ซึ่งทำด้วยแผ่นเหล็กหนาๆ เสียงกลองรำมะนาดัง ก็อง ก็อง และเสียงตีฆ้องเหล็ก ดัง แง็ง แง็ง ก็เลยเรียกการละเล่นนี้ตามเสียงของเครื่องดนตรีที่ได้ยิน คือ ก็องแง็ง แต่คำว่า ก็อง ในภาษามลายูแปลว่า บ้าๆ บอๆ ซึ่งมีความหมายไม่ค่อยเป็นมงคลนัก จึงแกล้งออกเสียงให้เพี้ยนไปเป็นรอง และลิ้นชาวมลายูไม่สันทัดในการออกเสียงแอ จึงออกเสียงแง็ง เป็น เง็ง ก็เลยกลายเป็นรองเง็ง” (สุภา วัชรสุขุม. ๒๕๓๐ : ๑๓) 

    ในเวลาต่อมา รองเง็ง จึงกลับมาเป็นที่นิยมกันในหมู่ข้าราชการ พ่อค้า และคหบดี ทั้งกลุ่มชาวไทยพุทธ ชาวไทยเชื้อสายจีน และชาวไทยมุสลิมในเมืองปัตตานี และในยุคนี้มีการนำแอคคอร์เดียน หรือหีบเพลงชัก มาร่วมบรรเลงในวงดนตรีรองเง็งเพิ่มความไพเราะ และสร้างความสนุกสนานให้กับนักแสดงมากยิ่งขึ้น 

    จึงถือได้ว่า การแสดงรองเง็งไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะในกลุ่มชาวไทยมุสลิมอีกต่อไป หากยังปรากฏในกลุ่มชาวไทยพุทธ และกลุ่มชาวไทยเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ และต่างมีบทบาทร่วมในการสืบสาน และอนุรักษ์การแสดงรองเง็งนี้ด้วย 

    โอกาสในการแสดง 

    โอกาสในการแสดงรองเง็งนั้น ในอดีตโดยเฉพาะในราชสำนักจะใช้สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง หรือสำหรับแสดงในงานมงคล งานแต่งงาน และงานรื่นเริง เป็นต้น และในระดับชาวบ้านนั้นรองเง็งคือการละเล่นพื้นบ้านที่สร้างปฎิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนหลากหลายชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนั้นคณะมะโย่งได้นำรองเง็งมาใช้เป็นการแสดงเพื่อสร้างความบันเทิง และความสนุกสนาน อีกทั้งเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับคณะอีกด้วย 

    ในช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันโอกาสการแสดงรองเง็งได้มีการปรับเปลี่ยนจากการละเล่นมาเป็นการแสดงพื้นบ้านที่สอดรับ และสนับสนุนกับนโยบายของภาครัฐทั้งในการอนุรักษ์ และส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว อีกทั้งยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ให้มีการจัดแสดงถวายหน้าพระที่นั่งและหน้าพระพักตร์เมื่อคราวเสร็จทรงงานในพื้นที่ภาคใต้ด้วย 

    การแต่งกายนักแสดง 

    ผู้เต้นรองเง็งจะแต่งกายแบบพื้นเมือง โดยผู้ชายสวมหมวกหนีบไม่มีปีก เรียกว่า “ซาเก๊าะลีป๊ะ” สวมเสื้อคอกลมแขนยาว ผ่าครึ่งอกสีเดียวกับกางเกง เรียกว่า “ตือโล๊ะบลางอ” นุ่งกางเกง เรียกว่า “ซาลูวากากีปันยัง” ใช้โสร่งแคบๆ ยาวเหนือเข่าสวมทับกางเกง เรียก “ผ้าสลีแน” สำหรับผู้หญิงใส่เสื้อเข้ารูปแขนกระบอก เรียกเสื้อ “บานง” ลักษณะเสื้อจะเป็นแบบเข้ารูปปิดสะโพก ผ่าอกและติดกระดุมเป็นระยะ สีเสื้อนิยมสีโทนเดียวกับเสื้อฝ่ายชายและเป็นสีเดียวกับ “ผ้าซาเลนดัง” สวมผ้านุ่งลายพื้นเมืองสวยงาม นอกจากนั้นยังมีเครื่องประดับศีรษะเรียกว่า “ปิ่นซัมเป็ง หรือปิ่นดอกไม้ไหว” และ “ดอกไม้ทัดผม” 

    ปัจจุบันการแสดงรองเง็งปัตตานี ได้รับการสืบสานต่อเนื่องทั้งในกลุ่มศิลปินพื้นบ้าน และสถานศึกษา ทั้งประเภทรองเง็ง 

    แบบดั้งเดิม และระบำพื้นบ้าน โดยศิลปินซึ่งเป็นศิษย์ของขุนจารุวิเศษศึกษากร ทั้งที่เป็นข้าราชการครู กลุ่มคนทั่วไป และกลุ่มศิลปินนักดนตรีรองเง็ง ซึ่งเป็นศิษย์ของอาจารย์ขาเดร์ แวเด็ง ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง พ.ศ. ๒๕๓๖ (ดนตรีพื้นบ้านรองเง็ง) ต่างมีบทบาทในการร่วมอนุรักษ์สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันเปรียบเสมือนวัฒนธรรมร่วมที่สื่อถึงความหลากหลายทางกลุ่มชาติพันธุ์ให้คงอยู่ในผืนแผ่นดินภาคใต้และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติต่อไป อ้างอิง

 

เรื่อง/ภาพ : อภิชาติ คัญทะชา

Hits: 3616